แนวทางการรักษาโรค Seborrheic Dermatitis (เซ็บเดิร์ม)

แนวทางการรักษาโรค Seborrheic Dermatitis (เซ็บเดิร์ม)

สาเหตุ

สาเหตุของโรคยังไม่ทราบทั้งหมด แต่มีความเกี่ยวข้องกับ sebaceous gland activity และ Pityrosporum ovale ซึ่งเป็นเชื้อราที่พบได้ตามปกติในรูขุมขนบริเวณที่มีต่อมไขมันมาก เนื่องจากเชื้อราชนิดนี้เป็นยีสต์ที่ชอบไขมัน (lipophilic yeast) หลังจากเข้าสู่ระยะ puberty ไปแล้ว ก็จะมีการเพิ่มจำนวนของเชื้อราชนิดนี้ขึ้น ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่พบในคนทั่วไป อาการของโรคจะเกิดขึ้นต่อเมื่อมีการเพิ่มของเชื้อรามากเกินปกติ และจะดีขึ้นเมื่อเชื้อราลดน้อยลง

ลักษณะทางคลินิก

ผื่นแดงมีสะเก็ดเป็นมัน ขอบชัด บางรายมีอาการอื่นร่วมด้วย ได้แก่สะเก็ดในหู และการอักเสบที่ตาชนิด chronic blepharitis

บริเวณที่เป็น แบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ

  1. กลุ่มที่เป็นบริเวณหน้า คอ หลังหู ศีรษะ
  2. กลุ่มที่เป็นบริเวณหน้าอก
  3. กลุ่มที่เป็นบริเวณรักแร้ ขาหนีบ สะดือ ใต้อกและง่ามก้น

Seborrheic Dermatitis บริเวณหน้า

การวินิจฉัยแยกโรค

ต้องแยกออกจาก psoriasis โดยเฉพาะในรายที่ได้รับการรักษามาแล้วเหลือเป็นรอยแดง และสะเก็ดบางๆตามตัวและศีรษะ พบว่า seborrheic dermatitis มีความสัมพันธ์กับโรคอื่นเช่น การติดเชื้อ Pityrosporum ovale, malabsorbtion, obesity, CVA และเอดส์

การวินิจฉัย

อาศัยลักษณะทางคลินิก ตำแหน่งและการกระจายของรอยโรค

การรักษา

เช่นเดียวกับการรักษา contact dermatitis

การป้องกัน

ความรุนแรงของ seborrheic dermatitis สามารถลดได้โดยการควบคุมปัจจัยเสี่ยง ได้แก่ ความเครียด ความอ่อนล้า การเปลี่ยนแปลงของอากาศ การปล่อยให้ผิวมัน การใช้แชมพูหรือโฟมล้างหน้าบ่อย การใช้โลชั่นที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์ การมีสิว และภาวะอ้วน

เอกสารอ้างอิง

  • ปรียา กุลละวณิชย์ และประวิตร พิศาลบุตร บรรณาธิการ, Dermatology 2000 ตำราโรคผิวหนังในเวชปฏิบัติปัจจุบัน, กรุงเทพมหานคร: บริษัทโฮลิสติกพับลิชชิ่งจำกัด, 2540.
  • อภิชาติ ศิวยาธร และกนกวลัย กุลทนันทร์ บรรณาธิการ, โรคผิวหนังที่ต้องรู้สำหรับเวชปฏิบัติทั่วไป, กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์หมอชาวบ้าน, 2546.
  • Klaus Wolff, Richard Allen Johnson and Dick Suurmond, Fitzpatrick’s Color Atlas & Synopsis of Clinical Dermatology (5th edition), New York: McGraw-Hill, 2005.

โดย นายแพทย์กฤษณะ สุวรรณภูมิ
หน่วยเวชศาสตร์ครอบครัวและชุมชน ภาควิชาเวชศาสตร์ชุมชน
คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์