Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

Topic list

197 items|« First « Prev 5 6 (7/20) 8 9 Next » Last »|
โรงพยาบาลแม่อาย ต้นแบบโรงพยาบาลชุมชน
โดย Admin on January,11 2011 22.25

โรงพยาบาลแม่อาย ต้นแบบโรงพยาบาลชุมชน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมีนาคม-เมษายน 2548

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

โรงพยาบาลชุมชนในประเทศไทยที่มีทั้งสิ้น 726 แห่งนั้น โรงพยาบาลแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ นับเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กที่มีความโดดเด่นอย่างยิ่ง ทั้งจากความเป็นโรงพยาบาลของชุมชนที่ชุมชนรักและมีความรู้สึกเป็นเจ้าของ ความสวยงามของสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลและบรรยากาศของขุนเขาที่สวยงามรายล้อม ด้วยระบบงานชุมชนที่ใส่ใจสุขภาพในมิติที่กว้างและครอบคลุมทั้งอำเภอ เจ้าหน้าที่มีความสุขและขยันสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ อยู่เสมอ และด้วยความโดดเด่นเฉพาะตัวของผู้อำนวยการโรงพยาบาล นพ.ไกร ดาบธรรม โรงพยาบาลแม่อาย จึงมิได้เป็นการกล่าวเกินความจริงหากจะกล่าวว่า “โรงพยาบาลแม่อาย ต้นแบบโรงพยาบาลชุมชน”

แม่อาย ความงามที่ชายแดน

อำเภอแม่อายเป็นท้องถิ่นแดนไกลเหนือสุดของจังหวัดเชียงใหม่ ระยะทางห่างจากตัวเมืองเชียงใหม่ 170 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 3 ชั่วโมง แต่อยู่ติดกับเขตแดนของจังหวัดเชียงราย ซึ่งใช้เวลาผ่านดอยสูงคดเคี้ยวนานกว่า 1 ชั่วโมง

อำเภอแม่อายประกอบด้วย 7 ตำบล 92 หมู่บ้าน มีประชากรประมาณ 107,160 คน นับได้ว่าเป็นอำเภอที่มีประชากรมากทีเดียว ประกอบด้วยชาวไทยพื้นราบ 70,000 คน ชาวไทยพื้นที่สูง(ชาวเขา) หลายเผ่าพันธุ์ 30,000 คน และยังมีชาวพม่าอพยพข้ามแดนอีกประมาณ 40,000 คน เป็นอำเภอที่ตั้งของดอยผ้าห่มปกซึ่งสูงสุดเป็นอันดับสองรองจากดอยอินทนนท์ ติดกับชายแดนพม่า ใกล้กับเมืองยอน ซึ่งเป็นเสมือนเมืองหลวงของชนกลุ่มน้อยกลุ้มว้าในประเทศพม่า เป็นแหล่งผลิตยาบ้าและเฮโรอีนใหญ่ที่สุดในโลก

โรงพยาบาลแม่อายดูแลประชากรส่วนใหญ่ที่มีอาชีพเกษตรกรรม มีรายได้น้อยเพียง 5,000-10,000 บาทต่อครอบครัวต่อปี มีโรคระบาดบริเวณชายแดนชุกชุม เช่น มาลาเรีย ทั้งมีโรคหายาก เช่นโรคเรื้อน โรคเท้าช้าง โรงพยาบาลแม่อายเริ่มก่อตั้งเมื่อปี 2526 เป็นโรงพยาบาล 10 เตียง ต่อมาปี 2536 ได้เปลี่ยนขนาดเป็น 30 เตียง นพ.ไกร ดาบธรรม ผู้อำนวยการนักพัฒนาคนปัจจุบันได้เริ่มมาปฏิบัติงานที่โรงพยาบาลแม่อายตั้งแต่ปี 2532 และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลตั้งแต่ปี 2536 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน โรงพยาบาลแม่อายได้รับการร่วมแรงร่วมใจพัฒนาจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจนปัจจุบันนับเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

หมอไกร ดาบธรรม ผู้สร้างฝันโรงพยาบาลแม่อาย

นพ.ไกร ดาบธรรม แต่พื้นเพเดิมเป็นคนสุพรรณบุรี เรียนอยู่ 7 ปี จึงจบแพทยศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์เมื่อปี 2532 และตัดสินใจมุ่งสู่ภาคเหนือ หาโรงพยาบาลไกลๆ สักแห่งทำสร้างฝันทำงาน และที่นั่นก็คือโรงพยาบาลแม่อาย

ในช่วงแรกของการทำงานนั้น เป็นแพทย์คนเดียวในโรงพยาบาล ในขณะนั้นมีสงครามชายแดนไทยพม่าบ่อยครั้ง บางครั้งเสียงปืนใหญ่ดังตลอดคืน ไฟฟ้าดับมากกว่าติด มีคนหามทหารทั้งพม่า กะเหรี่ยงและไทยที่บาดเจ็บมาให้รักษา ตัดขา Amputation ทหารที่เหยียบกับระเบิดจนชำนาญ เป็นช่วงชีวิตที่น่าจดจำ

ความต่อเนื่องของผู้อำนวยการโรงพยาบาลบันดาลงานหลายอย่างในชุมชนได้ โดยเฉพาะเมื่อผู้อำนวยการสนใจเรื่องอื่นที่นอกเหนือจากการแพทย์ที่มุ่งรักษาโรค

คุณหมอไกรมีความคิดที่น่าสนใจหลายประการที่เก็บตกได้จากการพูดคุย เช่น คุณหมอไกรเชื่อว่า “ทุกอย่างมาจากความเชื่อ เชื่อว่าเราทำได้ ก็จะทำได้” โรงพยาบาลแม่อายจึงเป็นอย่างที่เห็นอย่างไม่น่าเชื่อ “ที่ต้องทำสถานที่ให้สวย เพื่อให้คนไม่ป่วยก็สามารถมาใช้บริการของโรงพยาบาลได้” “ถ้าทำอะไรแล้ว เรา-ประชาชน-องค์กร ได้ ทำไปเลย ให้ได้กันทุกฝ่าย”

เมื่อเป็นผู้อำนวยการใหม่ๆ ในวัน อสม. คุณหมอไกรเล่าว่า “กินเหล้าชนแก้วกับ อสม.ทั้งงาน จนต้องหามกลับบ้าน วันรุ่งขึ้นได้เพื่อนทั้งอำเภอ เพราะไม่ค่อยมีหมอมาไหว้เขาก่อน มากินเหล้ากับเขา” การกินเหล้าเป็นวัฒนธรรมของหมู่มิตรของคนเหนือ ได้ใจ อสม.แล้ว ขอช่วยงานอะไรก็ไม่ยาก นอกจากนี้ก็ยังต้องเข้ากับกลุ่มผู้นำชุมชน รวมทั้งกลุ่มที่สำคัญ คือ แม่บ้าน แกนนำสตรี “เพราะสั่งพ่อบ้านได้” สิ่งเหล่านี้เป็นฐานสำคัญในงานสาธารณสุข

ที่นี่ทีมงานโรงพยาบาลหลายคนที่สามารถลุกขึ้นเป็นวิทยากร กล่าวถึงผลงานของโรงพยาบาลได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่เคอะเขิน และอยู่ดูแลแขกตลอดรายการแทนผู้อำนวยการได้สบาย แม้กระทั่งคนขับรถโรงพยาบาลที่สุภาพมากๆ บอกเล่าสรรพสิ่งได้อย่างน่าสนใจ นับว่าเป็นการบริหารบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ น่าชื่นชมมาก

ทีมงานที่ร่วมฝ่าฟันอุปสรรค สร้างสรรค์งานนั้น ได้อาศัยบุคลากรโรงพยาบาลทุกวิชาชีพซึ่งอยู่กับพื้นที่ได้นานกว่าแพทย์ในการดำเนินงานในชุมชน ซึ่งจะได้ผลสำเร็จสูงและยั่งยืนกว่าการพึ่งพาแพทย์ซึ่งย้ายบ่อย การกระจายงานและให้ความไว้วางใจจากผู้อำนวยการ ทำให้งานต่างๆ พัฒนารุดหน้าไปได้อย่างดี มีความคิดสร้างสรรค์มากมาย

รางวัลมากมายที่คุณหมอไกรได้รับ ที่สำคัญ เช่น รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของกองทุนกนกศักดิ์ พูลเกษร ของมูลนิธิแพทย์ชนบทในปี 2537 รางวัลแพทย์ชนบทดีเด่นของศิริราชพยาบาลในปี 2540 และรางวัลที่น่าภาคภูมิใจที่สุดรางวัลหนึ่งในชีวิตก็ คือ โล่ห์ทองคำจากประชาชนชาวแม่อาย ที่คนแม่อายระดมทรัพย์จัดทำโล่ห์จากทองคำมอบแก่หมอที่เขาเคารพศรัทธา

คุณหมอไกร ดาบธรรม คือ ศูนย์รวมศรัทธาของทั้งเจ้าหน้าโรงพยาบาลและผู้คนทั้งอำเภอแม่อาย แต่จะเห็นว่าบางครั้งการที่มีผู้นำที่เข้มแข็งมากเกินไปก็มีข้อเสียคือจะทำให้คนในชุมชนและบุคลากรในโรงพยาบาลยึดติดในตัวบุคคลมากเกินไป ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาเมื่อจำเป็นที่จะต้องผู้อำนวยการโรงพยาบาลต้องปรับเปลี่ยน ชาวบ้านที่แม่อายจึงมีประเพณีสืบชะตาและกินวอแสดงพลังศรัทธาของชุมชนให้คุณหมอไกรทุกปี ส่วนหนึ่งเพื่อแสดงออกแก่คนที่เขาศรัทธา อีกส่วนหนึ่งเพื่อบอกคุณหมอไกรกลายๆว่า ขอให้อยู่แม่อายต่อไปนานๆ

รีสอร์ทในโรงพยาบาล

คณะเดินทางทุกคณะย่อมจะตื่นเต้นกับซุ้มประตูไม้สักขนาดใหญ่ ที่อยู่ทางเข้าโรงพยาบาลแม่อาย ซึ่งเป็นป้ายบอกทางเข้าสู่ “โรงพยาบาลแม่อาย เวียงมะลิกา” ต้องผ่านทางเข้าเป็นตรอกแคบๆ สูงชัน จึงจะถึงตัวโรงพยาบาลที่อยู่ทางซ้ายมือ สภาพตึก OPD IPD ของโรงพยาบาลเป็นรูปแบบธรรมดาของโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ชั้นเดียวตามแปลนของกระทรวงสาธารณสุข แต่ประกบข้างตึกด้วยน้ำตกจำลองขนาดใหญ่และเรือนไม้หรูหราอีก 2-3 หลังที่อยู่ด้านข้าง

โรงพยาบาลแม่อายมีพื้นที่ 40 ไร่ ได้พัฒนาสิ่งแวดล้อมอย่างโดดเด่น มีสวนหย่อมที่สวยงามและลานออกกำลังกายที่มีคนมาออกกำลังกายนานาชนิด รายรอบด้วยบ้านพักไม้สักขนาด 3 ห้องนอน สวยงามกว่ารีสอร์ททั่วไป มีเรือนบ้านทรงสามเหลี่ยมสไตล์บ้านกาแฟ เป็นเรือนสองชั้นอยู่ด้านข้างของลานออกกำลังกาย บนชั้นสองตกแต่งสวยงามเหมือนร้านกาแฟหรูๆ ในกรุงเทพฯ มีกระจกด้านข้างมีน้ำไหลผ่านกระจกดูเก๋ไก๋ ผู้อำนวยการนายแพทย์ไกร ดาบธรรม ชี้ชวนให้ชมดอยผ้าห่มปกสูงชันทางทิศตะวันตกของโรงพยาบาล

ยังมีเรือน OTOP เป็นเรือนไม้ทรงไทยสวยงามที่ตั้งตระหง่านอยู่หน้าเรือนกาแฟ มีสินค้าของกลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้สูงอายุ ศูนย์เด็กกำพร้าเอดส์ ที่จัดตั้งโดยโรงพยาบาลมาวางขายร่วมกับสินค้าอื่น คุณหมอไกรเล่าว่า ที่นี่ทำมาก่อนรัฐบาลทักษิณจะมีนโยบายเรื่องหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เพราะหากปากท้องยังหิวก็ยากที่จะมีสุขภาพดี โรงพยาบาลพอช่วยกระจายสินค้าได้ก็ควรต้องช่วย ขณะนี้โรงพยาบาลแม่อายได้รับการส่งเสริมโปรโมทให้เป็นจุดท่องเที่ยวของชาวต่างประเทศด้วย

โรงพยาบาลแม่อายยังได้สร้างศูนย์ฝึกอบรมของโรงพยาบาล เป็นเรือนไม้หรูหราที่ตกแต่งสวยงาม มีลานกว้างปูด้วยกระเบื้องสวยงามอยู่ด้านหน้า ตรงกลางลานกว้างมีต้นไม้ใหญ่ที่ประดับประดาด้วยหลอดไฟสายสีส้มกระพริบ ดูหรูหราอลังการ

นอกจากนี้ยังมีสระว่ายน้ำและซาวน่าทางด้านหลังของโรงพยาบาลที่ทำไว้เพื่อบริการเจ้าหน้าที่ภายในโรงพยาบาล มีโรงยิมขนาดใหญ่และสถานีวิทยุสุขภาพเพื่อชุมชนซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ของโรงพยาบาลที่เพิ่งเปิดบริการเมื่อเดือนกรกฎาคม 2547 ที่ผ่านมา ขณะนี้ได้รับความนิยมอย่างมากจากการรับฟังข่าวสาร เพลงและตอบปัญหาทางสุขภาพ โดยมีดีเจที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาจัดรายการ รวมทั้งตัวผู้อำนวยการเองด้วย

อาจเรียกได้ว่าในรัศมี 100 กิโลเมตรนั้น โรงพยาบาลแม่อาย คือ ไข่แดงแห่งชายแดนไทยพม่า ที่รีสอร์ทเอกชน ยังยากที่จะเทียบชั้นได้

เบื้องหลังของการมีอาคารไม้รูปทรงสวยงามนับสอบหลังกระจายเหมือนรีสอร์ทในโรงพยาบาลนั้น คุณหมอไกรเล่าว่า เมื่อชาวบ้านศรัทธาในโรงพยาบาล อาคารต่างๆ ที่มีนั้นล้วนเกิดจากความร่วมมือของชุมชนทั้งสิ้น ไม้ทุกเสาทุกแผ่นก็เป็นไม้ที่ชาวบ้านบริจาค บางรายขนมาให้ บางรายบอกให้ไปเอาในที่นาได้เลย แรงงานในการก่อสร้างก็เป็นแรงงานอาสาของชาวบ้าน อย่าง เช่น ศาลาริมน้ำ ตำรวจตัด (ไม้พม่า) ทหารขน ชาวบ้านสร้าง โรงพยาบาลเติมเงินน้อยมาก โรงพยาบาลแม่อายจึงเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของอย่างแท้จริง

โรงพยาบาลชุมชนในทัศนะของคุณหมอไกรและทีมงานนั้นต้องเป็นสถานที่สาธารณะที่ควรอำนวยโอกาสทุกอย่างเท่าที่ทำได้ให้กับชุมชน ไม่เฉพาะคนเจ็บไข้ได้ป่วยเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนชนบทนั้นโอกาสของชาวบ้านน้อยอยู่แล้ว โรงพยาบาลเติมเต็มได้ก็ต้องทำ สถานที่ที่สวยงาม เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ เป็นที่ออกกำลังกายของชุมชน เป็นที่บอกรักของคนหนุ่มสาว เป็นที่กระจายสินค้าของกลุ่มต่างๆ นี่คือโรงพยาบาลแม่อายที่เป็นมากกว่าโรงซ่อมสุขภาพ

งานสังคมสงเคราะห์ที่แท้จริง

คุณหมอไกรมองโรคภัยไข้เจ็บเชื่อมโยงกับวิถีชีวิต “ถ้าเราไม่ออกไปให้เขาบ้าง เช่น ให้ผ้าห่มคนแก่ เด็กกำพร้า ในที่สุดเมื่อเขาไม่มี เขาก็ย่อมจะเจ็บป่วยหนัก ต้องมาหาเราภายหลัง ยามหนาวเรายังนอนห่มผ้าห่ม 3 ชั้น แต่ชาวบ้านผ้าห่มที่มีผืนบางๆ ทั้งยังขาดเก่า บ้านก็สานจากไม้ไผ่ ลมหนาวซอกซอนเข้าไปได้สบาย แน่นอนว่าต้องปอดบวมมาโรงพยาบาล แล้วเราไปช่วยไม่ให้เขาปอดบวมไม่ดีกว่าหรือ” ดังนั้นสำหรับทีมงานโรงพยาบาลแม่อายเวลาออกชุมชนต้องทำมากกว่าดูแลสุขภาพ ต้องดูแลปากท้อง ห่วงใยส่วนอื่นของเขาด้วย

เนื่องจากประชากรในอำเภอแม่อายมีระดับการศึกษาต่ำและมีฐานะยากจน ในอดีตจึงมีการล่อลวงและถูกเอารัดเอาเปรียบจากคนเมืองได้มาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งการชักชวนเพื่อมาขายบริการทางเพศ ทำให้ติดเอดส์กลับมาตายที่บ้านเกิด ปัญหาที่ตามมาคือ เด็กต้องเป็นเด็กกำพร้าเมื่อพ่อแม่เสียชีวิตไป รวมทั้งพ่อและแม่ของคนที่เป็นโรคเอดส์ต้องถูกทิ้งให้เลี้ยงหลานหรืออยู่คนเดียว เพราะฉะนั้นจึงประชากรที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้จึงเพิ่มจำนวนขึ้นซึ่งเป็นปัญหาที่สำคัญของอำเภอแม่อาย

ดังนั้น โรงพยาบาลแม่อายจึงมีรายชื่อผู้ด้อยโอกาสในชุมชน ไม่ว่าคนยากจนในชุมชน ผู้สูงอายุที่ไม่มีลูกหลาน คนพิการ ผู้ป่วยที่ต้องดูแลที่บ้าน (home health care) รวมแล้วหลายร้อยคน ที่ทางโรงพยาบาลได้ให้ความช่วยเหลือ นอกจากดูแลเรื่องสุขภาพแล้ว ยังติดเอาข้าวสารอาหารแห้ง เสื้อผ้าผ้าห่มไปแจกจ่ายด้วย มากน้อยถี่ห่างตามความหนักเบาและความจำเป็นในแต่ละราย เพื่อลดช่องว่างทางสังคม เพิ่มโอกาสแก่คนไทยที่ยากจนห่างไกล ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เอาไปให้นั้นไม่พอยังชีพหรอก แต่สามารถเติมรอยยิ้มและเสริมให้มีอาหารดีๆได้บำรุงสุขภาพบ้าง

ที่โรงพยาบาลแม่อาย จึงมีสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า โดยเฉพาะจากพ่อแม่ที่เป็นเอดส์ บางครั้งก็รับเด็กที่ขาดสารอาหารมาดูแลด้วย ที่นี่มีอาหารให้เด็กได้กินครบมื้อ มีครูสอนเพื่อเสริมสร้างพัฒนาการและความรู้แก่เด็ก ทำหัตถกรรมไปขายในศูนย์แสดงสินค้าในโรงพยาบาล การดูแลเด็กเป็นแบบเช้าไปเย็นกลับ ค่าใช้จ่ายนั้นเป็นภาระที่คุณหมอไกรและทีมงานโรงพยาบาลต้องหามา

นอกจากนี้โรงพยาบาลแม่อายยังมีกองทุนการศึกษาที่ให้ทุนการศึกษาแก่เด็กยากจนในหมู่บ้านให้ได้เรียนต่อในระดับมัธยม เพื่อตัดวงจรการตกเขียวไปขายบริการทางเพศสำหรับเด็กหญิง หรือไปร่วมขายยาเสพติดสำหรับเด็กชาย

สำหรับผู้สูงอายุ ตาฝ้าฟางเพราะต้อกระจกนั้นรักษาได้ แต่คนแม่อายสักกี่คนที่จะมีโอกาสไปผ่าตัดที่เชียงใหม่ที่ไกลออกไปมาก ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงได้ประสานกับมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาประชาชนให้บริการผ่าตัดต้อกระจกใส่เลนส์ตาเทียมฟรี โดยจัดขึ้นทุกปี รวมทั้งผ่าไปแล้วกว่า 1,000 ราย นี่อาจเป็นโอกาสที่คนในสลัมข้างโรงเรียนแพทย์ในกรุงเทพฯ ไม่มี

แน่นอนว่าการจัดบริการสังคมสงเคราะห์ได้ปริมาณมากมายเช่นนี้ ย่อมต้องใช้เงินหลายล้านบาทต่อปี ซึ่งในส่วนนี้ทางโรงพยาบาลแม่อายได้ใช้เงินบริจาคจากผู้มีจิตศรัทธา ซึ่งส่วนใหญ่ คือบุคคลภายนอกที่ศรัทธาในการทำงานของ นพ.ไกร ดาบธรรม และทีมงาน มาเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดบริการ ซึ่งนับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่เลียนแบบได้ไม่ง่ายนัก

ภาพงานสังคมสงเคราะห์ที่นี่จึงเป็นการสงเคราะห์ตามนัยยะทางทฤษฎีอย่างแท้จริง ที่เอื้ออาทรเกื้อกูลคนยากคนจน ไม่ใช่งานสังคมสงเคราะห์แบบโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่มีหน้าที่คาดคั้นเงินทุกบาททุกสตางค์จากผู้ป่วยมาจ่ายค่ารักษาพยาบาลที่ค้างชำระ

โรงพยาบาลแม่อายได้ทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพราะเห็นว่าสุขภาพคือองค์รวมของสรรพสิ่ง ในพื้นที่ห่างไกลเช่นนั้น หากโรงพยาบาลไม่ทำแล้ว จะไปคาดหวังหน่วยราชการอื่นทำนั้นคงจะยาก คนแม่อายแม้อยู่ไกลหลังเขา แต่ด้วยความจริงจังของทีมงานโรงพยาบาลที่เชื่อว่า เราทำได้ คนแม่อายจึงมีรอยยิ้มมากกว่าคนในเมืองกรุงอย่างแน่นอน

ระบบการดูแลปฐมภูมิแบบแม่อาย

กลไกสำคัญในการจัดระบบบริการปฐมภูมิของอำเภอแม่อายนั้น แบ่งเป็น 2 กรณีคือ ในพื้นที่ราบหรือพื้นที่ดอยที่เดินทางเข้าถึงค่อนข้างสะดวกนั้น ทางโรงพยาบาลได้การกำหนดพื้นที่หมู่บ้านรับผิดชอบในขอบเขตทั้งอำเภอที่ชัดเจนให้กับเจ้าหน้าที่ โดยที่ทุกบ้านจะมีหมอประจำครอบครัวของตนเอง โดยที่หมอประจำครอบครัวไม่จำเป็นจะต้องเป็นแพทย์ แต่เป็นเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาล ส่วนในกรณีของหมู่บ้านห่างไกลบนดอยสูงนั้นใช้รูปแบบหน่วยแพทย์เคลื่อนที่แทน

โรงพยาบาลแม่อายริเริ่มบริหารจัดการระบบงานปฐมภูมิในชุมชน โดยแบ่งแพทย์ 5 คน เป็นหัวหน้าทีมสหวิชาชีพ 5 ทีม ดูแลพื้นที่อำเภอที่ถูกตัดแบ่งเป็น 5 ส่วน ซึ่งทีมประกอบด้วยทุกวิชาชีพทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน กระจายกันรับผิดชอบหมู่บ้านในชุมชน เพื่อเป็นช่องทางการสื่อสารให้แต่ละครอบครัวเข้าถึงบริการ ประชาชนทุกคนมีหมอประจำบ้าน โดย วิชาชีพที่มีจำนวนน้อยจะเป็นทีมสนับสนุน เช่น แพทย์ ทันต เภสัช การเงิน และ lab ส่วนพยาบาลและเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนของโรงพยาบาลเป็นทีมปฏิบัติการในชุมชน

ทุกวันรถของโรงพยาบาลแม่อายจะพาเจ้าหน้าที่ประจำหมู่บ้านไปหย่อนไว้ในหมู่บ้านตลอดความยาวไกลของถนน แล้วตกเย็นก็ไปรับกลับมา การกำหนดให้ทุกคนต้องออกหมู่บ้าน ทุกคนต้องรับผิดชอบพื้นที่ วิธีนี้มีข้อดีที่สำคัญยิ่งคือได้ทำให้การแบ่งแยกเป็นทีมตั้งรับกับทีมชุมชนในโรงพยาบาลสลายไป

โรงพยาบาลแม่อายใช้ทีมงานทั้งหมดของโรงพยาบาลดูแลสุขภาพเชิงรุกของทั้งอำเภอ ไม่เฉพาะในตำบลที่โรงพยาบาลตั้งอยู่เท่านั้น ด้วยความเข้าใจในข้อจำกัดของสถานีอนามัยว่า “งานล้นมือ” โดยที่สถานีอนามัยในพื้นที่ก็ทำงานของเขาไป และเชื่อมต่อกันกับหมอประจำครอบครัวที่ส่งไปดูแลจากโรงพยาบาล เป็นการทำงานเชิงรุกที่ใช้โรงพยาบาลเป็นศูนย์กลาง ไม่มีการส่งพยาบาลไปประจำสถานีอนามัย แต่ส่งตรงลงสู่ชุมชนแทน

การกระจายบุคลากรทุกระดับของโรงพยาบาลลงตรึงกำลังในชุมชน เพื่อสร้างพรมแดนสุขภาพก่อนเข้าถึงโรงพยาบาล พญ.สายพิณ หัตถีรัตน์ จากคณะเวชศาสตร์ครอบครัว โรงพยาบาลรามาธิบดี กล่าวว่า “อาจเป็นอีกรูปแบบหนึ่งของเวชปฏิบัติปฐมภูมิในพื้นที่ห่างไกล น่าจะเรียกว่ารูปแบบ ดาวกระจายสู่ชุมชน”

หมอประจำครอบครัวนี้จะเน้นการออกเยี่ยมบ้านยังได้แบ่งประเภทของคนไข้ออกเป็นกลุ่มๆตามความรุนแรงของโรค ถ้าผู้ป่วยมีอาการหนักหรือมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษจะมีการขอคำปรึกษาและส่งต่อให้แพทย์ และผู้เชี่ยวชาญทางด้านนั้นๆร่วมดูแล ถ้าผู้ป่วยอาการไม่หนักมากทางทีมเยี่ยมบ้านที่เป็นผู้รับผิดชอบในเขตนั้นๆ จะเป็นผู้ดูแลเอง

ผู้ป่วยอัมพาต ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง คนด้อยโอกาส คนยากจน คนพิการทั้งอำเภอ ต่างได้รับการดูแลสุขภาพและปากท้องเป็นอย่างดีจากทีมงานของทางโรงพยาบาลแม่อาย

ส่วนครอบครัวหรือบ้านใดที่ไม่มีปัญหาทางทีมเยี่ยมบ้านได้ตั้งเกณฑ์ไว้ว่าควรจะได้รับการเยี่ยมบ้านปีละครั้ง นอกจากนี้ทางทีมเยี่ยมบ้านได้จัดเตรียมกระเป๋าที่ประกอบด้วยเอกสารเกี่ยวกับดูแลตนเองเมื่อเกิดอาการเจ็บป่วยด้วยโรคที่ไม่รุนแรง เช่น โรคท้องร่วงให้กับทุกบ้าน เพื่อให้ชาวบ้านมีความรู้ในการดูแลตนเองเมื่อเจ็บป่วยเล็กๆ น้อยๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องมาโรงพยาบาล

นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลยังได้ให้เบอร์โทรศัพท์ติดต่อกับทุกบ้าน เมื่อมีปัญหาทางด้านสุขภาพผู้ป่วยสามารถโทรมาปรึกษาหมอประจำครอบครัวได้ โดยหมอประจำครอบครัวจะให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ แต่ถ้าเป็นปัญหาที่เร่งด่วนหรือรุนแรงจะแนะนำให้คนไข้มาโรงพยาบาลหรือทางทีมเยี่ยมบ้านจะส่งคนลงไปดูคนไข้ที่บ้าน จากการที่โรงพยาบาลจัดทีมเยี่ยมบ้านและให้สุขศึกษากับชาวบ้าน ทำให้คนไข้ที่มาพบแพทย์ด้วยอาการ URI, diarrhea มีจำนวนลดลง จำนวนผู้ป่วยในลดลง วันนอนสั้นลง ผู้ป่วยมีความรู้ในการดูแลสุขภาพของตนเองดีขึ้น

การดูแลสุขภาพชาวเขาบนดอยสูง

ชาวเขาหลายหมื่นคนที่กระจายตั้งหมู่บ้านบนดอยห่างไกลนั้น มีโอกาสน้อยมากที่จะมาใช้บริการที่โรงพยาบาล นับได้ว่าเป็นความท้าทายในการจัดบริการสุขภาพสำหรับพื้นที่ห่างไกล (remote area )

คำตอบเดียวที่จะช่วยดูแลสุขภาพของเขาเท่าที่เราจะทำได้ก็คือ จัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่เพื่อให้การรักษาแก่ชาวเขาที่อยู่ห่างไกลถึงที่ ซึ่งนอกจากการรักษาโรคแล้ว หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ยังได้ให้การส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคแก่ชาวเขาในพื้นที่ห่างไกลไปพร้อมกันด้วย

ที่แม่อายนั้น กระบวนการออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่นั้นยังเป็นรูปแบบเดิมเมื่อหลายสิบที่แล้ว ซึ่งยังใช้ได้ดี กล่าวคือ วันก่อนที่หน่วยแพทย์จะเข้าหมู่บ้านไป จะมีทีมประชาสัมพันธ์เข้าไปในหมู่บ้านก่อน 1 วัน เพื่อแจ้งข่าว เตรียมสถานที่ สร้างสัมพันธ์กับชุมชน แนะนำด้านการปรับปรุงสุขาภิบาล ตกค่ำก็มีการฉายหนัง เอาหนังโรงไปฉาย คั่นจังหวะด้วยการให้ความรู้ด้านสุขภาพเป็นระยะ เหมือนหนังขายยา ข่าวหน่วยแพทย์จะแพร่สะพัดไปทั้งดอย พรุ่งนี้ผู้คนจะมาใช้บริการคับคั่ง

รุ่งเช้าหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ก็จะออกให้บริการ ทั้งรักษาโรคและแจกยาฟรี ฉีดวัคซีน แจกยาคุมกำเนิด เยี่ยมผู้ป่วยในหมู่บ้านที่มารับบริการไม่ได้ ให้สุขศึกษาแบบกลุ่มโดยอาศัยล่ามแปลให้เป็นภาษาชาวเขา เป็นต้น เป็นมหกรรมสุขภาพบนดอยสูง มีการออกหน่วยแพทย์เช่นนี้ทุก 3 เดือน

ในเรื่องของการดูแลสุขภาพชาวเขาที่มีปัญหาความแตกต่างทั้งทางด้านวัฒนธรรม วิถีชีวิตความเป็นอยู่ โดยเฉพาะความเชื่อเกี่ยวกับเรื่องผีนั้น แยกไม่ขาดจากความเป็นชาวเขา โดยชาวเขายังไปหาหมอผีเวลาไม่สบายมากกว่ามาพบแพทย์แผนปัจจุบัน ทางโรงพยาบาลได้พยายามที่จะปรับระบบการให้บริการที่เข้ากับความเชื่อของชาวเขาโดยพยายามตกลงและให้ความรู้กับชาวเขาว่าโรคใดควรจะมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล โรคใดที่หมอผีสามารถรักษาได้อย่าง เช่น โรคซึมเศร้า อาการที่ไม่จำเพาะเจาะจง (somatization) การนอนไม่หลับ ซึ่งชาวเขาเชื่อว่าคนที่มีอาการเหล่านี้เกิดจากการผิดผี ซึ่งการรักษาโรคเหล่านี้โดยหมอผีในชุมชนจึงเปรียบเสมือนเป็นการรักษาทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่งที่การแพทย์แผนปัจจุบันไม่สามารถเข้าถึงได้

การเข้าไปถึงของการแพทย์ตะวันตกอย่างเป็นมิตร และเข้าใจในวิถีวัฒนธรรมที่นับถือผีของชาวเขา ทำให้ในปัจจุบัน ชาวเขาแยกแยะการเลือกใช้บริการด้านการรักษาโรคได้เหมาะสมขึ้น

กระจายเสียงสร้างสุขภาพ

เป็นโครงการล่าสุดที่เปิดตัวไปเมื่อ กรกฎาคม 2547 คือ สถานีวิทยุชุมชน ที่กำลังได้รับความนิยมอย่างสูงจากชุมชน ด้วยความคิดที่ว่า สภาพพื้นที่อำเภอแม่อายเป็นภูเขา กว้างใหญ่และห่างไกล มีคนจำนวนไม่มากที่สะดวกมารับบริการที่โรงพยาบาล การจะสื่อสารทำให้ผู้คนมีความรู้ความเข้าใจด้านสุขภาพนั้นจะทำอย่างไรให้ทั่วถึงนั้น คลื่นวิทยุชุมชนคือคำตอบ

“คลื่นสุขภาพเพื่อชุมชน ของดีราคาถูก เหมาะกับพื้นที่ เข้ากับผู้ฟังทุกกลุ่มอายุ” ได้มีการจัดตั้งสถานีวิทยุขึ้นที่โรงพยาบาลแม่อาย เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคไปพร้อมๆ กับการให้ความบันเทิง โดยที่คนในชุมชนและส่วนราชการอื่นมีส่วนร่วมในการร่วมจัดรายการด้วย ออกอากาศทุกวัน เต็มเวลาตั้งแต่เช้าจนเย็น ไม่มีวันหยุด นับเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่ลงมือไปแล้วที่แม่อาย ในขณะที่หลายโรงพยาบาลกำลังทำท่าจะขยับ

ทางโรงพยาบาลให้โอกาสกลุ่มต่างๆ ร่วมจัดรายการ เช่นกลุ่มเด็ก กลุ่มวัยรุ่น ในการแสดงออก การที่เด็กวัยรุ่นสามารถมาเป็นผู้จัดรายการได้ ทำให้กลุ่มของเขานั้นต้องเตรียมความรู้เกี่ยวกับสุขภาพเรื่องใดเรื่องหนึ่งมาพูดออกอากาศ ทำให้ได้เรียนรู้ไปโดยปริยาย

ปัจจุบันคลื่นวิทยุชุมชนของโรงพยาบาลแม่อายเป็นคลื่นที่มีเรทติ้งสูงสุดในพื้นที่ เป็นเครื่องมือสร้างสุขภาพที่ทรงพลังที่โรงพยาบาลทุกแห่งน่าจะไปหาลู่ทางจัดให้มีเหมือนที่โรงพยาบาลแม่อาย

โรงพยาบาลคุณภาพ HA-HPH

วิสัยทัศน์ ของโรงพยาบาลแม่อายเขียนอย่างท้าทายตนเองว่า “เป็นโรงพยาบาลชุมชนต้นแบบ ที่มีมาตรฐาน สร้างความไว้วางใจ และประทับใจให้ประชาชนทุกระดับ” พร้อมคำขวัญที่งดงามว่า “ทุกชีวิตมีคุณค่า เรารักษาด้วยห่วงใย” ทั้ง 2 ประโยคนี้ ไม่ได้เขียนเพื่อความสวยหรูน่าอ่าน แต่เป็นธงนำขององค์กรที่จะก้าวไปให้ถึงอย่างแท้จริง

โรงพยาบาลแม่อายได้เข้าสู่กระบวนพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลทั้งกระบวนรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (Hospital Accreditation) การเข้าสู่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (Health Promoting Hospital) โดยได้รับการรับรองผ่านทั้ง 2 กระบวนการไปแล้วครั้งแรกในเดือนเมษายน 2545 และได้รับการรับรองซ้ำ (Re-accreditation HA-HPH) ในเดือนพฤศจิกายน 2547

บทเรียนที่สำคัญยิ่งของการดำเนินระบบคุณภาพทั้ง HA และHPH ของโรงพยาบาลแม่อาย มีอยู่หลายประการ ที่สำคัญได้แก่

  1. การทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ มีเอกภาพและมิตรภาพของทีมงาน มีระบบงานที่คร่อมสายงานได้อย่างราบรื่นลงตัว ภายใต้การนำและการหลอมรวมดวงใจโดยคุณหมอไกร ดาบธรรม

  2. การเข้าใจมิติสุขภาพที่ไกลกว่ามิติทางกาย ด้วยบริบทของแม่อายที่เป็นพื้นที่ห่างไกล คนจนคนด้อยโอกาสยังมีมาก ปัญหาปากท้องและปัญหาสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งของปัญหาสุขภาพที่โรงพยาบาลใส่ใจ การแจกอาหารแห้ง ทุนการศึกษา สถานสงเคราะห์เด็ก วิทยุชุมชน การสนับสนุนกลุ่มแม่บ้าน ผู้สูงอายุ อสม. การเข้าใจมิติด้านความเชื่อผีของชาวเขาและการแพทย์พื้นบ้าน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีส่วนให้โรงพยาบาลแม่อายผ่านกระบวนการรับรองคุณภาพได้อย่างเกินมาตรฐาน

  3. การสร้างกลไกดูแลสุขภาพที่มีความต่อเนื่องเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลและชุมชน กระบวนการดาวกระจายสู่ชุมชนที่ส่งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกวิชาชีพออกรับผิดชอบเป็นหมอประจำหมู่บ้านนั้น ทำให้การดูแลสุขภาพก่อนมาโรงพยาบาล ระหว่างนอนโรงพยาบาล และเมื่อจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลแล้ว เป็นหนึ่งเดียวกันที่ต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งอำเภอ

  4. การทำงานหนักอย่างมีความสุขของเจ้าหน้าที่ การสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่น่าทำงานของโรงพยาบาล การปลูกฝังอุดมการณ์ตามปรัชญาและวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลที่สั่งสมมานาน การได้รับเกียรติยศการยอมรับเป็นที่ศึกษาดูงานจากหน่วยงานภายนอกมากมาย ได้ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคน แม้ทำงานหนัก แต่ก็มีความสุข แม้อยู่ไกลแต่ก็มีอัตราการโยกย้ายต่ำมาก (ยกเว้นกลุ่มแพทย์ใช้ทุน) ทำให้มีความต่อเนื่องในการทำงานคุณภาพ เพราะอุปสรรคที่สำคัญในงานคุณภาพของโรงพยาบาลที่ห่างไกลก็คืออัตราการโยกย้ายของเจ้าหน้าที่ที่สูงมาก ทำให้เมื่อบุคลากรไม่นิ่ง การเดินหน้าก็เป็นไปได้ยาก

โรงพยาบาลแม่อาย ต้นแบบโรงพยาบาลชุมชน

ในปัจจุบันนี้โรงพยาบาลชุมชนในประเทศไทยมีความหลากหลายอย่างยิ่ง มีตั้งแต่รับดูแลประชากรหลักพันจนถึงหลักแสน มีทั้งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองใหญ่จนถึงอำเภอห่างไกล โรงพยาบาลแม่อายได้พัฒนาตนเองมาอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับบริบทและวิถีชุมชนในพื้นที่ที่มีทั้งชาวไทยพื้นราบและชาวไทยภูเขา มีเอกลักษณ์เฉพาะตนในด้านภูมิสถาปัตย์สิ่งแวดล้อมที่สวยงามสอดคล้องกับความเป็นเชียงใหม่เมืองเหนือ มีระบบงานการจัดบริการปฐมภูมิที่ครอบคลุมทั้งอำเภอด้วยทีมงานของโรงพยาบาลทั้งหมดผสมผสานด้วยระบบงานสังคมสงเคราะห์ที่เกื้อกูลคนยากจนด้อยโอกาส มีความป็นทีมและบรรยากาศการทำงานในโรงพยาบาลที่ดีเยี่ยม สิ่งเหล่านี้แม้อาจจะไม่สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโรงพยาบาลชุมชนอื่นได้ทั้งหมด เพราะแต่ละพื้นที่ย่อมมีบริบทและเหตุปัจจัยที่แตกต่างกัน แต่หลายนวัตกรรมก็สามารถเป็นบทเรียนที่นำเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างสรรค์งานในบริบทที่ต่างไปได้

แต่ที่สำคัญที่สุด เราจะเห็นว่า พลังของคนเล็กๆกว่าร้อยชีวิตในโรงพยาบาลแม่อายนั้น เป็นพลังของสองมือที่ยิ่งใหญ่ ที่ดูแลประชาชนร่วมแสนตามแนวชายแดน เติมเต็มคุณภาพชีวิตด้วยพลังใจและอุดมการณ์ที่ควรค่าแก่การยกย่องเชิดชู เป็นความงดงามบนแผ่นดินในท่ามกลางวัฒนธรรมบริโภคนิยมที่กัดกินวงการแพทย์วงการสาธารณสุขอย่างรวดเร็ว

โรงพยาบาลแม่อายตั้งกลมกลืนกับขุนเขาแห่งเทือกเขาแดนลาว เป็นต้นแบบโรงพยาบาลชุมชนที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ ไม่เฉพาะระบบงานและนวัตกรรมต่างๆ แต่รวมถึงการเติมพลังแห่งคุณค่าของความดีงามในจิตใจของพวกเราชาวสาธารณสุขด้วยว่า “ความดีที่นับวันหาได้ยากขึ้นนั้นมีที่แม่อาย และความดีนั้นงดงามเสมอ”

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

โรงพยาบาลตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ การบริบาลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์
โดย Admin on January,11 2011 22.24

โรงพยาบาลตาคลี จังหวัดนครสวรรค์

การบริบาลด้วยหัวใจของความเป็นมนุษย์

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2550

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

โรงพยาบาลตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 90 เตียงที่มีความโดดเด่นระดับชาติ ไม่ว่าจากบทบาทของผู้อำนวยการโรงพยาบาล คุณหมอประเทือง ตียะไพบูลย์สิน แพทย์รุ่นอาวุโสไม่กี่คนที่ยังปักหลักทำงานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยที่โรงพยาบาลชุมชน หรือจากความร่วมมือร่วมใจกันพัฒนาโรงพยาบาลของทีมงาน จนมีระบบการดูแลรักษาและระบบงานที่ซับซ้อน สามารถดูงานเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับโรงพยาบาลอื่นๆ ได้แทบทุกเรื่องทุกมิติและทุกตารางเมตรในโรงพยาบาล เก็บตกรายละเอียดทุกประเด็น บทบาทการทำทีมในระดับ CUP ก็มีความชัดเจน มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวกัน มีการนำแนวคิด การจัดบริการด้วยระบบบริบาลสุขภาพที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ มาเป็นแกนในการจัดบริการตั้งแต่ก่อนที่คำๆ นี้จะแพร่หลาย

วันนี้คงจะไม่เป็นการกล่าวเกินจริงสำหรับประโยคที่ว่า “โรงพยาบาลตาคลี ดีพร้อมทุกกระเบียดนิ้ว”

จากอดีต....สู่ปัจจุบัน

โรงพยาบาลตาคลี เดิมเป็นเพียงสถานีอนามัยชั้นสองซึ่งในสมัยนั้นยังไม่มีแพทย์ประจำ ในปี พ.ศ. 2500 ได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นสถานีอนามัยชั้นหนึ่งมีนายแพทย์สุนทร ทองคง เป็นหัวหน้าสถานีอนามัย และในปี พ.ศ.2517 ได้ยกฐานะขึ้นเป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง ในปี พ.ศ. 2518 ประชาชนชาวอำเภอตาคลีร่วมกันคิดริเริ่มที่จะให้มีการก่อสร้างโรงพยาบาลในเขตอำเภอตาคลีขึ้น โดยผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคที่ดินจำนวน 51ไร่ 91 ตารางวาในเขตหมู่ 2 ตำบลตาคลี อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ จัดสร้างขึ้นเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ด้วยการสนับสนุนงบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข เปิดให้บริการแก่ประชาชนอย่างครั้งแรกเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2521 ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียงและ 90 เตียง ใน พ.ศ. 2528 และ 2538 ตามลำดับ ในปี พ.ศ. 2543 โรงพยาบาลได้รับการสนับสนุนงบประมาณให้ก่อสร้างอาคารอุบัติเหตุฉุกเฉิน เพื่อรองรับการขยายงานด้านการให้บริการแก่ผู้ป่วย และในปี พ.ศ. 2545 ผู้มีจิตศรัทธาได้บริจาคเงินจำนวนสามล้านบาทเพื่อก่อสร้างอาคารแพทย์แผนไทยในการดูแลสุขภาพประชาชนด้วยการแพทย์ทางเลือก

ระบบบริการสุขภาพของโรงพยาบาลตาคลีภายใต้การบริหารงานของนายแพทย์ประเทือง ตียะไพบูลย์สิน มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เน้นความสะดวกสบายและการรักษาอย่างปลอดภัยภายใต้ระบบบริการที่มีมาตรฐานเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีการก่อสร้างอาคารสูตินรีเวชกรรมเฉพาะอย่างเป็นสัดส่วน และหอผู้ป่วยหนัก (ICU) ซึ่งสามารถรองรับผู้ป่วยหนักได้ 6 เตียงด้วยอุปกรณ์และเครื่องมือที่ทันสมัย โรงพยาบาลพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยการเข้าร่วมในโครงการพัฒนาต่างๆ ของภาครัฐ ผลงานที่ปรากฏซึ่งนับว่าเป็นเกียรติประวัติของชาวโรงพยาบาล ตาคลี มีดังนี้

พ.ศ.2535 ได้รับรางวัลโรงพยาบาลชุมชนดีเด่นอันดับ 1 ของภาคเหนือ และอันดับที่ 2 ของประเทศในการพัฒนางานระบบบริการสาธารณสุข

พ.ศ.2546 โรงพยาบาลตาคลี ผ่านการประเมิน “โรงพยาบาลน่าอยู่ น่าทำงาน” ระดับทองในโครงการสถานที่ทำงานน่าอยู่ น่าทำงาน (พ.ศ.2548,2550 ผ่านระดับทอง)

พ.ศ.2546 โรงพยาบาลตาคลี ได้รับรางวัลงานสุขภาพจิตดีเด่น อันดับ 1 ระดับประเทศ,

พ.ศ.2547 โรงพยาบาลตาคลีได้รับรางวัลเกียรติยศ นวัตกรรมด้านหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าดีเด่นประเภทการให้บริการระดับ “เงิน” โรงพยาบาลตาคลีผ่านการประเมิน” “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ” จากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล

พ.ศ.2548 โรงพยาบาลตาคลีผ่านการประเมินโรงพยาบาลคุณภาพ จากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล

สวรรค์ศรัทธา... นพ.ประเทือง ตียะไพบูลย์สิน ...

ชื่อ”หมอประเทือง” เป็นที่รู้จักกันดีของชาวตาคลี ในภาพของผู้อำนวยการโรงพยาบาลตาคลีที่ยาวนานที่สุดตั้งแต่ปี 2522 จวบจนปัจจุบันก็ย่างเข้าปีที่ยี่สิบแปดแล้ว และมีท่าทีจะปักหลักเป็นผู้อำนวยการที่โรงพยาบาลแห่งนี้จนเกษียณอายุราชการ หลายคนเดาว่า คุณหมอประเทืองคงเป็นคนตาคลีแต่กำเนิดเป็นแน่แท้ แต่แท้จริงพื้นเพของท่านเป็นคนบ้านหมี่ จังหวัดลพบุรี

หลังจบแพทยศาสตร์บัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชมหาวิทยาลัยมหิดลในปี 2519 เริ่มเข้ารับราชการเป็นแพทย์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลมุกดาหารและมาอยู่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชธาตุพนม อีก 1 ปี หลังจากนั้นจึงย้ายมาเป็นแพทย์โรงพยาบาลตาคลี ตั้งแต่ ปี 2522 จวบจนถึงปัจจุบัน รับแต่งตั้งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลตาคลีในปี 2526 ซึ่งสมัยนั้นยังเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง จวบจนปัจจุบันได้รับการยกฐานะเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 90 เตียง

ความเป็นคุณหมอติดดิน ที่มีความเป็นกันเองและดูแลผู้ป่วยไข้ด้วยหัวใจที่มีความเป็นมนุษย์แบบไม่เลือกยากดีมีจนของคุณหมอประเทืองเป็นที่รู้จักของประชาชนชาวตาคลี ด้วยผลงานการดูแลผู้ป่วยไข้แบบองค์รวม (Holistic Care) เกิดขึ้นจากจิตสำนึกแห่งจริยธรรมของการใช้หัวใจที่มีความเป็นมนุษย์ในระบบบริบาลสุขภาพ

ด้วยความเป็นผู้นำด้านการพัฒนาและการใช้ความสร้างสรรค์ เพื่อคิดค้นหนทางแห่งการพัฒนาระบบคุณภาพโรงพยาบาลให้ประสบผลสำเร็จ คุณหมอประเทืองให้ข้อคิดว่า การจะทำงานใหญ่ให้สำเร็จได้ต้องทำกันเป็นทีม การสร้างทีมงานไม่ใช่เรื่องยาก หลาย ๆ คนรวมกันก็เรียกว่า ทีมแล้ว แต่สิ่งที่ทำได้ยากก็คือ ทำอย่างไรจะให้ทีมงานทำงานที่สร้างฝันให้เป็นจริง หรือ ที่เรียกว่า Dream Team การที่โรงพยาบาลตาคลี ประสบความสำเร็จหลายๆ ด้านที่ผ่านมาไม่ใช่เพราะผู้บริหารหรือผู้อำนวยการเก่งหรือมีฝีมือคนเดียว แต่เป็นเพราะแรงใจและแรงงานจากทีมงานที่เก่งและมีความคิดสร้างสรรค์ที่รวมพลังกันจนทำให้การพัฒนาโรงพยาบาลตาคลีประสบผลสำเร็จได้จนถึงทุกวันนี้

ถามถึงหลักการบริหารและพัฒนาทีมงาน คุณหมอประเทืองกล่าวสั้น ๆ ว่า ใช้หลักการบริหารแบบครอบครัว และยึดสุภาษิตจีนที่ว่า ลดตัวตนให้เล็กลง เพื่อทำเรื่องที่ใหญ่กว่า จึงทำให้ทีมงานมีกำลังใจและกล้าคิดสร้างสรรค์ให้เกิดผลงานเชิงนวัตกรรมใหม่ ๆ นอกจากนี้คุณหมอประเทืองยังให้ข้อคิดว่า เมื่อเกิดความคิดปิ๊งแว๊บว่า อะไรควรทำต้องรีบลงมือทำให้เร็วที่สุดก่อนที่ความคิดปิ๊งแว๊บนั้นจะเจือจางและหายไป โดยคุณหมอประเทืองถือคติประจำใจที่ว่า ทำเดี๋ยวนี้และทำให้ดีที่สุด

ผลการบริหารงานอันเป็นที่ประจักษ์และศรัทธาในสายตาของบุคคลทั่วไป ส่งผลให้คุณหมอประเทืองได้รับคัดเลือกให้รับรางวัล “สวรรค์ศรัทธา” หรือบุคคลดีเด่นจังหวัดนครสวรรค์ ในปี 2539 รางวัล “แพทย์ชนบทดีเด่น” จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราช ในปี 2546 และล่าสุดได้รับรางวัล “ผู้บริหารโรงพยาบาลชุมชนดีเด่น ประเภทผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนที่มีขนาด 60 เตียงขึ้นไป ” ในปี 2547

โรงพยาบาลชุมชนแห่งแรกกับการดูแลจิตเวชครบวงจร

อำเภอตาคลีมีผู้ที่เป็นโรคจิตเภทมากกว่าสามร้อยคน ส่วนใหญ่ใช้ชีวิตตามมีตามเกิดไม่มีผู้ดูแลหลัก ทำให้ขาดยาและเกิดอาการทางจิตกำเริบซ้ำจนต้องเข้ารับการรักษาแบบผู้ป่วยในของโรงพยาบาลจิตเวชในที่สุด สูญเสียทั้งคุณภาพชีวิต สูญสิ้นงบประมาณ และส่วนใหญ่มีความยากลำบากในการเดินทางไปรับการรักษาที่โรงพยาบาลจิตเวช แม้จะอยู่ห่างจากอำเภอตาคลีเพียงประมาณ 35 กิโลเมตร

โรงพยาบาลตาคลีได้จัดตั้งระบบบริการสุขภาพจิตและจิตเวชแบบครบวงจรขึ้น โดยจัดสถานที่เฉพาะสำหรับให้บริการอย่างเป็นสัดส่วนและเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว(One Stop Service) บริเวณคลินิกบริการ จัดแบ่งออกเป็น 3 ห้องบริการ คือ ห้องให้บริการบำบัดรักษาผู้ป่วยจิตเวชด้วยยา ห้องพักใจและคลายเครียดซึ่งภายในจัดแบ่งเป็น 2 มุมบริการสำหรับผู้รับบริการทั้งชาวพุทธและคริสต์ และห้องที่สามเป็นห้องบริการปรึกษา หรือเรียกว่า “ห้องระบายทุกข์”

นอกจากนี้ ยังจัดให้มีมุมเรียนรู้ด้านสุขภาพจิต หรือ Setting Learning สำหรับผู้รับบริการและประชาชนทั่วไปได้เรียนรู้เทคนิคการสร้างวัคซีนใจด้วยตนเอง โดยการเรียนรู้จาก ป้าย/อัลบั้มคำคมและภาพปริศนาธรรม และมุมฟังธรรม จากความเสี่ยงของสภาพปัญหาสุขภาพจิตที่เกิดขึ้นได้ในทุกที่ทุกเวลา จึงได้จัดบริการสุขภาพจิตและจิตเวชเพื่อช่วยเยียวยาผู้รับบริการทุกวันราชการ นอกจากนี้ ยังได้จัดให้มีมุมพักใจ “Crisis Support” ที่ห้องอุบัติเหตุ/ฉุกเฉินและในหอผู้ป่วยหนัก (ICU.) เพื่อใช้เป็นมุมประคับประคองจิตใจหลังได้รับข่าวร้ายสำหรับญาติผู้ป่วยที่เสียชีวิตในระยะวิกฤตและวาระสุดท้ายของชีวิต

มีการนำหลักทางศาสนามาผสมผสานเป็นบริการดูแลผู้รับบริการที่ตึกผู้ป่วยใน โดยจัดให้มี “ห้องรวมใจ” ซึ่งเป็นห้องรวมศาสนาสำหรับผู้รับริการ/ญาติใช้ปฏิบัติกิจกรรมตามความเชื่อและศรัทธาทางศาสนาทั้งพุทธ คริสต์และอิสลาม ภายในห้องแบ่งออกเป็น 3 มุมบริการ คือ มุมพุทธสำหรับใช้สวดมนต์ไหว้พระ-ฝึกจิตและฝึกสมาธิ มุมคริสต์สำหรับขออธิษฐานขอพรพระเจ้าและศึกษาพระคัมภีร์ และห้องทำละหมาดสำหรับชาวอิสลาม โดยมีการเตรียมจุดชำระล้างร่างกายและชุดแต่งกายสำหรับทำละหมาดทั้งชายและหญิงไว้บริการ

ระบบบริการที่ตอบสนองความสุขภาวะด้านจิตวิญญาณที่ชัดเจน ได้แก่ การนิมนต์พระมาบิณฑบาตในหอผู้ป่วยในทุกเช้าวันอังคารและพฤหัสบดีสิ่งที่น่าประทับใจเกินคำบอกเล่าคือ ความห่วงใยที่เข้าถึงความรู้สึกของผู้เจ็บป่วยด้วยการประสานงานกับแม่ค้าให้มาจำหน่ายอาหารใส่บาตรราคาประหยัดชุดละ 10 บาท สำหรับผู้รับบริการ

แม้ในยามวาระสุดท้ายของชีวิตของผู้รับบริการ เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตาคลี จะมีการนิมนต์พระ ผู้นำศาสนาทั้งพุทธ คริสต์และอิสลามมาทำพิธีกรรมก่อนสิ้นชีวิตตามความต้องการและร้องขอ....ทำให้มองเห็นภาพของการดูแลมนุษย์ต่อมนุษย์จนสิ้นชีวิตอย่างเต็มศักยภาพและธำรงไว้ซึ่งความมีศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์จนสิ้นลมหายใจอย่างแท้จริง

รำเพย คืนสู่คุณค่าความเป็นมนุษย์

นางรำเพย (ชื่อสมมุติ) อายุ 47 ปี ป่วยด้วยโรคจิตเภท (Schizophrenia) มาหลายปีอาการเป็นๆ หายๆ จนกลายเป็นโรคเรื้อรัง ช่วงฤดูหนาวของทุกปีรำเพยจะมีอาการทางจิตกำเริบรุนแรง เอะอะอาละวาด แก้ผ้า บางครั้งทำร้ายตนเองและผู้อื่น จนเป็นที่สลดหดหู่ใจของเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่พบเห็น

ทีมงานสุขภาพจิตและจิตเวชโรงพยาบาลตาคลีออกเยี่ยมรำเพยที่บ้าน พบว่า รำเพยอาศัยอยู่ในกระท่อมที่น้องสาวและน้องเขยสร้างแยกไว้ให้ เพื่อแยกรำเพยออกจากบ้านตนด้วยความกลัวร่วมกับความรู้สึกอับอายที่รำเพยไม่ดูแลกิจวัตรประจำวัน เนื้อตัวสกปรกมอมแมม นั่งพูดคนเดียว หัวเราะคนเดียว บางครั้งจะด่าทอน้องเขยด้วยถ้อยคำหยาบคายเพราะอาการหลงผิดและหวาดระแวงว่า น้องเขยนินทาและจะทำร้ายตนโดยการใส่ยาพิษลงในอาหารและโอ่งน้ำ ทำให้รำเพยไม่ยอมกินอาหารและอาบน้ำในบ้าน ทุกเช้ารำเพยจะเดินจากกระท่อมที่อาศัยผ่านหน้าโรงพยาบาลตาคลีไปยังบ้านของพี่ชายและพี่สะใภ้เพื่อขอข้าวกินและเดินทางกลับมานอนที่เดิมในช่วงบ่ายด้วยระยะทางประมาณ 3 - 4 กิโลเมตร เป็นที่น่าเวทนาของผู้พบเห็นเป็นยิ่งนัก

งานสุขภาพจิตและจิตเวชได้เข้าไปสร้างสัมพันธภาพกับรำเพยด้วยความจริงใจ และเข้าใจถึงความรู้สึกและความทุกข์ทรมานกับความรู้สึกมีคุณค่าของความเป็นมนุษย์ที่สูญหายไปกับโรคจิตเภทของรำเพย ทีมงานเริ่มต้นด้วยการชวนรำเพยแวะเข้ามากินยารักษาอาการทางจิตต่อหน้าพยาบาลที่คลินิกสุขภาพจิตและจิตเวชทั้งขาไปและกลับจากบ้านพี่ชายและพี่สะใภ้ หลังจากรำเพยได้กินยาวันละ 2 มื้อเวลาหนึ่งเดือน อาการทางจิตของรำเพยเริ่มสงบลงแต่ยังมีหูแว่วเป็นบางครั้ง เจ้าหน้าที่ได้ชวนรำเพยไปอาบน้ำที่งานแพทย์แผนไทยเนื่องจากมีห้องอาบน้ำและเครื่องทำน้ำอุ่นด้วยเกรงว่า รำเพยจะหนาวเพราะไม่ได้อาบน้ำมาเกือบปี ทีมงานร่วมกันสละเงินให้รำเพยซื้อแชมพูและสบู่ให้รำเพย หลังอาบน้ำสระผม รำเพยสดชื่นขึ้นเปลี่ยนเป็นคนละคน

รำเพยมีอาการดีขึ้นตามลำดับ สามารถจัดยากินใส่กล่องเพื่อนำกลับไปกินเองที่บ้านได้ถูกต้อง แรกๆ จะมีเม็ดยาเหลือติดกลับมาประมาณ 1-2 เม็ดต่อวัน จนกระทั่งสองเดือนผ่านไปไม่มีเม็ดยาเหลือกลับมาให้เห็นอีก สอดคล้องการประเมินสภาพจิตพบว่า รำเพยมีอาการทางจิตดีขึ้น เนื้อตัวสะอาด เปลี่ยนเสื้อผ้าทุกวัน รำเพยเล่าให้พวกเราฟังว่า ซักผ้าเองทุกวัน

วันหนึ่ง...คุณค่าของความเป็นมนุษย์ของรำเพยก็กลับมาจริง ๆ แม่ค้าหน้าโรงพยาบาลรับรำเพยเป็นลูกจ้างล้างชามและเสริฟอาหาร...รำเพยดีใจมาก ขยันขันแข็งและตั้งใจทำงานแม้ว่า ค่าตอบแทนจะไม่มากนัก แต่ทำให้รำเพยรู้สึกภาคภูมิใจและรู้สึกมีคุณค่าในตนเอง เหมือนความเป็นมนุษย์ได้กลับมาอีกครั้งหนึ่ง…พวกเราได้เอ่ยปากชวนรำเพยให้มาช่วยงานในโรงพยาบาลหลังเสร็จงานล้างจาน สีหน้าของรำเพยบ่งบอกถึงยินดีและเต็มใจ.....สุดท้าย...รำเพยกลายเป็นอาสาสมัครที่มีจิตอาสาช่วยทำความสะอาดห้องน้ำของผู้รับบริการในโรงพยาบาลตาคลีจนถึงปัจจุบัน

ปลดโซ่ตรวนใน 4 สัปดาห์ด้วย DOTS- Psychosis

ปัญหาผู้ป่วยโรคจิตเรื้อรังที่มีปัญหาขาดยาหรือรับการรักษาไม่ต่อเนื่อง มักทำให้เกิดอาการกำเริบซ้ำของโรครุนแรง บางครั้งทำร้ายเพื่อนบ้านและสมาชิกในครอบครัวจากอาการหูแว่ว ภาพหลอนและหลงผิด จึงมักถูกล่ามขังด้วยโซ่ตรวน งานสุขภาพจิตและจิตเวช โรงพยาบาลตาคลี จึงได้นำแนวคิดของ DOTS -TB มาประยุกต์ใช้ในการปลดโซ่ตรวนผู้ป่วยโรคจิตที่บ้านภายใน 4 สัปดาห์ โดยมุ่งหวังให้ผู้ป่วยมีอิสรภาพและสามารถดำรงชีวิตในสังคมได้อย่างเต็มศักยภาพของความเป็นมนุษย์

DOTS – Psychosis เป็นโปรแกรมปลดโซ่ตรวนผู้ป่วยโรคจิตโดยนำแนวคิดของ DOTS-TB หรือ Directly Observed Treatment , Short Course –TB ในการรักษาผู้ป่วยวัณโรคระยะสั้นด้วยการกินยาต่อหน้าของกองวัณโรค กรมควบคุมโรคมาประยุกต์ใช้

ขั้นตอนของ DOTS - Psychosis ถูกจัดเป็นโปรแกรมสำเร็จรูปใน 4 สัปดาห์ คือ สัปดาห์แรก เรียกว่า เป็นสัปดาห์แห่งการสร้างสัมพันธภาพและค้นหาพี่เลี้ยงที่จะเป็นผู้ดูแล จึงเป็นสัปดาห์เริ่มต้นที่มีความสำคัญยิ่ง มีการสอนพี่เลี้ยงให้เป็นผู้ดูแลการกินยาต้องคำนึงวิถีชีวิตและการศึกษา การใช้กล่องจัดยาต่อมื้อต่อวันจึงเป็นเครื่องมือราคาถูกที่จะช่วยกำกับให้พี่เลี้ยงจ่ายยาให้ผู้ป่วยกินได้ถูกต้องตามเวลา

ในช่วง สัปดาห์ที่ 2 และ 3 เป็นช่วงการทำความเข้าใจเกี่ยวโรค อาการและความเข้าใจถึงหัวอกของผู้ป่วย ผู้ดูแล/ครอบครัวรวมไปถึงเพื่อนบ้านข้างเคียงก็มีผลต่อความสำเร็จในการปลดโซ่ตรวนให้แก่ผู้ป่วย เรียกว่า ต้องได้รับความยินยอมและเห็นชอบจากบุคลากรกลุ่มนี้เสียก่อน กระบวนการปรึกษาครอบครัวและการสนทนากลุ่มจึงเป็นคำตอบให้สามารถผ่านด่านกลุ่มนี้ไปได้

สัปดาห์สุดท้าย ทีมงานต้องเตรียมความพร้อมของผู้ป่วย ผู้ดูแล/ครอบครัวและเพื่อนบ้านเพื่อการดำรงชีวิตร่วมกับผู้ป่วยโดยปราศจากการล่ามขังจากโซ่ตรวน กลยุทธ์ที่สำคัญคือ การทำครอบครัวบำบัดร่วมกับกระบวนการปรึกษา ซึ่งจะเป็นสื่อกลางของการประสานความเข้าใจ ลดความวิตกกังวลและสร้างกำลังใจให้สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันหลังปลดโซ่ตรวนได้อย่างมีความสุข ทีมงานจะต้องติดตามเยี่ยมให้กำลังใจทั้งครอบครัวหลังปลดโซ่ตรวนเป็นระยะๆ ตั้งแต่ 1 สัปดาห์ 2 สัปดาห์และทุกเดือน

ผลสำเร็จของการปลดโซ่ตรวนครั้งนี้.... คงไม่ได้เกิดขึ้นจากการติดตามดูแลผู้ป่วยให้ได้รับยาต่อเนื่องเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยการดูแลด้วยหัวใจที่มีความมนุษย์ของทีมงาน ซึ่งเป็นการดูแลของมนุษย์ต่อมนุษย์ที่เกิดจากความรู้สึกจริงใจ เข้าใจ เห็นใจและอยากช่วยเหลือกลั่นออกมาเป็นพฤติกรรมเอื้ออาทร จากผลงานที่ผ่านมาพบว่า มีผู้ป่วยที่ถูกล่ามขังด้วยโซ่ตรวน 5 ราย เป็นโรคจิตเภท 4 ราย และโรคจิตจากการเสพยาบ้า 1 ราย สามารถปลดโซ่ตรวนภายใน 3 สัปดาห์ 1 ราย ที่เหลือ 4 ราย ปลดโซ่ตรวนได้ภายใน 4 สัปดาห์ ผู้ป่วยรายหนึ่งกล่าวด้วยเสียงอันสั่นเครือว่า...”เหมือนตายแล้วเกิดใหม่”….

สร้างเสริมสุขภาพใจภาคประชาชน

ในปี 2547 โรงพยาบาลตาคลีได้ทำโครงการการสร้างเสริมสุขภาพใจภาคประชาชน เป็นกลยุทธ์การสร้างเสริมสุขภาพจิตโดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมดำเนินการเอง โดยเริ่มต้นจากการจัดอบรมความรู้แก่อาสาสมัครในชุมชน อาสาสมัครเหล่านี้จะวางแผนงานโครงการเพื่อส่งเสริม ป้องกันและแก้ไขปัญหาตามความเหมาะในแต่ละพื้นที่

ตัวอย่างผลสำเร็จของโครงการเกิดขึ้นชัดเจนที่หมู่ 1 บ้านจันเสน ตำบลจันเสน อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งดำเนินโครงการสร้างเสริมสุขภาพใจภาคประชาชนในรูปแบบของศูนย์การเรียนรู้สุขภาพจิต จุดเด่นของศูนย์การเรียนรู้แห่งนี้คือ มุมพักใจในรูปแบบที่ชัดเจนในหมู่บ้าน ซึ่งเป็นมุมรับระบายทุกข์ของประชาชนโดยจะมีอาสาสมัครผู้ผ่านการอบรมทักษะพื้นฐานการให้คำปรึกษาหมุนเวียนเปลี่ยนกันมาให้บริการทุกวัน ภายในมุมพักใจนี้ จะมีบริการประเมินความเครียดและวัดระดับความสุขในการดำรงชีวิตโดยใช้แบบประเมินความเครียดและความสุขของกรมสุขภาพจิต นอกจากนี้ ยังมีกล่องรับระบายทุกข์และระบบรับระบายทุกข์ทางโทรศัพท์สำหรับประชาชนที่มีความทุกข์ใจและต้องการเล่าระบายโดยไม่เปิดเผยตัว

เริ่มต้นด้วย สถาปนึก กับ 5ส

เมื่อมีโอกาสได้ต้อนรับผู้มาเยือนอยู่เสมอๆ สิ่งที่เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลตาคลีมักจะได้ยิน ได้ฟังจากผู้ที่มาเยี่ยมชมเป็นประจำคือประโยคที่ว่า “เหมือนกับมาเที่ยวรีสอร์ทมากกว่ามาโรงพยาบาล”

แต่กว่าโรงพยาบาลตาคลีจะก้าวมาถึงจุด นี้ได้ ต้องผ่านการทำงานร่วมกันมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ทั้งนี้นับแต่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล นพ.ประเทือง ตียะไพบูลย์สิน เข้ารับตำแหน่งนี้มาเมื่อ 20 กว่าปีก่อน ก็ได้เริ่มวางรากฐานด้านภูมิสถาปัตย์ที่สวยงาม รื่นรมย์เป็นธรรมชาติ โดยเน้นเรื่องความสะอาดมาอย่างสม่ำเสมอ โดยตัวคุณหมอเองแม้ไม่ได้เรียนสถาปนิก แต่ก็มีความคิดการวางผังที่ดีเยี่ยม จนได้สมญานามว่าเป็น “สถาปนึก”และเจ้าหน้าที่งานสนามร่วมเป็นพนักงานจัดสวนและตกแต่งสถานที่ตามที่ท่าน“สถาปนึก”กำหนด ขณะเดียวกันเจ้าหน้าที่ทุกหน่วยงานต่างก็ให้ความร่วมมือในการรักษาความสะอาดอย่างดียิ่ง

จนถึงปี 2539 ซึ่งกิจกรรม 5 ส ได้เริ่มถูกนำมาใช้เป็นกิจกรรมคุณภาพในหน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข จึงนับเป็นโอกาสทองของโรงพยาบาลตาคลี ซึ่งได้มีการทำกิจกรรม 5 ส มาแล้วบางส่วนโดยเจ้าหน้าที่ไม่รู้เนื้อรู้ตัวมาก่อน จึงตัดสินใจลุยกิจกรรม 5 ส อย่างจริงจังในปี 2540

การทำ 5ส ของโรงพยาบาลตาคลีนั้น เมื่อเริ่มต้นก็ทำ เต็มพื้นที่ของโรงพยาบาลเลย จัดแบ่งพื้นที่เป็น 21 โซน เจ้าหน้าที่ทุกคนทุกระดับมีส่วนร่วมและมีโอกาสในการกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสมให้กับโซนของตนเอง มีการจัดรณรงค์ 5ส ประจำเดือนและ ทำ Big Cleaning Day อย่างน้อยปีละ 1 ครั้งในวันคล้ายวันเกิดของโรงพยาบาลและมีการกำหนดเพิ่มเติมในวาระสำคัญต่างๆ

5ส ของโรงพยาบาลตาคลีเน้นให้เจ้าหน้าที่เล็งเห็นประโยชน์ว่า 5 ส เป็นพื้นฐานของการปรับปรุงประสิทธิภาพและพัฒนาคุณภาพงานอื่นๆ และเจ้าหน้าที่ทุกคนก็ประจักษ์ความจริงในเวลาต่อมา เมื่อในปี 2546 นโยบายสถานที่ทำงาน น่าอยู่ น่าทำงาน ก็ถูกผลักดันจากกระทรวงสาธารณสุขให้มาดำเนินการ รวมทั้งเกณฑ์โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ งาน IC เป็นต้น นับเป็นความได้เปรียบที่เห็นได้ชัด เพราะสามารถต่อยอดจากงาน 5 ส ได้อย่างพอดี ซึ่งส่งผลให้โรงพยาบาลตาคลีประสบผลสำเร็จจากการสมัครเข้าร่วมโครงการฯในเวลาต่อมา

งานอนามัยสิ่งแวดล้อม ก้าวใหญ่ของการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล

ในปี 2547 โรงพยาบาลตาคลีได้รับงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลหรือ HA เข้ามาดำเนินการ และการ ได้รับ Accredit HA จึงเป็นเป้าหมายสำคัญที่เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องร่วมมือร่วมใจก้าวต่อไปข้างหน้าอีกครั้ง

งานสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยเป็นมาตรฐานด้านหนึ่งของการเป็นโรงพยาบาลคุณภาพ ดังนั้นการเริ่มงานในขั้นต้นคือการแต่งตั้งทีมนำด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัยขึ้น มีการทบทวนและพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพและกิจกรรมต่างๆเพื่อให้ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน

ด้านโครงสร้างทางกายภาพ มีการจัดทำทางเชื่อมต่อระหว่างตึกทุกตึกพร้อมราวแสตนเลสกันการ พลัดตก มีทางลาดสำหรับการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยจากทุกหน่วยงาน มีห้องอาบน้ำแบบนั่งอาบสำหรับผู้ป่วยในที่ห้อง ICU และห้องสุขาที่เอื้อต่อการใช้งานของผู้ป่วยในที่พิการและสูงอายุทุกหอผู้ป่วย บริเวณนอกอาคารมีสนามเด็กเล่นสำหรับเด็กป่วยและเครื่องออกกำลังกายสำหรับผู้มารับบริการ มีที่จอดรถเฉพาะผู้พิการและโทรศัพท์สำหรับผู้พิการที่ใช้รถเข็น เหล่านี้เป็นต้น

ในหน่วยบริการทุกแห่งมีการจัดสถานที่ให้สะอาด เป็นระเบียบ อากาศถ่ายเทสะดวกโดยการใช้ลูกหมุนระบายอากาศช่วย มีแสงสว่างและอุณหภูมิที่เหมาะสม โดยเฉพาะในหอผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการแพร่เชื้อโรค ได้แก่ ICU OR และแผนกทันตกรรม มีการติดตั้งเครื่องฟอก-อากาศระบบ High Efficiency Particulate AIR จัดให้มีห้องแยกระบบ Negative pressure จำนวน 2 ห้องในหอผู้ป่วยหญิง บริเวณที่ตั้งถังออกซิเจนเหลวมีการจัดทำรั้วล้อมรอบถังและไม่อนุญาตให้รถจอดในระยะ 5 เมตร จากที่ตั้งถัง ที่จัดเก็บถังออกซิเจนสำรอง จัดให้มีพื้นที่ตั้งพร้อมโซ่ล็อกยึด ถังออกซิเจนที่ยังไม่ใช้งานต้องมีฝาครอบท่อทุกถังมีการติดตั้งท่อระบายอากาศที่สูงเหนืออาคารในการระบายก๊าซเอทีลีนออกไซด์ตกค้างที่เกิดจากกระบวนการ sterilization

มีการจัดอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ป่วย ได้แก่ ระบบสัญญาณฉุกเฉินในห้องน้ำผู้ป่วย มีราวกั้นเตียงผู้ป่วยทุกเตียง มีสายคาดนิรภัยที่รถเข็นผู้ป่วยเด็กทั้งแบบนั่งและแบบนอน มีสัญลักษณ์บอกทางต่างระดับ ติดป้ายเตือนระวังอันตรายต่างๆ เช่น ระวังลื่น ระวังไฟฟ้าดูด วัสดุไวไฟ มีการจัดทำมาตรการป้องกันและควบคุมภาวะเสี่ยงจากการลักขโมยทารกแรกเกิดในโรงพยาบาล โดยการติดตั้งกล้องวงจรปิดในหอสูติกรรมและป้ายประกาศเตือนให้ผู้มารับบริการตระหนักถึงภัยดังกล่าว มีการแจกบัตรผ่านเข้า-ออกสำหรับรถของผู้มารับบริการเพื่อป้องกันการโจรกรรมรถ

ด้านการกำจัดของเสีย โรงพยาบาลตาคลีมีระบบบำบัดน้ำเสียแบบบ่อผึ่งซึ่งสามารถรองรับน้ำเสียได้ วันละ 2,160 ลบ.เมตร มีการดูแลรักษาระบบให้มีประสิทธิภาพ มีนโยบายเพื่อลดภาระการทำงานของระบบบำบัดน้ำเสียได้แก่ ไม่ทิ้งผ้าอนามัยและกระดาษชำระลงในโถส้วม ไม่ทิ้งน้ำยาต่างๆ ลงในระบบ มีบ่อดักไขมันที่แผนกโภชนาการและตักไขมันทิ้งสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ส่วนการกำจัดขยะ มีการจัดภาชนะรองรับขยะที่เหมาะสมและเพียงพอ มีการแยกประเภทการทิ้งขยะ เพื่อการขนย้ายและนำไปกำจัดด้วยวิธีการที่ถูกต้อง

การป้องกันอัคคีภัย มีการตรวจสอบและกำหนดทางหนีไฟที่สามารถใช้งานได้ทันทีเมื่อเกิดอัคคีภัย มีแผนระงับอัคคีภัยระดับโรงพยาบาลและหน่วยงาน มีการกำหนดสัญลักษณ์และแนวทางการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยและอุปกรณ์เมื่อเกิดเพลิงไหม้ มีการซ้อมแผนอัคคีภัยปีละ 1 ครั้ง จัดหาเครื่องดับเพลิงและชุดปฏิบัติงานที่เหมาะสมและเพียงพอ มีการจัดทำป้ายแสดงตำแหน่งของเครื่องดับเพลิงทุกแห่งอย่างชัดเจน

ในส่วนของเจ้าหน้าที่ก็มีการจัดหาอุปกรณ์ป้องกันภัยส่วนบุคคลเช่น หมวกนิรภัย ถุงมือกันไฟฟ้า แว่นตานิรภัย หน้ากากกรองฝุ่นละออง รองเท้านิรภัยหัวเหล็ก ถุงมือยางและรองเท้าบูท ให้กับเจ้าหน้าที่ในหน่วยงานมีใช้อย่างเหมาะสมและเพียงพอ

หลากหลายกิจกรรมที่เกิดขึ้น เป็นผลจากการทำงานหนักอย่างมีความสุขของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตาคลี ทั้งการสร้างบรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่น่าอยู่ น่าทำงาน ภายใต้คำขวัญของโรงพยาบาลที่เจ้าหน้าที่ทุกคนได้ร่วมกันกำหนดว่า “โรงพยาบาลตาคลี เอื้ออารีต่อผู้ป่วย สะอาดและสวย บริการด้วยไมตรี” และจากการทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีเอกภาพและมิตรภาพ เป็นสิ่งที่ทำให้กระบวนการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลทั้งระบบขับเคลื่อนไปอย่างช้าๆแต่มั่นคง จนผ่านการรับรองคุณภาพครั้งแรกไปได้ในปี 2548

สุขา...น่าใช้ ใครว่าไม่สำคัญ

จากการสำรวจห้องสุขาของโรงพยาบาลตาคลี พบปัญหาที่เจอบ่อย ๆ คือ เรื่องของห้องน้ำมีกลิ่นเหม็นจำนวนของห้องสุขาไม่เพียงพอต่อผู้มารับบริการและสภาพที่พบ คือ พื้นเปียกอยู่ตลอดทำให้เกิดความไม่พึงพอใจของผู้รับบริการจนทำให้เกิดปัญหาข้อร้องเรียนและข้อเสนอแนะต่าง ๆ

กระทั่งผู้บริหารได้รับทราบปัญหา และได้คิดหาแนวทางการแก้ไขและปรับปรุงห้องสุขาของโรงพยาบาลโดยได้ประชุมผู้เกี่ยวข้องในการดูแลห้องสุขาและพนักงานทำความสะอาดตามหน่วยบริการ ซึ่งมีทั้งหมด 13 คน เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สรุปสิ่งที่ได้จากการประชุมในครั้งนี้ เพื่อพัฒนาต่อไป

นอกจากนี้ยังมีการพาทีมงานและกลุ่มพนักงานทำความสะอาดทั้งหมดไปศึกษาดูงานการประชุมส้วมโลกที่ อิมเพค เมืองทองธานี แวะชมห้องสุขาที่วัดท่าการ้อง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ซึ่งได้รางวัลอันดับหนึ่งของประเภทวัด ได้มาประชุมกันโดยใช้กระบวนการ Benchmarking ทำให้ได้ Good Practices และมีแนวคิดสร้างสรรค์เกิดขึ้นมาด้วย

ตัวอย่างที่นำมาปรับปรุง เช่น ปรับปรุงห้องสุขาสำหรับผู้สูงวัย/ผู้พิการ,ห้องสุขาสำหรับพระภิกษุ/สามเณรโดยเฉพาะห้องสุขาสำหรับเด็กและลานอาบน้ำสำหรับเด็ก ห้องสุขาและห้องอาบน้ำที่สร้างใหม่อยู่นอกอาคาร จัดโมเดลส้วมไว้สาธิต ห้องสุขาสำหรับผู้ป่วยนอกทั้งแบบนั่งยองและแบบนั่งราบ จัดตู้รับประเมินความพึงพอใจ/ข้อเสนอแนะเรื่องห้องสุขา การประกวดห้องสุขาทุก 3 เดือน

สำหรับสิ่งตกแต่งในห้องสุขาได้จัดเพิ่ม เช่น ที่เปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก ที่วางของในห้องสุขาผู้พิการกระดาษรองโถส้วม ถุงใส่ผ้าอนามัย พรมกันลื่น พัดลมโคมไฟ โคมไฟติดผนัง รูปวิว เป็นต้น

ทางโรงพยาบาลตาคลีได้กำหนดวิสัยทัศน์เกี่ยวกับห้องสุขาไว้ว่า “สุดยอดส้วมแห่งภาคเหนือ” ซึ่งที่ผ่านมาโรงพยาบาลตาคลีได้รับรางวัลสุดยอดส้วมของจังหวัดนครสวรรค์และเขต 3

สื่อให้สุขศึกษา....แนวใหม่

เมื่อเดินเข้ามาโรงพยาบาลตาคลี ทุกคนจะตะลึง ตื่นตาตื่นใจกับสื่อสุขศึกษาภายในโรงพยาบาลตาคลี เช่น ที่แผนกผู้ป่วยนอกจะพบ คอมพิวเตอร์สำหรับผู้รับบริการ (Computer Touch Screen) ได้ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับสุขภาพ อนามัยและโรคที่พบบ่อยในชุมชนโดยศึกษาด้วยตนเอง เต้านมจำลองประกอบด้วยเต้านมข้างที่ปกติและ ผิดปกติ สำหรับสาธิตการตรวจเต้านมด้วยตนเอง การสอดแทรกการให้ความรู้ ในบัตรคิวผู้รับบริการ “บัตรคิวพูดได้ใส่ใจสุขภาพ”

บริเวณหน้าตึกอุบัติเหตุและฉุกเฉิน จะพบ รูปปั้นปูนสัตว์ชนิดต่าง ๆ เพื่อสื่อเรื่องโรคติดต่อจากสัตว์สู่คน แม้ในห้องสุขา ก็จะพบกับบอร์ดให้สุขศึกษาในห้องสุขา (ชาย/หญิง) เกี่ยวกับ โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบในห้องสุขาหญิง สุขศึกษาเรื่องโรคต่อมลูกหมากโต ในห้องสุขาชาย การจัดตัวอย่างสุขาน่าใช้พร้อมทั้งวิธีการใช้สุขาที่ถูกวิธีและผิดวิธีให้กับผู้มารับบริการ บริเวณตึกอุบัติเหตุฉุกเฉิน การจัดมุมเรียนรู้การแปรงฟันหลังรับประทานอาหารกลางวันของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลตาคลี ที่บริเวณด้านหน้าฝ่ายทันตกรรม การสอดแทรกความรู้เรื่องการบริโภคอาหารที่ร้านค้าเพื่อสุขภาพ โดยพิมพ์แนบกับสินค้า แผนกผู้ป่วยในมีการเผยแพร่ความรู้การดูแลสุขภาพด้วยการจัดรูปแบบห้องสมุดเคลื่อนที่ให้บริการผู้ป่วยและญาติ

มีการนำรถจักรยานยนต์ที่ประสบอุบัติเหตุมาจัดแสดงให้ผู้รับบริการได้เห็นภาพตัวอย่างจริงของผลที่เกิดจากการขับขี่โดยประมาท รูปปั้นไก่ใส่สูทในท่าพนมมือ “ขอโทษนะครับที่ทำให้เกิดโรค” เพื่อประชาสัมพันธ์เรื่องไข้หวัดนก โครงเหล็กติดเป็นรูปสุนัข มีข้อความ “ระวังโรคพิษสุนัขบ้า” โมเดลแสดงงูพิษที่ห้องอุบัติเหตุฉุกเฉิน เพื่อไว้ให้ผู้ป่วย/ญาติชี้ให้แพทย์/พยาบาลดูกรณีไม่สามารถนำงูมาให้ดูได้

ชมรมผู้พิการเยี่ยมผู้พิการในชุมชน

โครงการนี้มีที่มาจากผู้พิการที่อยู่ห่างไกลขาดการดูแลและขาดขวัญกำลังใจ มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้พิการพบปะ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เพื่อให้เกิดการรวมกลุ่มช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเพื่อให้ครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลผู้พิการ

ชมรมผู้พิการอำเภอตาคลี / ตัวแทนผู้พิการ / อสม. อบต. ผู้ใหญ่บ้าน/ เจ้าหน้าที่สาธารณสุข พยาบาล และนักกายภาพบำบัดจากโรงพยาบาลตาคลี จะลงเยี่ยมผู้พิการ ที่ PCU จะเลือกไว้ เป็นผู้ไม่สามารถ

ทีมพันธุ์แท้ ที่โรงพยาบาลเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์
โดย Admin on January,11 2011 22.22

ทีมพันธุ์แท้ ที่โรงพยาบาลเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกันยายน-ตุลาคม 2548

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ท้องทุ่งนาภาคอีสานเขียวขจีอีกครั้งในหน้าฝน ภาพชาวนาดำนากันเป็นกลุ่มบอกถึงความจริงจังในวิถีชีวิตของเกษตรกร โชคดีของคนเขาวงที่มีโรงพยาบาลเขาวงเป็นที่พึ่งด้านสุขภาพ ที่ซึ่งครั้งหนึ่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลและทีมงานได้เรียนรู้ชีวิตชาวนา ด้วยการลงมือดำนาด้วยตนเองร่วมกันกับชาวนาตัวจริง นอกจากรับรู้ว่าปวดหลังเป็นอย่างไรแล้ว ยังรู้ว่าเล็บที่ดำนั้นขัดออกไม่ง่าย ร้อนแดดแผดเผาจนเหงื่อไหลไคลย้อย เหน็ดเหนื่อยเพียงไรกว่าจะได้ข้าวมาสักเมล็ด อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ในวันนี้มีโรงพยาบาลชุมชนที่อบอุ่นในท่ามกลางการทำงานเป็นทีมของสหสาขาวิชาชีพ จนทำให้เรื่องคุณภาพที่หลายคนว่ายากเย็นนั้น มีความเรียบง่ายแต่จริงจังให้เห็นได้ที่นี่ ที่โรงพยาบาลเขาวง

วันนี้ที่เขาวง

อำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอำเภอหนึ่งที่อยู่ในอ้อมกอดของขุนเขา คือมีเขาล้อมรอบ จะไปด้านไหนก็ต้องข้ามเขาไป จึงเรียกอำเภอนี้ว่าอำเภอเขาวง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดกาฬสินธุ์100 กิโลเมตร เดิมเป็นเขตพื้นที่สีแดงในยุคที่ภาคอีสานมีการขัดแย้งทางความคิดแบ่งฝายเป็นทุนนิยม-คอมมิวนิสต์

จากคำขวัญประจำอำเภอ สามารถสื่อถึงตัวตนของอำเภอนี้ได้ชัด นั่นคือ “เขาวงดงอู่ข้าว สาวผู้ไทยงาม น้ำตกพลิ้ว ทิวเขาเรียงราย มากมายผ้าห่ม อุดมวัฒนธรรม อ่างวังคำน้ำใส ทฤษฎีใหม่น้ำพระทัยจากในหลวง”

โรงพยาบาลเขาวงในปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ดูแลประชากรอำเภอเขาวง 6 ตำบลและกิ่งอำเภอนาคู 5 ตำบล รวมรับผิดชอบประชากรทั้งสิ้น 67,000 คน ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ทั้งสิ้น 138 คน เป็นข้าราชการ 71 คน ซึ่งหากมองในมุมของโรงพยาบาล 60 เตียงแล้ว ยังขาดบุคลากรอีกพอสมควร

สภาพโรงพยาบาลเขาวงมีที่ทางกว้างขวาง มีอาคารผู้ป่วยนอกชั้นเดียวหลังใหม่สร้างข้างหน้าอาคารหลังเก่าสมัยเป็นโรงพยาบาล 10 เตียง พร้อมกับมีอาคารผู้ป่วยใน 30 เตียงอีก 3 หลัง แต่เปิดให้บริการผู้ป่วยในเพียง 2 หลัง คือ 60 เตียง อาคารหลังที่ 3 ได้ถูกปรับมาใช้เป็นอาคารสร้างสุขภาพ นอกจากนี้ยังมีอาคารผู้ป่วยที่สร้างด้วยเงินบริจาคอีก 1 หลัง ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นห้องประชุม

23 ปี ของประวัติศาสตร์โรงพยาบาลเขาวงนั้น มีผู้อำนวยการมาเพียง 3 คนเท่านั้น และผู้อำนวยการคนปัจจุบันคือ นพ.สมยศ ศรีจารนัย ซึ่งเป็นผู้อำนวยการมาอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2537

โรงพยาบาลเขาวง ได้กำหนดวิสัยทัศน์ของตนเองไว้ว่า “เป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีมาตรฐานด้านบริการ และมีความเป็นเลิศด้านการสร้างเสริมสุขภาพในเขต11” ซึ่งวันนี้หากใครได้ไปเยี่ยมชมโรงพยาบาลเขาวงแล้วจะรู้สึกได้ว่า เขาทำได้แล้ว และช่างเป็นวิสัยทัศน์ที่ถ่อมตัวเหลือเกิน เพราะวันนี้ที่นี่มีความเป็นเลิศในระดับชาติไปแล้ว

สายธารของกระแสงานคุณภาพ

ทันตแพทย์หญิงรุ่งทิพย์ อารมณ์สวะ ผู้หญิงรูปร่างเล็กที่เดินงานคุณภาพในโรงพยาบาลมาอย่างต่อเนื่องเล่าให้ฟังอย่างน่าสนใจ

โรงพยาบาลเขาวงเปิดบริการตั้งแต่ปี 2525 ขณะนั้นมีตึกเดียว บุคลากรน้อยมาก ทุกคนเป็นทีมเดียวกัน ต่อมาในปี 2528 โรงพยาบาลได้รับเงินบริจาคมาสร้างตึกผู้ป่วยในขนาด 20 เตียง จึงทำให้เริ่มมีบรรยากาศแบ่งพวกเป็นพวกผู้ป่วยนอกและพวกผู้ป่วยใน ต่อมาในปี 2535 ได้ยกฐานะเป็นโรงพยาบาล 30 เตียง สร้างตึกอีก 2 อาคาร เจ้าหน้าที่เพิ่มขึ้นมาก โรงพยาบาลแบ่งเป็นก๊กเป็นเหล่า ผู้รับบริการร้องเรียนหรือมองภาพโรงพยาบาลว่าบริการไม่ดี รักษาก็ไม่เป็น ซึ่งเป็นภาพปกติของโรงพยาบาลเกือบทุกแห่ง

ในปี 2538 นับเป็นปีของการเริ่มต้นเดินบนเส้นทางการก้าวเดินสู่งานคุณภาพในโรงพยาบาลเขาวง หลังจาก นพ.สมยศ ศรีจารนัย ได้ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการที่นี่ได้ 1 ปี เริ่มมีบรรยากาศในการเตรียมคน เปิดรับความคิดเห็นจากชุมชนเพื่อปรับปรุงตนเอง ในปี 2539 ได้นำเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนเข้ารับการอบรมการให้บริการที่เป็นเลิศ ( ESB ) ที่มุกดาหาร และได้เชิญผู้นำชุมชนที่ชอบวิจารณ์โรงพยาบาลให้ไปเป็นวิทยากรด้วย สิ่งที่ได้คือ เจ้าหน้าที่เกิดความเข้าใจกัน เข้าใจเขา เข้าใจเรา เกิดความรู้สึกที่ดีต่อกัน อันเป็นรากฐานสำคัญในการทำงานคุณภาพต่อๆ ไป

ปี 2540 โรงพยาบาลได้ไปดูงานที่โรงพยาบาลด่านซ้าย จังหวัดเลย และโรงพยาบาลเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี หลังจากนั้นได้นำ 5 ส มาใช้ในการพัฒนาคุณภาพงาน เจ้าหน้าที่ทุกระดับได้รับรู้พื้นฐานของการทำงานคุณภาพ เครื่องเริ่มติด โรงพยาบาลเริ่มเดินหน้าเต็มตัว

ในปี 2541 เค้าลางของ HA เริ่มปรากฏ แต่โรงพยาบาลยังไม่ได้เริ่ม ในปีนั้นได้จัดกิจกรรมค่ายเสริมสร้าง เพิ่มวินัย ให้กับเจ้าหน้าที่ทุกคน เป็นการจัด OD แบบประหยัด โดยให้ทหารตำรวจเป็นผู้มาฝึกวินัยแบบทหาร ทุกคนใช้ชีวิตแบบออกค่ายในค่ายทหารแบบเท่าเทียมกันหมด มีการเดินป่าเพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวกัน กลับจากค่ายสร้างวินัย เจ้าหน้าที่ทุกคนสามัคคีและมีความเป็นทีมเป็นหนึ่งเดียวกัน

ในปี 2542 ได้นำเจ้าหน้าที่ทั้ง 100% ไปอบรมการพัฒนาองค์กรและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน (OD) ที่โคราช ทำให้ได้วิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลในเวอร์ชั่นแรก คือ “เป็นโรงพยาบาลของชุมชน มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อมุ่งสู่โรงพยาบาลคุณภาพ”

ปี 2543-2544 โรงพยาบาลเขาวงสนใจเข้าร่วมกระบวนการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งขณะนั้นเป็น version ขององค์การอนามัยโลก สมัครไปหลายรอบเขาก็ไม่รับพิจารณา แต่ในที่สุดก็ยังสามารถเกาะขบวนไปได้จนทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเข้าใจคำว่า Empowerment หรือ การเพิ่มศักยภาพให้กับผู้คน เพื่อให้เขาพึ่งตนเอง เดินไปข้างหน้าได้ด้วยตนเอง

บัดนี้ฐานของการทำงานคุณภาพนั้นแน่นขึ้นมากแล้ว พร้อมบินไกลไปในโลกกว้างแล้วอย่างเชื่อมั่น

ปี 2545 ได้เกาะขบวนของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่ง เป็นโรงพยาบาลแห่งที่ 22 ในการเข้าร่วมกระบวนของ PSO หรือการรับรองคุณภาพภาครัฐ โดยใช้เวลาเพียง 4 เดือน ก็สามารถขอรับการรับรองและได้รับการรับรอง PSO ในปีนั้นเองโรงพยาบาลเขาวงได้เริ่มเข้าสู่บันไดขั้นที่ 1 ของการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลหรือ HA

ปี 2546 ได้รับการรับรองเป็นสถานที่น่าอยู่น่าทำงาน ( Healthy Workplace) ระดับทอง

ปี 2547 ผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล จากสถาบันพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล ( พรพ.)

ปี 2548 ผ่านการรับรองการเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพจาก พรพ.

จะเห็นได้ว่า สำหรับโรงพยาบาลเขาวงนั้น มีสายธารแห่งกระแสการพัฒนาคุณภาพมายาวร่วม 10 ปี รากฐานที่สะสมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ในระยะ3-4 ปีหลังนี้ สามารถปรับฐานตนเองเข้าสู่ระบบคุณภาพไม่ว่าจะมาในรูปลักษณ์ใดได้อย่างรวดเร็ว เหนื่อยน้อย และไม่หลงทิศทาง

“งานคุณภาพต้อง learning by doing เท่านั้น และเป็นสิ่งที่ต้องไม่รีบเร่งจนเกินตัว แต่ก็ต้องมีจังหวะก้าวที่ชัดเจน เห็นธงเห็นเส้นชัยที่จะเดินไป ทำทุกอย่างให้เป็นเรื่องเดียวกัน เรื่องยากจะเป็นเรื่องง่าย “ นี่คือบทสรุปเรื่องงานคุณภาพจากเขาวง

นพ.สมยศ ศรีจารนัย ผู้ที่มองโลกในเชิงบวก

นพ.สมยศ ศรีจารนัย นั้นพื้นเพเป็นคนอุดรธานี จบแพทยศาสตร์บัณฑิตจากมหาวิทยาลัยขอนแก่นในปี 2529 เริ่มชีวิตการเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลสมเด็จพระยุชราชกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ อยู่ 6 ปี เป็นช่วงเวลาที่คุณหมอสมยศบอกว่ามีค่ายิ่ง เพราะได้เรียนรู้ชีวิตของผู้คน ได้เรียนรู้สไตล์การทำงานงานจากผู้อำนวยการที่เปลี่ยนไป 2 ท่าน และที่สำคัญได้เข้าใจความรู้สึกของแพทย์ประจำและวิชาชีพอื่นในโรงพยาบาล ส่งผลให้มุมมองต่อเหตุการณ์ต่างๆ นั้นเปลี่ยนไปในทางบวกมากขึ้น เข้าใจข้อจำกัดของคน เข้าใจความลำบากของชาวบ้าน

ในปี 2535 ได้ไปทำหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลนามน จังหวัดกาฬสินธุ์ โรงพยาบาลเล็กๆขนาด 10 เตียงที่ทุกอย่างเก่าหมด ยกเว้นห้องผ่าตัดใหม่ ขณะนั้นที่นี่ไม่มีเจ้าหน้าที่ห้องยา ต้องให้พยาบาลมาช่วยเป็นคนจ่ายยา ผู้อำนวยการต้องช่วยยกลังยา ตัดสต๊อก pre-pack ยา จนเข้าใจคำว่า “ผู้บริหารมีไว้แก้ปัญหา“ หากเราแก้ปัญหาได้ ทีมงานจะศรัทธา แต่อยู่ที่นามนได้เพียงปีครึ่ง นายแพทย์ สสจ.ก็ขอให้ย้ายมารับหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเขาวงในปี 2537 และอยู่มาจนถึงปัจจุบัน

ที่เขาวง คุณหมอสมยศบริหารงานด้วยกระบวนทัศน์การมองโลกในเชิงบวก (Positive Thinking) “ไปอยู่ที่ไหน ให้รักที่นั่น แล้วเราจะทำงานสนุกและมีความสุข และเวลาที่มีความขัดแย้ง สุดยอดของการแก้ปัญหาคือการไม่ตัดสินเลือกทางที่ 1 หรือ 2 แต่ต้องมองหาทางเลือกที่ 3 มองหา lateral pathway ให้เจอ องค์กรจะก้าวไปได้เร็วและไกล”

คุณหมอสมยศใช้กลไกการกระจายงานกระจายอำนาจในการขับเคลื่อนโรงพยาบาล “มอบอำนาจแล้วต้องมอบความไว้วางใจด้วย ทุกคนมีความสำคัญ เราต้องให้โอกาสคน แต่ธรรมเนียมไทยนั้นมักไม่กล้าแสดงตัว เราในฐานะผู้อำนวยการต้องมองให้เห็น แล้วดึงตัวขึ้นมา สร้างแนวคิดให้กับทุกคนที่ทำงานว่า ปัญหามีไว้แก้ ไม่ใช่มีไว้แบก หากแก้ไม่ได้ก็บอก ผอ.ก็จะเข้าไปช่วย ผอ.แก้ไม่ได้ก็แจ้งให้จังหวัดช่วย”

ฝรั่งมีปรัชญา “put the right man to the right job” ซึ่งในทัศนะของคุณหมอสมยศนั้นเห็นว่า ใช้ไม่ได้ทั้งหมดกับคนไทยโดยเฉพาะในระบบราชการไทย สำหรับบ้านเราต้องใช้ “put the right job to the right man” ด้วยควบคู่กันไปจึงได้ผลดี เพราะราชการไทยเลือกคนไม่ได้ แต่เราเลือกงานที่เหมาะกับเขา ให้เขาทำตามความถนัดที่เขามีได้

การทำงานเป็นทีมที่แท้จริง

ปรัชญาการทำงานคุณภาพของโรงพยาบาลเขาวงคือ “นำทีม ทีมนำ ทำร่วมกัน” อ่านแล้วอาจจะงง แต่ที่นี่หากใครได้มาเยี่ยมมาดู จะเห็นการทำงานเป็นทีมอย่างแท้จริง ความเป็นทีมที่ใช้เวลาสร้างและสานร่วมสิบปี และความเป็นทีมนี่เองที่นำพาโรงพยาบาลเขาวงบรรลุชัยสู่เส้นทางคุณภาพได้อย่างรวดเร็ว

คำว่า “นำทีม” นั้นหมายถึง การนำของผู้บริหารในโรงพยาบาล ตั้งแต่ผู้อำนวยการ ที่ต้องนำทีม หัวหน้าฝ่ายที่ต้องทำหน้าที่เป็นเสมือนผู้ช่วยผู้อำนวยการ คือมุ่งเน้นที่งานมากกว่าที่การดูเฉพาะฝ่ายของตน แนะนำประสานข้ามฝ่ายได้ หัวหน้างานก็ต้องทำหน้าที่เสมือนหัวหน้าฝ่ายให้ได้ เจ้าหน้าที่แผนกนั้นๆ ต้องเป็นเสมือนหัวหน้าในงานที่ตนเองรับผิดชอบ ตัดสินใจ ปรับปรุงงาน พัฒนางานที่ตนรับหน้าที่ได้เอง คือ ทุกคนร่วมนำทีมนำองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้า แม้แต่พนักงานขับรถอย่างลุงติ ก็นำทีมได้ในงานที่ตนถนัด นั่นคือการสันทนาการของโรงพยาบาล เป็นต้น

ส่วน “ทีมนำ” หมายถึง การจัดองค์กรที่เน้นงานมากกว่าฝ่าย เน้นความร่วมมือในแบบสหสาขาวิชาชีพ ที่โรงพยาบาลเขาวง มีการใช้รูปแบบชมรมที่สมาชิกโรงพยาบาลผู้สนใจงานใดก็มารวมกันเป็นชมรม เพื่อเป็นกลไกขับเคลื่อนงานต่างๆ ในโรงพยาบาล เช่น ชมรมหมอลำ ที่มีการรวมกันมาให้สุขศึกษาด้วยบทเพลงหมอลำที่ OPD ชมรมภูอ้อมสัมพันธ์ที่มีการจัดบายศรีให้แก่ผู้ป่วยที่ไม่ได้กลับบ้าน ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลในช่วงวันสำคัญเช่นปีใหม่ สงกรานต์ ซึ่งคนไข้โดยเฉพาะผู้เฒ่าผู้แก่จะน้ำตาไหล ขอบคุณในน้ำใจของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลที่ดูแลเหมือนลูกหลาน

และคำว่า “ทำร่วมกัน” คือ การเน้นการมองเชิงบวก ดึงเอาศักยภาพที่ทุกคนมีออกมาใช้ ทำให้ทุกเรื่องเป็นเรื่องของทุกคน เช่นจัดให้มีโครงการเล่าสู่กันฟังเรื่อง HA ก็จะมีการจับสลากชื่อเจ้าหน้าที่ให้มานำเสนอ ทุกคนมีโอกาสถูกนำเสนอ จึงต้องขยันต้องร่วมกิจกรรมอย่างน้อยก็ในระดับงานของตนเอง

คุณหมอสมยศบอกว่า “ปัจจัยที่ชี้ขาดความสำเร็จของทุกเรื่องคือ คน ดังนั้นเราต้องคิดว่า เราจะนำทีมอย่างไรให้เกิดการสร้างทีมนำ และนำไปสู่การทำงานร่วมกัน เมื่อทำงานร่วมกันแล้ว เราเห็นว่าเขานำได้ ก็เสริมให้เขาได้เป็นทีมนำ”

ที่โรงพยาบาลเขาวง ทีมนำได้นำทีมจนพิสูจน์พลังแห่งการสร้างสรรค์แล้วว่า “สหสาขาวิชาชีพ สหตำแหน่ง สหความสามารถ จะเกิดปรากฏการณ์เสริมพลัง (Synergistic Phenomenon) ที่ 1+1+1 ได้มากกว่า 3”

สร้างเสริมสุขภาพที่บ้านดงหมู

เดิมโรงพยาบาลชอบมองว่าชาวบ้านมีความรู้น้อย ต้องอบรม ทำตัวเป็นผู้ใหญ่ลี นัดประชุมบ่อยโดยที่เจ้าหน้าที่พูดและชาวบ้านมีหน้าที่ฟัง ”ชุมชนก็ทำตามด้วยความเกรงใจหมอ ปฏิทินชีวิตของชาวบ้านกับของเจ้าหน้าที่ก็ไม่สอดคล้องกัน เดือนสิงหาคม-กันยายน เป็นช่วงปิดงบจะมีโครงการมาก อบรมก็เยอะมาก แต่ตรงกับช่วงที่ชาวบ้านต้องดำนา หลังการอบรมทุกสิ่งที่พูดไปก็ยากที่จะมีการสานต่อไปปฏิบัติ”

ต่อมาโรงพยาบาลได้เปลี่ยนมุมมอง เริ่มด้วยการเติมเต็มองค์ความรู้ให้ทีมงาน แสวงหาพันธมิตร ศึกษาชุมชน จัดเวทีแลกเปลี่ยน ดำเนินกิจกรรม แล้วนำมาสรุปเป็นบทเรียนขยายผลต่อไป วิธีการทำงานเปลี่ยน ผลลัทธ์ก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น

กรณีตัวอย่างที่ชัดเจนมากเช่นที่บ้านดงหมู มีโครงการรณรงค์อดบุหรี่สำหรับคนติดบุหรี่ในชุมชน เดิมทีมงานในโรงพยาบาลก็ทำแบบมาตรฐานงานชุมชนคือ “เราคิดอะไรหรือได้นโยบายมา เราก็ลงไปทำ ทำแล้วต้องทำทุกตำบลให้ครอบคลุม ผลก็คือพอคิดใหญ่ก็มีรูปแบบเดียวที่ทำได้ คือ จัดการอบรมให้ความรู้เพื่อการอดบุหรี่ที่ห้องประชุมโรงพยาบาล ได้อบรมแต่ไม่ได้ผล ได้ทำเหมือนไข่ทิ้งไว้แต่ก็ไม่ได้ตาม”

ต่อมาโรงพยาบาลได้เปลี่ยนวิธีการทำงานกับชุมชน โดยใช้ชุมชนคิดเอง โยนโจทย์เข้าไปในวงคุยของหมู่บ้าน เราไปร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ วิธีการแก้ปัญหาจะออกมาจากชาวบ้านเอง อย่างการทำโครงการอดบุหรี่ในคนติดบุหรี่ ชุมชนเขาก็เห็นว่า เป็นปัญหาจริง ถ้าอย่างนั้นขอให้หมอมาจัดค่ายอดบุหรี่ในหมู่บ้าน คือพบกันช่วงหัวค่ำทุกวัน 3 วันติดๆ กัน มีการแลกเปลี่ยนความรู้พิษภัยและเทคนิคการหยุดบุหรี่ ใช้กระบวนการกลุ่มในการสร้างความตระหนักแทนการอบรมจากวิทยากร เขาจะเชิญชวนคนติดบุหรี่ที่ตั้งใจเลิกมาร่วมค่าย ปรากฏว่าในวันที่มีกิจกรรม มีทั้งคนที่สูบยาและคนที่ไม่สูบก็มาเชียร์ให้กำลังใจด้วย มาเป็นสัดส่วนคนไม่สูบต่อคนสูบตั้ง 10 : 1 แถมคนที่มาให้กำลังใจยังบอกอีกว่า “เขาจะทำหน้าที่เป็นผู้คอยจับตาดูให้ว่า คนที่สูบยาที่มาร่วมค่ายนั้น เขาหยุดจริงไหม หากเผลอไปสูบก็จะช่วยกันเตือน เช่นนี้แล้วจะไม่ประสบความสำเร็จได้อย่างไร“

หรือกรณีของการควบคุมและป้องกันโรคไข้เลือดออกก็เช่นกัน ที่บ้านม่วงไข่ เมื่อทีมชุมชนของโรงพยาบาลเขาวง โยนคำถามนี้เข้าไปในวงคุยของ อสม.และชาวบ้าน เอาสถานการณ์ข้อมูลไปแจ้งให้เขาทราบตลอดทุกครั้งที่มีผู้ติดเชื้อ แม้ว่าจะป่วยจากหมู่บ้านข้างเคียง ผลก็คือ กิจกรรมกำจัดลูกน้ำยุงลายทุกวันศุกร์ ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ง่ายๆ และได้ผลแต่ทำยากนั้นประสบความสำเร็จอย่างไม่น่าเชื่อ ทำให้ในหมู่บ้านไม่มีผู้ป่วยเลยแม้แต่คนเดียว เป็นเพราะทีมชุมชนเปลี่ยนวิธีการจากการสั่งการ สั่ง อสม. มาเป็นการให้ข้อมูล สร้างกระบวนให้ชุมชนเขาเห็นปัญหา เขาได้ร่วมคิด และต้องทำตามสิ่งที่เขาคิดไว้ด้วยตนเอง จึงเป็นที่มาของความสำเร็จ

การสร้างเสริมสุขภาพที่โรงพยาบาลเขาวงได้ลงไปจัดกระบวนการในชุมชนนั้น ได้แสดงให้เห็นถึงการปรับกระบวนคิดของเจ้าหน้าที่แล้วว่า การ Empowerment ประชาชนเจ้าของปัญหาให้เขาเห็นปัญหา แก้ปัญหาเอง โดยที่เราเป็นเพียงผู้สนับสนุนนั้น คือมิติใหม่ของการสร้างเสริมสุขภาพชุมชนที่แท้จริง ดังเช่นที่องค์การอนามัยโลกได้ประกาศไว้ในกฎบัตรออตตาวา (Ottawa Charter) ตั้งแต่ปี 1986 บัดนี้แนวคิดที่ก้าวหน้าเกินยุคสมัยเมื่อร่วม 30 ปีที่แล้ว ได้รับการพิสูจน์อีกครั้งที่โรงพยาบาลเขาวงว่า “นี่แหละใช่เลย”

โรงพยาบาลชุมชนทิ้งสถานีอนามัยไม่ได้

ที่เขาวง การทำงาน CUP หรือ คปสอ.นั้นคงคล้ายๆกับหลายที่คือ มีการทำงานรวมกันแต่มักจะไม่ร่วมกัน ที่นี่สาธารณสุขอำเภอเปลี่ยนบ่อย นายอำเภอก็เปลี่ยนบ่อย งานสาธารณสุขจึงมีโรงพยาบาลที่คอยเชื่อมให้มีความต่อเนื่อง การดึงสถานีอนามัยเข้ามาร่วมงานสาธารณสุขให้เป็นทีม ก็ใช้การมองในเชิงบวกเช่นกัน คือ ทำให้เขาเห็นว่าน่าสนใจและอยากมาเข้าร่วมขบวน

ที่เขาวงพยายามให้สถานบริการไม่ว่าโรงพยาบาลเขาวงหรือสถานีอนามัยมีมาตรฐานเดียวกัน โดยเฉพาะเรื่องของ IC การควบคุมการติดเชื้อและเรื่องการเงิน “ที่สถานีอนามัยต้องมีมาตรฐานเดียวกับโรงพยาบาล”

ส่วนงานสำคัญๆ บางอย่างนั้น โรงพยาบาลดูแลครอบคลุมทั้งอำเภอ เช่น งานอนามัยแม่และเด็กและงานทันตกรรมโรงเรียน ซึ่งทำกันจริงจัง ไม่เกี่ยงว่าเป็นพื้นที่ของสถานีอนามัย

นอกจากนั้นในด้านการรักษาพยาบาลยังมีการจัดระบบการนัดหมายผู้ป่วยโรคเรื้อรังให้กลับไปรักษาที่สถานีอนามัย เช่น โรคเบาหวาน/ความดันโลหิตสูง โรคไทรอยด์ และปัญหาด้านสุขภาพจิต โดยมีการประสานแบบแผนการรักษากับสถานีอนามัยและประมาณ 6 เดือน ก็จะมีการนัดหมายมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลครั้งหนึ่ง

การจะทำให้มาตรฐานงานบริการที่สถานีอนามัยเหมือนกับที่โรงพยาบาลได้นั้น ต้องพัฒนาบุคลากรเป็นสำคัญ พยาบาลหรือทันตาภิบาลที่ออกไปอยู่ในสถานีอนามัย จะไม่ถูกทอดทิ้ง จะมีการเชิญชวนกลับมาฝึกเพิ่มพูนทักษะหรือเข้าร่วมกิจกรรมวิชาการโดยสม่ำเสมอ

คุณหมอสมยศให้ข้อคิดไว้ว่า “โรงพยาบาลชุมชนก็เป็นเสมือนพี่ใหญ่ในอำเภอ เราต้องช่วยน้องเล็กสถานีอนามัย ดูแลเขา สนับสนุนเขา เพื่อให้ภาพรวมของงานบริการสาธารณสุขระดับอำเภอขยับไปพร้อมๆ กัน“

อาคารสร้างสุขภาพ มิติใหม่ของโรงพยาบาล

ที่ตึกสร้างสุขภาพ ซึ่งเป็นอาคารผู้ป่วยในหลังที่ 3 ที่เพิ่งได้มานั้น นพ.สมยศ ศรีจารนัย ผู้อำนวยการบอกว่า “ลอยมาเองโดยที่ไม่ได้ขอ ปัจจุบันจึงใช้ภาระในการบำรุงรักษา ก็เลยพลิกภาระเป็นโอกาสโดยใช้เป็นอาคารสร้างสุขภาพ“ ปัจจุบันอาคารนี้ได้ถูกปรับใช้จากสภาพเดิมที่ต้องใช้งานดูแลผู้ป่วยในแบบตั้งรับ มาเป็นอาคารสร้างสุขภาพเชิงรุก ที่นี่ใช้เป็นสถานที่จัดกิจกรรมการสร้างสุขภาพหลายกิจกรรม เพื่อให้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลที่จะมุ่งเน้นการสร้างสุขภาพที่เป็นเลิศในเขต 11

ค่ายเบาหวานเป็นกิจกรรมหนึ่งที่เพิ่งได้ทำจริงหลังจากที่คิดว่าจะทำมานานแล้ว จุดเริ่มต้นนั้นเกิดจากทีมงานคลินิกเบาหวานรู้สึกว่า ที่คลินิกเบาหวานการให้สุขศึกษารายกลุ่มหรือรายบุคคล ผู้ป่วยก็จะฟังบ้างไม่ฟังบ้าง จิตใจจดจ่ออยู่แต่เรื่องรอตรวจ รอรับยา ชาวบ้านเองก็เสนอว่า อยากมาเรียนรู้เรื่องเบาหวานในวันที่ว่างมากกว่าวันที่มาคลินิก เพราะวันที่มีคลินิกลูกหลานที่พามาก็มีภาระจะรีบกลับ ผู้คนก็พลุกพล่านไม่มีสมาธิ จึงเป็นที่มาของการจัดค่ายเบาหวาน ซึ่งทางโรงพยาบาลจะชักชวนผู้ป่วยที่ระดับน้ำตาลมากกว่า 180 mg% ติดต่อกัน 2 เดือน มาร่วมอยู่ค่าย 2 วัน 1 คืน จัดเป็นกระบวนการเรียนรู้เชิงการแลกเปลี่ยน เอารูปธรรมอาหารการกินเช่นขนม ผลไม้ ข้าว ก๋วยเตี๋ยว มาแสดงให้เห็นชัดๆ ว่าควรรับประทานอย่างไร และแนะนำการออกกำลังกายที่เหมาะกับเพศวัย เจ้าหน้าที่เองก็ได้เรียนรู้จากผู้ป่วยด้วย การให้สุขศึกษาแบบเข้มเช่นนี้ น่าจะเป็นคำตอบสำหรับผู้ป่วยที่ควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี

ที่ตึกสร้างสุขภาพยังมีการจัดค่ายผู้สูงอายุ โดยจัดกิจกรรมเข้าค่าย 4 วัน 3 คืน รับผู้สูงอายุที่สมัครใจครั้งละไม่เกิน 12 คน เพื่อให้ความรู้ในการดูแลสุขภาพ เน้นแนะนำการออกกำลังที่เหมาะกับผู้สูงอายุ การทานอาหาร และการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ ปัจจุบันมีผู้สูงอายุได้ผ่านกิจกรรมนี้ไปแล้ว 10 รุ่น ผู้สูงอายุทุกคนที่ผ่านค่ายต่างมีความสุข มีผู้สูงอายุท่านหนึ่งบอกว่า “ อยู่มาตั้ง 60 ปีแล้ว เพิ่งจะรู้ว่าการแปรงฟันที่ถูกวิธีนั้นทำอย่างไร ”

นอกจากนี้ที่อาคารสร้างสุขภาพ ยังมีอุปกรณ์ออกกำลังกายสำหรับทั้งเจ้าหน้าที่และประชาชน มีศูนย์กายภาพและฟื้นฟูสุขภาพ โดยเน้นเป้าหมายไปที่ผู้สูงอายุที่อัมพาตรวมทั้งกลุ่มเด็กดาวน์และเด็กพิการทางสมอง (Cerebral Palsy) นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของหน่วย Home Health Care หรือหน่วยรักษาพยาบาลที่บ้าน โดยมีพยาบาล 2 คน ที่รับหน้าที่นี้เป็นทีมกลางของโรงพยาบาลในการเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน โดยจะมีพยาบาลประจำตึกนั้นๆ ไปร่วมเยี่ยมด้วย

บทบาทการสร้างสุขภาพของโรงพยาบาลชุมชนนั้นยังมีหนทางให้สร้างสรรค์อีกมาก เพียงแต่ขอให้ชัดในวิสัยทัศน์ แล้วรูปแบบกิจกรรมต่างๆ จะตามมาเอง เมื่อนั้นโรงพยาบาลชุมชนจะเป็นโรงพยาบาลที่เป็นที่รักของชุมชนเหมือนอย่างโรงพยาบาลเขาวง

นวัตกรรมคุณภาพบนโรงพยาบาล

บนตัวอาคารโรงพยาบาลเขาวงนั้น มีการจัดตั้งแผนกงานใหม่อยู่หลายงาน มีการสร้างสรรค์รายละเอียดในการให้บริการที่เป็นเลิศในเกือบทุกแผนก ซึ่งน่าสนใจและตอบโจทย์ปัญหาและความตั้งใจของทีมงานโรงพยาบาลเขาวงเอง

ที่ส่วน OPD มีห้องๆ หนึ่ง ขึ้นป้ายว่า “ศูนย์การเรียนรู้” เห็นแล้วทุกคนต้องรู้สึกแปลกใจว่าห้องนี้มีไว้ทำอะไร ที่ห้องนี้ คือ ห้องที่จัดบรรยากาศให้ผ่อนคลายสำหรับผู้ป่วยที่มารับบริการที่ OPD แล้วควรได้รับการพูดคุยให้สุขศึกษาลงลึกจากเจ้าหน้าที่ เช่น ในรายที่ BMI มากเกินไปมาก หรือมีปัญหาความไม่สบายใจ เป็นต้น นอกจากห้องนี้จะเน้นบทบาทในการให้คำปรึกษาแล้ว ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์ประกันสุขภาพ ดูแลเรื่องบัตรสิทธิ์ต่างๆ และรับเรื่องราวร้องทุกข์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากผู้ป่วยหรือญาติมีปัญหาความไม่พอใจในบริการของโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่ในห้องจะต้องรีบลงไปช่วยเคลียร์ปัญหา ชวนมาพูดคุยระบายที่ห้องนี้ก็ได้ เพื่อให้ทุกคนกลับบ้านไปด้วยความรู้สึกที่ดีๆ กับโรงพยาบาล

ที่โรงพยาบาลเขาวง ผู้รับบริการในเวรบ่ายมีจำนวนมากเฉลี่ยถึง 81 รายต่อเวร จึงนำมาสู่การเปิดห้องยาจ่ายยาถึงเที่ยงคืน

ที่ตึกผู้ป่วยใน เมื่อผู้ป่วยได้รับอนุญาตให้กลับบ้าน ผู้ป่วยทุกรายและญาติต้องมาผ่านกระบวนการ Discharge Counseling ผู้ป่วยก่อนกลับบ้าน ซึ่งให้คำแนะนำโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ นำโดยพยาบาลที่เน้นคำแนะนำด้านการปฏิบัติตนเพื่อดูแลสุขภาพ และเภสัชกรซึ่งเน้นเรื่องความรู้ความเข้าใจในเรื่องยาที่ได้กลับบ้านไป กระบวนการนี้สามารถสร้างความเข้าใจในภาวะโรคที่เป็นได้เป็นอย่างดี และช่วยให้เกิดความประทับใจครั้งสุดท้ายก่อนกลับบ้าน อีกด้วย

จุดหักเหที่ท้าทาย

นโยบายของรัฐบาลจะมีการสร้างโรงพยาบาลชุมชนใหม่อีก 68 แห่ง นั่นคือ ยกฐานะสถานีอนามัยประจำกิ่งอำเภอให้เป็นโรงพยาบาลชุมชน สำหรับกิ่งอำเภอนาคู ซึ่งอยู่ใน CUP เขาวงก็เช่นกัน

ในปัจจุบันนี้ CUP เขาวง-นาคู นั้นมีประชากรที่มีหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า (UC) รวม 52,000 บัตร ซึ่งถือว่าพออยู่ได้แบบต้องระมัดระวังในการบริหารจัดการ แต่หากมีการแยกไปตั้งโรงพยาบาลนาคู ประชากร UC จะถูกแบ่งไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าในวันนั้น โรงพยาบาลเขาวงจะมีปัญหารายรับไม่พอกับรายจ่ายในเพียงข้ามคืน โรงพยาบาลเขาวงจะทำอย่างไรกับโจทย์นี้

ทางทีมนำของโรงพยาบาลให้ความสำคัญกับจุดหักเหที่ท้าทายของโรงพยาบาลเขาวงเป็นอย่างมาก ได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการตั้งรับแต่เนิ่นๆ เผื่อว่ากระทรวงสาธารณสุขเดินหน้าเต็มตัวจะได้ปรับตัวให้ดีที่สุด แม้ว่าในความจริงนั้นคงต้องบาดเจ็บอย่างแน่นอนไม่มากก็น้อย

ยุทธศาสตร์ที่ว่าคือ การรัดเข็มขัดให้มากขึ้น และการหารายได้จากองค์กรภายนอกมาสมทบกิจกรรมของโรงพยาบาล โดยเฉพาะกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งแน่นอนว่าการสร้างสัมพันธภาพที่ดี และทำให้เป็นสถานการณ์ที่ win-win คือ โรงพยาบาลได้และองค์กรท้องถิ่นก็ได้นั้น ต้องการเวลาในการประสานและผูกมิตรให้เกิดความเชื่อถือซึ่งกันและกัน และหากกระทรวงฯ เปลี่ยนใจเปลี่ยนทิศทาง สิ่งที่ได้ทำไว้ในทั้ง 2 ยุทธศาสตร์นี้ก็ไม่ได้เสียหาย กลับเสริมให้เข้มแข็งมากขึ้นด้วย

ประเด็นนี้จึงเป็นปัจจัยภายนอกที่เห็นจุดหักเหที่ท้าทายโรงพยาบาลเขาวงอย่างยิ่ง

นี่คือ .. โรงพยาบาลเขาวง

ดินแดนที่มีภูเขาล้อมชื่ออำเภอเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ได้พัฒนาตนเองมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยรอยยิ้มและความสุขในการทำงานเพื่อปวงชนให้มีสุขภาวะที่ดีตามอุดมการณ์ของสมเด็จพระราชบิดา ความเป็นทีมและการทำงานร่วมกันของสหสาขาวิชาชีพคือจุดเด่นของความเข้มแข็งที่นี่

ที่นี่อาจเป็นหนึ่งในไม่กี่โรงพยาบาลในประเทศไทยที่ทีมงานเข้มแข็งมาก มากจนอาจจะเชื่อได้ว่า หากสักวันหนึ่งผู้นำองค์กรคนปัจจุบัน คือ คุณหมอสมยศ ศรีจารนัย ผู้ที่ทำหน้าที่อำนวยการได้อย่างดีเยี่ยมตามหน้าที่ ต้องเดินทางไปสู่บทบาทใหม่ตามเส้นทางของชีวิต โรงพยาบาลเขาวงจะยังเดินหน้าพัฒนาองค์กรไปได้อย่างต่อเนื่อง ทีมงานยังจะสามารถดูแลระบบที่ได้รับการพัฒนามาอย่างซับซ้อนเชื่อมโยงเป็นใยแมงมุมให้เกิดบริการที่เป็นเลิศได้ต่อไป หากเป็นเช่นนั้นจริง นั่นคือความสำเร็จสูงสุดของการพัฒนาโรงพยาบาล ความยั่งยืนที่ปราศจากการยึดติดกับผู้อำนวยการ เป็นความยั่งยืนจากความเป็นทีม “ทีมสุขภาพเพื่อสุขภาวะของประชาชน”

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

ไฟฟ้าดับที่ตากใบ กับโรงพยาบาลที่หยุดบริการไม่ได้
โดย Admin on January,11 2011 22.19

ไฟฟ้าดับที่ตากใบ  กับโรงพยาบาลที่หยุดบริการไม่ได้

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2551

ในคอลัมน์ เสียงก้องจากโรงพยาบาลชุมชน

เหตุการณ์การก่อความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ด้วยการถอดน๊อตเสาไฟฟ้าแรงสูง  จนทำให้ไฟฟ้าดับทั้งจังหวัดนราธิวาส หลายอำเภอไฟฟ้าดับนานกว่า 2 วันเมื่อวันที่ 6-8 พฤษภาคม 2551 ที่ผ่านมา ได้สร้างความหวาดผวาให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างมาก อีกทั้งสร้างความโกลาหลให้กับชีวิตของประชาชนในโลกยุคปัจจุบันที่ต่างต้องพึ่งพาไฟฟ้าในแทบทุกกิจกรรมประจำวัน

สำหรับโรงพยาบาลทุกแห่งในจังหวัดนราธิวาส  รวมทั้งโรงพยาบาลตากใบนั้น ไม่เคยพบกับสถานการณ์ไฟดับต่อเนื่องยาวนานกว่า 2 วันเช่นนี้ แม้ไฟจะดับแต่ความเจ็บป่วยรอไม่ได้ การให้บริการรักษาพยาบาลยังต้องดำเนินต่อไป การปรับตัวในการจัดบริการให้กับผู้ป่วยได้ให้ใกล้เคียงกับปกติที่สุดในท่ามกลางการไม่มีกระแสไฟฟ้าใช้นั้น นับเป็นบทเรียนใหม่ของระบบสาธารณสุขไทยในยุคใหม่

โดยพื้นฐานทุกโรงพยาบาลในจังหวัดชายแดนใต้  มีการเตรียมความพร้อมของเครื่องปั่นไฟฟ้ากันอยู่แล้ว  การสำรองน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟสำหรับให้พอปั่นไปข้ามคืนนั้นเป็นมาตรฐานปกติของทุกโรงพยาบาล  เครื่องปั่นไฟที่มีซึ่งมักมีขนาดเล็กและไม่เพียงพอสำหรับการใช้งานเต็มระบบ  ก็จะมีการเดินระบบไฟฉุกเฉินสำหรับห้องที่มีความจำเป็นต้องใช้ไฟฟ้าให้มีกระแสไฟฟ้าใช้เช่นห้องคลอด ห้องฉุกเฉิน ไฟแสงสว่างในตึกผู้ป่วยใน ห้องยา ห้องบัตรเป็นต้น  แต่กรณีนี้เป็นเหตุการณ์ที่ไม่เคยประสบ ไฟฟ้าดับนานต่อเนื่องถึง 2-3 วัน

โรงพยาบาลตากใบ จังหวัดนราธิวาส ปลายสุดของสายไฟฟ้าไทย  ได้แก้ปัญหาให้สามารถจัดบริการได้ดีที่สุดในท่ามกลางการไม่มีไฟฟ้าใช้ได้อย่างน่าสนใจ  ในทันทีที่ไฟดับและทางโรงพยาบาลรู้ว่า  “ครั้งนี้ไปจะดับนานไม่น้อยกว่า 3 วัน” นายแพทย์สมชาย ศรีสมบัณฑิต ผู้อำนวยการโรงพยาบาลตากใบ รีบสั่งให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจัดซื้อน้ำมันสำหรับเครื่องปั่นไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเท่าตัว จากเดิมที่มีอยู่ 400 ลิตร เพิ่มขึ้นเป็น 800 ลิตร เติมน้ำมันรถทุกคันของโรงพยาบาลให้เต็ม เพราะน้ำมันในเมืองเล็กๆ อาจหมดลงอย่างรวดเร็วหากสถานการณ์ยืดเยื้อ

เครื่องปั่นไฟอายุกว่า 10 ปีที่ต้องทำงานตลอด 24 ชั่งโมงนั้นเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้  โจทย์ที่ถกเถียงกันอย่างหนักในโรงพยาบาลคือ  จะหยุดพักเครื่องสัก 2 ชั่วโมงในช่วงเวลาใดจึงเหมาะสมที่สุด  กระทบต่อการบริการน้อยที่สุด  ในมุมมองของเจ้าหน้าที่ในการเริ่มหาข้อสรุป  ส่วนใหญ่ก็มีความเห็นให้หยุดพักเครื่องในช่วงที่มีแสงสว่างจากดวงอาทิตย์  อาจเป็นช่วงบ่ายหรือเย็น  หรือไม่ก็ยามฟ้าสางในช่วงเช้า

แต่เมื่อถกเถียงไประยะหนึ่งก็พบว่า  ไม่สามารถปิดบริการในช่วงบ่ายหรือช่วงเย็นได้ เพราะเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยมารับบริการต่อเนื่อง  สุดท้ายคำตอบจึงไปอยู่ที่การดับไฟฟ้าในช่วงฟ้าสาง  แต่ด้วยปัญหาที่ทางโรงพยาบาลไม่สามารถเดินเครื่องซักผ้าและเครื่องอบผ้าในช่วงเวลากลางวันได้ เพราะปริมาณกระแสไฟฟ้าจากเครื่องปั่นไฟไม่เพียงพอ  จึงต้องมีการปรับระบบงานให้เจ้าหน้าที่ซักรีดมาทำงานในช่วงฟ้าสางจนถึงก่อนเวลาทำการของโรงพยาบาล  ทำให้ต้องปั่นกระแสไฟฟ้าในการซักรีดในช่วงเช้าตรู่  คำตอบสุดท้ายจึงไปอยู่ที่การพักเครื่องปั่นไปในช่วงเวลาดึกคือตี 2 ถึงตี 4 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มีผู้ป่วยมาที่ห้องฉุกเฉินน้อยมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่นอนหลับ มีความต้องการเพียงไฟส่องสว่างเท่านั้น เป็นโรงพยาบาลที่มืดมิดมีเพียงแสงเทียนแสงไฟฉายและแสงไฟฉุกเฉินเช่นเดียวกับชุมชนทั้งอำเภอตากใบ

การที่ไฟฟ้าดับเป็นเวลานานส่งผลงต่อสถานีอนามัยเช่นกัน เพราะไม่มีระบบไฟฟ้าสำรอง แม้ว่าการให้บริการของสถานีอนามัยจะใช้ไฟส่องสว่างเป็นสำคัญ  กลางวันสามารถให้บริการได้  แต่ปัญหาอยู่ที่ตู้เย็น  ในครั้งนี้ไฟฟ้าเริ่มดับในเวลา 2 ทุ่ม ทำให้ห่วงโซ่ความเย็นในการรักษาความเย็นในการเก็บวัคซีนของตู้เย็นที่สถานีอนามัยนั้นไม่เย็นพอที่จะรักษาคุณภาพวัคซีนได้ วัคซีนทั้งหมดที่เก็บในตู้เย็นของสถานีอนามัยจึงต้องทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

ในท่ามกลางความมืดมิดจากไฟฟ้าดับ 2 วันของจังหวัดนราธิวาสในครั้งนี้ ได้ทำให้เกิดบทเรียนที่มีค่ากับระบบสาธารณสุขไทย

@@@@@@@@@@@@@@@@@

เมื่อโรงพยาบาลระโนดกำลังก้าวสู่อนาคต ที่ไม่มี OPD walk in
โดย Admin on January,11 2011 22.18

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2552 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

โรงพยาบาลระโนด จังหวัดสงขลา เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง ที่ดูแลประชากรในอำเภอประมาณ 70,000 คน ได้เริ่มนำร่องพัฒนาระบบริการปฐมภูมิอย่างเป็นระบบในอำเภอระโนดมาตั้งแต่ปี 2540 ความต่อเนื่องของการพัฒนาระบบบริการสุขภาพยังคงมีความต่อเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้ ได้ผ่านการถกเถียงทางความคิด การพัฒนาไปในระหว่างการปฏิบัติการจริง โดยมีกรอบคิดที่ชัดเจนของนายแพทย์ธีรวัฒน์ กรศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลระโนดเป็นธงนำในการพัฒนากลไก ฝ่าฟันอุปสรรค จนเห็นถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาให้ศูนย์สุขภาพชุมชน (PCU) และศูนย์แพทย์ชุมชน (CMU) เป็นสถานบริการด่านหน้าที่มีความครอบคลุม เข้าถึงง่าย และเป็นธรรม ในการดูแลผู้ป่วยด้วยกรอบการดูแลแบบเวชศาสตร์ครอบครัว และการเข้าใจในบริบทของชุมชน และกำลังจะก้าวไปสู่การสร้างรูปแบบที่โรงพยาบาลระโนดจะไม่มี OPD walk in ( ผู้ป่วยเดินเข้ามาขอรับบริการผู้ป่วยนอกโดยไม่มีการส่งต่อมาจากสถานบริการระดับต้น ) ซึ่งจะเป็นรูปธรรม Model ที่สำคัญในการเปลี่ยน (change) ระบบบริการในภาพใหญ่ของประเทศได้ในอนาคต

พัฒนาการของการจัดระบบบริการสุขภาพในอำเภอระโนด อดีตของระบบบริการสุขภาพในอำเภอระโนดนั้นก็มีแต่โรงพยาบาลระโนด กับ สถานีอนามัย อำเภอระโนดมี 12 ตำบล มีสถานบริการสาธารณสุข คือ โรงพยาบาลระโนด ซึ่งต้องดูแลระบบบริการปฐมภูมิในตำบลระโนดและ มีสถานีอนามัยอีก 12 แห่งดูแลประชาชนในอีก 11 ตำบลที่เหลือ ซึ่งในช่วงเวลาก่อนปี 2540 นั้นมีกลไกของคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ (คปสอ.) เป็นกลไกในการประสานงานระหว่างโรงพยาบาลและสถานีอนามัย ความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพบริการระดับปฐมภูมินั้นยังไม่เป็นเชิงระบบ

คลินิกชุมชน ก้าวแรกของปฏิรูป ในปี 2540 เมื่อโรงพยาบาลระโนดได้เข้าร่วม Health Care Reform Project ก็ได้มีการพัฒนาระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ (Primary Health Care) โดยเริ่มที่การปรับระบบบริการปฐมภูมิในตำบลระโนดเอง 2 ประการสำคัญ คือ

  1. การตั้งกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน โดยรวมเอาฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ ฝ่ายสุขาภิบาล บางส่วนของฝ่ายการพยาบาลที่รับผิดชอบเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับงานชุมชนเช่น ทีม home health care มาประกอบกันเป็นกลุ่มงานที่ดูแลประชากรในพื้นที่ของการบริการปฐมภูมิที่โรงพยาบาลรับผิดชอบอย่างบูรณาการกันคือตำบลระโนด 7 หมู่บ้าน

  2. การตั้งคลินิกชุมชน 10 คลินิก ใน 7 หมู่บ้านของตำบลระโนด ซึ่งใช้ที่ตั้งของบ้าน อสม.ที่เป็นตัวหลักในหมู่บ้านที่มีจิตอาสาเป็นที่ตั้งคลินิก โดยมีการแบ่งงานให้เจ้าหน้าที่ของกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวทั้ง 10 คน มีประชากรรับผิดชอบของตนเอง โดยในช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ก็จะทำงานการให้บริการต่างบทบาทหน้าที่ที่โรงพยาบาล ในช่วงบ่ายของทุกวันเจ้าหน้าที่จะออกปฏิบัติงานที่คลินิกชุมชน ซึ่งสามารถให้บริการด้านการตรวจรักษาโรคเบื้องต้น การจ่ายยา การให้การวางแผนครอบครัว การฉีดวัคซีน การทำแผล การเยี่ยมบ้านและการดูแล case Home Health Care เป็นต้น

จากการประเมินผลการเปิดคลินิกชุมชนนั้น พบว่า ชาวบ้านมีความพึงพอใจมาก ต้องการสถานที่ที่กว้างขึ้น อยากให้เจ้าหน้าที่มาทุกวัน อยากให้มีบริการมากกว่านี้ ซึ่งเกินบทบาทของคลินิกชุมชนที่จะให้บริการ

ก้าวที่ 2 ก่อตั้งคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัว

ต่อมาในปี 2543 กลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนของโรงพยาบาลระโนด ก็ได้มีพัฒนาการด้านการจัดบริการปฐมภูมิ ด้วยการเปิดให้บริการคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวขึ้น โดยตั้งในใจกลางเขตเทศบาล (โรงพยาบาลระโนดนั้นตั้งอยู่ด้านขอบนอกของตำบลระโนด) โดยจัดแบ่งอัตรากำลังของกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชนจากที่มีทั้งสิ้น 9 คน มาเป็นเจ้าหน้าที่ประจำคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวนี้จำนวน 5 คน รับผิดชอบพื้นที่ตำบลทั้ง 7 หมู่บ้าน ดำเนินการเช่นเดียวกับศูนย์สุขภาพชุมชน (PCU) คือ ทั้งด้านการรักษา ป้องกัน ส่งเสริมและฟื้นฟู

คลินิกเวชปฏิบัติครอบครัว มีจุดเด่นที่ทำการตรวจรักษาโดยพยาบาล ไม่มีแพทย์ แต่มีระบบการปรึกษาแพทย์ด้วยโทรศัพท์ได้ และหากเกินความสามารถก็จะส่งต่อมารับบริการที่โรงพยาบาล โดยปัจจุบันมีรถพยาบาล (Ambulance) ของเทศบาลเมืองระโนดที่มาจอดรออยู่ที่คลินิกเวชฯ จะให้บริการนำส่งในกรณีที่ไม่ต้องมีพยาบาลดูแล หากเป็นผู้ป่วยที่ต้องใช้พยาบาลในการดูแลระหว่างการนำส่งจะตามรถพยาบาลจากโรงพยาบาลมารับผู้ป่วย นอกจากนี้ในบางครั้งรถพยาบาลของเทศบาลนั้น ยังบริการส่งกลับผู้ป่วยที่ไม่สะดวกในการเดินทางกลับเองเช่น ผู้สูงอายุที่ไม่สะดวกในการนั่งมอเตอร์ไซด์ หรือผู้ป่วยอุบัติเหตุที่ไม่มีญาติมารับเป็นต้นด้วย เนื่องจากสถานที่ตั้งของคลินิกเวชฯ ตั้งอยู่ใจกลางตลาดเขตเทศบาล ซึ่งสะดวกกับการมารับบริการของประชาชน ซึ่งมีทั้งข้าราชการในอำเภอ นักเรียน ประชาชนในเขตเทศบาล ประชาชนที่มาทำธุระในตลาด ทำให้แม้ตรวจโดยพยาบาล แต่ก็มีผู้มารับบริการจำนวนมาก คลินิกเวชฯจะเปิดบริการทุกวัน รวมทั้งมีการเปิดบริการนอกเวลาราชการด้วยคือในวันราชการเปิดถึง 20.00 น. และวันเสาร์อาทิตย์ เริ่มเปิดบริการจนถึง 12.00 น.แต่เมื่อมีผู้รับบริการมากขึ้นก็เปิดบริการถึง 16.00 น.

เมื่อมีคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัว คลินิกชุมชนที่พยาบาลไปให้การดูแลที่บ้าน อสม.ก็ยุติบทบาทลง ยกเว้นที่หมู่ 1 บ้านมหาการ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลที่สุดของตำบลระโนด ( ติดอำเภอกระแสสินธุ์) และประชากรส่วนใหญ่มีฐานะยากจนกว่าหมู่บ้านอื่น มีผู้ป่วยโรคเรื้อรังจำนวนมาก จึงยังเป็นหมู่บ้านเดียวที่ยังมีคลินิกชุมชนอยู่ โดยมีพยาบาลประจำหมู่บ้านไปให้บริการที่คลินิกชุมชน ซึ่งตั้งอยู่ในวัดในทุกวันพฤหัสช่วงเช้า การตั้งคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวในพื้นที่ตำบลระโนด ได้ทำให้การดูแลสุขภาพของประชาชนในอำเภอระโนดมีความครอบคลุมเต็มพื้นที่ ทุกหมู่บ้านมีเจ้าภาพระดับปฐมภูมิในการดูแลสุขภาพ โดยมีโรงพยาบาลระโนดให้การดูแลด้านทุติยภูมิ

ก้าวที่ 3 ปฐมภูมิเต็มพื้นที่ด้วย PCU คลินิกใกล้ใจ

เนื่องจากโรงพยาบาลระโนดตั้งอยู่บริเวณชายขอบด้านทิศตะวันออกของเทศบาล ทำให้ประชาชนส่วนหนึ่งที่อยู่ในหมู่บ้านรอบโรงพยาบาลระโนด นิยมมารับบริการการรักษาความเจ็บป่วยที่โรงพยาบาล เนื่องจากการเดินทางสะดวกที่จะเข้ามารับการรักษาหรือรับยาที่โรงพยาบาลมากกว่าจะไปที่ศูนย์สุขภาพชุมชน

ดังนั้นในปี 2545 ทางโรงพยาบาลระโนดได้เปิดคลินิกใกล้ใจขึ้นเป็นศูนย์สุขภาพชุมชนอีกหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ที่โรงพยาบาลระโนด โดยมีพื้นที่รับผิดชอบ 6 หมู่บ้าน จาก 3 ตำบล คือ ประชากรจากตำบลระโนด 2 หมู่บ้าน ตำบลปาดแตระ 2 หมู่บ้าน และตำบลท่าบอนอีก 2 หมู่บ้าน รวมประชากรกว่า 5 พันคน ซึ่งทั้ง 6 หมู่บ้าน นี้ล้วนสะดวกในการเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลมากกว่าที่สถานีอนามัย หากไม่ตั้ง PCU คลินิกใกล้ใจขึ้นมาให้บริการ ประชากรทั้ง 6 หมู่บ้านก็จะข้ามกระบวนการรับบริการทางการแพทย์ที่ควรจะเป็นจากการที่ควรรับบริการที่ระดับปฐมภูมิก่อนข้ามมารับบริการระดับทุติยภูมิที่โรงพยาบาลเลย เมื่อตั้ง PCU คลินิกใกล้ใจ ประชากรรับผิดชอบของตำบลระโนดและอีก 2 ตำบลนั้นลดลงไปตำบลละ 2 หมู่บ้าน ทีมเวชปฏิบัติครอบครัวของโรงพยาบาลได้จัดสรรกำลังคนให้มีพยาบาลประจำคลินิกใกล้ใจรวม 3 คน ต่อมาได้มีนักวิชาการสาธารณสุขเพิ่มขึ้นมาอีก 1 ตำแหน่ง รวมมีเจ้าหน้าที่ทั้งสิ้น 4 คน

เนื่องจากคลินิกใกล้ใจตั้งอยู่ในโรงพยาบาล จึงมีข้อได้เปรียบหลายประการโดยเฉพาะการใช้ทรัพยากรและศักยภาพของโรงพยาบาลในการสนับสนุนงานระดับปฐมภูมิ เช่น การที่สามารถส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการได้ง่าย การส่ง consult กับแพทย์ได้ง่าย การประสานเรื่องยาเรื่องทันตกรรมหรือกายภาพบำบัดได้สะดวกกว่า เป็นต้น รวมทั้งในเรื่องอัตรากำลัง หากขาดคนเนื่องจากการลาหรือประชุมก็สามารถตามพยาบาลเวรมาขึ้น OT เพื่อให้บริการได้ อย่างไรก็ตาม ทุกคลินิกบริการของอำเภอระโนดนั้น จะไม่มีการบังคับผู้ป่วยหรือประชาชนว่าต้องไปใช้บริการตามลำดับขั้นอย่างเคร่งครัด แต่จะเปิดโอกาสให้ประชาชนตัดสินใจว่า การเจ็บป่วยในครั้งนี้จะเลือกไปรับบริการที่สถานีอนามัย คลินิกใกล้ใจ หรือโรงพยาบาลระโนด ดังนั้นหากคลินิกใกล้ใจซึ่งอยู่ห่างจาก OPD ที่มีแพทย์ตรวจเพียงไม่กี่สิบเมตร ไม่มีจุดเด่นจุดขายด้านการดุแลผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวมตามแนวทางเวชปฏิบัติครอบครัวแล้ว ย่อมยากที่จะสู้กับ OPD ได้ แต่ที่นี่คลินิกใกล้ใจสามารถสร้างศรัทธาและความไว้วางใจจากประชาชนในเขต 6 หมู่บ้านที่รับผิดชอบได้

ก้าวที่ 4 CMU วัดเบิก ก้าวใหญ่ของการเดินสู่ฝัน

หลังจากที่ระบบริการสุขภาพในระดับปฐมภูมิได้รับการจัดวางพื้นที่บริการไว้ครบถ้วนแล้วทั้งในส่วนของสถานีอนามัยหรือศูนย์สุขภาพชุมชนที่มีอยู่เดิม รวมทั้งการเปิดบริการคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวและคลินิกใกล้ใจ ได้ทำให้การบริการระดับปฐมภูมินั้นครอบคลุมเต็มพื้นที่ อย่างไรก็ตาม ในปี 2549 นายแพทย์ธีรวัฒน์ กรศิลป์ ได้ริเริ่มในการเปิดบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในรูปแบบศูนย์แพทย์ชุมชน (community medical unit - CMU) ขึ้น เพื่อให้เป็นหน่วยบริการแม่ข่ายของหน่วยบริการระดับศูนย์สุขภาพชุมชนขึ้น โดยตั้ง CMU แห่งแรกขึ้น เรียกว่า CMU วัดเบิก

ศูนย์แพทย์ชุมชนวัดเบิก เริ่มเปิดให้บริการเมื่อวันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2550 จัดตั้งขึ้นในเขตตำบลระวะ อำเภอระโนด เพื่อให้บริการด้านสุขภาพแก่ประชาชนในเขต 4 ตำบลของอำเภอระโนดได้แก่ ตำบลระวะ พังยาง วัดสน และตำบลบ่อตรุ มีประชากรประมาณ 25,496 คน โดยมุ่งหวังจะให้บริการด้านสุขภาพแบบองค์รวม ต่อเนื่อง ผสมผสาน เบ็ดเสร็จ ยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง และดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์ มี พญ.สุกัญญา หังสพฤกษ์ แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว เป็นหัวหน้าทีม

นายแพทย์ธีรวัฒน์ กรศิลป์ ให้ความเห็นที่สำคัญว่า “เราไม่สามารถจัดแพทย์ไปอยู่ทุก PCU ได้ แต่เราสามารถจัดแพทย์ให้อยู่ใน CMU ที่ดูแลพื้นที่ครอบคลุมหลาย PCU ได้ การมีแพทย์ในระบบ primary care เป็นหัวใจสำคัญในการสร้างศรัทธาของผู้ป่วยต่อระบบบริการปฐมภูมิ และ CMU คือคำตอบที่ลงตัวที่สุด” ปัจจุบันศูนย์แพทย์ชุมชนวัดเบิกเปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่เวลา 8.00 – 16.00 น. โดยมีแพทย์ประจำในวันจันทร์ – ศุกร์ มีผู้มารับบริการเฉลี่ย 70 – 80 คน/วัน กิจกรรมที่ให้บริการได้แก่ ให้บริการผู้ป่วยฉุกเฉิน (Emergency Care) ผู้ป่วยเฉียบพลัน(Acute Care) ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง(Chronic Care) และการเยี่ยมบ้าน (Home Care) กิจกรรมบริการที่สำคัญของ CMU วัดเบิก คือ การตรวจรักษาผู้ป่วยแบบผู้ป่วยนอกในทุกโรค ทั้งโรคทั่วไปและโรคเรื้อรัง โดยในช่วงเช้า แพทย์จะไปดูแลผู้ป่วยที่ admit ที่โรงพยาบาล จากนั้นจึงเข้ามาตรวจผู้ป่วยที่ CMU ซึ่งถึงแม้จะมีแพทย์คนเดียว แต่ด้วยระบบที่วางไว้ให้มีพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป เป็นด่านหน้าในการตรวจรักษาผู้ป่วยก่อนทุกราย ทำให้มีผู้ป่วยจำนวนไม่มากนักที่จำเป็นต้องได้รับการตรวจโดยแพทย์ ในช่วงบ่ายของบางวันนั้น แพทย์และทีมสหวิชาชีพ ก็จะออกไปเยี่ยมบ้านโดยประสานงานกับสถานีอนามัยในเขตพื้นที่รับผิดชอบเพื่อร่วมกันวางแผนการลงเยี่ยมบ้านและพัฒนาทีมงานในสถานีอนามัยให้มีศักยภาพสูงขึ้นด้วย

ที่ CMU จะมีทันตาภิบาลมาให้บริการด้านทันตกรรม มีเภสัชกรหมุนเวียนมาให้บริการเภสัชกรรม มีเจ้าหน้าที่ lab อยู่ประจำที่ CMU 1 คน ในปัจจุบันจำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการที่ CMU มีจำนวนประมาณวันละ 100 คน ซึ่งผู้ป่วยจะเป็นผู้เลือกเองว่า ในการเจ็บป่วยครั้งนี้เขาจะไปรับบริการที่ใด ระหว่าง สถานีอนามัยใกล้บ้าน CMU วัดเบิก หรือ โรงพยาบาลระโนด หลังการเปิดบริการของ CMU วัดเบิกนี้ จำนวนผู้ป่วยที่ OPD ของโรงพยาบาลระโนดก็มีจำนวนลดลงไปพอสมควร ซึ่งเป็นการตอกย้ำสมมุติฐานที่ว่า “หากมีทางเลือกที่ดีกว่าเช่น CMU ใกล้บ้าน ผู้ป่วยก็ไม่รู้ว่าจะไปแออัดรอนานที่โรงพยาบาลไปทำไม”

ภาพฝันการจัดระบบบริการสุขภาพของ Ranod model

จากกรอบคิดในการพัฒนาระบบบริการสุขภาพที่มี Primary Health Care เป็นหัวใจของการของการจัดบริการ  ภาพสรุปของความเชื่อมโยงของการจัดระบบบริการสุขภาพในฝันของอำเภอระโนดและเครือข่ายบริการทั้งในระดับที่สูงกว่าได้แสดงไวดังแผนภาพข้างล่างนี้

การจัดบริการให้มีการเชื่อมต่อดัง Diagram นั้น นายแพทย์ธีรวัฒน์ กรศิลป์ ได้ยึดหลักการต่อแนวคิดดังกล่าว โดยมีหลักการที่สำคัญ 4 ประการ คือ

  1. no gap หมายถึง การที่ระบบบริการตั้งแต่ส่วนปลายสุดระดับสถานีอนามัยจนถึงส่วนบนสุดคือ Excellence Center ไม่มีช่องว่างของการให้บริการ และต้องการพัฒนาสู่การเชื่อมโยงเครือข่ายบริการทุกระดับให้เป็นหนึ่งเดียวกัน เพื่อการพัฒนาระบบคุณภาพมาตรฐานระหว่างระดับ และการออกแบบการใช้บริการและการส่งต่อทั้งไปและกลับเพื่อการให้บริการผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องจากมือถึงมือ

  2. no overlap หมายถึง การจัดบทบาทหน้าที่ของแต่ละระดับบริการตั้งแต่ ระดับ 1 , 1.1 , 2.1 , 2.2 , 2.3 , 3.1 , 3.2 ให้ชัดเจนไม่มีการซ้อนทับของหน้าที่ เช่น ผู้ป่วยทั่วไปจะสามารถเดินมารับบริการได้ที่สถานบริการระดับ 1 (สถานีอนามัย) หรือ 1.1 (ศูนย์แพทย์ชุมชน) เท่านั้น ส่วนสถานบริการระดับ 2 ขึ้นไปนั้นจะให้บริการเฉพาะผู้ป่วยนอกที่เป็นกรณีนัด ผู้ป่วยอุบัติเหตุ/ฉุกเฉิน ผู้ป่วยใน หรือผู้ป่วยที่รับส่งต่อมาจากสถานบริการระดับ 1 เท่านั้น

  3. good referral system หมายถึง ระบบการส่งต่อที่ดีระหว่างสถานบริการแต่ละระดับ ซึ่งต้องหมายถึงระบบที่มากกว่าการส่งผู้ป่วย แต่หมายถึงการเชื่อมโยงสถานบริการทุกระดับให้เปรียบเสมือนเป็นองค์กรเดียวกัน โดยระบบส่งต่อที่ว่านี้ควรจะมีองค์ประกอบอย่างน้อย 4 ประการคือ 3.1ระบบการให้คำปรึกษา เพื่อการดูแลผู้ป่วยที่ไม่ถึงระดับที่ต้องมีการส่งต่อ ให้สามารถได้รับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญได้ 3.2ระบบการสื่อสาร ทั้งในส่วนของโทรศัพท์ โทรสาร internet เพื่อให้สามารถสื่อสารได้ในหลายรูปแบบ 3.3ระบบ IT ที่ดี ซึ่งจะช่วยให้สถานบริการในทุกระดับสามารถเข้าถึงฐานข้อมูลของผู้ป่วยได้เหมือนกัน ด้วยระบบการเชื่อมต่อด้วย internet ไม่ใช่ได้ข้อมูลเพียงแค่ที่เขียนปรากฏในใบส่งต่อเท่านั้น 3.4ระบบการขนส่งผู้ป่วย ซึ่งมีความพร้อมของรถ ambulance อุปกรณ์เครื่องมือที่พร้อม และบุคลากรในการส่งต่อผู้ป่วย

  4. rational use of health service หมายถึง การเข้าถึงและใช้บริการของสถานบริการตามระดับที่สมเหตุสมผลกับสภาวะความเจ็บป่วย ซึ่งจะทำให้ระบบบริการมีประสิทธิภาพสูงที่สุด ประหยัดค่าใช้จ่ายมากที่สุด แพทย์เฉพาะทางจะได้ทำงานเฉพาะทางอย่างเต็มที่ ผู้ป่วยที่ป่วยด้วยโรคที่รุนแรงและจำเป็นต้องรับการดูแลอย่างเข้มข้นทั้งด้านการรักษาและการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะได้รับเวลาในการดูแลรักษาอย่างเต็มที่ PCU จุดบริการด่านหน้า PCU หรือ สถานีอนามัยซึ่งเป็นสถานบริการระดับ 1 (level 1) ของอำเภอระโนดนั้น ให้บริการด้านสาธารณสุขและการดูแลสุขภาพของประชาชนโดยเจ้าหน้าที่ของ PCU เองซึ่งมีทั้ง เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน นักวิชาการสาธารณสุข พยาบาลวิชาชีพ เป็นต้น โดยไม่มีแพทย์ไปหมุนเวียนออกให้บริการ PCU ทั้งหมดในอำเภอระโนดนั้น ยึดหลักการจัดบริการด้วยหลักสำคัญ 3 ประการ คือ

  5. มุ่งการดูแลเชิงบูรณาการทั้งด้านรักษา ส่งเสริม ป้องกัน และฟื้นฟู หลักคิดของการให้บริการใน PCU นั้น ต้องยึดหลักการให้บริการเชิงบูรณาการที่เน้น social quality เป็นสำคัญมากกว่า technical quality นายแพทย์ธีรวัฒน์ กรศิลป์ ให้ความเห็นว่า“ ในอดีตที่ผ่านมา เราพยายามจะพัฒนา technical quality สำหรับสถานีอนามัยให้มากขึ้น ซึ่งจะพัฒนาอย่างไรก็ไม่สามารถจะมี technical quality ให้ทันกับโรงพยาบาลได้ และถึงจะมี technical quality เท่ากับโรงพยาบาลก็ยังแพ้โรงพยาบาลอยู่ดี การมี social quality ของ PCU เท่านั้น ที่จะทำให้ PCU นั้นได้รับศรัทธาจากประชาชนอย่างยั่งยืน จึงจะเอาชนะพลังของ technical quality ของโรงพยาบาลได้” social quality ในระบบ primary care คืออะไร นายแพทย์ธีรวัฒน์ กรศิลป์ ให้ความเห็นว่า “social quality สำหรับการดูแลผู้ป่วยใน PCU ก็คือการเข้าใจบริบท สภาพสังคม ครอบครัวและตัวผู้ป่วยเอง ผู้ป่วยเดินมาที่ PCU เจ้าหน้าที่นึกภาพออกหมดว่าเขาอยู่กับใคร สภาพบ้านเป็นอย่างไร เขามีพฤติกรรมสุขภาพอย่างไร แม้จะไม่มีเครื่องแพทย์ราคาแพง แต่ก็สามารถให้คำแนะนำได้ตรงจุดตรงประเด็น อธิบายเรื่องการควยคุมอาหารหวานเค็มได้อย่างเป็นรูปธรรมสอดคล้องกับอาหารที่กินจริงในชุมชน ซึ่งแพทย์ที่โรงพยาบาลไม่รู้ขนาดนี้ นี่คือ social quality”

  6. จัดบริการโดยที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลาง รูปธรรมที่ชัดเจนเช่น การที่สถานีอนามัยหรือ PCU ที่ระโนดจะไม่มีการจัดคลินิกเบาหวานและความดันโลหิตสูงแยกเฉพาะวันเหมือนกับที่โรงพยาบาล เพราะยึดหลักการว่า ผู้ป่วยควรจะสามารถมารับบริการได้สะดวกทุกวันราชการ ขออย่าให้ขาดยา เพราะการนัดผู้ป่วยจำนวนมากมารวมกันในวันที่มีคลินิกนั้น ไม่ได้ทำให้เกิดการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมอย่างแท้จริง บ่อยครั้งที่ความแออัดทำให้ผู้ให้บริการตรวจผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพียง 3-4 นาทีเช่นเดียวกับการตรวจไข้หวัด

    ดังนั้นในระดับ PCU นั้น จึงมีคลินิกพิเศษเฉพาะ well baby clinic ที่มีการนัดเด็กมาฉีดวัคซีนพร้อมกัน เพราะข้อจำกัดในเรื่องการเปิดขวดวัคซีนแล้วต้องใช้กับเด็กหลายคนจึงคุ้มค่า ส่วนคลินิกอื่นๆ นั้นสามารถจัดบริการได้ทุกวันตามความสะดวกของผู้มารับบริการ ทุกสถานีอนามัยหรือ PCU นั้น ได้จัดให้มีบริการนอกเวลาราชการในวันราชการคือตั้งแต่เวลา 16.30 น.จนถึง 20.30 น. เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนที่เป็นคนทำงานประจำทำให้ไม่ต้องลางานมารับบริการหรือไม่ต้องลางานพาญาติพี่น้องที่ป่วยมารับบริการ จ้าหน้าที่ใน รักษา รายใดที่ต้องการความรู้เฉพาะทางม

  7. จะไม่มีการจัดแพทย์ลงไปให้บริการใน PCU ระบบบริการสุขภาพในอำเภอระโนดมีความชัดเจนมาตลอดที่ยืนบนหลักการที่ไม่มีการจัดลงไปตรวจรักษาที่ PCU มาโดยตลอด นายแพทย์ธีรวัฒน์ กรศิลป์ ได้ให้เหตุผลประกอบที่สำคัญ 3 ประการ คือ 1.ด้วยข้อจำกัดของจำนวนแพทย์ที่มีในระบบ ทำให้ไม่สามารถจัดแพทย์ลงไปให้บริการที่ PCU ได้ทุกวัน 2.ดังนั้นเมื่อแพทย์ลงบางวัน ย่อมเป็นการสร้างความเข้าใจต่อผู้รับบริการในทางอ้อมว่า สถานีอนามัยแห่งนี้มี 2 มาตรฐาน คือ มาตรฐานสูงในวันที่แพทย์ออกมาตรวจรักษา และมีอีกมาตรฐานที่ต่ำกว่าในวันที่ไม่มีแพทย์ ซึ่งวันทำการส่วนใหญ่นั้นไม่มีแพทย์ ทำให้ผู้รับบริการไม่ได้เชื่อมั่นในสถานีอนามัย แต่เชื่อมั่นในตัวแพทย์อยู่ดี 3.ในวันที่แพทย์ไปตรวจรักษานั้น ยากที่จะแบ่งแยกบริการได้ว่า รายใดที่พยาบาลทำได้ให้พยาบาลตรวจรักษา รายใดที่ต้องการความรู้เฉพาะทางมากขึ้นก็ให้พบแพทย์ เพราะในความเป็นจริงนั้น เมื่อแพทย์ไปให้บริการที่ PCU แล้ว แพทย์ก็ต้องให้การตรวจรักษาทุกราย แม้แต่ในรายที่ไม่ซับซ้อน ไม่เป็นการเสริมสร้างความมั่นใจของประชาชนต่อ PCU

อย่างไรก็ตาม คปสอ.ระโนด ได้จัดให้มีทีมสหสาขาวิชาชีพ (ประกอบด้วย แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลด้านควบคุมป้องกันการติดเชื้อ พยาบาลห้องฉุกเฉิน) ประจำทุกสถานีอนามัย 3 ทีม พร้อมทั้งหมายเลขโทรศัพท์ส่วนตัว ทีมฯดังกล่าวมีหน้าที่ในการพัฒนาคุณภาพ พัฒนามาตรฐานบริการของสถานีอนามัยในเขตที่รับผิดชอบ (ทีมละ 4 – 5 สถานีอนามัยและ PCU) และรับเป็นที่ปรึกษาในกรณีที่สถานีอนามัยต้องการคำปรึกษาในการดูแลผู้ป่วย พร้อมทั้งรับส่งต่อมารับการรักษา เพื่อเข้าระบบนัดของโรงพยาบาล อีกทั้งยังมีการออกไปเยี่ยมเพื่อการพัฒนาสถานีอนามัยทุกแห่งโดยตั้งเป้าหมายให้ได้ออกเยี่ยม 1 ครั้งต่อเดือน ทุกสถานีอนามัยและหน่วยบริการปฐมภูมิ สิ่งที่ควรจะเป็นสำหรับบทบาทของแพทย์ใน PCU ก็คือ การออกไปนิเทศหรือแนะนำด้านการตรวจรักษาและการจัดบริการที่เหมาะสมสำหรับเจ้าหน้าที่ใน PCU คือออกไป เพื่อการเพิ่มศักยภาพ (Empowerment) ต่อทั้งระบบบุคคลและระบบของ PCU นั้นๆ หรือ การไปตรวจรักษาผู้ป่วยที่เป็นผู้ป่วยที่นัดมาพบแพทย์เท่านั้น

CMU โรงพยาบาลเล็กๆของชุมชน ศูนย์แพทย์ชุมชนหรือ CMU ได้รับการจัดตั้งขึ้นมาเพื่อให้มีแพทย์ประจำครอบครัวดูแลผู้ป่วยเต็มเวลาในระดับ primary care เพื่อรองรับการดูแลสุขภาพและความเจ็บป่วยของประชาชนในเขตรับผิดชอบ

CMU วัดเบิกนั้น มีการวางระบบบริการที่น่าจะเป็นแบบอย่างของ CMU ที่ควรจะเป็นคือ

  1. รับผิดชอบประชากรประมาณ 25,000 – 30,000 คน โดยตัวเลขดังกล่าวนั้น ได้มาจากการคำนวณอัตราการเข้าใช้บริการสาธารณสุขเมื่อเจ็บป่วยของประชาชนที่เฉลี่ยประมาณ 4 ครั้ง/คน/ปี จะมีผู้ป่วยมาใช้บริการเฉลี่ยประมาณ 100 ราย/วัน (หากประชากรในพื้นที่รับผิดชอบประมาณ 25,000 คน ก็จะมีผู้มารับบริการ 100,000 ครั้ง คิดสัดส่วนผู้มารับบริการที่ควรจะเป็นระหว่าง PCU กับ CMU ที่สัดส่วน 70:30 จะพบว่ามีผู้ป่วยมารับบริการที่ CMU ประมาณ 30,000 ครั้ง/ปี หรือเท่ากับประมาณ 100 คน/วัน ซึ่งน่าจะเป็น load งานสูงสุดที่ CMU ควรจะรับได้ และเมื่อมีจำนวนแพทย์ที่มากพอก็ค่อยลดจำนวนประชากรรับผิดชอบลงไปอีก)
  2. ต้องตั้งในทำเลที่เหมาะสม เอาการเดินทางที่สะดวกของประชาชนเป็นตัวตั้ง โดยสถานที่ตั้งของ CMU นั้นควรตั้งบนถนนสายหลัก ไม่ควรอยู่ตรงพื้นที่กลางระหว่างหลายตำบล แต่ควรอยู่ใกล้เมือง ดักทางก่อนที่จะเข้ามาถึงโรงพยาบาล เพื่อไม่ให้มีการเดินทางย้อนศรในบางตำบลในกรณีที่ต้องมีการส่งต่อมาที่โรงพยาบาล
  3. วางระบบการเข้าถึงบริการที่ยึดหลักไม่ซ้อนทับ (Overlap) กับ PCU โดยวางระบบให้การมารับบริการที่ PCU ของประชาชนในเขตรับผิดชอบนั้น โดยงานด้านการส่งเสริมป้องกันของ PCU นั้นยังเป็นบทบาทของ PCU ส่วนงานด้านการรักษาพยาบาลนั้น เพื่อไม่ให้ CMU ที่มีแพทย์ตรวจรักษาดึงดูดผู้ป่วยจาก PCU ทั้งที่รับการดูแลจาก PCU ได้ จึงมีการวางระบบใน CMU ให้ผู้ป่วยที่มารับบริการที่ CMU ต้องมาพบพยาบาลประจำพื้นที่ก่อน หากเกินขีดความสามารถของพยาบาลนั้นๆ จึงส่งพบแพทย์ เพื่อไม่ให้ CMU ที่มีแพทย์ไปทำหน้าที่แย่งบทบาทในการดูแลผู้ป่วยของ PCU
  4. ต้องมีการกำหนดศักยภาพของ CMU ที่ชัดเจน และพัฒนาศักยภาพของ CMU ให้เป็นโรงพยาบาลเล็กๆ ของพื้นที่หลายตำบลนั้นได้ ด้วยทีมสหวิชาชีพที่ครบถ้วนทั้ง แพทย์ เภสัชกร พยาบาล ทันตาภิบาล รวมถึง ศักยภาพของห้องปฏิบัติการชันสูตร (Lab) และในอนาคตรวมถึงศักยภาพในการเอ็กซเรย์ด้วย
  5. เชื่อมระบบการส่งต่อกับโรงพยาบาลระดับทุติยภูมิและตติยภูมิที่ชัดเจน ซึ่งนอกจากจะมีรถส่งต่อผู้ป่วยที่พร้อมให้บริการแล้ว ยังต้องมีระบบการเชื่อมต่อบริการที่สร้างความรู้สึกเชื่อมั่นเป็นหนึ่งเดียวกันโดยเฉพาะระหว่าง CMU กับโรงพยาบาลชุมชนด้วย เช่นกรณีของ CMU วัดเบิกนี้ เมื่อมีการส่งต่อผู้ป่วยจาก CMU มา admit ที่โรงพยาบาลระโนด คุณหมอสุกัญญา หังสพฤกษ์ แพทย์ประจำ CMU วัดเบิกก็จะไป round ward ดูแลผู้ป่วยคนนั้นทุกเช้าก่อนที่มาทำหน้าที่แพทย์ประจำ CMU หากมีความจำเป็นต้องทำหัตถการหรือรอผล lab ก่อนจะสั่งการรักษาก็ฝากแพทย์ที่โรงพยาบาลระโนดดูแลผู้ป่วยต่อไป เช่นนี้แล้วก็ย่อมจะสร้างความมั่นใจต่อระบบบริการที่ CMU และ โรงพยาบาลที่เชื่อมต่อกันได้อย่างไร้ตะเข็บ

โรงพยาบาลระโนด อนาคตจะไม่มี OPD walk in ในอนาคตอันใกล้นี้ โรงพยาบาลระโนดกำลังจะผลักดันให้เกิด CMU แห่งที่ 2 และ 3 ขึ้นมาในพื้นที่อำเภอระโนด เพื่อให้สถานบริการระดับ 1.1 หรือ CMU ซึ่งเป็นสถานบริการด่านหน้านั้นสามารถให้บริการในดูแลความเจ็บป่วยของประชาชนได้เต็มพื้นที่ ดังแสดงในผังข้างล่างนี้

ในอนาคต หากระบบบริการสุขภาพอำเภอระโนด สามารถเปิดให้บริการ CMU ได้ครบถ้วนตามแผนงานทั้ง 3 แห่งแล้ว CMU จะสามารถครอบคลุมการให้บริการแก่ผู้ป่วยนอกทั่วไปแก่ประชากรทั้งอำเภอได้อย่างครบถ้วนแล้ว ก็จะสามารถวางระบบการจัดบริการของสถานบริการระดับ 2 ขึ้นไปให้ไม่มี OPD walk in หรือการที่ผู้ป่วยจะเลือกมาพบแพทย์ข้ามสถานบริการระดับต้นนั้นไม่ได้ โดยทางโรงพยาบาลระโนดได้มีแผนที่จะจัดตั้ง CMU ขึ้นอีก 2 แห่ง เพื่อให้ครอบคลุมพื้นที่การให้บริการทั้งอำเภอ โดย CMU อีก 2 แห่งคือ CMU 2 ที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลระโนด รับผิดชอบพื้นที่ตำบลคลองแดน ตำบลแดนสงวน ตำบลท่าบอน ตำบลปากแตระและตำบลระโนดบางส่วนซึ่งอยู่ในความดูแลของคลินิกใกล้ใจ ซึ่งการเดินทางของ 4 ตำบล มารวมศูนย์ที่สะดวกที่สุดที่โรงพยาบาลระโนด โดยขณะนี้ทางโรงพยาบาลระโนดกำลังอยู่ระหว่างการปรับปรุงได้กั้นพื้นที่บริเวณข้างคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวในการเป็นพื้นที่บริการของ CMU CMU 3 ซึ่งมีแนวโน้มที่จะตั้งในพื้นที่เขตเทศบาลตำบลระโนด เพราะเป็นจุดศูนย์รวมที่ประชาชนจาก 4 ตำบล คือ ตำบลบ้านขาว ตะเครียะ บ้านใหม่ และประชาชนในเขตเทศบาลเองจะสามารถมารับบริการได้สะดวกที่สุด แต่ด้วยข้อจำกัดของความขาดแคลนแพทย์ที่จะอาสาลงไปทำหน้าเป็นแพทย์ประจำครอบครัวใน CMU ในปัจจุบันจึงยังไม่มีความพร้อมในการเปิด CMU แห่งที่ 3

เมื่อมีการเปิด CMU ครบทั้ง 3 พื้นที่เต็มรูปแบบแล้ว โรงพยาบาลระโนดจะไม่มีผู้ป่วย OPD walk in อีกต่อไป โรงพยาบาลระโนดจะยังคงเหลือบริการทางการแพทย์ดังนี้

  1. ER/LR/OR คือกรณีอุบัติเหตุฉุกเฉิน ผู้ป่วยคลอดบุตร และผู้ป่วยที่ได้รับการนัดหมายมาผ่าตัดหรือต้องผ่าตัดฉุกเฉิน ซึ่งผู้ป่วยกลุ่มนี้มีทั้งที่ได้รับการส่งต่อมาจาก CMU หรือผู้ป่วยเดินทางมารับบริการด้วยตนเอง ซึ่งกรณีดังกล่าวถือเป็นบริการในระดับ 2.1 เมื่อได้รับการดูแลรักษาเสร็จสิ้นแล้วไม่ว่าจะกลับบ้านหรือนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลก็จะมีการเชื่อมข้อมูลให้กับทาง CMU และ PCU รับทราบ

  2. ผู้ป่วยใน คือกรณีที่แพทย์ทั้งจาก CMU หรือแพทย์ในโรงพยาบาลสั่งให้ทำการพักรักษาตัวในโรงพยาบาล แพทย์จาก CMU ก็สามารถสั่งการรักษาให้ผู้ป่วยเข้ามารับการดูแลแบบผู้ป่วยในได้ โดยแพทย์จาก CMU นั้นจะมา round ward ดูแลผู้ป่วยก่อนที่จะเข้า CMU หรืออาจจะบริหารจัดการแบบรวมศูนย์คือให้แพทย์ประจำ ward ของโรงพยาบาลเป็นผู้ดูแล

  3. คลินิกพิเศษผู้ป่วยนอกที่ยังจำเป็นต้องมาการจัดบริการแบบรวมศูนย์ ซึ่งเป็นคลินิกเฉพาะทาง โดยจะรับเฉพาะผู้ป่วยที่ส่งต่อมาจาก CMU เพื่อพบแพทย์เฉพาะทาง หรือผู้ป่วยนัดของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น อย่างไรก็ตามคลินิกเฉพาะโรคต่างๆ ที่มีอยู่ในโรงพยาบาลในปัจจุบันนั้น เช่น คลินิกเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง คลินิกหอบหืด คลินิกวัณโรค คลินิกฝากครรภ์ คลินิกยาต้านไวรัส หรือคลินิกอื่นๆที่ให้บริการโดยแพทย์ทั่วไป แทบจะสามารถปิดตัวเองลงไปกระจายไปอยู่ใน CMU ได้เกือบทั้งหมด อาจจะเหลือแต่การส่งผู้ป่วยที่มีภาวะแทรกซ้อนสูงหรือผู้ป่วยที่มีความซับซ้อนที่ยากที่จะให้การดูแลโดยแพทย์ทั่วไปได้มายังแพทย์ระดับ 2.1/2.2 ที่โรงพยาบาล ซึ่งก็ไม่จำเป็นต้องเปิดรับเป็นลักษณะคลินิก แต่ให้เปิดรับการส่งต่อและการดูแลได้ทุกวัน

  4. บริการพิเศษทางการแพทย์ เช่น ทันตกรรมเฉพาะทาง X’ray การตรวจทางห้องปฏิบัติการ (บางระบบเช่นการเพาะเชื้อ การตรวจเฉพาะทาง) กายภาพบำบัด การแพทย์แผนไทย ซึ่งอาจจะยังไม่สามารถกระจายบริการไปถึงระดับปฐมภูมิได้ ด้วยข้อจำกัดของครุภัณฑ์ราคาสูงหรือจำนวนบุคลากรเฉพาะวิชาชีพที่ยังมีจำนวนไม่เพียงพอ

  5. ระบบสนับสนุนระบบบริการ เช่น คลังเวชภัณฑ์ ระบบการทำให้ปราศจากเชื้อ (IC) ระบบการจัดการขยะ ระบบรถพยาบาลส่งต่อส่งกลับ ระบบซ่อมบำรุงครุภัณฑ์การแพทย์ ระบบการเงิน ระบบข้อมูลข่าวสาร เป็นต้น ระบบสนับสนุนระบบบริการเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสนับสนุนทั้ง PCU และ CMU ให้จัดบริการได้อย่างมีคุณภาพ ซึ่งต้องเป็นกรอบความคิดใหม่ของหน่วยงานสนับสนุนที่พันธกิจจะเปลี่ยนไปจากเดิมที่เน้นการสนับสนุนหน่วยงานในโรงพยาบาลเป็นสำคัญมาเป็นการให้การสนับสนุนแก่ทุกสถานบริการในอำเภอ

การเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลทุติยภูมิและตติยภูมิ แม้ในเบื้องต้น การเชื่อมต่อของสถานบริการในระดับ 1 และ 1.1 จะสามารถเชื่อมต่อกับสถานบริการในระดับ 2.1 ได้อย่างแนบแน่นแล้ว แต่หัวใจของความสำเร็จของระบบนี้ คือ การสามารถเชื่อมต่อระบบการดูแลผู้ป่วยที่ครอบคลุมตั้งแต่สถานีอนามัยจนถึงโรงพยาบาลศูนย์เฉพาะทาง หากจะให้การเชื่อมต่อของระบบบริการสุขภาพเป็นหนึ่งเดียวกัน ตั้งแต่สถานีอนามัยจนถึงโรงพยาบาลศูนย์หรือ Excellence Center แล้ว ซึ่งเป็นหัวใจของความต่อเนื่องในการดูแลประชาชน นายแพทย์ธีรวัฒน์ กรศิลป์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลระโนด ได้ให้กรอบความคิดที่สำคัญไว้ดังนี้ 1.ความเป็นหนึ่งเดียวกันจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อโรงพยาบาลแม่ข่ายคือโรงพยาบาลศูนย์ หรือโรงพยาบาลทั่วไป ซึ่งในกรณีของโรงพยาบาลระโนดคือโรงพยาบาลสงขลา ต้องเห็นโรงพยาบาลระโนดเป็นส่วนหนึ่งของระบบบริการที่ทางโรงพยาบาล

โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา การแพทย์ในวิถีมุสลิมกลางไฟใต้
โดย Admin on January,11 2011 22.17

โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา การแพทย์ในวิถีมุสลิมกลางไฟใต้

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกรกฎาคม-สิงหาคม 2549

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

และหนังสือโรงเรียนแพทย์ชนบท ในสถานการณ์ไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (กันยายน 2550)

วิกฤตในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เริ่มมีความรุนแรงมากขึ้นตั้งแต่ 4 มกราคม พ.ศ. 2547 มีคนร้ายซึ่งส่วนใหญ่เป็นวัยรุ่นชาย ลอบวางเพลิงเผาโรงเรียนรัฐบาล 20 แห่งในจังหวัดนราธิวาส ก่อนที่จะนำกำลังพร้อมอาวุธราว 100 คนบุกปล้นปืน จากค่ายทหารกรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ที่อำเภอเจาะไอร้อง ต่อจากนั้นก็ได้มีการสร้างสถานการณ์ความไม่สงบอย่างต่อเนื่อง เป็นภาวะวิกฤติที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนทุกระดับอย่างรุนแรง

ภาวะวิกฤติเช่นนี้เป็นภาวะคุกคามต่อระบบบริการสุขภาพอย่างมาก บุคลากรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับระบบบริการสุขภาพต้องมีการปรับการให้บริการสุขภาพในหลายแนวทางเนื่องจากปัญหาความปลอดภัย ต้องมีการดูแลขวัญและกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน เพื่อลดปัญหาการขอย้าย ลาออก ที่มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งย่อมส่งผลต่อปัญหาประสิทธิภาพของการให้บริการ กระทบต่อระบบสุขภาพของประชาชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้

โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา เป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ตั้งอยู่ใจกลางของจังหวัดยะลา ห่างจากตัวเมืองยะลา 25 กิโลเมตร ถือเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีระดับของการพัฒนาสูงที่สุดในจังหวัดยะลา มีการจัดบริการด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมมุสลิมได้อย่างลงตัว ดูแลประชากร 82,000 คน เกือบทั้งหมดนับถือศาสนาอิสลาม ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนยาง มีสถานีอนามัยในพื้นที่จำนวน 16 แห่ง

โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลชุมชนที่อยู่ใจกลางของปัญหาความรุนแรงในพื้นที่ แต่ในท่ามกลางวิกฤตที่ไม่มีที่ท่าว่าจะดีขึ้นนั้น โรงพยาบาลรามันยังสามารถจัดบริการที่มีคุณภาพให้กับประชาชนในพื้นที่ได้อย่างน่าชื่นชม สิ่งนี้คือบทพิสูจน์ของการเป็นโรงพยาบาลเพื่อชุมชน ในท่ามกลางสถานการณ์ไฟใต้

20 ปีที่รามันของ นพ.รอซาลี ปัตยะบุตร

นพ.รอซาลี ปัตยะบุตร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลรามัน เป็นลูกชาวบ้านธรรมดาในอำเภอเมือง จังหวัดยะลา ได้รับการส่งให้เรียนหนังสือตามระบบโรงเรียนสายสามัญ จนสามารถสอบเข้าโครงการแพทย์ชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล เมื่อจบการศึกษาในปี 2529 มาแล้ว ก็มุ่งมั่นกลับบ้านเกิด เพื่อให้การดูแลสุขภาพของพี่น้องมุสลิม ที่เมื่อ 20 ปีที่ผ่านมายังขาดโอกาสในการได้รับการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บจากการแพทย์แผนปัจจุบัน โรงพยาบาลรามันจังหวัดยะลา จึงเป็นที่ปฏิบัติงานที่เดียวตั้งแต่เลือกมาใช้ทุนจนถึงปัจจุบัน เพราะรู้สึกว่าตนโชคดีที่ได้เรียนหมอ มีโอกาสมากกว่าคนอื่น ต้องอาสาทำงานให้กับแผ่นดินเกิด และเป็นพลังที่ทำให้สามารถทำงานที่รามันนานถึง 20 ปีโดยที่ไฟยังไม่มอด

โรงพยาบาลรามันสมัยที่คุณหมอรอซาลีมาอยู่ใหม่นั้นมีขนาด 10 เตียง แต่ในสายตาของชาวบ้านที่นี่เป็นเสมือนสถานีอนามัย คำว่าโรงพยาบาลนั้นชาวบ้านจะหมายถึง โรงพยาบาลยะลา ส่วนใหญ่เมื่อมีการเจ็บป่วย ชาวบ้านจะนึกถึงหมอบ้านหรือโรงพยาบาลยะลา ในแต่ละวันมีผู้มาใช้บริการที่ OPD เพียงไม่กี่คน เพราะโรงพยาบาลนั้นแม้จะอยู่ใกล้ชุมชนในแง่ระยะทาง แต่ในด้านการเชื่อถือศรัทธานั้นห่างไกลกันมาก

ในอดีตการทำงานทุกโรงพยาบาลชุมชนมีความเหมือนกันคือ อยากได้รั้วก็ต้องสร้างด้วยตนเอง อยากได้สวนสวยๆ ก็ต้องลงมือปลูกเอง ความสามัคคีในองค์กรจึงมีสูง ภายใต้การนำที่มุ่งมั่นของคุณหมอรอซาลี

คุณหมอรอซาลีพยายามที่จะจัดบริการที่สร้างความเชื่อมั่นศรัทธาแก่ประชาชนในพื้นที่ให้มาใช้บริการโรงพยาบาล เปลี่ยนวิถีจากเดิมที่ประชาชนเดินทางผ่านหน้าโรงพยาบาลรามันไปโรงพยาบาลศูนย์ยะลา โดยใช้จุดแข็งในด้านการจัดบริการที่ใส่ใจในทุกบริบทของวัฒนธรรมมุสลิมเป็นธงนำ จนบัดนี้กล่าวได้ว่า ผู้ป่วยส่วนใหญ่เกือบทั้งหมดมาใช้บริการที่นี่ หลายคนแม้จำเป็นต้องส่งต่อ แต่ขอไม่ไปขอให้หมอรักษาให้เต็มที่ที่โรงพยาบาลรามันเท่านั้นก็ยังมี

คุณหมอรอซาลีมีความละเอียดในการจัดบริการในทุกบริบทที่ใส่ใจกับวัฒนธรรมชุมชน เช่น การให้การดูแลหรือตรวจร่างกายผู้ป่วยสตรีชาวมุสลิมนั้น มีความละเอียดอ่อนที่ต้องมีการปฏิบัติที่จำเพาะเป็นพิเศษ กล่าวคือ หากผู้ตรวจร่างกายเป็นเพศชายแล้ว ต้องมีเจ้าหน้าที่ผู้หญิงอยู่ด้วยเสมอ การตรวจร่างกายต้องทำในห้องที่มีความมิดชิด ไม่ควรมีประตูที่ใครก็เปิดเข้าออกได้ และหากสามารถจัดให้มีแพทย์สตรีในการดูแลผู้ป่วยสตรีจะดีที่สุด ทั้งนี้เพราะ การปฏิบัติตนระหว่างชายและหญิงในวัฒนธรรมมุสลิมนั้น มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนตามหลักศาสนาอิสลาม

การเข้าสุนัตหรือการขลิบปลายหนังหุ้มอวัยวะเพศ เป็นข้อปฏิบัติสำหรับชายชาวมุสลิมทุกคน ดังนั้นในแต่ละปีจะมีเด็กชายมุสลิมจำนวนมากเข้ารับการสุนัตโดยเฉพาะในช่วงปิดเทอมใหญ่ของทุกปี ในอดีตชาวบ้านนิยมเข้าสุนัตกับแพทย์พื้นบ้าน เพราะการเข้าสุนัตในโรงพยาบาลนั้นมีความไม่สะดวกอยู่มาก และหลายโรงพยาบาลก็ไม่มีแพทย์มุสลิม แต่โรงพยาบาลรามันได้มีการรณรงค์การเข้าสุนัตหมู่อย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันความนิยมในการพาลูกหลานมาเข้าสุนัตตามหลักการแพทย์สมัยใหม่ก็เพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งนอกจากลดการติดเชื้อลงแล้ว ยังช่วยให้ลดความแออัดและการเสียเวลาของผู้ปกครองและเด็กในการมารับบริการที่โรงพยาบาลได้ด้วย

นอกจากการให้ความสำคัญกับการดูแลผู้ป่วยตามวัฒนธรรมท้องถิ่นแล้ว คุณหมอรอซาลีเองก็ให้ความสำคัญกับการดูแลขวัญกำลังใจของเจ้าหน้าที่อย่างมาก เช่นกีฬาสี งานเลี้ยงสังสรรค์ การจัดฉิ่งฉับทัวร์ การดูแลค่าตอบแทนให้เหมาะสมกับปริมาณงาน เป็นต้น

โรงพยาบาลรามันทำกิจกรรมคุณภาพแทบทุกประเภทที่มีอยู่ และด้วยความตั้งใจของทีมงานทำให้โรงพยาบาลรามันผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลตามมาตรฐาน HA เป็นโรงพยาบาลแรกของจังหวัดยะลา

ยิ่งในสถานการณ์คงวามไม่สงบที่เรื้อรังและรุนแรง ความดีงามที่คุณหมอรอซาลีและทีมงานโรงพยาบาลรามันได้ทำไว้ก็ยิ่งโดดเด่น จนได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของศิริราชพยาบาลในปี 2543 อันเป็นเกียรติยศยืนยันในความมุ่งมั่นดูแลแผ่นดินเกิดมาตลอด 20 ปีเต็ม

ความเข้าใจเบื้องต้นในวิถีแห่งอิสลาม

คำว่า “อิสลาม” มีความหมายว่า “หนทางทางสู่ความสงบสันติ” ส่วนผู้นับถือศาสนาอิสลามเรียกว่า มุสลิม แปลว่าผู้ยอมมอบตนต่อพระประสงค์ของอัลลอฮฺ หรือผู้ใฝ่หาสันติ

ชาวมุสลิมศรัทธาว่า อิสลามคือวิถีแห่งความครบถ้วนและสมบูรณ์แล้วในการดำรงชีวิต ศาสนาคือวิถี ไม่ใช่เพียงแค่เครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น ศาสนาเปนหนึ่งเดียวกับวิถีชีวิต เศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ การศึกษาและระบอบการปกครอง

ชาวมุสลิมมีหลักปฏิบัติที่สำคัญ 5 ประการ ที่ทุกคนต้องถือปฏิบัติ กล่าวคือ

  1. การปฏิญาณตน (Shahadah) มุสลิมทุกคนต้องกล่าวคำปฏิญาณตนว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และมูฮัมหมัดเป็นศาสนทูตของอัลลอฮฺ”

  2. การละหมาด (Namaz) คือ การแสดงความเคารพต่อองค์พระอัลลอฮฺ ทั้งทางร่างกายและจิตใจ เป็นศาสนกิจที่มุสลิมทุกคนต้องปฏิบัติตั้งแต่บรรลุศาสนภาวะจนวันสุดท้ายของชีวิต แม้ยามเจ็บป่วยหนักนอนรักษาในโรงพยาบาลก็สามารถทำละหมาดได้ โดยการนำฝุ่นดินสะอาดมาเตะที่มือของผู้ป่วย

  3. การถือศีลอด (Swan) ซึ่งเป็นการอดอาหารในช่วงเดือนรอมฎอน เป็นการเสริมสร้างความสดใส ความแข็งแกร่งทางจิตใจและความเคารพสักการะต่อองค์พระอัลลอฮฺ

  4. การจ่ายซะกาต (Zakat) คือ การบริจาคทาน เพื่อช่วยเหลือคนยากจน

  5. การประกอบพิธีฮัจญ์ (Hajj) หากมุสลิมคนใดที่มีความสามารถในการประกอบพิธีฮัจญ์ที่นครเมกกะได้ ก็ต้องหาโอกาสในการประกอบพิธีนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งในชีวิต

อิสลามถือว่า ”ร่างกายเป็นของขวัญจากพระผู้เป็นเจ้า” ดังนั้นเพื่อให้บรรลุสู่ความดีที่แท้จริง การรักษาสุขภาพนั้นเป็นหน้าที่ (วายิบ) สำหรับมนุษย์ ดังนั้นเมื่อร่างกายเป็นสิ่งต้องดูแลรักษา เมื่อเจ็บป่วยจึงต้องรักษา ไม่ใช่ปล่อยไปตามยถากรรม ส่วนการหายของโรคนั้น ขึ้นอยู่กับการกำหนดสภาวการณ์จากพระผู้เป็นเจ้า กระบวนการรักษาเป็นเพียงส่วนหนึ่งของผลการรักษานั้น มุสลิมยังเชื่อว่า การเกิดโรคหรือความเจ็บป่วยเป็นสิ่งที่พระอัลลอฮฺทรงกำหนดมา เพื่อเป็นบททดสอบว่า จิตใจของคนๆ นั้นมีความยึดมั่นในวิถีทางของมุสลิมมากเพียงใด

บริการด้วยบุคลากรคุณภาพ

ที่โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา มีการรับเจ้าหน้าที่ใหม่ทุกปี ทั้งที่ทดแทนคนเก่าที่ย้ายไปหรือรับใหม่มาโดยตรง สิ่งสำคัญที่ทางโรงพยาบาลให้ความสำคัญคือ การปฐมนิเทศเจ้าหน้าที่คนใหม่ทุกคนที่เพิ่งเข้ามาทำงาน ให้รู้จักและเข้าใจวัฒนธรรมของชุมชน รู้ถึงความมุ่งมั่นของโรงพยาบาลในเรื่องการให้บริการด้วยคุณภาพ เข้าใจในระบบที่ทางโรงพยาบาลได้วางไว้ และใช้การดูแลผู้ป่วยโดยยึดหลัก Patient Center หรือ การมีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง

นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลรามันยังมีการแนะนำมิติการดูแลผู้รับบริการที่ใส่ใจในวัฒนธรรมพื้นถิ่น ซึ่งแม้แต่เจ้าหน้าที่ที่เป็นมุสลิมหลายคนก็ไม่ได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งหากไม่ได้รับการปฐมนิเทศ รวมทั้งมีการจัดการอบรมเพื่อสอนภาษายาวีเบื้องต้นแก่เจ้าหน้าที่ทุกคน ได้จัดทำคู่มือภาษายาวีขึ้น การสื่อสารกับประชาชนชาวมุสลิมด้วยภาษายาวีซึ่งเป็นภาษาถิ่นนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการดูแลสุขภาพของผู้รับบริการ โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่ไม่สู้จะเข้าใจภาษาไทยนัก การสื่อสารด้วยภาษาถิ่นผ่านล่ามแปล ซึ่งอาจจะเป็นญาติของผู้ป่วยหรือเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล นอกจากทำให้การสื่อความหมายบอกกล่าวอาการทำได้อย่างตรงใจของผู้ป่วยแล้ว ยังทำให้ผู้ป่วยเข้าใจคำแนะนำของแพทย์ผู้รักษาอย่างชัดเจนกว่าด้วย

ผู้ป่วยและญาติจะรู้สึกประทับใจมาก หากว่าเจ้าหน้าที่ที่เป็นคนไทยพุทธได้พยาบาลพูดสื่อสารในภาษายาวีแม้จะกระท่อนกระแท่น สิ่งเหล่านี้เป็นความรู้สึกที่ละเอียดอ่อน เจ้าหน้าที่หลายคนในโรงพยาบาลเคยคิดว่า ทำไมคนไข้ไม่หัดพูดไทยบ้างจะได้คุยกันรู้เรื่อง แต่ในทางกลับกัน ในเมื่อเราต้องการการให้บริการทางการแพทย์ที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชนแล้ว ทำไมเราจึงไม่ยอมเรียนรู้และพูดจาสื่อสารด้วยภาษาของเขาบ้าง

นอกจากทางโรงพยาบาลรามันจะส่งเสริมการใช้ภาษาถิ่นที่สื่อสารผ่านการพูดแล้ว โรงพยาบาลรามันยังได้ให้ความสำคัญในการปรับระบบบริการเพื่อการสร้างศรัทธาจากชุมชนและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่โรงพยาบาลในระยะยาวด้วยการสื่อสารผ่านการกระทำด้วย โดยการสร้างความตระหนักแก่เจ้าหน้าที่ทุกคนให้มีจิตบริการ ( Service Mind) ที่เต็มใจให้บริการดุจญาติมิตร ทุกจุดบริการต้องให้บริการอย่างมีคุณภาพมาตรฐานด้วยรอยยิ้ม ทุกคนต้องช่วยกันสร้างศรัทธาให้กับชุมชน

โรงพยาบาลรามันได้จัดให้มีพยาบาลที่เรียกว่า Exit Nurse ซึ่งมีหน้าที่ดูแลผู้รับบริการในโรงพยาบาล ให้ทั่วถึง คอยดูแลปัญหาของผู้รับบริการ โดยยึดหลักการที่ว่า ปัญหาทุกปัญหาต้องทิ้งไว้ในโรงพยาบาล อย่าให้เอากลับไปที่บ้าน พยาบาลจะช่วยอธิบายโรค อธิบายการใช้ยา การดูแลตนเอง หรือการนัดหมายมารับการตรวจรักษาในครั้งต่อไป เพื่อสร้างความประทับใจให้กับประชากรทั้ง 80,000 คนที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาล คอยไกล่เกลี่ยบรรเทาความรุนแรงของปัญหาและชี้แจงเหตุผลแก่ชาวบ้าน หรือเป็นตัวแทนสะท้อนปัญหาที่โรงพยาบาลควรแก้ไขแก่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล

นอกจากนี้ที่โรงพยาบาลรามันยังได้มีการเชิญผู้นำศาสนาที่ชุมชนให้การยอมรับมาให้ข้อเสนอแนะในการจัดบริการให้แก่คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล เพื่อเก็บตกในทุกรายละเอียดเพื่อการจัดบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน

หญิงมีครรภ์และการคลอด

ปัญหาอนามัยแม่และเด็กของชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มีเป็นประเด็นที่คล้ายกัน หญิงตั้งครรภ์บางส่วนยังนิยมคลอดบุตรกับผดุงครรภ์โบราณหรือโต๊ะบิดัน เมื่อคิดจะคลอดกับหมอตำแย การฝากท้องที่โรงพยาบาลจึงลดความสำคัญจำเป็นลงไป ทำให้การฝากท้องนั้นมีความครอบคลุมที่ต่ำ การคลอดจะเกิดขึ้นที่บ้านด้วยความอบอุ่นของครอบครัวญาติมิตรที่ห้อมล้อมให้กำลังใจ ทันทีที่เด็กเกิดมา เสียงแรกที่เด็กได้ยินจะเป็นเสียงของผู้เฒ่าที่เป็นที่เคารพนับถือในชุมชนมากล่าวอาซานแก่เด็ก รกจะถูกนำไปฝังใกล้บ้าน เด็กไม่ต้องถูกเจาะเลือด ถูกฉีดวัคซีนในช่วงเวลาแห่งความบอบบางนั้น เด็กไม่ถูกแยกไปอยู่ห้องเด็กอ่อนโดดเดี่ยวแต่ตามลำพัง แม่จะได้รับการดูแลอยู่ไฟในแบบที่การแพทย์ตะวันตกดูแคลน

ในเมื่อการคลอดที่บ้านกับการคลอดที่โรงพยาบาลมีความแตกต่างราวฟ้ากับดิน จึงไม่แปลกที่กว่าครึ่งของหญิงตั้งครรภ์ในสังคมมุสลิมชนบทจึงยังนิยมคลอดบุตรที่บ้าน ถึงแม้ว่าโต๊ะบิดันในรุ่นสุดท้ายนี้จะมีอายุมากและไม่มีการสืบต่อการเป็นโต๊ะบิดันอีกแล้ว แต่คนรุ่นที่เหลืออยู่นี้ก็ยังสามารถทำคลอดได้อีกนับสิบปี

ดังนั้นทางโรงพยาบาลจึงเน้นไปที่การเพิ่มศักยภาพของโต๊ะบิดัน มีการอบรมโต๊ะบิดัน สนับสนุนอุปกรณ์การทำคลอดเช่นกรรไกรตัดสายสะดือ แอลกอฮอล์ไปให้ มีกิจกรรมพบปะแลกเปลี่ยนกันทุก 6 เดือนที่โรงพยาบาล โดยมีการเยี่ยมชมห้องคลอด ทำความรู้จักกับพยาบาลห้องคลอด เพื่อให้แพทย์และพยาบาลมีความเป็นพันธมิตรกับโต๊ะบิดัน ยอมรับการมีอยู่และบทบาทของเขา มอบผ้าปะเต๊ะหรือผ้าโสร่งเป็นของกำนัลในความเป็นมิตร เพื่อให้ช่องว่างของการส่งต่อลดลง ให้เขากล้าที่จะรีบนำผู้คลอดหรือเด็กแรกคลอดส่งโรงพยาบาลหากมีข้อขัดข้อง แล้วใช้โอกาสนั้นเรียนรู้ซึ่งกันและกัน

ยิ่งถ้าหาก แพทย์หรือพยาบาลได้เรียนรู้วิธีทำคลอด วิธีการดูแลแม่และเด็กแรกคลอดในวิถีของโต๊ะบิดันจะทำให้เราเองมีเข้าใจในสถานการณ์เมื่อต้องรับผู้ป่วยมาดูแลต่อเนื่องมากขึ้น รวมทั้งสามารถให้ข้อเสนอแนะแก่โต๊ะบิดันได้อย่างตรงจุดมากกว่า การปฏิเสธบอกว่าเขาคือหมอเถื่อนทั้งๆที่เป็นภูมิปัญญาที่สืบต่อมากว่าพันปีนั้นย่อมไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคม

นอกจากนี้การที่โรงพยาบาลวางกติกาให้สามารถเฝ้าคนคลอดได้เพียง 1-2 คนในยามราตรีนั้น ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมของชุมชน การเปิดกว้างให้สามารถเฝ้ารอการเกิดได้ตามสมควรโดยไม่รบกวนผู้ป่วยและเตียงข้างเคียง รวมทั้งการอนุญาตให้ญาติผู้หญิงหรือโต๊ะบิดันสามารถเข้าไปให้กำลังใจผู้คลอดขณะกำลังเบ่งคลอดในห้องคลอดได้ มีการจัดให้มีการนวดแผนไทยสำหรับหญิงหลังคลอด เมื่อเด็กเกิดมาก็ถ่ายรูปพ่อแม่ลูกให้เป็นที่ระลึกก่อนกลับบ้าน ซึ่งสำหรับชาวบ้านที่แทบไม่มีใครมีกล้องถ่ายรูปส่วนตัวนั้น เป็นสิ่งที่มีคุณค่ามาก นับเป็นมาตรฐานการบริการที่เกือบทุกโรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เปิดกว้างให้สอดคล้องผสมผสานกับวัฒนธรรมของชุมชน

การแก้ปัญหาอนามัยแม่และเด็กในบริบทวัฒนธรรมมุสลิมนั้น ทำให้วันนี้ปัญหาแม่และเด็กได้ลดลงไปอย่างมาก โรงพยาบาลและชุมชนเป็นหนึ่งเดียวกัน

อาซาน เสียงแรกของชีวิต

หลังจากที่เด็กคลอดและเช็ดตัวทำความสะอาดแล้ว บิดาหรือผู้มีความรู้ทางศาสนาจะกล่าวคำว่า อะซาน (Adhan) ที่ข้างหูขวา และ คำว่า อิกอมะฮ์ (Iqamah) ที่ข้างหูซ้ายของเด็ก ซึ่งคำว่า อาซาน (Adhan) และคำว่า อิกอมะฮ์ (Iqamah) เป็นเสียงเชิญชวนสู่การละหมาด เป็นคำสรุปของคำปฎิญาณตนของคนมุสลิมที่ว่า “ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮฺ และพระมูฮัมมัดคือศาสนทูตของอัลลอฮฺ” เป็นการให้พร และมีความหมายถึง การชี้นำให้เด็กคนนั้นมีจิตใจที่ศรัทธาต่อพระอัลลอฮฺ และดำรงตนอยู่ในวิถีทางของพระผู้เป็นเจ้า

เพื่อให้สอดคล้องกับหลักปฏิบัติดังกล่าว ทุกโรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ จึงมีแนวปฏิบัติที่ใกล้เคียงกันในการเอื้ออำนวยให้บิดาหรือญาติผู้ใหญ่สามารถทำพิธีอาซานแก่เด็กแรกเกิดให้ได้เร็วที่สุด โดยทันทีที่มารดาคลอดบุตร หากทารกแข็งแรงดีก็จะได้รับการทำความสะอาด เช็ดตัว ห่อผ้าให้เรียบร้อย แล้วมอบเด็กคนนั้นแก่บิดาหรือญาติโดยเร็ว เพื่อทำพิธีอาซานต่อไป ทางโรงพยาบาลรามันจัดให้มีมุมที่สงบตกแต่งด้วยภาพการประกอบพิธีฮัจจ์และแต่งฉากหลังไว้อย่างสวยงาม เพื่ออำนวยโอกาสและความสะดวกในการทำพิธีอาซาน และแสดงถึงความประณีตในการส่งเสริมมิติทางศาสนาธรรมที่ใครๆ ไปเห็นก็ต้องชื่นชม

รามันในเดือนถือศีลอด

ในรอบปีหนึ่งๆมุสลิมทุกคนทั้งชายหญิง ทุกฐานะจะต้องถือศีลอดคนละ 1 เดือน คือเดือนที่ 9 ของฮิจเราะห์ศักราช ซึ่งเรียกว่าเดือน “รอมฎอน” (Ramadan) และในวันสิ้นสุดการถือศีลอดนั้น จะเป็นวันบริจาคทาน

ดังนั้นในช่วงเดือนรอมฎอมซึ่งมีการถือศีลอดนั้น ทางโรงพยาบาลรามันจะมีการจัดบริการพิเศษที่เอื้อต่อการปฏิบัติตนในเดือนรอมฎอน เช่น

มีการเตรียมน้ำดื่มและอินทผัม ไว้ที่หน้าห้องฉุกเฉินและในโรงพยาบาล เพื่อให้ผู้มารับบริการสามารถละศีลบวชได้สะดวกในทันทีที่มีเสียงอาซาน

ผู้ป่วยที่มาจะรับบริการที่โรงพยาบาลในช่วงกลางวันที่มีการถือศีลอดจะมีปริมาณน้อยลง กรณีโรคเรื้อรังมักจะนัดหมายให้เป็น 2 เดือน เพื่อให้พ้นช่วงเวลาการถือบวชนี้

สำหรับผู้ป่วยที่มารับการรักษาหากมียากลับไปรับประทานนั้น ก็ควรต้องมีการสั่งใช้ยาให้สอดคล้องกับการถือศีลอด เช่น การสั่งยาที่รับประทานวันละ 2 เวลา แทนวันละ 3 หรือ 4 เวลา งดยาสอดช่องคลอด หรือยาเหน็บทวาร อาจเปลี่ยนยาที่ออกฤทธิ์สั้น (Short-Acting) เป็นยาที่ออกฤทธิ์ยาว (Long-Acting)

การรักษาจะไม่ฉีดยา เจาะเลือด ตรวจภายในโดยไม่จำเป็น อย่างไรก็ตามหากมีความจำเป็นก็สามารถทำได้ โดยผู้ป่วยก็จะต้องถือศีลอดชดเชยในโอกาสต่อไป

มีการให้ความรู้กับผู้ป่วยเช่น คนตั้งครรภ์นั้น การถือศีลอดอย่างไรจึงจะดีที่สุด เป็นต้น

สำหรับการจัดกิจกรรมด้านต่างๆ ไม่ว่าด้านส่งเสริมสุขภาพหรือการจัดโครงการพิเศษในชุมชนในช่วงเดือนรอมฎอนนั้น โดยทั่วไปก็จะงดการจัดกิจกรรมในชุมชน เพื่อให้เวลาส่วนใหญ่ได้ใช้ไปกับการประกอบกิจทางศาสนา

การดูแลผู้เดินทางไปฮัจจ์ (Hajj)

ฮัจจ์หมายถึงการเดินทางไปประกอบศาสนากิจ ณ อัลกะอ์บะฮ์ ในนครมักกะฮ์ ประเทศซาอุดิอารเบีย เป็นหลักปฏิบัติที่สำคัญ 1 ใน 5 ข้อ ในศาสนาอิสลาม

การเดินทางไปแสวงบุญที่นครมักกะฮ์นั้นซึ่งใช้เวลาประมาณประมาณเดือนเศษนั้น คนไทยมักไปอยู่อย่างแออัด การต้องเดินทางมากและใช้การเดินเท้าในการประกอบพิธีกรรม ทำให้เกิดความเหน็ดเหนื่อยมาก ผู้สูงอายุหลายคนเสียชีวิตที่นั่น ดังนั้นการเตรียมตัวและการให้คำแนะนำในการดูแลสุขภาพและการเตรียมพร้อมจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

ที่โรงพยาบาลรามันจึงมีการจัดบริการสำหรับผู้ที่จะไปประกอบพิธีฮัจจ์ อาจเรียกว่า “คลินิกฮัจจ์” ก็ได้ คือนอกจากให้บริการฉีดวัคซีนตามมาตรฐานแล้ว ก็ยังมีการตรวจสุขภาพ จัดยาประจำตัวไปให้เพียงพอ ให้คำแนะนำการดูแลสุขภาพ หากเป็นสตรีก็จะแนะนำการใช้ยาเลื่อนประจำเดือน เพราะมามีประจำเดือนจะไม่สามารถประกอบพิธีฮัจจ์ได้

การจัดบริการที่ใส่ใจในรายละเอียดของวิถีมุสลิมนี่เอง ที่เป็นเกราะคุ้มกันภัยของโรงพยาบาลรามันได้อย่างดีที่สุด

การส่งเสริมสุขภาพในบริบทมุสลิม

เพราะมนุษย์คือสิ่งประเสริฐที่สุดที่องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงประทานมาให้ ในคำสอนของศาสนาอิสลาม จึงมีคำสอนด้านการมีพฤติกรรมเพื่อการสร้างเสริมสุขภาพอยู่ในทุกแง่มุมของวิถีชีวิต

แม้หลักการตามหลักศาสนาได้มีวิถีที่สอดคล้องกับการสร้างเสริมสุขภาพ แต่ในทางปฏิบัติในสภาพสังคมในปัจจุบันนั้น ได้ทำให้หลักปฏิบัติที่ดีงามหลายประการถูกละเลยไป ทำให้ชาวมุสลิมมีสุขภาวะที่มีปัญหาไม่ต่างจากคนไทยโดยรวม

อย่างไรก็ตามด้วยวิถีปฏิบัติตามหลักคำสอนที่ชัดเจนนั้น การแนะนำความรู้สุขศึกษาในการดูแลสุขภาพตามวิถีปฏิบัติของศาสนาหลังการฟังคุตบะห์วันศุกร์ในทุกมัสยิดอย่างสม่ำเสมอ สื่อทุกชนิดจะผลิตออกเป็น 2 ภาษา หากมีคำกล่าวในพระคัมภีร์กล่าวนำไว้ด้วย จะช่วยให้ชาวบ้านเชื่อถือ เพราะเป็นวิถีชีวิตที่เป็นไปในแนวทางของพระศาสนา ซึ่งส่งผลต่อสุขภาวะที่ดีไปด้วย การจัดให้มีการ screening โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ก็สามารถทำได้สะดวกที่มัสยิด

จุดแข็งที่สำคัญประการหนึ่งของชาวมุสลิมคือ ความเป็นชุมชนนั้นยังมีสูง และด้วยวิถีการดำเนินชีวิตที่มีโต๊ะอิหม่ามประจำชุมชนเป็นเสมือนผู้ใหญ่ในชุมชนที่ทุกคนเคารพนับถือ ดังนั้นการที่จะดำเนินการกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพให้ได้ผลดีนั้น การทำความเข้าใจหรือการสนับสนุนให้โต๊ะอิหม่ามเหล่านี้ได้เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้น นับว่าเป็นกลวิธีที่มีความสำคัญยิ่งในการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคในชุมชนมุสลิม

การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

ในวัฒนธรรมการบริโภคของชาวมุสลิมในประเทศไทยนั้น ส่วนใหญ่ชอบทานอาหารหวานจัด ซึ่งทำให้คุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ยากในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวาน บางส่วนชอบทานอาหารเค็มและมัน ซึ่งทำให้ยากต่อการควบคุมโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและอัมพาต ผู้ชายมุสลิมส่วนใหญ่สูบบุหรี่ซึ่งส่งผลต่อสุขภาพของปอดในระยะยาว เกิดโรคถุงลมโป่งพองตามมา

สำหรับในกลุ่มผู้หญิงนั้น ด้วยข้อจำกัดในการออกกำลังกายที่สอดคล้องกับหลักปฏิบัติทางศาสนา ทำให้ภาวะอ้วน (Over-weight or Obesity) นั้นพบเห็นได้ทั่วไปในหญิงวัยกลางคน

ดังนั้นการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังไม่ว่าโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคอัมพฤกษ์อัมพาต หรือโรคถุงลมโป่งพองนั้น นอกจากต้องการการใช้ยาที่เหมาะสมกับโรคตามหลักวิชาการแล้ว การให้สุขศึกษาที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและนำไปปฏิบัติได้จริงนั้นมีความสำคัญอย่างยิ่งในการลดปัจจัยเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังดังกล่าว และควบคุมผลการรักษาให้อยู่ในระดับที่ควบคุมได้ดีได้

ที่โรงพยาบาลรามัน จังหวัดยะลา ได้มีการสร้างสรรค์นวัตกรรมในการให้สุขศึกษาด้วยการให้เจ้าหน้าที่ซื้ออาหารปรุงเสร็จ ผลไม้ ขนมในตลาดที่ประชาชนนิยมรับประทานมาเป็นสื่อในการสอนสุขศึกษาในคลินิกเบาหวาน-ความดันโลหิตสูง บอกอย่างเป็นรูปธรรมว่า อันนี้กินไม่ได้ อันนี้พอจะกินได้ แต่อันนี้ทานแล้วจะดีมาก ทำให้เห็นปริมาณความหวานความมันที่จะได้รับจากอาหารให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ผู้ป่วยและญาติมีความเข้าใจต่อการควบคุมอาหารมากขึ้นอย่างชัดเจน ส่งผลดีในการควบคุมโรคเรื้อรังนั้นๆ

การดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้ายของชีวิต

ในอิสลามความตายมิได้เป็นการสิ้นสุดหรือเป็นจุดสุดท้ายของชีวิต หากแต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการที่มนุษย์จะก้าวไปสู่ชีวิตที่แท้จริงและนิรันดร์ ดังนั้นในระยะเวลาสุดท้ายของชีวิต เสียงสุดท้ายที่ผู้ป่วยควรได้ยินคือเสียงสวดจากคัมภีร์อัลกรอ่าน ที่โรงพยาบาลรามันที่การนำคัมภีร์อัลกุรอ่านและยาซีนหรือบทสวดมาวางไว้ให้หยิบได้ง่ายที่ตึกผู้ป่วยใน เพื่อญาติพี่น้องที่มาเยี่ยมจะได้สะดวกในการหยิบมาอ่านและขอพรให้กับผู้ป่วย

เพราะการตายเป็นการเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของโลกหน้า ดังนั้นหากผู้ป่วยและญาติเห็นว่า ตัวผู้ป่วยนั้นใกล้ถึงวาระสุดท้ายของชีวิตหรือเป็นภาวะที่ไม่อาจรักษาได้แล้ว การขอกลับไปนอนพักอย่างสงบที่บ้าน ท่ามกลางความอบอุ่นของญาติมิตร ปราศจากเครื่องมือแพทย์และสายยางโยงใยต่างๆนั้น มักเป็นความประสงค์ที่ผู้ป่วยและญาติต้องการ การช่วยฟื้นคืนชีพหรือ CPR จึงเป็นเรื่องที่ต้องขออนุญาตและทำความเข้าใจกับญาติทุกครั้ง การจากไปอย่างสงบนั้นภายใต้การดูแลอย่างเข้าใจในวิถีมุสลิมทำให้เรื่องขัดแย้งระหว่างแพทย์กับผู้ป่วยและญาติ จนถึงกับต้องเซ็นในใบยินยอมไม่สมัครใจอยู่ ซึ่งเท่ากับเป็นการสิ้นสุดการรักษาที่ไม่นำมาสู่ความสมานฉันท์ระหว่างวัฒนธรรมนั้นมีน้อยมาก

เมื่อมีการตายเกิดขึ้นอิสลามได้กำหนดจัดการเรื่องฝังศพให้เสร็จเรียบร้อยโดยเร็วและประหยัดที่สุด เพื่อที่จะไม่เป็นภาระแก่คนที่อยู่ข้างหลัง โดยปกติแล้วพิธีการฝังศพของมุสลิมจะเสร็จสิ้นโดยเร็วที่สุดภายใน 24 ชั่วโมง การเก็บศพของผู้ป่วยที่เสียชีวิตในโรงพยาบาลอย่างน้อย 2 ชั่วโมง ตามแนวปฏิบัติปกตินั้นขัดต่อหลักปฏิบัติในศาสนาที่ต้องรีบจัดการศพโดยเร็ว ดังนั้นทุกโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ รวมทั้งโรงพยาบาลรามันจะอนุญาตให้นำศพไปประกอบพิธีกรรมทางศาสนาได้ในทันที

และเพื่อเป็นการอำนวยความสะดวกให้แก่ญาติ การส่งศพกลับบ้านด้วยรถพยาบาลนั้นเป็นสิ่งที่กระทำกันเป็นปกติที่โรงพยาบาลรามัน โดยไม่ต้องมีการร้องขอเป็นกรณีพิเศษ สำหรับชาวบ้านแล้วการจะหารถเหมามาเพื่อส่งศพกลับบ้านนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก นับเป็นน้ำใจของโรงพยาบาลที่มีต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิตที่สำคัญในวาระสุดท้ายของชีวิต

คนมุสลิมมีความเชื่อว่า ร่างกายของคนที่ตายไปแล้ว มีความรู้สึกเจ็บปวดเหมือนคนเป็น จึงต้องปฏิบัติต่อร่างกายของคนตาย ด้วยความเคารพเหมือนปฏิบัติต่อคนเป็น จะต้องไม่ให้ศพเป็นที่เปิดเผยในสภาพอุจาด การผ่าศพ (Autopsy) จึงเป็นข้อห้ามในศาสนาอิสลาม หากศพมีบาดแผลต้องทำการเย็บให้สวยที่สุด เพื่อนำร่างกายอันเป็นของขวัญจากพระผู้เป็นเจ้ากลับคืนไปในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุด

การปฏิบัติต่อศพนั้นจึงต้องปฏิบัติอย่างนุ่มนวลให้เกียรติแม้จะเป็นร่างที่ไร้ชีวิต เป็นการดูแลที่มีผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางจนวาระหลังความตาย

รับมือกับไฟใต้

จากสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอรามันเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่มีสถานการณ์ความไม่สงบเกิดขึ้นบ่อยครั้ง และถี่ขึ้นเรื่อยๆ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมีความเครียดมาก จากเหตุการณ์ภายนอกที่รายรอบโรงพยาบาล

ดังนั้นสิ่งแรกและสิ่งสำคัญที่ต้องทำในสถานการณ์ความไม่สงบที่มีการลอบทำร้ายลอบยิงรายวันก็คือ การดูแลขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ซึ่งมีความสำคัญมาก เป็นประเด็นชี้ขาดของคุณภาพงานในองค์กรในสถานการณ์วิกฤต โดยทางโรงพยาบาลรามันได้ค่อยๆเก็บตกประเด็นด้านความปลอดภัยและขวัญกำลังใจมาตลอด

แต่ความเครียดจากงานภายในโรงพยาบาลก็มีมากขึ้น เนื่องจากภาระงานของโรงพยาบาลในทุกจุดบริการเพิ่มมากขึ้น จากที่สถานีอนามัยต้องปิดบ่อยครั้ง อีกทั้งผู้ป่วยก็ไม่กล้าที่จะไปใช้บริการที่คลินิกในช่วงเย็นหรือค่ำ ทำให้มีคนไข้มารับบริการที่โรงพยาบาลในตอนกลางวันมากขึ้น

สำหรับเรื่องเจ้าหน้าที่ขอย้าย มีอยู่ทุกที่ ที่อำเภอรามันนั้นก็มีมาก เนื่องจาก ภาระงานที่เพิ่มขั้นมากทำให้ย้ายออกมากขึ้น สถานการณ์การเงินของโรงพยาบาล ย่ำแย่มากขึ้น ที่ผ่านมาเงินถูกใช้ไปในการพัฒนาคุณภาพมาก และหยุดการพัฒนาไม่ได้ เนื่องจากถ้าหยุดจะทำให้เจ้าหน้าที่ล้าและเรียกพลังกลับคืนมาได้ยากมาก โจทย์ที่สำคัญก็คือ จะรักษาระบบคุณภาพให้ก้าวเดินต่อไปได้อย่างไรในท่ามกลางสถานการณ์ความไม่สงบที่บั่นทอนจิตใจในการทำงานลงไปทุกวัน

จากเหตุการณ์ต่างๆรายวันและการแก้ปัญหาแบบที่เป็นอยู่นั้น สถานการณ์จะไม่มีวันสิ้นสุด ความไม่สงบจะเกิดไปเรื่อย ๆ และทวีความรุนแรงมากขึ้น ดังนั้นในโรงพยาบาลจึงมีมาตรการรองรับเหตุการณ์ความไม่สงบ เสริมความปลอดภัยในโรงพยาบาลให้มากที่สุดเท่าที่เราจะทำได้ กล่าวคือ

  1. มีการประเมินสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และให้มีการทบทวนเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลโดยเจ้าหน้าที่ทุกคน โดยทางโรงพยาบาลได้ติดตามข่าวสารข้อมูลอย่างใกล้ชิด และผู้ใดพบกับเหตุการณ์สำคัญ ต้องนำมาทบทวนระบบ พิจารณาจุดแข็ง จุดอ่อน และนำไปสู่การวางระบบที่สมบูรณ์กว่าเดิม ใช้ข้อมูลจากบันทึกเหตุการณ์ของเวรตรวจการนอกเวลาราชการในสถานการณ์ นอกเหนือจากรายงานตรวจการพยาบาล รวมทั้งจัดให้มีบันทึกรายงานการตรวจรอบ ๆ ของโรงพยาบาล และมีระบบการรายงานเหตุการณ์ที่สำคัญแก่ผู้เกี่ยวข้อง มีการเรียนรู้เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งในและรอบ ๆโรงพยาบาล อีกทั้งยังมีระบบข้อเสนอแนะของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ในทุก ๆ ส่วน เพื่อช่วยเติมเต็มมาตรการต่างๆ และนอกจากนั้นก็มีข้อเสนอแนะจากผู้นำท้องถิ่น ผู้นำทางศาสนา ซึ่งสำคัญมากและเป็นประโยชน์มาก

  2. การปรับปรุงด้านกายภาพเพื่อความปลอดภัย อันได้แก่

การปรับพื้นที่ให้รั้วรอบโรงพยาบาลนั้นโล่ง สามารถมองเห็นง่าย สะดวกต่อการดูแ

โรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช พัฒนางานรักษาโดยไม่ทิ้งฐานงานชุมชน
โดย Admin on January,11 2011 22.14

โรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช พัฒนางานรักษาโดยไม่ทิ้งฐานงานชุมชน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤศจิกายน-ธันวาคม 2548 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

โรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ตั้งตระหง่านโดดเด่นอยู่บนถนนสายหลักของตัวเมืองสิชล เป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีระดับการพัฒนาที่สูงที่สุดในจังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลชุมชนที่มีการพัฒนาระบบการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บระดับทุติยภูมิที่ไปได้ไกลไม่แพ้โรงพยาบาลทั่วไป และยังคงเอกลักษณ์ของความเป็นโรงพยาบาลชุมชน ในการพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพระดับปฐมภูมิควบคู่กันไปได้อย่างสมดุล เป็นภาพของโรงพยาบาลชุมชนที่น่าจะเป็นต้นแบบของการจัดระบบบริการสุขภาพที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนทั้งด้านการรักษาโรค ฟื้นฟูสภาพ ส่งเสริมป้องกัน และช่วยลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพในเขตอำเภอที่มีความเจริญทางเศรษฐกิจสูงได้อย่างลงตัว

ย้อนอดีต กว่าจะถึงวันนี้

อำเภอสิชลอยู่ทางตอนเหนือของจังหวัดนครศรีธรรมราช ติดชายฝั่งทะเลอ่าวไทย ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 80 กิโลเมตร ปัจจุบันมี 9 ตำบล 105 หมู่บ้าน ประชากร 83,500 คน เป็นอำเภอที่มีความอุดมสมบูรณ์ เศรษฐกิจค่อนข้างดี มีทั้งการทำประมง สวนยางพาราและสวนผลไม้

เมื่อปี 2481 ได้เกิดสุขศาลาอำเภอสิชลขึ้นมา อาคารหลังแรกที่มีขนาดเล็กได้ถูกดัดแปลงต่อเติมให้เกิดการใช้ประโยชน์ตามภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไปตามยุคสมัย จนไม่มีเค้าของอาคารเดิม จนในปี 2527 ได้มีพิธีเปิดอาคารผู้ป่วยในจากทางราชการเปิดให้บริการเป็นโรงพยาบาล 30 เตียง

ด้วยความคับแคบของอาคารบริการ ในปี 2535 ประชาชนจึงได้ระดมเงินบริจาคได้ 3 ล้านบาทในเวลา 6 เดือน สร้างตึกผู้ป่วยในให้ ชื่อว่าตึกประชาชนอุทิศ แต่หลังจากเปิดให้บริการเพียง 6 เดือน สถานการณ์เตียงล้นก็กลับมาอีก ทั้งนี้เพราะที่โรงพยาบาลสิชล มีแพทย์ที่มีความสามารถมาเป็นผู้อำนวยการอย่างต่อเนื่อง สามารถสร้างศรัทธาให้กับประชาชนได้ เตียงที่มีอยู่ 60 เตียงนั้นก็ล้นจนต้องเสริมเป็น 90 เตียง ในขณะนั้นแนวคิดการสร้างสุขภาพยังไม่เข้มแข็ง ไม่มีการเยี่ยมบ้าน มีแต่หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ แต่ละวันตั้งเป้าที่จะตรวจผู้ป่วยให้หมดเป็นวันๆ ดูแลเขาในโรงพยาบาลให้ดีที่สุดก็หมดกำลังแล้ว

ในปี 2537 จึงมีการระดมเงินบริจาคอีกรอบ ตั้งเป้าไว้ที่ 10 ล้านบาท เพื่อสร้างอาคาร 2 ชั้น ขนาด 60 เตียงมูลค่า 7 ล้านบาท และครุภัณฑ์อีก 3 ล้านบาท ในขณะนั้นโรงพยาบาลสิชลมีประธานคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลฝ่ายประชาชนแล้ว งานนี้จึงมีภาคประชาชนมาเป็นแม่งานในการจัดการทอดผ้าป่าที่มีพุ่มผ้าป่ามาจากทุกหมู่บ้าน ระดมเงินได้ 4 ล้านบาท ได้มีการสร้างไประดมเงินทุนไปจนในที่สุดก็ได้เงินบริจาคครบเต็มจำนวน จนเสร็จในปี 2540 เป็นโรงพยาบาล 120 เตียง แบบพึ่งตนเองอย่างแท้จริง

พื้นที่ที่ตั้งของโรงพยาบาลขนาด 20 ไร่ นั้นอยู่ใจกลางอำเภอ มีความคับแคบมากขึ้นทุกวัน หากต้องมีการย้ายโรงพยาบาลออกไปนอกเมือง ย่อมต้องใช้งบประมาณสร้างใหม่หลายร้อยล้านบาท เมื่อโอกาสมาถึงที่ว่าการอำเภอสิชลกำลังจะย้ายไปตั้งที่ใหม่นอกตัวเมือง ทางโรงพยาบาลสิชล จึงขอเจรจายินดีสร้างบ้านพักใหม่ให้กับทางอำเภอในที่ใหม่เป็นเงิน 7 ล้านบาท จึงสามารถขอที่ดินในเขตบ้านพักที่ว่าการอำเภอมาเป็นเขตบ้านพักของโรงพยาบาลได้ในที่สุด กว่า 10 ไร่ และใช้เป็นที่พักของเจ้าหน้าที่อยู่ฝั่งตรงข้ามกับตัวโรงพยาบาลสะดวกในการเดินทางมาปฏิบัติงาน

ในปี 2542 โรงพยาบาลสิชลได้งบประมาณมาสร้างอาคาร 5 ชั้น เพื่อเพิ่มพื้นที่ใช้สอยในการให้บริการ โดยชั้นล่างเป็นลานกว้างเพื่อจัดกิจกรรมต่างๆ ชั้น 2 ให้บริการผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุฉุกเฉิน ชั้น 3 เป็นห้องเอ็กซเรย์ ชันสูตรและห้องทันตะกรรม ชั้น 4 เป็นห้องคลอดห้องผ่าตัด และชั้น 5 เป็นห้องประชุม มีครุภัณฑ์ทางการแพทย์คุณภาพสูงที่ทันสมัยสำหรับการให้บริการมากพอ จนหลายคนที่ได้ไปพบเห็นรู้สึกว่านี่คือโรงพยาบาลชุมชนหรือโรงพยาบาลทั่วไปกันแน่

บัดนี้ 65 ปีของโรงพยาบาลสิชล มีเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 213 คน มีอาคารสถานที่มีความสง่างาม มีพื้นที่ใช้สอยในการให้บริการอย่างเพียงพอ และมีความพร้อมอย่างเต็มที่ในการให้บริการประชาชนชาวสิชลและอำเภอใกล้เคียง ภายใต้ปรัชญาของโรงพยาบาลที่ว่า “มุ่งมั่นบริการ พัฒนางานอย่างเป็นระบบ”

นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ขวัญใจประชาชน

นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล เป็นคนอำเภอขนอม จังหวัดนครศรีธรรมราช เรียนจบคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ในปี 2529 เริ่มชีวิตแพทย์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลปะทิว จังหวัดชุมพร ในปี 2532 เกิดวาตภัยใต้ฝุ่นเกย์เข้าถล่มชุมพร ส่งผลให้โรงพยาบาลปะทิวเสียหายทั้งหมด ต้องใช้ชีวิตในบทบาทแพทย์โดยมีตู้คอนเทนเนอร์เป็นโรงพยาบาลและบ้านพัก จวบจน 4 ปีผ่านไป อาคารโรงพยาบาล อาคารสนับสนุนและบ้านพักหลังใหม่สร้างเสร็จทั้งหมด นพ.อารักษ์ก็อยู่ชื่นชมโรงพยาบาลใหม่ได้เพียง 6 เดือน ก็ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จนถึงปัจจุบัน

ในปี 2535 โรงพยาบาลสิชลยังมีขนาด 30 เตียง นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ โรงพยาบาลสิชล ได้เปลี่ยนไป มีการพัฒนาขึ้นมาก จากกรอบวิธีการทำงานของคุณหมออารักษ์ที่ว่า “การมีส่วนร่วมคือหัวใจของการพัฒนา” เป็นธงนำในการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง โดยมีนโยบายหลัก 3 ข้อคือ

  1. ปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพและภูมิสถาปัตย์
  2. เสริมสร้างศรัธา
  3. พัฒนาคุณภาพการให้บริการ

บทบาทหนึ่งที่เด่นชัดในฐานะผู้อำนวยการโรงพยาบาลของ นพ.อารักษ์คือ ภารกิจในการประสานงานกับองค์กรภายนอกโรงพยาบาล ทั้งผูกมิตรและขอแรง ซึ่งเป็นภารกิจสำคัญที่ผู้อำนวยการต้องให้ความสำคัญ ด้วยความเข้าใจในบริบทของงานสุขภาพว่า สุขภาพดีนั้นต้องมาจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน โรงพยาบาลจึงต้องเปิดตัวเปิดประตูให้กว้าง ให้เขากล้าที่จะร่วมทำงานกับเรา

นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ยังมีปรัชญาข้อคิดในการทำงานที่น่าสนใจหลายประการ ได้แก่

“ผู้อำนวยการต้องเป็นที่พึ่งสุดท้ายของชาวบ้าน มิเช่นนั้นเรื่องก็เลยไปถึงนายอำเภอ ปลัดกระทรวง แพทยสภา หรือสื่อมวลชน หัวหน้าฝ่ายหัวหน้างานก็ต้องเป็นที่พึ่งในอันดับต้นๆของชาวบ้านให้ได้ ช่วยแก้ความข้องใจแก้ปัญหาเบื้องต้นให้เขาให้ได้ด้วยเช่นกัน ”

“คนชนบทต้องไม่ด้อยโอกาสกว่าคนในเมือง โรงพยาบาลในชนบทควรพยายามจัดบริการด้านการรักษาพยาบาลที่มีคุณภาพมีศักยภาพมากขึ้นด้วย ควบคู่ไปกับงานชุมชนที่เราถนัด ช่วยให้ประชาชนเข้าถึงบริการที่ดี มีคุณภาพ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขจะต้องมีการจัดสรรทรัพยากรที่เหมาะสม จัดสรรแพทย์เฉพาะทางให้กระจายมายังโรงพยาบาลชุมชนที่ตั้งในจุดยุทธศาสตร์ แต่เราก็ต้องช่วยกันเองในการพัฒนางานให้เกิดความยั่งยืนด้วย“

“ในด้านการบริหารทรัพยากรนั้น เป็นเรื่องที่ทุกคนช่วยกันได้ เช่น หากทุกคนช่วยกันประหยัดไฟ จนค่าไฟฟ้าลดลง เงินส่วนที่ประหยัดได้ ก็จะนำมาเป็นเงินเพิ่มพิเศษค่าครองชีพแก่ลูกจ้าง ให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นในท่ามกลางเศรษฐกิจที่ฝืดเคือง โรงพยาบาลก็ไม่ได้เสียอะไรเพิ่มขึ้น ”

ประสบการณ์การบริหารงานสาธารณสุขและโรงพยาบาลตลอด 19 ปีเต็ม ได้ทำให้วันนี้ นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ เป็นเสาหลักไม่เฉพาะโรงพยาบาลสิชล แต่ยังเป็นตัวเชื่อมที่สำคัญในภาคประชาสังคมในอำเภอสิชลด้วย ร่วมกับทีมงานของโรงพยาบาล เป็นทีมที่เข้มแข็ง มุ่งมั่นและชัดในทิศทางการทำงานเพื่อสุขภาวะประชาชนสิชลและพื้นที่ใกล้เคียง

การบริหารจัดการองค์กรแพทย์

ปัจจุบันโรงพยาบาลสิชลมีแพทย์ 9 คน เป็นหนึ่งในไม่กี่โรงพยาบาลชุมชนในประเทศไทยที่มีแพทย์เฉพาะทางสาขาหลักครบทุกสาขา คือ มีทั้งอายุรแพทย์ สูติแพทย์ ศัลยแพทย์ กุมารแพทย์ และแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ยังมีแพทย์ออร์โธปิดิกส์ รังสีแพทย์ และศัลยแพทย์ ที่ได้ทุนไป ยังอยู่ระหว่างการศึกษาต่ออีก 4 คน

แพทย์เฉพาะทางทุกคนในโรงพยาบาลชุมชนนั้นมีจุดเด่นเฉพาะที่แตกต่างจากแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลจังหวัด คือ ต้องปฏิบัติหน้าที่ในฐานะแพทย์ทั่วไปได้ด้วย ซึ่งทุกคนก็ยอมรับในบทบาทนี้ได้เพราะตอนที่ตัดสินใจมารับทุนนั้นก็ได้ทราบเงื่อนไขการทำงานในลักษณะนี้อยู่แล้ว และเคยทำงานเป็นลูกหม้อในโรงพยาบาลสิชลมาก่อน แต่อย่างไรก็ตามที่สิชลพยายามจัดระบบการทำงานของแพทย์ ให้แพทย์เฉพาะทางได้มีโอกาสในการทำงานเฉพาะทางตามที่ร่ำเรียนมาให้มากที่สุด เช่น การจัดระบบบริการให้แพทย์เฉพาะทางได้ตรวจ OPD ทั่วไปในบางวันและมี OPD เฉพาะทางในบางวันที่แยกออกมาชัดเจน ส่วนในการอยู่เวรนั้น จัดให้แพทย์ทั่วไปอยู่เวรไม้แรก และหากมีปัญหาที่ต้องปรึกษาแพทย์เฉพาะทางก็ให้สามารถตามเป็นไม้สอง (Second Call) ได้ แพทย์เฉพาะทางก็มีความสุขมากขึ้น เพราะอาจไม่ถนัดในการดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินในสาขาอื่นที่ทิ้งไปนานแล้ว

นพ.อารักษ์ กล่าวว่า “ปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะสามารถจัดระบบบริการในลักษณะนี้ได้ ก็คือความสมดุลระหว่างสัดส่วนของแพทย์ทั่วไปกับแพทย์เฉพาะทางในโรงพยาบาลชุมชนที่ต้องมีความสมดุล ด้วยความเป็นโรงพยาบาลชุมชนอย่างไรเสียก็ต้องมีแพทย์ทั่วไปที่มากพอ จึงจะสามารถดำเนินระบบบริการให้เกิดความราบรื่นได้”

ก้าวไกลด้านรักษา

หากได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนโรงพยาบาลสิชลในวันนี้ สิ่งที่โดดเด่นที่สุดที่สะดุดทุกคนที่มาพบเห็นในโรงพยาบาลสิชลก็คือ ลักษณะการวางภูมิสถาปัตย์ในบริเวณโรงพยาบาลที่สวยงาม และความทันสมัยของเครื่องมือและครุภัณฑ์ทางการแพทย์ในการดูแลด้านการรักษาพยาบาล ด้วยแนวความคิดที่ว่า “โรคภัยไข้เจ็บหลายโรคนั้น ในฐานะที่เป็นโรงพยาบาลชุมชนแม่ข่ายต้องพัฒนาตนเองให้เป็นที่พึ่งของประชาชนได้ หากต้องมีการส่งต่อทั้งหมด ขาดการพัฒนาศักยภาพด้านการวินิจฉัยและการรักษาโรคแล้ว ประชาชนในพื้นที่ก็จะขาดโอกาสนั้นไป ไปต่อคิวที่โรงพยาบาลศูนย์ ความต่อเนื่องเชื่อมโยงของการรักษานั้นย่อมมีความไม่พอดีอยู่มาก ชาวบ้านเองก็ต้องลำบากเดินทาง มีค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้น”

ที่โรงพยาบาลสิชล จึงมีการเตรียมความพร้อมในการดูแลรักษาโรคให้กับผู้ป่วยไม่ต่างจากโรงพยาบาลจังหวัด มีห้องปฏิบัติการชันสูตรที่มีศักยภาพมาก ห้องฉุกเฉินที่พร้อมและเป็นสัดส่วน ระบบ OPD ที่สะอาดและกว้างขวาง ห้องผ่าตัดห้องคลอดที่สมบูรณ์ ห้องกายภาพบำบัดและแพทย์แผนไทยที่จิ๋วแต่แจ๋ว ประกอบมีแพทย์เฉพาะทางครบทั้ง 4 สาขาหลัก จึงมีศักยภาพในการตรวจวินิจฉัยและรักษาโรคได้มาก ผิดแผกไปจากรูปลักษณ์ปกติของโรงพยาบาลชุมชน

ส่วนในบางสาขาเฉพาะทางที่โรงพยาบาลไม่มีความจำเป็นต้องมีแพทย์เฉพาะทางเอง เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของประชาชน ทางโรงพยาบาลสิชลก็ทำหน้าที่ในการประสานงานกับหน่วยงานภายนอกให้มาจัดบริการ เช่น จัดให้มีการผ่าตัดต้อกระจกแก่ผู้สูงอายุที่โรงพยาบาลสิชลโดยมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาประชาชนกว่า 400 ราย การผ่าตัดปะแก้วหูสำหรับผู้ป่วยโรคหูน้ำหนวกเรื้อรังโดยมูลนิธิหู คอ จมูก ชนบทกว่า 250 ราย เป็นต้น ดำเนินงานต่อเนื่องทุกปีหลายปีติดต่อกัน

จะอย่างไรก็ตาม ไม่ว่าโรงพยาบาลชุมชนหนึ่งๆ จะเน้นหนักการพัฒนาไปในทิศทางใดก็ตาม งานรักษาโรคให้ผู้ป่วยหายจากความเจ็บป่วยก็เป็นภารกิจหลักเสมอ เป็นจุดเป็น จุดตายของโรงพยาบาลที่ทิ้งไม่ได้ และยิ่งหากว่าเราสามารถทำงานรักษาได้ดี ให้ประชาชนพึ่งได้แล้ว ย่อมเป็นพื้นฐานที่มั่นคงในการเสริมบทบาทของโรงพยาบาลในงานด้านส่งเสริมป้องกันได้เป็นอย่างดี

โรงพยาบาลของประชาชน

“โรงพยาบาลสิชลเป็นของประชาชน ยากดีมีจนทุกคนมีส่วนร่วม” คำขวัญประจำโรงพยาบาลวลีนี้เป็นเสมือนธงนำในการทำงานของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ที่ถือว่า “การมีส่วนร่วมคือหัวใจของการพัฒนา”

โรงพยาบาลสิชลจึงมีการตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาโรงพยาบาลภาคประชาชนขึ้นมา มีการประสานงานกับองค์กรภายนอกมากมายเกือบทุกหน่วยงานไม่ว่าภาครัฐ ภาคองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมทั้งภาคประชาชน

ในปัจจุบันโรงพยาบาลสิชลมีมูลนิธิโรงพยาบาลสิชล ที่มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการพัฒนาระบบบริการของโรงพยาบาล โดยในช่วงเริ่มต้นนั้น โรงพยาบาลมีคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลฝ่ายประชาชน ต่อมาเมื่อมีการดำเนินงานของคณะกรรมการมาสู่การตั้งเป็นมูลนิธิในที่สุด ซึ่งคณะกรรมการมูลนิธิฯ ทั้งหมดเป็นภาคประชาชน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นที่ปรึกษา มีปัญหามีความขาดแคลนอะไรก็ไปบอกกล่าวกับทางมูลนิธิให้เขาช่วยเหลือ ไม่ใช่เป็นผู้ควบคุมกำกับมูลนิธิเอง ซึ่งกลไกนี้จะมีความโปร่งใส เป็นกลางและกรรมการมูลนิธินี่เองที่จะคอยเป็นกันชนในปัญหาจากการให้บริการให้กับทางโรงพยาบาล ให้ปัญหาได้รับการแก้ไขได้อย่างลงตัว

นอกจากนี้โรงพยาบาลสิชลยังมีคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าภาคประชาชน ซึ่งมีบทบาทในการกำกับการสร้างหลักประกันสุขภาพ การรับเรื่องราวร้องทุกข์และสะท้อนความต้องการของชุมชน สำหรับเรื่องร้องเรียนนั้น หากมีการร้องเรียนเป็นลายลักษณ์อักษร หากทางโรงพยาบาลแก้ได้จะแก้ไขทันที และทุกข้อร้องเรียนจะตอบกลับใน 7 วัน ว่าเราได้ปรับปรุงแก้ไขอะไรไปแล้วบ้าง เป็นกระบวนการสร้างศรัทธาต่อโรงพยาบาลที่มีความสำคัญยิ่ง

การเปิดช่องทาง เปิดเวทีให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นทางการเท่านั้น ที่จะทำให้โรงพยาบาลชุมชนเป็นของชุมชนสมดังชื่อโรงพยาบาลชุมชนที่ตั้งไว้ดีแล้ว

สร้างสุขภาพด้วยสุขศึกษาแบบมวลชน

“ความซ้ำซากเป็นบ่อเกิดของความทรงจำ” เป็นอีกหนึ่งปรัชญาการทำงานสร้างสุขภาพของทีมงานโรงพยาบาลสิชล การพูดหรือให้สุขศึกษาในทุกครั้งที่มีโอกาสนั้น จึงเป็นเป้าหมายที่สำคัญของโรงพยาบาล สุขศึกษาได้ถูกสอดแทรกเข้าไปในทุกกิจกรรม เช่น ที่ OPD หรือ IPD ระหว่างรอแพทย์ การสอนสุขศึกษาให้กับเด็กนักเรียนทุกครั้งก่อนจะให้บริการทันตกรรมโรงเรียน เป็นต้น

ด้วยปริมาณคนไข้ที่มาก การให้สุขศึกษารายบุคคลแม้จะทำเต็มที่ แต่ก็คงเหนื่อยมากทำกันไม่ไหว การจะสามารถให้สุขศึกษารายกลุ่มได้นั้นจึงต้องมีการรวมกลุ่มของชาวบ้าน ตั้งขึ้นมาเป็นชมรม เพื่อให้เกิดกิจกรรมของกลุ่มคนกลุ่มนั้น และสามารถให้สุขศึกษาได้ง่ายขึ้นด้วย

ที่โรงพยาบาลสิชลจึงมีชมรมต่างๆมากมาย เช่นชมรมเดินวิ่งที่มีสมาชิกกว่า 1,200 คน ชมรมแอโรบิคที่มีถึง 40 ชมรมสมาชิกกว่า1,500 คน ชมรม อสม. ชมรมรักษ์ชีวิต ที่เน้นเรื่องการรณรงค์ลดอุบัติเหตุ ชมรมผู้ป่วยเบาหวานความดัน ชมรมผู้ติดเชื้อ กลุ่มเยาวชนต้นกล้าต้านยาเสพติด ชมรมผู้พิการ ชมรมรักษ์สุขภาพ ชมรมผู้สูงอายุ ชมรมแผงลอย ร้านอาหารสะอาดรสชาติอร่อย ชมรมหมอยาประจำบ้าน และอีกหลายชมรมที่เริ่มดำเนินการเช่นชมรมผู้ป่วยธาลัสซิเมีย ชมรมผู้บริจาคโลหิต ชมรมผู้ประกอบการสถานบันเทิง โดยในแต่ละชมรมนั้น จะมีการทำเสื้อของชมรมเป็นสัญลักษณ์ โดยใช้สีสันของเสื้อที่แตกต่างกัน สมาชิกชมรมต้องเป็นคนซื้อเสื้อเอง ซึ่งเขาก็ยินดีซื้อด้วยความภาคภูมิใจ โรงพยาบาลก็ใช้โอกาสที่ชมรมมีการรวมตัวทำกิจกรรมกันในการให้สุขศึกษา ให้ความรู้ ส่งข่าวสารข้อมูลให้กับสมาชิกชมรม

สำหรับชมรมผู้สูงอายุโรงพยาบาลสิชล ถือเป็นชมรมแกนของชมรมผู้สูงอายุทุกชมรมในอำเภอ นั่นคือในการจัดกิจกรรมจะมีตัวแทนจากทุกชมรมในระดับตำบลมาร่วมกิจกรรม รับรู้ข่าวสาร นำไปถ่ายทอดให้กับสมาชิกชมรมต่อไป ทั้งอำเภอมีผู้สูงอายุที่เป็นสมาชิกชมรมผู้สูงอายุกว่า 3,000 คน มีเงินกองทุนชมรมรวมกันกว่า 3 ล้านบาท มีการตรวจสุขภาพทุกปี และในวันที่มีการนัดตรวจสุขภาพนั้น ก็จะเป็นวันที่สมาชิกได้รับฟังความรู้ในการดูแลสุขภาพจากผู้อำนวยการโรงพยาบาล นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลได้จัดให้ชมรมมีห้องที่ทำการของตนเองด้วย เพื่อให้เป็นที่พบปะพูดคุยหรือทำกิจกรรมเล็กน้อยๆ ร่วมกันได้ทุกวัน แม้ในวันที่ไม่ใช่วันนัดประจำเดือนของชมรมฯ

โรงพยาบาลสิชลมีแม้กระทั่งชมรมผู้พิการ ที่ทางโรงพยาบาลส่งเสริมให้ผู้พิการมีการรวมตัวกัน เพื่อทำกิจกรรมช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ที่นี่มีการขึ้นทะเบียนผู้พิการไปแล้วกว่า 900 คน แม้ว่าทางโรงพยาบาลจะมีนักกายภาพบำบัดถึง 3 คน แต่ด้วยภาระงานที่มีมาก ทำให้ไม่สามารถดูแลฟื้นฟูสภาพผู้พิการได้อย่างทั่วถึง จึงได้มีการอบรมให้เจ้าหน้าที่ของสถานีอนามัยสามารถดูแลฟื้นฟูผู้พิการในเบื้องต้นได้

โรงพยาบาลปลอดบุหรี่

โรงพยาบาลสิชลมีโครงการเด่นชิ้นหนึ่ง ซึ่งเหมือนจะเป็นเรื่องไม่ยาก แต่แม้จริงไม่ง่าย สร้างความปวดหัวให้กับหลายโรงพยาบาล นั่นคือปัญหาเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลสูบบุหรี่ สร้างภาพลักษณ์เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ประชาชน จึงได้มีการจัดให้ชุดการแก้ปัญหานี้ขึ้นภายใต้ชื่อโครงการ “ครอบครัวสาธารณสุขไม่สูบบุหรี่” ด้วยการกำหนดเป็นนโยบายโรงพยาบาลว่า การรับสมัครเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลในทุกระดับนั้น มีเงื่อนไขว่าต้องไม่สูบบุหรี่ คนเก่าที่มีอยู่นั้นก็ให้เข้ารับการบำบัด หากข้าราชการคนใดหากสูบบุหรี่ จะไม่มีสิทธิได้ 2 ขั้น หากเป็นลูกจ้างก็จะถูกให้ออก เมื่อระดับนำของโรงพยาบาลมีนโยบายที่ชัดเจน การทำให้โรงพยาบาลสิชลปลอดบุหรี่จึงไม่ใช่สิ่งที่ยากเย็น

นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลยังมีเป้าหมายที่จะประสานความร่วมมือให้โรงเรียนทุกแห่งในอำเภอสิชล และวัดอย่างน้อยครึ่งหนึ่งเป็นเขตปลอดบุหรี่ด้วย โดยในปี 2548 นี้มีวัด โรงเรียน ส่วนราชการ เข้าร่วมโครงการแล้วทั้งสิ้น 48 หน่วยงาน

หมอยาประจำบ้าน

ยาเป็นปัจจัย 4 ทำอย่างไรให้ชาวบ้านในชนบทได้เข้าถึงยา บ่อยครั้งที่เวลาเราตรวจ OPD ถามชาวบ้านว่า “ไข้มาเมื่อคืนแล้วกินยาพารามาหรือยัง“ ชาวบ้านกว่าครึ่งจะตอบว่า “ยัง เพราะที่บ้านไม่มียา” หากชาวบ้านมียา มีความรู้พื้นฐานในการใช้ยา เพียงแค่ยาสามัญประจำบ้าน จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการด้วยโรคพื้นฐานที่โรงพยาบาลและที่สถานีอนามัยน่าจะลดลง ด้วยสมมุติฐานนี้ โรงพยาบาลสิชลจึงได้ริเริ่มโครงการ ”หมอยาประจำบ้าน” ขึ้นในปลายปี 2546

โครงการหมอยาประจำบ้าน ไม่ใช่โครงการแจกตู้ยาสามัญประจำบ้าน แล้วอบรมให้ชาวบ้านที่มารับตู้ยามีความรู้เกี่ยวกับยาในตู้อย่างที่หลายคนเข้าใจ แต่แนวคิดการทำโครงการนี้มีอุบายที่แยบยลซ่อนอยู่หลายประการ โดยโครงการจะรับสมัครครอบครัวที่ยินดีเข้าร่วมโครงการ ซึ่งต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขการเข้าร่วมด้วย

ครอบครัวที่สมัครจะได้รับกล่องพลาสติกใส่ยาพร้อมยาสามัญประจำบ้านชุดหนึ่ง พร้อมความรู้ในการใช้ยา และมี 4 เดือน ทางโรงพยาบาลจะออกมาเติมยาให้ หรือมีระบบ refill ยา ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของโครงการนี้ โดยก่อนจะได้ยาเติมใส่กล่องกลับไปก็มีการจัดการประชุมอบรมจากทางโรงพยาบาลไม่เฉพาะเรื่องของการใช้ยาเท่านั้น แต่ถือโอกาสที่ผู้คนมารวมกันเป็นร้อยหรือเป็นพันในการให้สุขศึกษาในทุกเรื่อง ไม่ว่าไข้เลือดออก การสวมใส่หมวกกันน็อค การออกกำลังกาย การตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง การดูแลสุขภาพช่องปากเป็นต้น ระหว่างที่ทีมงานโรงพยาบาลให้สุขศึกษาอยู่นั้น ทีม อสม.และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลก็จะช่วยกันเติมยาที่ขาดไปใส่กล่อง แล้วรอมอบเมื่อเลิกการอบรม พร้อมเอกสารการให้สุขศึกษา แจ้งข่าวสารด้านการแพทย์ สาธารณสุข ข่าวการดำเนินงานของโรงพยาบาล ตอบปัญหาข้อข้องใจต่างๆ ให้กระจ่าง ในทุกเรื่องที่ได้พบ ได้เห็น ได้ยินมา ไม่ว่าทางตรง ทางอ้อม

กติกาสำคัญในการเติมยาคือ ห้ามฝากเพื่อนบ้านมาเติมยา เพื่อให้ทุกครอบครัวจะได้มีโอกาสในการมารับฟังความรู้ด้านสุขภาพ หากยาหมดก่อนวันที่ทางโรงพยาบาลจะมาเติมยาให้ ก็เป็นภาระของบ้านนั้นที่จะต้องไปซื้อหามาเอง หรือหยิบยืมจากเพื่อนบ้าน ที่โรงพยาบาลก็มีการเปิดช่องทางให้ชาวบ้านมาซื้อยาตามบัญชียาที่ระบุที่ห้องยาได้เลย โดยไม่ต้องยื่นทำบัตรให้เสียเวลา และเมื่อมีการใช้ยา ก็ให้จดรายละเอียดการเจ็บป่วยและยาที่ใช้ลงในสมุดบันทึกสุขภาพด้วยทุกครั้ง เพื่อเป็นข้อมูลสุขภาพของครอบครัวไว้

ชาวบ้านส่วนใหญ่มีความซื่อสัตย์สูง คือ ยาที่เหลือในกล่องก็นำมาด้วยเป็นส่วนมาก ไม่ยักย้ายถ่ายเทออกเอาแต่กล่องเปล่ามาเติมยา นี่ยังเป็นความน่ารักของคนชนบทไทย แม้จะแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าที่ปะชุนหลายรอบ แต่ก็ไม่คิดจะโกงกินเหมือนคนใส่สูทบางคนที่เป็นใหญ่เป็นโตในบ้านเมือง

ในทุกเวทีของการให้สุขศึกษาในวันที่มีการ refill ยา ซึ่งจะหมุนเวียนไปตามตำบลต่างๆทุกบ่ายวันพุธ วันศุกร์นั้น นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ก็จะไปพูดคุยกับชาวบ้านด้วยทุกครั้ง ด้วยสำนวนลีลาที่น่าฟัง จูงใจให้ทุกคนดูแลสุขภาพ รับฟังปัญหาเสียงสะท้อนจากชุมชน เป็นเสมือน high light ของงาน และที่สำคัญการออกสู่ชุมชนอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องเช่นนี้ ทำให้ทีมงานสหสาขาวิชาชีพที่เข้าร่วมการให้สุขศึกษาในชุมชน ได้มีโอกาสสัมผัสชุมชน เห็นความเป็นอยู่ของชาวบ้าน มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับชุมชนมากขึ้น

ทางโรงพยาบาลสิชลได้เก็บสถิติจำนวนผู้มารับบริการแบบผู้ป่วยนอกทั้งของโรงพยาบาลและสถานีอนามัย พบว่า จำนวนผู้มารับบริการลดลงเล็กน้อย ในท่ามกลางความเจริญของโรงพยาบาลซึ่งน่าจะมีผู้มารับบริการมากขึ้น นับเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่ทางโรงพยาบาลสิชลเชื่อว่า เป็นเพราะอานิสงส์จากการทำโครงการหมอยาประจำบ้าน

ก้าวต่อไปของสิชล

โรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ได้ผ่านช่วงเวลาของพัฒนาการมาจนเป็นหนึ่งในสุดยอดโรงพยาบาลชุมชนของภาคใต้ ก้าวต่อไปที่สำคัญที่สุดของโรงพยาบาลสิชลในระยะเวลาอันใกล้นี้ก็คือการที่โรงพยาบาลสิชลจะต้องจัดบริการในบทบาทเสริมในฐานะโรงพยาบาลแม่ข่ายสำหรับพื้นที่อำเภอใกล้เคียง ทั้งฝั่งนครศรีธรรมราชและสุราษฎร์ธานี เครื่องมือแพทย์ราคาแพงที่มีอยู่ ไม่ว่าจะด้วยเงินงบประมาณหรือเงินบริจาคจากประชาชน จะได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์ให้คุ้มค่าที่สุด

และโจทย์ใหญ่ในระยะยาวของโรงพยาบาลสิชลในอนาคตก็คือ การที่โรงพยาบาลมีแนวโน้มที่จะขยายตัวไปเป็นโรงพยาบาลทั่วไปในอนาคตอันไม่ไกลนั้น จะมีการวางระบบการทำงานอย่างไร ที่ยังมีความสมดุลระหว่างงานด้านการรักษาพยาบาลกับงานสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน ให้โดดเด่นลงตัวเหมือนเช่นในปัจจุบัน และสำหรับงานด้านการรักษาพยาบาลนั้น จะทำอย่างไรให้ยังมีความเป็นเอกภาพไม่แบ่งแผนกผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจนแยกส่วนดูแลเหมือนโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไปในปัจจุบัน

โจทย์นี้ยังเป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายการเปลี่ยนแปลงของโรงพยาบาลสิชล โรงพยาบาลที่ก้าวไกลด้านรักษา ควบคู่งานชุมชน

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา อิสรภาพแห่งการสร้างสรรค์ที่โรงพยาบาลชุมชน
โดย Admin on January,11 2011 22.13

โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา อิสรภาพแห่งการสร้างสรรค์ที่โรงพยาบาลชุมชน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกรกฎาคม-สิงหาคม 2551

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

และหนังสือโรงเรียนแพทย์ชนบท ในสถานการณ์ไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (กันยายน 2550)

อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นอำเภอขนาดใหญ่ลำดับ 4 ของจังหวัดสงขลา อยู่ห่างจากอำเภอหาดใหญ่และ ตัวอำเภอเมืองสงขลาประมาณ 40 กิโลเมตร ประกอบด้วย 14 ตำบล 139 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 90,000 คน ร้อยละ 65 นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม เช่น ทำสวนยาง ประมงชายฝั่ง ทำนา และสวนผลไม้ บางส่วนเป็นแรงงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม มีสถานบริการสาธารณสุข ประกอบด้วย โรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง 1 แห่ง สถานีอนามัย 19 แห่ง คลินิกแพทย์ 3 แห่ง

โรงพยาบาลจะนะเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2516 ในนามของ ศูนย์การแพทย์อำเภอจะนะ ต่อมาในปี 2525 ได้ยกฐานะเป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ในปี 2535 และปี พ.ศ. 2545 ได้ยกฐานะเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ปัจจุบันตกเป็นหนึ่งในอำเภอเป้าหมายของการแบ่งแยกดินแดนในสถานการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปากประตูสู่รัฐปัตตานีหากการแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นได้สำเร็จ

โรงพยาบาลจะนะ ปัจจุบันมี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 การพัฒนาระบบงานในโรงพยาบาลนั้นมีความเป็นทีมงานสูง การทำงานร่วมกันเป็นสหสาขาวิชาชีพ การมุ่งพัฒนาระบบ การทำงานในชุมชน ภายใต้วิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลที่ว่า “อบอุ่นเหมือนบ้าน บริการมาตรฐาน สร้างสรรค์สุขภาวะ” การเปิดโอกาสให้การพัฒนามาจากผู้รับผิดชอบงาน ทำให้การพัฒนาไม่ติดคอขวดที่คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล

สถานการณ์ไม่สงบที่จะนะ

ในปี 2547 เริ่มมีสถานการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอชายแดน ของจังหวัดสงขลา 28 ตุลาคม 2547 มีเหตุการณ์ยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้าโรงพยาบาลได้รับบาดเจ็บสาหัสและผู้ก่อเหตุได้ยิงเข้ามาในโรงพยาบาลอีก 2 นัด ถูกรถ refer และผนังอาคารห้องแพทย์แผนไทยเป็นรูกลม นับเป็นเหตุการณ์แรกที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรู้สึกได้ถึงภัยใกล้ตัว

อย่างไรก็ตาม การก่อเหตุที่จะนะยังมุ่งเป้าหมายไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเป็นสำคัญ มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ หลายครั้งได้แก่ การยิง ตชด.เสียชีวิต 3 นายบาดเจ็บ 1 นาย ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ 1 กิโลเมตร ในช่วงเดือนธันวาคม 2547 การวางระเบิดที่ป้อมตำรวจหน้าที่ว่าการอำเภอซึ่งตั้งอยู่ห่างประตูโรงพยาบาลพียง 20 เมตร ในเดือนมีนาคม 2549 ส่งผลให้มีตำรวจและประชาชนบาดเจ็บรวม 12 คน การวางระเบิดสะพานรถไฟในเดือนสิงหาคม 2549 ส่งผลให้ ตชด.เสียชีวิต 4 นาย และการยิงครูบาดเจ็บสาหัสเมื่อธันวาคม 2549 ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2550 นี้ มีการวางระเบิดที่ปั้มน้ำมันหลักของอำเภอ เกิดระเบิดแต่ดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต เป็นต้น

ทางโรงพยาบาลมีการประชุมเรื่องการจัดการความเสี่ยงจากสถานการณ์ แม้จะไม่เข้มข้นเหมือนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ การเพิ่มจำนวนยามเป็น 2 คน กล้องวงจรปิด การเปิดธนาคารเลือด ความยืดหยุ่นในการอออกปฏิบัติงาน นอกโรงพยาบาล การประสานข่าวสารจากชุมชน การซ้อมแผนอัคคีภัยหรือแผนอุบัติเหตุหมู่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบที่ไม่ร้อนแรง ทำให้โรงพยาบาลมีโอกาสพัฒนาได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญในระยะยาว

ลดความแออัดในโรงพยาบาล

ความแออัดของโรงพยาบาลจะนะเป็นเสมือนภาพอันอมตะนิรันดร์กาลมาตั้งแต่แรกตั้งโรงพยาบาล และแทบจะนึกภาพไม่ออกว่าโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียงที่ต้องดูแลประชากร 90,000 คนในเนื้อที่โรงพยาบาลประมาณ 5 ไร่ จะสามารถลดความแออัดลงไปได้

ความพยายามตลอด 4 ปี ของการพัฒนาระบบบริการในโรงพยาบาลและเชื่อมต่อกับสถานีอนามัยและที่บ้าน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน และลดความแออัดของ OPD โรงพยาบาลนั้น ส่งผลให้ความแออัดในโรงพยาบาลลดลงไปได้ ไม่ใช่ลดจากจำนวนผู้ป่วยที่ลดลง แต่ด้วยการจัดการ การแยกจุดบริการ การเพิ่มเวลาให้บริการ การส่งเสริมการพัฒนาของสถานีอนามัย ทำให้ความแออัดลดลงไปได้

เพิ่มเวลาบริการ

การจัดบริการในเวลาราษฎรหรือนอกเวลาราชการนั้น เป็นกลวิธีสำคัญในการลดความแออัดในเวลาราชการ ที่โรงพยาบาลจะนะจึงมีการเปิดคลินิกนอกเวลาราชการของแพทย์ ทันตกรรม ซึ่งเปิดทุกวันตลอดทั้งปี คลินิกยาเสพติด และแพทย์แผนไทย เปิดเพิ่มในวันหยุดราชการ

ในส่วนของคลินิกนอกเวลาของแพทย์ ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันราชการเปิดถึง 2 ทุ่ม วันเสาร์วันอาทิตย์เปิดถึงเที่ยง ผู้ป่วยนอกเวลาคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25 % ของผู้ป่วยทั้งวัน สำหรับคลินิกนอกเวลาทันตกรรมนั้นเปิดบริการทุกวันเช่นกัน ในวันหยุดให้บริการตั้งแต่ 8-16 นาฬิกา สิ่งที่ดีที่สุดของคลินิกนอกเวลาทันตกรรมก็คือ ทำให้ระยะเวลาในการรอคิวเพื่ออุดฟัน รักษารากฟัน ทำฟันปลอม ลดลงจาก 6 เดือนเป็น 2 เดือน

สำหรับคลินิกแพทย์แผนไทยเปิดให้บริการเพิ่มในวันเสาร์ คลินิกฟ้าใสเปิดบริการในทุกวันหยุด เพื่อให้ผู้ป่วยติดยาสามารถมารับยา Methadone หรือมาพูดคุยเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในการหยุดยาได้ทุกวัน

แยกจุดบริการคลินิกพิเศษออกจาก OPD

การแยกคลินิกพิเศษออกมาให้ชัดเจน และแยกผู้ป่วยเหล่านั้นออกจาก OPD มาตรวจในพื้นที่อื่นของโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยเกือบครึ่งที่ต้องตรวจโดยแพทย์ถูกแบ่งออกไปจากพื้นที่ OPD อันคับแคบ เช่นได้แยก คลินิก DM/HT คลินิกหอบหืด (Asthma Clinic) ไปไว้หน้าห้องรอคลอด แยกเอาคลินิกดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ (ARV Clinic) คลินิกวัณโรค (TB clinic) คลินิกฟ้าใสที่ดูแลผู้ติดยาเสพติด คลินิกวัยทอง ไปที่ชั้น 2 ของตึกใหม่ เป็นต้น

การแยกจุดบริการทำให้ความรู้สึกแออัดลดลง แม้ว่าในความเป็นจริงนั้น ยอดรวมของจำนวนผู้ป่วยไม่ได้ลดลงเลย ส่วนคลินิกด้านการสร้างเสริมสุขภาพของทีมเวชปฏิบัติครอบครัวซึ่งแยกไปอยู่อีกจุดแล้ว ก็พัฒนาระบบบริการให้เป็นการจัดบริการแบบ One Stop Service ในคลินิกฝากครรภ์ (ANC) คลินิกสุขภาพเด็กดี (Well Baby Clinic) และคลินิกวางแผนครอบครัว (Family Planning Clinic) เพื่อเพิ่มความสะดวกของผู้รับบริการ โดยจัดแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้อง lab ทันตาภิบาล ไปให้บริการที่คลินิก ANC แทนที่ต้องให้ผู้รับบริการเป็นฝ่ายเดินวนเวียนไปตามจุดต่างๆ

การตั้งรับนอกโรงพยาบาล

ทางโรงพยาบาลจะนะ มีการจัดแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพคือพยาบาลและเภสัชกร ลงไปให้บริการใน PCU หลัก 2 แห่ง คือ PCU ตลิ่งชัน และ PCU จะโหนง แห่งละ 1 วันต่อสัปดาห์ เพื่อสร้างศรัทธาของชาวบ้านต่อสถานีอนามัยนั้นๆ แม้จะเน้นไปที่การดูแลโรคเรื้อรัง แต่ก็ดูแลตรวจโรคทั่วไปเช่นกัน นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลจะนะยังมี PCU แห่งใหม่โดยชุมชนเป็นผู้สร้างเอง คือ PCU บ้านนาร่วมใจ เพื่อเพิ่มจุดบริการของตำบลบ้านนาที่โรงพยาบาลตั้งอยู่ ซึ่งไม่มีหน่วยบริการปฐมภูมิ

และได้จัดระบบงานการดูผู้ป่วยที่บ้าน (Home Health Care) ที่ทีมของโรงพยาบาลดูแลครอบคลุมทั้งอำเภอ แบ่งทีมออกเป็น 4 ทีม ออกเยี่ยมดูแลผู้ป่วยที่บ้านทีมละวันต่อสัปดาห์

PCU ประชาอาสา

และในตำบลบ้านนา พื้นที่รับผิดชอบของทางโรงพยาบาลนั้น เนื่องจากมีประชากรมากถึง 14,000 คนเศษ ซึ่งไม่มีสถานีอนามัยในพื้นที่รองรับ มีเพียงคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาล ทำให้ไม่มีแรงดึงดูดมากพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้บริการของผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ในกรณีที่เจ็บป่วยทั่วไป

ในปี 2549 ทางโรงพยาบาลและกลุ่ม อสม.ตำบลบ้านนาจึงมีความเห็นร่วมกันที่จะเปิดศูนย์สุขภาพชุมชน (PCU) นอกตัวโรงพยาบาลขึ้น โดยในครั้งแรกที่คิดกันนั้นจะของบประมาณสนับสนุนจากทางอบต.แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณจึงไม่สามารถสนับสนุนได้

เมษายน 2550 อสม. ชาวบ้านและผู้นำชุมชน จึงพร้อมใจกันสร้างศูนย์สุขภาพชุมชนด้วยตนเอง โดยขอรับบริจาคเงินเพื่อเป็นค่าวัสดุก่อสร้าง ส่วนค่าแรงนั้นไม่ต้องจ่าย เพราะ อสม.และช่างประจำหมู่บ้านจะช่วยกันสร้างด้วยจิตอาสา โรงพยาบาลก็เพียงสนับสนุนน้ำและขนมเป็นสินน้ำใจ และเตรียมความพร้อมเรื่องเครื่องมืออุปกรณ์ในอาคารเป็นสำคัญ

ตัว PCU เป็นอาคารชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่ สร้างในที่ดินสาธารณะของชุมชน เมื่อสร้างเองก็สามารถปลดล็อคจากระเบียบราชการในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ชาวบ้านช่วยกันออกแบบ เลือกวัสดุ สร้างกันแบบประชาอาสาคือสร้างๆ หยุดๆ ช่วงไหนฝนไม่ตกตัดยางได้ดีหรือตรงกับช่วงงานบุญ การก่อสร้างก็ชงักไป แต่ก็จะกลับมาคึกคักตามจังหวะของชุมชน และสามารถเปิดดำเนินการได้ในเดือนมิถุนายน 2551

เมื่อสร้างเสร็จ PCU แห่งนี้จะแบ่งหมู่บ้านมารับผิดชอบ 5 หมู่บ้านจากทั้งหมด 10 หมู่บ้าน ดูแลประชากร 7,000 คน ชื่อที่แท้จริงของ PCU แห่งนี้ยังไม่ได้ตั้ง แต่แนวทางการตั้ง PCU แบบประชาอาสานี้ จะทำให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของ PCU อย่างแท้จริง การสร้างการยอมรับ การมีส่วนร่วมของชุมชนต่อระบบงานใน PCU ก็น่าจะลงตัวกว่าการสร้างโดยราชการ ที่บางครั้งอาจกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในชุมชน

กองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาว

กองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาว เป็นกองทุนร่วมระหว่าง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำขาว งบประมาณด้าน ส่งเสริมป้องกันจากสถานีอนามัยในตำบลน้ำขาว องค์กรการเงินของชุมชนในตำบลน้ำขาว และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับการดูแลเรื่องการสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชนในตำบลน้ำขาวทุกคน

ทุกภาคส่วนยินดีที่จะช่วยสมทบเงินงบประมาณเพื่อตั้งกองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาว และต่างมีความเห็นตรงกันว่าจำนวนเงินมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่การมีส่วนร่วมและการจัดการเงินก้อนนี้ได้อย่างเป็นระบบและเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง ในส่วนของภาคประชาสังคมนั้นมีความเห็นที่น่าสนใจว่าเงินกองทุนที่ตั้งมานั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ ให้หมดเป็นปีๆ ไป ควรมีการเก็บไว้บางส่วนสะสมไว้เป็นเงินก้อนโตในอนาคต ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการทำโครงการใหญ่ในระยะยาวต่อไป

โดยในปีแรกคือปี 2550 นี้ จะมีการสมทบเงินเข้ากองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาวดังนี้

ภาคสาธารณสุขจะจัดสรรงบประมาณหลักประกันสุขภาพในหมวดการสร้างเสริมสุขภาพ (งบ PP ) ของตำบลน้ำขาวเป็นสัดส่วน 50% ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร ซึ่งคิดเป็นงบประมาณประมาณปีละ 100,000 บาท

องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำขาว ได้บรรจุในแผน 3 ปีของ อบต. (ปี 2550-2552) เพื่อสนับสนุนเป็นงบอุดหนุนแก่กองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาวปีละ 100,000 บาท

ภาคประชาชน อันได้แก่กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มสัจจะวันละบาท กลุ่มกองทุนหมู่บ้านยินดีร่วมสมทบตามแต่กำลังของแต่ละกลุ่ม โดยแต่ละองค์กรร่วมสมทบไม่น้อยกว่าองค์กรละ 1,000 บาท

ในส่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้แสดงสมทบงบประมาณสมทบตามหลักเกณฑ์ของกองทุนตำบล สปสช. ที่ 37.5 บาทต่อบัตร

เจตนารมณ์ของกองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาว มุ่งเน้นการสนับสนุนการสร้างสุขภาพหรือคุณภาพชีวิตในระดับที่กว้างคือ เสริมสุขภาพทั้งทางมิติด้านสังคม จิตวิญญาณและสิ่งแวดล้อม โดยทุกภาคส่วนไม่ว่าสถานีอนามัยหรือกลุ่มชาวบ้าน ก็สามารถนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการสุขภาพตำบลน้ำขาวได้ แล้วคณะกรรมการสุขภาพตำบลน้ำขาวก็จะพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ตามความเหมาะสม เป็นเสมือน สสส.ของตำบลน้ำขาวที่มีพันธกิจในการส่งเสริมให้ทุกกลุ่ม ทุกองค์กรสามารถมีส่วนร่วมในการทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพ หรือสร้างนวัตกรรมด้านการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างกว้างขวาง

สำหรับคณะกรรมการสุขภาพตำบลน้ำขาวให้มีตัวแทนจาก 4 ภาคส่วนคือ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำขาว ภาคประชาชนจากกลุ่มออมทรัพย์ ภาคส่วนราชการสาธารณสุข และผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 13 คน

แนวคิดและรูปแบบการดำเนินงานของกองทุนสุขภาพตำบลน้ำขาวได้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่การดำเนินการของกองทุนยังไม่ลงตัวนัก ซึ่งต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนสู่แนวคิดในอุดมคติแห่งการมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของภาคประชาชนในชุมชนเองด้วยตนเองต่อไป

หากทุกชุมชนพร้อมใจกันจัดการสุขภาพชุมชนด้วยการพึ่งตนเอง เสมือนเมล็ดพันธ์ที่งอกงามชูกิ่งก้านหลังสายฝนแล้ว ความงดงามที่เบ่งบานอย่างหลากหลายก็ย่อมจะเกิดขึ้นเป็นความหวังของสังคมไทย

โรงพยาบาลกับคนค้านท่อ

ตำบลตลิ่งชัน ตำบลสะกอม และตำบลใกล้เคียง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นตำบลสำคัญที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซียโดยตรง เพราะเป็นแหล่งที่ตั้งของโรงแยกก๊าซ และท่อก๊าซก็ผ่ากลางตำบล มีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขนาดใหญ่ รวมทั้งจะเป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับเขตอุตสาหกรรมต่อเนื่องในอนาคต

ชาวบ้านสองตำบลกว่า 14,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องมุสลิม ที่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ปลูกแตงโม ทำนา เลี้ยงวัว ทำสวนยาง เลี้ยงนกเขา และรับจ้างใช้แรงงานในโรงงาน ได้รับผลกระทบเต็มๆ

คำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สร้างความกดดันกับชาวบ้านในพื้นที่มากที่สุดก็คือ เมื่อโรงแยกก๊าซเข้ามา และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตามเข้ามาตั้งในพื้นที่ แต่ละโรงงานใหญ่กว่าที่นาในหมู่บ้านของเขาทุกคนรวมกันเสียอีก แล้วพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร จะอยู่ตรงไหน หากินกันอย่างไร

เขารู้ว่าโรงงานมา ความเจริญก็จะเข้ามาด้วย ไม่ว่าถนน ประปา โทรศัพท์ หรือ ร้านค้าสารพัด แต่นั่นคงไม่คุ้มกับสภาพของความเป็นชุมชนที่เป็นพี่เป็นน้อง สงบเย็นภายใต้วิถีแห่งมุสลิมที่ต้องสูญเสียไป สลัมที่เกิดขึ้นข้างโรงงาน เพื่อรองรับแรงงานอพยพจากต่างถิ่น คาเฟ่เปิดไฟสลัวๆ ร้านเหล้าที่เปิดตู้เพลงเสียงดัง อาชญากรรม ยาเสพติด ลักเล็กขโมยน้อย น้ำเสีย กลิ่นเหม็น อากาศเป็นพิษ น้ำฝนที่ไม่มีใครกล้ากิน สุขภาพที่เสื่อมโทรม เป็นความสูญเสียที่ไม่อาจคิดเป็นมูลค่าได้ สิ่งเหล่านี้จะทำลายความเป็นชุมชนมุสลิมที่แม้จะไม่ร่ำรวยแต่ก็เป็นชุมชนที่งดงามของเขา

ทีมสุขภาพของโรงพยาบาลได้เรียนรู้และเข้าใจสภาพปัญหาที่เป็นจริงและเข้าใจทัศนะความคิดของชาวบ้านกลุ่มคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซไทย – มาเลเซียอย่างต่อเนื่อง นอกจากการช่วยให้คำแนะนำทางวิชาการ การอ่านแปลเอกสารภาษาอังกฤษหรือภาษาวิชาการให้ชาวบ้านเข้าใจ การอธิบายกราฟหรือแผนภูมิต่างๆ ซึ่งเป็นเอกสารจากทางโรงงานหรือเอกสารจากผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้านทราบ การดูแลเขายามเจ็บป่วยแล้วสงสัยว่าจะเกิดจากผลกระทบจากโรงงานหรือไม่ แม้จะเสมือนช่วยอะไรได้ไม่มากนักก็ตาม แต่ก็นับเป็นกำลังใจที่สำคัญยิ่ง การที่ชาวบ้านรู้ว่า โรงพยาบาลยังอยู่ข้างเขา รู้ปัญหาและเข้าใจความรู้สึกของเขานั้นคือ อีกหนึ่ง Hospital-Community Relationship หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างโรงพยาบาลและชุมชนที่แนบแน่น ในขณะที่ส่วนราชการอื่นๆนั้นแทบจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ในเชิงบวกกับกลุ่มชาวบ้าน ด้วยอำนาจรัฐที่เข้ามาครอบนั้นรุนแรงมาก

ทำโรงพยาบาลให้เป็นบ้านที่อบอุ่น

ไม่มีใครในโลกนี้ที่อยากมานอนในโรงพยาบาล ต่างต้องนอนพักรักษาด้วยความจำใจทั้งสิ้น บางคนนอนเพียงหนึ่งคืน แต่บางคนด้วยโรคภัยที่รุมเร้าอาจใช้เวลาอยู่กับโรงพยาบาลนานหลายเดือน ในระยะเวลาเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลนั้น นอกจากว่าเขาควรได้รับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายป่วยโดยเร็วแล้ว โรงพยาบาลจะนะพยายามให้ผู้ป่วยได้มากกว่ายาและน้ำเกลือก็จะเป็นการให้บริการที่น่าประทับใจ ที่มองการรักษาคนมากกว่าเพียงแต่การรักษาโรค

เนื่องจากคนไข้ในโรงพยาบาลชุมชนนั้น ส่วนใหญ่มีความเจ็บป่วยไม่หนักมาก ทำให้โรงพยาบาลจะนะสามารถจัดกิจกรรมเสริมในระหว่างการให้ผู้ป่วยนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลชุมชนได้ง่าย เช่น เด็กป่วยคนไหนที่มีเพียงหัวจุกสำหรับการฉีดยาเข้าเส้นเลือด (Heparin Lock) หรือนอนรับการรักษาโดยไม่มีความทุกข์จากความเจ็บป่วยมากนัก หรือความอ่อนเพลียของโรคภัยได้ดีขึ้นแล้ว ก็น่าจะมีการนำกระดาษรูปการ์ตูนมาให้เด็กๆ ได้ลองระบายสีให้มีความสุข ได้พัฒนาปัญญาในระหว่างช่วงชีวิตที่เศร้าหมองในโรงพยาบาล ผลงานที่สวยงามอาจประกวดให้รางวัลชิ้นเล็กเล็กแก่เด็กคนนั้น นี่คือการเปลี่ยนจากโรงพยาบาลที่น่าเบื่อเป็นโรงเรียนศิลปะที่มีพยาบาลใจดีเป็นคุณครู มีของเด็กเล่นสำหรับให้เด็กป่วยได้ยืมเล่นระหว่างนอนโรงพยาบาล ซึ่งทำให้เด็กมีความสุขมากขึ้น โรงพยาบาลจะนะซื้อหาตัวหล่อพลาสติกแข็งเพื่อการปีนป่ายสำหรับเด็กมาไว้ที่ตึกผู้ป่วยใน เพื่อให้เป็นสนามเด็กเล่นขนาดเล็กสำหรับทั้งเพื่อเด็กดี เด็กป่วย หรือลูกหลานเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลด้วย ทำให้โรงพยาบาลมีสีสันมากขึ้น

สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องนอนโรงพยาบาลนั้น หนังสือพิมพ์หรือหนังสือสาระก็มีไว้เพื่อให้บริการแก่หลายคนทั้งญาติ และผู้ป่วยได้อ่านในยามว่าง จัดสถานที่ให้บริเวณในตึกผู้ป่วยใน หรือ พื้นที่ใกล้เคียงมีเก้าอี้ม้านั่งที่ตั้งเป็นวง ให้ครอบครัวสามารถนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน หรือนั่งพูดคุยกันนั้นก็มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสายใยในครอบครัว เพราะโดยปกตินั้น ชีวิตของทุกครอบครัวมักยุ่งเหยิง ต่างคนต่างทำงาน กลับบ้านแทบไม่ได้เจอหน้าพร้อมหน้าพร้อมตา แต่เมื่อมีใครเจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาลนั้น ความห่วงใยในครอบครัวจะทำให้ญาติพี่น้องได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุย เยี่ยมเยือนกันด้วยความห่วงใย

การจัดบรรยากาศให้เหมาะสมด้วยต้นทุนเพียงเล็กน้อยทำให้ โรงพยาบาลเสมือนบ้านที่อบอุ่น เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในระดับโรงพยาบาลชุมชน เป็นจุดเน้นของโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเราก็ทำได้ไม่ต่างกัน

คลินิกฟ้าใส จากแยกส่วนสู่องค์รวม

คลินิกฟ้าใสเพื่อการดูแลผู้ติดยาเสพติดของโรงพยาบาลจะนะได้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2546 ตามนโยบายของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในช่วงที่ประกาศสงครามกับยาเสพติด และดำเนินการมาถึงปัจจุบัน โดยมีพัฒนาการของการดำเนินงานแบบองค์รวมผสมผสานการรักษาและการส่งเสริมป้องกันเข้าด้วยกัน

โดยปี 2546 ในช่วงการประกาศสงครามกับยาเสพติด มีผู้ติดยาเข้ารับการบำบัดถึง 950 ราย โดยเป็นผู้ติดเฮโรอีน 225 ราย ยาบ้า 580 ราย และกัญชา 375 ราย โดยในขณะนั้นคลินิกฟ้าใสมีผู้ปฏิบัติงานประจำเพียง 2 คน แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากสหสาขาวิชาชีพของโรงพยาบาลทั้งแพทย์ เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ พยาบาลจากคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวและเจ้าหน้าที่จากสถานีอนามัยในการร่วมดำเนินงานของคลินิกฟ้าใส

ในปี 2547 หลังการประกาศสงครามกับยาเสพติด โรงพยาบาลจะนะยังมีนโยบายที่ชัดเจนในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดต่อไป ได้เปิดคลินิกฟ้าใสนอกเวลาราชการในทุกวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในเวลา 8.00-12.00 น. เพื่อให้บริการอย่างเป็นองค์รวมทั้งการจ่ายยาเมธาโดน การให้คำปรึกษา การเป็นที่พึ่งด้านกำลังใจแก่ผู้ป่วยได้ทุกวัน ซึ่งแต่เดิมจะมีบริการการรับยาเมทาโดนที่ห้องยาในวันหยุดเท่านั้น โดยไม่มีกระบวนการให้คำปรึกษาหรือเสริมพลังใจแต่อย่างใด ทำให้การรักษามีความต่อเนื่องและอัตราการกลับไปใช้ยาซ้ำนั้นลดลงอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานในโรงพยาบาลมากขึ้น จัดระบบงานที่การเยี่ยมผู้ป่วยยาเสพติดทุกรายที่ได้ admit เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาล การเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านในรายที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษา การสร้างความเป็นเครือข่ายในการติดตามผู้ป่วยขณะบำบัด หลังการบำบัดครบตามแผนการรักษา กับสถานีอนามัย อสม. และเครือข่ายพลังแผ่นดินของสายมหาดไทย

ในปี 2547 นี้เอง โรงพยาบาลจะนะได้ปรับระบบงานภายใน โดยรวมงานเอดส์ และวัณโรค เข้ากับงานยาเสพติด ซึ่งเป็นกุญแจแห่งการก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุดของการบูรณาการการดูแลผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่ม เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มเดียวกัน และต้องอาศัยทักษะด้านการให้คำปรึกษา จิตวิทยาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้มีการดูแลผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มอย่าง เป็นระบบผู้ป่วยยาเสพติดส่วนหนึ่งมีปัญหาการติดเชื้อ HIV ได้รับการดูแลอย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น และได้เพิ่มอัตรากำลังจาก 2 คนเป็น 4 คน ต่อมาปี 2550 เป็นต้นมาโรงพยาบาลจะนะมอบหมายภารกิจด้านสุขภาพจิตและการเยียวยาด้านจิตใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไฟใต้ให้กับทีมคลินิกฟ้าใสด้วย โดยทางโรงพยาบาลได้รับการสนับสนุนนักจิตวิทยาจากกรมสุขภาพจิตมาร่วมงานอีก 1 คน ทำให้อัตรากำลังรวมเป็น 5 คน

ปัจจุบันคลินิกฟ้าใสโรงพยาบาลจะนะได้ปรับกระบวนการในคลินิกเมทาโดน จากการดูแลแบบทั่วไปที่ 21 วัน หรือ 45 วัน มาเป็นแบบต่อเนื่อง Maintenance ระยะยาว และปรับกระบวนการกินยาเมทาโดนโดยผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการกำหนดและลดจำนวนความเข้มข้นของยาเมทาโดนได้ด้วยตนเอง โดยผู้บำบัดคอยให้การดูแลช่วยเหลือในการตัดสินใจการกำหนดจำนวนมิลลิกรัม (mg) ของขนาดยาที่เหมาะสมและปลอดภัย โดยใช้ข้อมูลที่เป็นอุปสรรคต่อการหยุดเฮโรอีนของผู้ป่วยแต่ละรายมาใช้ในการพิจารณากำหนด/ลดจำนวนปริมาณยาลง การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้กำหนดขนาดยาเองภายใต้ความเห็นชอบของพยาบาลนั้น เป็นอีกกลวิธีสำคัญในการ Empower สร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ป่วย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกุญแจที่สำคัญยิ่งต่อการเลิกยาอย่างถาวร

งานเอดส์ หัวใจคือความร่วมมือของหลายภาคส่วน

การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคเอดส์นั้น เป็นสถานการณ์เดียวกับการระบาดของยาเสพติด ต้องมีการผลักดันกิจกรรมอย่างกว้างขวางในหลายมิติด้วยพันธมิตรหลายองค์กรในหลายบทบาท จึงพอที่จะชะลอปัญหาได้

คลินิกดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ (ARV) และคลินิกฟ้าใสได้ร่วมกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ( NGO) กลุ่มยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย ดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในชุมชนตำบลสะกอม ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดสูง จัดกระบวนการให้ความรู้แก่เยาวชนกลุ่มเสี่ยง นำเอามิติด้านศาสนธรรมมาปรับใช้เพื่อให้ห่างไกลเอดส์และยาเสพติด ค้นหาผู้เสพและผู้สงสัยว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ (HIV) มารับการคัดกรองและรักษาที่โรงพยาบาล

ปี 2550 ภายใต้กระบวนการสนับสนุนทางวิชาการจาก รตท.หญิงนวลตา อาภาคัพภะกุล จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คลินิก ARV สนใจเข้าร่วมการพัฒนารูปแบบระบบการดูแลผู้ใช้สารเสพติดแบบครอบครัว มีส่วนร่วม โดยมีการคัดกรองผู้ป่วยในคลินิกฟ้าใสให้ได้รับการคัดกรองตรวจหาเชื้อเอดส์ (HIV) เชื้อวัณโรค (TB) และ เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (Hepatitis C) ทุกราย เพื่อให้เกิดการรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ (Early Treatment) และการดูแลอย่างเป็นองค์รวม และยังมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัญหาการติดเชื้อHIV ปัญหาการแพร่เชื้อ HIV โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ฉีดสารเสพติดเข้าเส้นเลือด (Harm Reduction) โดยกิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ กิจกรรมกลุ่มระดมสมองของผู้ติดเชื้อเอดส์เพื่อค้นหาแนวทางการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อเอดส์ กิจกรรมกลุ่มระดมสมองในการป้องการติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มที่ผลเลือดเป็นลบเป็นต้น

ในปัจจุบันคลินิก ARV นอกจากมีระบบการจ่ายยาและติดตามผู้ป่วยตามระบบมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ยังมีการจัดบริการคล้าย day-care คลินิก คือ กลุ่มผู้ติดเชื้อสามารถมาทำกิจกรรมโดยพาลูกพาครอบครัวมาด้วยได้ มีความพยายามที่จะ Empower ผู้ติดเชื้อบางคนที่มีศักยภาพให้เป็นวิทยากรกระบวนการ และให้เกิดกลุ่มในลักษณะกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน (Self Help Group) ในปีหน้า

คืนภาษีสู่ชุมชน

โรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่มักจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีมูลค่าการลงทุนสะสมสูงสุดในอำเภอนั้นๆ ซึ่งแท้จริงก็คือภาษีของประชาชนนั่นเอง ทรัพยากรของโรงพยาบาลที่มีอยู่จึงควรตอบแทนกลับสู่ชุมชนให้มากที่สุด ห้องประชุมของโรงพยาบาลจะนะก็เช่นกันถือว่าเป็นระดับดีที่สุดในอำเภอ จึงเปิดกว้างให้ใช้ในการจัดกิจกรรมที่หลากหลายมากกว่าการประชุมเจ้าหน้าที่หรือจัดการประชุมเพื่อรับการตรวจราชการเท่านั้น

การจัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลายที่ห้องประชุมของโรงพยาบาลนั้นก็จะเป็นเสน่ห์ที่อบอุ่นยิ่งของโรงพยาบาลชุมชน ไม่ว่ากิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ กิจกรรมของ อสม. ที่จัดเป็นประจำ นอกจากนี้ยังเป็นที่จัดการประชุมอบรมของหน่วยราชการต่างๆ ไม่ว่าทางอำเภอ ครู พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือแม้แต่การประชุมของกลุ่มเกษตรกร กิจกรรมไหนมีงบก็ให้ช่วยจ่ายค่าไฟค่าดูแลความสะอาด หากไม่มีก็ไม่ว่ากัน กิจกรรมที่หลากหลายเหล่านี้จะทำให้โรงพยาบาลมีชีวิตชีวา เป็นที่ซึ่งคนที่ไม่ป่วยก็มีความรู้สึกที่ดีๆ กับโรงพยาบาลเพราะได้มาใช้สถานที่ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วย

โรงพยาบาลจะนะพยายามสร้างศรัทธาต่อชุมชน ให้โรงพยาบาลเป็นเสมือนบ้านหลังใหญ่ที่อบอุ่นไม่เฉพาะของคนทำงานในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่รวมถึงเป็นบ้านที่อบอุ่นของผู้คนในชุมชนด้วย เมื่อโรงพยาบาลได้กลายมาเป็นบ้าน ที่อบอุ่นที่คนทุกคนในชุมชนเห็นคุณค่าแล้ว การปกป้องบ้านหลังใหญ่หลังนี้ให้พ้นจากเหตุเภทภัย ไม่ว่าการฟ้องร้อง การนินทาให้โรงพยาบาลชื่อเสียงเสียหาย ก็น่าจะลดลงไปเองโดยปริยาย

การจัดบริการที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิม

อำเภอจะนะมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามกว่า 65% หากนับผู้ที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาลแล้วอาจมากกว่า 80% เพราะชุมชนของคนพุทธบางส่วนนั้นจะอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลข้างเคียง การจัดบริการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่โดยเฉพาะวัฒนธรรมมุสลิมจึงเป็นนโยบายที่สำคัญของทางโรงพยาบาล ซึ่งคล้ายคลึงกันกับโรงพยาบาลอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

การอาซานในเด็กแรกเกิด และปรับระบบบริการในการคลอดให้เหมาะสม เช่น ญาติผู้ใหญ่เข้าไปช่วยเชียร์เบ่งในห้องคลอดได้ ที่ตึกผู้ป่วยในมีการจัดเพิ่มมุมสำหรับการละหมาดและมีการจัดหาไมโครเวฟอุ่นอาหารในช่วงถือศีลอดในเดือนรอมฏอน มีการรณรงค์การทำสุนัตหมู่ทุกปี

สำหรับกรณีการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย (Palliative Care) สำหรับผู้ป่วยในช่วงลมหายใจท้ายๆ ของชีวิต หากไม่จำเป็นต้องช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ก็จะให้ญาติเข้าเยี่ยมสวดมนต์ได้ แต่หากในรายที่ควรมีการช่วยฟื้นคืนชีพและญาติอนุญาตให้ทำแล้ว โรงพยาบาลจะนะก็ยินยอมให้ญาติประกอบพิธีการสวดอาซานเพื่อให้ผู้ป่วยได้ยินเสียงสวดในระหว่างการ CPR ด้วยโดยญาติผู้ใหญ่จะยืนอยู่คนละฟากเตียงกับทีมแพทย์ และเช่นเดียวกับที่โรงพยาบาลรามัน หากเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็จะจัดรถไปส่งศพให้ถึงบ้านโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

การปรับระบบโรงครัวให้เข้าสู่การรับรองเป็นโรงครัวฮาลาลเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องยาวนาน แต่เดิมผู้ป่วยหลายคนไม่ยอมกินอาหารจากโรงครัวในโรงพยาบาลเพราะไม่มั่นใจในหลักฮาลาล เนื่องจากในโรงพยาบาลจะนะมีผ้ป่วยที่นับถือศาสนาพุทธปะปนกับผู้ป่วยมุสลิมอยู่พอสมควร ทำให้การที่โรงครัวไม่มีหมูและจัดซื้อวัตถุดิบจากแม่ค้ามุสลิมเท่านั้น ไม่เพียงพอต่อการเข้าสู่ระบบฮาลาล การแยกจานแยกช้อนและแยกระบบล้างภาชนะของคนพุทธและมุสลิมจึงเกิดขึ้น แม้จะยังใช้ครัวเดียวกัน และเพื่อสร้างความมั่นใจแต่ชุมชน ทางโรงพยาบาลได้เชิญชวน อสม.มุสลิมมาร่วมล้างจานเพื่อแยกระบบภาชนะในการเสริฟอาหาร และร่วมล้างครัวเพื่อสร้างความมั่นใจและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของโรงพยาบาล

ในเทศกาลถือศีลอดของมุสลิม ทางคลินิกฟ้าใสได้รณรงค์สนับสนุนให้ผู้ป่วยนำศาสนธรรมมาเป็นตัวนำในการปรับพฤติกรรมของชีวิต ส่งเสริมให้มีความเข้มแข็งในการถือศีลอดให้ครบถ้วนโดยให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม ผู้ป่วย 6 คน ที่เข้าร่วมโครงการ ทุกคนสามารถเพิ่มวันที่ถือศีลอดได้มากขึ้น เป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวผู้ป่วยเองอย่างได้ผล

ทั้งหมดนี้ หัวใจที่สำคัญประการหนึ่งในการดำเนินงานอยู่ที่ “การรวมกลุ่มของเจ้าหน้าที่เป็นชมรมมุสลิม โรงพยาบาลจะนะ” ซึ่งจะคอยพัฒนาระบบเพื่อการจัดบริการให้สอดคล้องกับวิถีมุสลิมให้ลงตัวที่สุดกับการแพทย์สมัยใหม่

งานอาชีวอนามัยในโรงงาน

ในปัจจุบันแทบไม่มีอำเภอใดในประเทศไทยที่ไม่มีโรงงาน สำหรับอำเภอจะนะได้เป็นที่ตั้งของโรงงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางมาก่อนหน้านี้กว่า 20 ปีมาแล้ว โดยมีชนิดของโรงงานที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง โรงงานผลิตปลาป่น โรงงานผลิตน้ำยางข้นและยางแท่ง โรงงานแปรรูปไม้ยางพาราเพื่อเป็นชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ โรงโม่หิน โรงงานผลิตเซรามิค ปัจจุบันยังเป

ดอกไม้ปฐมภูมิ เบ่งบานงดงามที่โรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา
โดย Admin on January,11 2011 22.12

ดอกไม้ปฐมภูมิ เบ่งบานงดงามที่โรงพยาบาลเทพา จังหวัดสงขลา

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมีนาคม-เมษายน 2549

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

และหนังสือโรงเรียนแพทย์ชนบท ในสถานการณ์ไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (กันยายน 2550)

อำเภอเทพา จังหวัดสงขลา เป็นอำเภอชนบทที่ห่างไกลของจังหวัดสงขลา ติดกับจังหวัดปัตตานี เป็นอำเภอที่มีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่ประชากรไม่มากนัก ความเป็นอยู่โดยรวมเป็นลักษณะของชนบท ที่มีการผสมผสานวัฒนธรรมของผู้คน 2 เชื้อชาติอย่างกลมกลืนระหว่างไทยพุทธและมุสลิม ประกอบด้วย 8 ตำบล มีประชากรประมาณ 68,000 คน ร้อยละ 75 นับถือศาสนาอิสลาม มีโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง 1 แห่ง สถานีอนามัยหรือหน่วยบริการปฐมภูมิ จำนวน 14 แห่ง

ภายใต้เสียงระเบิดและควันปืนจากสถานการณ์ความรุนแรงจากสถานการณ์ความรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่ลุกลามมาถึงอำเภอชายแดนในจังหวัดสงขลาด้วยนั้น ไม่ได้ทำให้ความงามของดอกไม้ปฐมภูมิอย่างโรงพยาบาลเทพาได้คลายความงดงามลงไปแต่อย่างใด กลับยิ่งทำให้โรงพยาบาลเทพาโดดเด่น เป็นระบบนิเวศน์ด้านสุขภาพที่ซับซ้อน งดงาม เป็นที่พึ่งของชุมชนในท่ามกลางความหวั่นไหวได้อย่างอบอุ่น

โรงพยาบาลเทพาได้มีโอกาสเข้าร่วมโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข หรือ Health Care Reform ตั้งแต่ปี 2540 โดยได้เริ่มนำร่องจัดบริการปฐมภูมิขึ้นในอำเภอเทพา อันเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการเตรียมความเข้าใจ เตรียมคน เตรียมระบบในโรงพยาบาลให้หนุนเสริมงานบริการปฐมภูมิ ภายใต้การนำของ นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเทพา จนถึงปัจจุบัน และรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลประจำปี 2548 นี้ เป็นเสมือนกระถางสีทองที่ยืนยันว่า ดอกไม้ปฐมภูมิดอกนี้ งดงามไม่แพ้โรงพยาบาลใดในแผ่นดินไทย

นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ สำนึกรักบ้านเกิด

คุณหมอสุวัฒน์เกิดในชนบทที่เทพา อยู่ในครอบครัวและสังคมอันอบอุ่น เรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนประจำอำเภอ และไปเติบโตในเมือง จนสอบเข้าแพทย์ได้ ซึ่งก็ได้ตั้งใจไว้ว่า เมื่อเรียนจบจะกลับไปทำงานที่บ้านเกิดสัก 3 ปี เป็นอย่างน้อย แต่สุดท้ายก็อยู่มาย่างปีที่ 17 สิ่งที่ทำให้ผูกพันและฉุดรั้งให้คุณหมอสุวัฒน์อยู่ยาวกว่า 10 ปี เพราะมีบางอย่างที่ให้คำตอบสำหรับชีวิต

คุณหมอสุวัฒน์ทำงานในบทบาทแพทย์ประจำได้ 1 ปี ชีวิตถูกลิขิตให้เป็นผู้อำนวยการ คุณหมอสุวัฒน์เล่าว่า “ช่วงแรกผมทำงานด้านบริหารไม่มากนัก เป็นลักษณะบริหารเพื่อบริการเป็นหลัก ประจวบกับช่วงนั้นมีแพทย์คนเดียว ทำให้ต้องอยู่เวรเกือบตลอดทั้งปี จะได้พักบ้างก็จะต้องขอให้เพื่อนๆ ที่อยู่โรงพยาบาลใกล้เคียงมาช่วยอยู่เวรให้ การเป็นแพทย์ในโรงพยาบาลเพียงคนเดียว ก็มีข้อดี เพราะชาวบ้านเขาเข้าใจ และเห็นว่าเราก็ทำงานเต็มที่ เหนื่อยแต่ก็มีความสุขมาก ประกอบกับทีมงานที่ดี ผมอาจจะใช้คำว่า ครอบครัวชาวโรงพยาบาลเทพาที่เป็นกัลยาณมิตร จึงฝ่าฟันผ่าช่วงเวลา 2 ปีนั้นมาได้ ”

ก้าวสู่ปีที่ 5 ของการทำงาน นพ.สุวัฒน์ได้ทดลองความจริงด้วยการไปทำงานในโครงการปฏิรูประบบบริการสาธารณสุข ที่ศูนย์แพทย์ชุมชนเมืองพระนครศรีอยุธยา สิ่งที่ได้มาหลัก คือ แนวคิด เวชปฏิบัติครอบครัว กระบวนทัศน์ การจัดบริการ การบูรณาการงาน เพื่อเกิดสมดุลระหว่างพึ่งบริการและพึ่งตนเอง เมื่อทำงานโครงการอยุธยาได้ 2 ปี ก็เริ่มค้นพบบางอย่าง จึงได้กลับมาบ้านนอกที่เทพาซึ่งถูกจริตมากกว่า นำรูปแบบอยุธยามาประยุกต์ใช้จัดระบบการบริการปฐมภูมิ (Primary Care) ในชนบท โดยการมีส่วนร่วมจากชุมชน (Community Participation)

อีกประสบการณ์หนึ่งของคุณหมอสุวัฒน์คือ การได้ทำงานในชมรมแพทย์ชนบทตั้งแต่ปี 2537 โดยเฉพาะในปี 2541-2542 ได้มีโอกาสทำหน้าที่ประธานชมรมแพทย์ชนบท สานต่อเกียรติภูมิของชมรมแพทย์ชนบทมีประวัติการทำงานมาร่วม 30 ปี โดยเฉพาะการเกาะติดตามผลการสอบสวนในกรณีทุจริตยา ที่สามารถเอาผิดกับนักการเมืองระดับชาติ ถึงขั้นเข้าคุกเข้าตะรางเป็นกรณีศึกษาให้กับคนรุ่นหลังได้เป็นอย่างดี

ชีวิตในชนบททำให้ได้มีโอกาสพบเห็นสิ่งต่างๆ มากมาย ท่ามกลางความงดงามของธรรมชาติ ผมพบว่า “คนชนบทขาดโอกาส” โอกาสที่จะเข้าถึงบริการ เข้าถึงข้อมูลข่าวสาร ขาดความเท่าเทียม ขาดการเหลียวแลจากรัฐ หรือไม่ก็มีแต่การเอื้ออาทรอย่างแอบแฝง ยามที่คนชนบทตะโกนร้องขอ เขาก็ถูกดูถูกว่าเป็นพลเมืองชั้นสอง การศึกษาน้อย เสื้อผ้าก็ซอมซ่อ พูดจาไม่มีหางเสียง หนำซ้ำยังถูกตราหน้าว่าเป็นพวกยากจนข้นแค้น มีแต่ขอไปวันๆ “

คำตอบของ นพ.สุวัฒน์ที่ยังอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนจนถึงทุกวันนี้ก็เพราะ “คนในชนบทไม่ขาดน้ำใจ” ทุกครั้งของความเครียดจากการทำงาน ความรู้สึกที่ท้อแท้ พลันที่เราก้าวย่างไปในหมู่บ้าน ชุมชน ชาวบ้านเขาได้มอบความจริงใจและน้ำใจให้เราอย่างสุจริตใจ กล้วยน้ำหว้าหวีใหญ่ ทุเรียน หอยสดๆ ที่งมได้ (ในขณะที่คนงม ต่อมาเป็นหูอักเสบเรื้อรัง) เหล่านี้คือภาพความประทับใจ สร้างพลัง ชาร์ตแบตเตอรี่ขึ้นมาใหม่

คุณหมอสุวัฒน์กล่าวว่า “จุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้ทำงานในชนบทได้อย่างมีความสุข คือความดีของผู้คน ความดีงามของชาวชนบท ความอบอุ่นของครอบครัว กำลังใจจากเพื่อนร่วมงานและกัลยาณมิตร แม้เป็นเพียงจุดเล็ก ฟันเฟืองตัวน้อยๆ ของสังคม แต่ก็ด้วยความเชื่อมั่นและศรัทธาว่า การทำงาน คือความดีที่หล่อเลี้ยงชีวิต”

ปฏิรูปโครงสร้างการบริการปฐมภูมิด้วย GIS

โรงพยาบาลเทพาตั้งอยู่ในหมู่ที่ 5 ตำบลเทพา ซึ่งอยู่ค่อนไปทางด้านทิศใต้ของตัวตำบล ไม่ได้อยู่ในเขตเทศบาลที่เป็นศูนย์กลางของอำเภอเทพา ดังนั้นเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการปฐมภูมิ ได้อย่างสอดคล้องกับสภาพภูมิศาสตร์และการเดินทางให้มากขึ้น ทางเครือข่ายบริการปฐมภูมิ (CUP) เทพา ได้มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่การบริการปฐมภูมิขึ้นใหม่ทั้งอำเภอ จากการแบ่งพื้นที่ตามเขตการปกครองมาแบ่งพื้นที่ตามภูมิศาสตร์สารสนเทศ (GIS)

นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจกล่าวว่า “GIS เป็นเรื่องสำคัญที่พูดง่าย แต่ทำยาก เพราะพอทำจริง นายอำเภอและ อบต.ต้องยอมรับและรับรู้ พอทำไปแล้วจะพบว่ามีปัญหารอยต่อระหว่างอำเภอด้วย ซึ่งในที่สุดก็ต้องไปเชื่อมระบบบริการกับอำเภอข้างเคียง”

ภายหลังการจัดพื้นที่การให้บริการปฐมภูมิใหม่ตามแนวทาง GIS ฝ่ายเวชปฏิบัติครอบครัวโรงพยาบาลเทพา ได้รับพื้นที่บริการเข้ามาดูแลเพิ่มขึ้นอีก 5 หมู่บ้าน กล่าวคือ นอกจาก 7 หมู่บ้านของตำบลเทพาแล้ว ยังต้องดูแล หมู่ที่ 4 ,6 ตำบลปากบาง และ หมู่ที่ 4,10,13 ตำบลลำไพล รวมเป็น 12 หมู่บ้าน เนื่องจากสภาพการเดินทางและภูมิศาสตร์แล้ว หมู่บ้านทั้ง 5 แห่งนั้นมีวัฒนธรรมและความสะดวกในการมาใช้บริการที่โรงพยาบาลเทพามากกว่าสถานีอนามัยในตำบล

จนถึงปัจจุบันได้มีการตั้งคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวขึ้นในพื้นที่ตำบลเทพาที่โรงพยาบาลรับผิดชอบแล้วรวม 3 คลินิก คือ

  1. คลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวที่ 1 ซึ่งตั้งอยู่ในเขตเทศบาล นับเป็นคลินิกเวชฯแห่งแรกที่ตั้งขึ้น เปิดให้บริการในปี 2541 ดูแลพื้นที่ 4 หมู่บ้าน มีเจ้าหน้าที่รวม 3 คน ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนในเขตเทศบาล สามารถให้บริการจนลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเดินทางมารับบริการที่โรงพยาบาลเทพาได้พอสมควร ในปัจจุบันได้มีการเปิดคลินิกนอกเวลาราชการในช่วง 16.00-20.00 น.ด้วย เพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชน แต่เป็นการให้บริการตรวจรักษาโดยพยาบาลประจำคลินิก ไม่ใช่แพทย์ ซึ่งก็ได้รับการยอมรับจากชุมชนเป็นอย่างมาก

  2. คลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวที่ 2 เพิ่งจัดตั้งขึ้นมาหลังสุดคือในปี 2546 ดูแลพื้นที่หมู่ที่ 2 ,7 ตำบลเทพาและหมู่ที่ 4 ตำบลปากบาง มีเจ้าหน้าที่รวม 4 คน ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจ ที่จะขอกล่าวโดยละเอียดต่อไป

  3. คลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวที่ 3 ตั้งอยู่ภายในโรงพยาบาลเทพา ได้เปิดให้บริการในปี พ.ศ.2546 ดูแลพื้นที่หมู่ที่ 5,6,8 ตำบลเทพาและหมู่ที่ 4 ,10,13 ตำบลลำไพล มีเจ้าหน้าที่รวม 4 คน

การบริหารจัดการของ PCU โรงพยาบาลนั้น พึ่งพาระบบของโรงพยาบาลเทพาเต็มรูปแบบ เช่น จะมีเจ้าหน้าที่การเงินจากโรงพยาบาลเทพามาตรวจรับเงินในช่วงบ่าย พร้อมนำวัสดุสิ้นเปลืองหรือของส่งนึ่งต่างๆ ที่ขอเบิกไว้มาส่ง และรับขยะติดเชื้อกลับไปทำลายที่โรงพยาบาล ทำให้ PCU ของโรงพยาบาลสามารถจัดบริการการทำงานได้ลงตัวกว่า PCU ที่เป็นสถานีอนามัย ก็เพราะ PCU ของโรงพยาบาลนั้นเน้นบริการ เป็น Service Based มากกว่า มีภาระในด้านธุรการ การเงิน พัสดุน้อยมาก ในขณะที่ PCU ที่เป็นสถานีอนามัยนั้นมีทั้งงานธุรการ งานด่วนจาก สสอ.งานนโยบายจากนายอำเภอเป็นต้น ทำให้โอกาสในการให้เวลากับการลงชุมชนลดลงไป

กล่าวได้ว่า การจัดพื้นที่การให้บริการใหม่ตามแนวคิด GIS เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญยิ่งของการจัดบริการที่สอดคล้องกับแนวคิดการบริการปฐมภูมิที่เน้นการบริการที่มีผู้ป่วยและชุมชนเป็นศูนย์กลาง เป็นเสมือนการเตรียมแบ่งแปลงดินให้ดีเพื่อดอกไม้ปฐมภูมิจะได้งอกงามด้วยความงดงาม

PCU 2 เส้นทางคุณภาพของบริการปฐมภูมิ

ก่อนจัดตั้งคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวบ้านปากบางหรือเรียกสั้นๆ ว่า PCU2 ซึ่งเริ่มเปิดให้บริการเมื่อเดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2546 เป็นต้นมา เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการด้านสุขภาพมากขึ้น ในครั้งแรกที่เปิดบริการได้ใช้อาคารบ้านพักของกรมประมงที่สร้างไว้ในพื้นที่แต่ไม่ได้ใช้การใดๆ นำมาปรับปรุงเป็นคลินิกบริการแล้วจึงเปิดให้บริการแก่ประชาชน เมื่อเปิดคลินิกเวชฯ 2 ประชาชนในพื้นที่ต่างดีใจมาก มาใช้บริการที่คลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวบ้านปากบางประมาณ 50 – 70 คน / ครึ่งวันเช้าที่ให้บริการ ทำให้ประสบปัญหาพื้นที่คับแคบ ที่นั่งรอตรวจไม่เพียงพอ ตั้งแต่เริ่มให้บริการ

3 เดือน หลังเปิดให้บริการ ชมรม อสม.และประชาชนในพื้นที่ได้จัดกิจกรรมทำบุญและเลี้ยงขนมจีนเพื่อขอรับบริจาคเงินต่อเติมอาคารเป็นที่นั่งรอตรวจสำหรับผู้ป่วยและญาติ ได้เงินบริจาคมากว่า 3 หมื่นบาท และได้ย้ายมาปรับปรุงอาคารของกองทุนหมู่บ้าน ซึ่งอยู่ใกล้กัน โดยได้อาศัยช่างในหมู่บ้านช่วยกันซ่อมแซม สำหรับทางโรงพยาบาลได้สมทบเงินทุนปรับปรุงอีกกว่าแสนบาท จนสิงหาคม 2547 ก็ได้ย้ายสำนักงานมาอยู่แห่งใหม่ ที่มีลักษณะความพร้อมที่เป็นสถานบริการสาธารณสุขมากยิ่งขึ้น

อย่างไรก็ตาม ชุมชนยังคิดที่จะพัฒนา PCU ของเขาต่อไป โดยวางแผนที่จะสร้างรั้วในอนาคต เนื่องจากในปัจจุบันไม่มีรั้ว ทำให้แพะจะเข้ามากินต้นไม้ที่ปลูกไว้ จนไม่สามารถปลูกต้นไม้เพื่อสร้างความร่มรื่นและสวยงามแก่ตัวอาคารและสถานที่ได้

เจ้าหน้าที่ประจำ PCU ที่มี 3 คน จะแบ่งหมู่บ้านรับผิดชอบคนละ 1 หมู่บ้าน ในส่วนของการให้บริการที่คลินิกของเจ้าหน้าที่นั้นทั้ง 3 คน สามารถทำหน้าที่แทนกันได้ตลอด โดยให้บริการเฉพาะวันราชการเท่านั้น ยังไม่มีบริการนอกเวลาเนื่องจากเจ้าหน้ามีจำนวนจำกัด ช่วงเช้าเจ้าหน้าที่ทุกคนจะให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในคลินิกบริการ ในช่วงบ่ายปิดคลินิกบริการ แต่จะให้บริการติดตามดูแลเยี่ยมบ้านผู้ป่วย ทำกิจกรรมในชุมชน หรือจัดการข้อมูลรายงาน

นอกจากนี้ยังมีความพยายามที่จะช่วยเหลือกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ เช่น คนยากจนในชุมชน โดยทาง PCU ได้จ้างชาวบ้านซึ่งมีฐานะยากจนรายหนึ่งให้รับหน้าที่มาดูแลทำความสะอาดบริเวณรอบๆ คลินิก เพื่อช่วยให้มีรายได้เสริมในการเลี้ยงชีพ

เยี่ยมบ้าน พลานุภาพแห่ง Primary Care

โรงพยาบาลเทพาเป็นโรงพยาบาลหนึ่งที่ใช้กลยุทธการเยี่ยมบ้านเป็นกลไกหลักในการดูแลสุขภาพประชาชนเชิงรุกในระบบปฐมภูมิ ประสบการณ์ที่น่าภาคภูมิใจของเจ้าหน้าที่ใน PCU เช่นกรณีของผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีก เพศชาย อายุ 45 ปี เดินไม่ได้ ผู้ป่วยเป็นผู้หารายได้เลี้ยงครอบครัว ทำให้ผู้ป่วยไม่มีกำลังใจที่จะรักษา ไม่ยอมมาโรงพยาบาล แม้เจ้าหน้าที่ PCU ที่ไปเยี่ยมบ้านในช่วงแรกจะให้เหตุผลทางการแพทย์อย่างไรก็ปฏิเสธ เจ้าหน้าที่ PCU จึงขออนุญาตไปดูแลที่บ้าน วัดความดัน ให้คำแนะนำและกำลังใจ สอนการทำกายภาพบำบัดและให้ญาติช่วยทำกายอุปกรณ์พื้นฐาน ในที่สุดผู้ป่วยก็ยินยอมเดินทางไปรับบริการที่โรงพยาบาลเทพา และได้รับการส่งต่อไปยังโรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่จนอาการดีขึ้น ปัจจุบันสามารถเดินได้ โดยใช้ไม้เท้าค้ำยัน และทำงานบ้านได้พอสมควร ผู้ป่วยยิ้มแย้มแจ่มใส ครอบครัวมีความหวัง เจ้าหน้าที่ PCU รู้สึกภาคภูมิใจ

การเข้าไปเยี่ยมบ้านอย่างสม่ำเสมอ ดูแลด้วยความเอาใจใส่และรอยยิ้ม ทำให้ผู้ป่วยและครอบครัวเกิดศรัทธา เกิดกำลังใจที่จะรักษาและทำให้ผู้ป่วยเปลี่ยนจากผู้ทุพพลภาพที่สิ้นหวังมาเป็นหัวหน้าครอบครัวที่กำลังฟื้นฟูสภาพอย่างมีความหวัง

หรือกรณีเด็กผู้หญิงอายุ 3 ปี มาตรวจที่คลินิกด้วยอาการไข้หวัด ประเมินภาวะโภชนาการอยู่ในเกรด 3 คือขาดสารอาหารรุนแรง การแก้ปัญหาเบื้องต้นคือการแจกจ่ายนมให้กับแม่ของเด็ก แต่เมื่อเยี่ยมบ้านพร้อมประเมินซ้ำ พบว่าน้ำหนักยังไม่เพิ่มขึ้น และที่บ้านมีเด็กๆ หลายคน แต่ละคนก็ผอม แม่จึงได้แบ่งนมที่ได้รับแจกไปให้กับลูกคนอื่นด้วย ทำให้เด็กขาดสารอาหารคนนี้ได้รับนมไม่เพียงพอ

ทาง PCU จึงดำเนินการแก้ปัญหาด้วยการสอนแม่เรื่องการทำอาหารให้เหมาะสมในราคาประหยัด และให้บุตรคนเล็กที่ขาดสารอาหารระดับ 3 นั้นมารับนมและกินไข่ที่ PCU ทุกวันและให้กินต่อหน้าเจ้าหน้าที่ เลียนแบบการกินยารักษาวัณโรคแบบ DOTS จนปัจจุบันเด็กแข็งแรงขึ้น เหลือเพียงภาวะขาดสารอาหารระดับ 1 กลวิธีแบบ DOTS นั้นเป็นกลวิธีสากล ไม่เฉพาะกับผู้ป่วยวัณโรคเท่านั้น แต่ใช้กับเด็กขาดสารอาหารก็ได้

การเยี่ยมบ้านเป็นกระบวนการหลักที่สำคัญยิ่งในการสร้างตัวตนและศรัทธาต่อความเป็นสถานบริการปฐมภูมิ ทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจผู้ป่วยและชุมชน สามารถช่วยแก้ปัญหาได้ในมิติที่เป็นองค์รวมมากขึ้น ทำให้ PCU ที่เป็นเพียงอาคารเล็กๆ เครื่องมืออุปกรณ์มีน้อย อีกทั้งไม่มีแพทย์ให้การดูแลรักษา แต่กลับได้รับศรัทธามากมายจากชุมชน

บทบาทด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะในชุมชน

การดูแลสุขภาพในด้านปฐมภูมิ ไม่ได้ดูแลเฉพาะสุขภาพของบุคคลและครอบครัวเท่านั้น แต่ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเช่นการจัดการขยะ ก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่บ้านปากบางเทพาเป็นหมู่บ้านที่มีขยะจำนวนมาก เนื่องจากไม่มีการกำจัดที่ถูกวิธี ไม่มีรถขนขยะไปกำจัด ชาวบ้านทิ้งกันจนขยะกองสูงเป็นภูเขาขยะ คนในชุมชนทุกคนเห็นกองขยะทุกวัน ทุกคนรู้สึกว่า เป็นปัญหาที่แก้ไม่ได้

เจ้าหน้าที่ใน PCU จึงได้จัดทำโครงการชุมชนเข้มแข็งด้วยแรงประชา มีการประชุมตัวแทนชุมชน หารูปแบบการกำจัดขยะ มีการรณรงค์กำจัดขยะในหมู่บ้าน ด้วยการทำ Big Cleaning Day มา 2 ครั้ง แม้จะมีปัญหาในด้านความร่วมมือที่ยังไม่มากพอ คือ มีเฉพาะกลุ่มผู้หญิง ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชุมชนตระหนักในปัญหาเร็วขึ้นคือการลงพื้นที่ศึกษาชุมชนของนักศึกษาวิชาชีพต่างๆ ทำให้ชุมชนรู้อายลูกหมอที่เป็นนักศึกษา กว่าจะทำให้ชุมชนเห็นปัญหา จนมีการจัดการขยะนั้นต้องใช้เวลานานเป็นปี

ในที่สุดที่ประชุมประชาคมหมู่บ้านได้ร่วมกันหารูปแบบรวมทั้งกำหนดกิจกรรมต่างๆ เพื่อจัดการขยะ ได้ข้อสรุปว่า จะเช่ารถของเทศบาลมาเก็บขยะทุกสัปดาห์ เพราะ อบต.เองนั้นยังไม่มีรถเก็บขยะ โดย อบต.จะให้การสนับสนุนงบประมาณร่วมกับการเก็บค่าขยะจากแต่ละบ้าน 5-10 บาท ต่อเดือน โดยให้ อสม.ในโซนนั้นๆ เป็นผู้เก็บมารวบรวมที่ PCU เพื่อนำส่งต่อไป

ที่ PCU ก็ได้มีการนำปล้องบ่อ 2 ลูกมาซ้อนกันเป็นเตาเผาขยะอย่างง่าย เพื่อเป็นตัวอย่างให้ชุมชนเห็นต้นแบบของการจัดการขยะด้วยตนเองไว้ด้วย และในอนาคตจะรณรงค์ในเรื่องการแยกขยะชุมชนต่อไป

บทเรียนของการทำเรื่องการจัดการขยะของ PCU นั้น ทำให้เจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้ถึงบทบาทอีกบทบาทหนึ่งที่สำคัญยิ่งของการแพทย์ปฐมภูมิ ในการดูแลปัจจัยที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพในมิติที่กว้าง ต้องทำงานประสานกับทุกฝ่าย การระดมสมองสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน การชี้แนะทางวิชาการ รวมทั้งการจัดการให้เกิดการขับเคลื่อนเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวในชุมชน ซึ่งเป็นบทบาทใหม่ที่วิชาชีพด้านสุขภาพไม่ถนัดนัก แต่มีความสำคัญอย่างยิ่งในฐานะของที่พึ่งที่ใกล้บ้านใกล้ใจ

น้ำท่วมใหญ่ ไฟใต้ วิกฤตคือบททดสอบที่มีค่า

สถานการณ์ไฟใต้ที่เทพาก็มีเหตุการณ์รุนแรงอยู่บ่อยครั้ง ครั้งล่าสุดเมื่อเดือนมีนาคม 2549 นี้เอง ยามของโรงพยาบาลเทพาเพิ่งถูกยิงบาดเจ็บสาหัสระหว่างขับรถเครื่องกลับบ้าน ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ทางโรงพยาบาลเทพาได้นำหลากหลายกลวิธีมาใช้ในการดูแลความปลอดภัย ทั้งเรื่องการจัดการที่จอดรถ กล้องวงจรปิด การจัดระบบเวรยาม แต่ที่สำคัญที่สุดคือ การทำหน้าที่ในฐานะโรงพยาบาลให้ดีที่สุด เพื่อเป็นภูมิคุ้มกันระยะยาวที่แข็งแรง สร้างศรัทธาเพื่อเอาชนะความรุนแรง ดังนั้นกิจกรรมในชุมชนของโรงพยาบาลก็ยังมีอยู่อย่างสม่ำเสมอ เพียงแต่มีการระแวดระวังมากขึ้น

นอกจากวิกฤตไฟใต้แล้ว เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2543 และที่เพิ่งผ่านมา ปี 2548 ที่คนเฒ่าคนแก่บอกว่าเท่าที่จำความได้ไม่เคยเห็นเหตุการณ์แบบนี้มาก่อน นับเป็นประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของโรงพยาบาลเทพา ในวันที่น้ำท่วมสูงจนเข้าในบริเวณโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่เกือบทุกคนพยายามที่จะเข้ามาที่โรงพยาบาลด้วยสำนึกในภารกิจมากมายจากเหตุอุทกภัย โรงพยาบาลต้องทำอาหารเพื่อเลี้ยงทุกคนไม่ว่าผู้ป่วย ญาติและเจ้าหน้าที่ ญาติผู้ป่วยนั้นก็น่ารักมาก ต่างก็ช่วยกันล้างจาน กวาดทำความสะอาดอาคาร ช่วยทำอาหาร โดยความสมัครใจ ซึ่งเป็นภาพที่งดงามยิ่ง

เมื่อน้ำเริ่มลด เจ้าหน้าที่จะออกช่วยเหลือชาวบ้านกันอย่างเต็มที่ ทุกคนจะสะพายเป้ไว้ ซึ่งมียาหรืออาหารแห้งบรรจุไว้เต็มหลัง ทันตแพทย์ซอแหล๊ะ หมัดยูโส๊ะ เล่าว่า “เมื่อนั่งเรือไปถึงบ้านหลังหนึ่งที่อยู่กลางเวิ้งน้ำกว้าง ชาวบ้านก็บอกว่า หมอเข้ามาเป็นคนแรก แค่เห็นหมอมา ไม่ต้องเอายาเอาข้าวมาฝากก็ดีใจแล้ว” นับเป็นวลีที่เสริมกำลังใจให้กับเจ้าหน้าที่มีพลังสู้ต่อไปเพื่อคนทุกข์คนยาก

วิกฤตน้ำท่วมปี 2548 น้ำท่วมเข้าในระบบประปา ทำให้โรงพยาบาลขาดน้ำสะอาดบริโภค จนทางโรงพยาบาลต้องขอความช่วยเหลือประกาศไปทางวิทยุร่วมด้วยช่วยกัน ปรากฏว่าหลังจากนั้นไม่กี่ชั่วโมง น้ำสะอาดก็ทยอยถูกส่งเข้ามาอย่างไม่น่าเชื่อ จนมีกินเหลือเฟือ

วิกฤตไฟใต้และวิกฤตน้ำท่วม นับเป็นบททดสอบที่สำคัญว่า “โรงพยาบาลเทพา เป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้อย่างแท้จริง”

เรื่องของหมอพรทิพย์ แห่งเทพา

พญ.พรทิพย์ เพชรมณี หรือหมอแอ๊ะ จบสูติแพทย์ในปี 2544 เป็นแพทย์เฉพาะทางน้อยคนที่ตัดสินใจกลับมาทำงานที่บ้านเกิดมาทำงานที่โรงพยาบาลเทพา ในตอนแรกก็ตั้งใจจะมาพัฒนาระบบงานห้องคลอดให้มีศักยภาพมากขึ้น เปิดผ่าตัดเอาเด็กออกทางหน้าท้อง ทำการผ่าตัดมดลูก หรือทำเรื่องรักษาแบบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญให้สมกับความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมา

แต่พอคุณหมอแอ๊ะทำงานไปสักระยะ ระหว่างที่ทำความรู้จักกับชุมชน ทำความคุ้นเคยกับเจ้าหน้าที่ และค้นหาตัวตนของตนเองในการทำงานอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนที่แตกต่างจากโรงเรียนแพทย์อย่างสิ้นเชิง จึงได้ตัดสินใจพักโครงการพัฒนาระบบงานห้องผ่าตัดไว้ก่อน กลับไปจับงานที่ยากที่สุดชิ้นหนึ่ง นั่นคือการดูแลหญิงตั้งครรภ์ หรือ ANC ซึ่งมีปัญหาความแตกต่างของคุณภาพการ ANC มาก อีกทั้งยังมีปัญหานิยมการคลอดกับผดุงครรภ์โบราณ หรือโต๊ะบิดันในวัฒนธรรมมุสลิม Complication หรือผลข้างเคียงในการคลอดก็ยังสูง ความเชื่อค่านิยมในการดูแลหลังคลอด การห้ามกินของแสลงมากมาย การอยู่ไฟ เด็กได้รับวัคซีนไม่ครบ เด็กขาดสารอาหารดูผอมแห้งแรงน้อย และอีกมากมายปัญหา

คุณหมอแอ๊ะจึงกลับไปทำงานด้านสูติศาสตร์ที่ระดับฐานราก ไปจัดทำให้การ ANC ในทุกระดับไม่ว่าสถานีอนามัยหรือโรงพยาบาลชุมชนมีมาตรฐาน มีการอบรมและสร้างกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างแพทย์ พยาบาลกับโต๊ะบิดันในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ด้วยบรรยากาศของการเคารพในศาสตร์และศิลป์ที่ต่างฝ่ายต่างมี ปรับระบบบริการในห้องคลอดให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมมุสลิมที่อ่อนโยนและมีความเป็นหมู่พวก ตั้งคลินิกครรภ์เสี่ยง หรือ คลินิก ANC high risk ขึ้นมา เพื่อรองรับการฝากครรภ์ที่มีความผิดปกติ ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นประดุจคำกล่าวที่ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ ” ซึ่งสิ่งที่คุณหมอแอ๊ะได้กระทำลงไปนั้น ยิ่งใหญ่และเป็นประโยชน์กับคนหมู่มากนับร่วมพันคนต่อปี หากรวมถึงญาติมิตรพี่น้องของหญิงตั้งครรภ์ด้วยแล้ว อาจนับได้กว่าครึ่งหมื่น ที่มีความสุขจากความตั้งใจในการทำงานของสูติแพทย์คนหนึ่ง

แพทย์ประจำ เฟืองอันใหญ่ที่ขับเคลื่อนโรงพยาบาลเทพา

วัฒนธรรมองค์กรแพทย์ของโรงพยาบาลเทพานั้นเป็นจุดแข็งที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาโรงพยาบาลเทพา ได้รับการสานต่อมาอย่างต่อเนื่องจนทุกวันนี้ ที่นี่แพทย์ทุกคนจะมีค่านิยมที่ต้องมาตรวจผู้ป่วยในตึกผู้ป่วยในตั้งแต่ 7.00 น.เพื่อให้ทันกับการไปออกตรวจ OPD ประมาณ 9.00 น. วัฒนธรรมนี้สืบเนื่องมาจากเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ที่มีแพทย์เฉลี่ยเพียง 2-3 คน ภาระการตรวจผู้ป่วยนอกที่แออัด ทำให้แพทย์ทุกคนพร้อมใจกันมาทำงานให้เช้าขึ้น ดูผู้ป่วยในให้เสร็จเพื่อออกตรวจ OPD พร้อมหน้าพร้อมตา แม้ในปัจจุบันจะมีแพทย์ 5-6 คนแล้ว แต่วัฒนธรรมนี้ยังคงอยู่

ช่วงเย็นจะมีการส่งเวรระหว่างแพทย์ประจำตึกผู้ป่วยในกับแพทย์เวรด้วยเสมอ เพื่อให้เกิดการดูแลที่ต่อเนื่อง และที่สำคัญทำให้เกิดกระบวนการปรึกษาหารือกันในหมู่แพทย์ รุ่นพี่ได้คุยกับรุ่นน้อง ความสัมพันธ์ในหมู่แพทย์เป็นไปอย่างอบอุ่น การส่งเวรเป็นระบบเช่นเดียวกับที่มีในโรงเรียนแพทย์ แต่หาได้ยากยิ่งในระดับโรงพยาบาลชุมชน

แพทย์ประจำที่เทพา จะได้รับมอบหมายหน้าที่รับผิดชอบกันทุกคน เพื่อให้มีส่วนร่วมในการนำศักยภาพอันมากมายของแพทย์มาใช้ในการพัฒนาโรงพยาบาล เช่น พญ.ผ่องพรรณ ถนอมศรีมงคล รับบทบาทในการดูแลระบบบริการปฐมภูมิทั้งส่วนของ PCU และสถานีอนามัย พญ.พรทิพย์ เพชรมณี ดูเรื่องอนามัยแม่และเด็ก พญ.กนกกาญจน์ แผ่ผล ดูเรื่องกลุ่มผู้ป่วยเฉพาะ เช่น วัณโรค ยาเสพติด เอดส์ เป็นต้น

แพทย์ทุกคนที่นี่มีวัฒนธรรมการโทรปรึกษาcase ที่ซับซ้อน กับอาจารย์แพทย์ในมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ทำให้ผู้ป่วยหลายรายได้รับการรักษาที่เหมาะสมโดยไม่ต้องส่งต่อ เช่นกรณี case ผู้ป่วยเบาหวานและติดเชื้อ meliodosis ซึ่งก็ได้รับการรักษาจนหายที่เทพา ผู้ป่วยและญาติมีความสุข แพทย์เองก็ได้เพิ่มพูนความรู้ นับเป็นกระบวนการเรียนรู้เพื่อการการศึกษาต่อเนื่องที่แท้จริง

เมื่อแพทย์ได้มีโอกาสในการทำงานร่วมกับวิชาชีพอื่นๆ จนเป็นทีมเดียวกัน ทำให้ช่องว่างความห่างเหินของแพทย์จากเจ้าหน้าที่อื่นมีช่องว่างลดลง เจ้าหน้าที่กล้าทักแพทย์ หากไม่แน่ใจในคำสั่งที่ให้การรักษา แพทย์เองก็กล้าขอความเห็นจากเจ้าหน้าที่วิชาชีพอื่น เช่น ปรึกษาเรื่องการใช้ยาสลบจากพยาบาลดมยาเป็นต้น ความเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพของโรงพยาบาลเทพานั้นมีจุดเด่นอย่างยิ่งที่แพทย์เป็นหนึ่งในทีมงานด้วยในแทบทุกกิจกรรมของโรงพยาบาล

เชิญหมอตำแยเข้าห้องคลอด ผสานพลังสองวัฒนธรรม

ในวัฒนธรรมมุสลิมมีข้อห้ามเรื่องการวางแผนครอบครัว จึงมีการตั้งครรภ์และการคลอดทารกซึ่งเป็นการเพิ่มจำนวนสมาชิกในบ้านอยู่บ่อยครั้ง รวมทั้งประเด็นที่หญิงตั้งครรภ์นิยมฝากท้องกับหมอตำแย หรือ “โต๊ะบิดัน” ในภาษายาวี โดยที่ส่วนหนึ่งไม่พึ่งบริการในระบบสาธารณสุขเลย

นพ.สุวัฒน์ วิริยพงษ์สุกิจ กล่าวถึงเรื่องนี้ว่า เดิมวิธีคิดแบบสาธารณสุขเคยปฏิเสธวิธีการดูแลของหมอตำแย และห้ามไม่ให้หญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภที่โรงพยาบาลไปพึ่งพาหมอตำแย แต่หลังจากได้มีโอกาสสำรวจวิธีคิดและวิธีปฏิบัติของหมอตำแยแล้ว ทำให้ต้องเปลี่ยนความคิดใหม่ว่า โรงพยาบาลและศูนย์สุขภาพชุมชนควรจะทำงานร่วมกับโต๊ะบิดันเหล่านี้

การฝากครรภ์นั้นเพื่อให้มีคนดูแล มีคนแนะนำการตั้งครรภ์ ซึ่งแม้ว่าการคลอดเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่สิ่งสำคัญก็คือ การตรวจหาความผิดปกติในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งการแพทย์ตะวันตกมีความชัดเจนกว่า โรงพยาบาลจึงพยายามเติมความรู้ความเข้าใจให้เขา

แต่ข้อดีของโต๊ะบีดันคือ เขามีความผูกพันกับชาวบ้าน ในแง่สังคม จิตใจ เพราะเขารู้จักตั้งแต่ต้นตระกูล เขาจึงเป็นที่เคารพรักศรัทธาของชาวบ้าน หรือ การนวดที่ชาวบ้านเรียกปรับมดลูก คลำท้อง มันก็ไม่ได้ถึงขั้นรุนแรงถึงกับไปพลิกท่าเด็ก แต่เป็นเรื่องที่ดี เช่น การกำลังใจ การนวด

โรงพยาบาลเทพาจึงอนุญาตให้หมอตำแยเข้าไปให้กำลังใจหญิงตั้งครรภ์ในห้องคลอด หรือหลังคลอดหมอตำแยก็ยังสามารถเข้าไปช่วยนวดเพื่อให้น้ำนมแม่ไหลได้เช่นกัน โดยโต๊ะบิดันเหล่านั้นได้ผ่านกระบวนการพูดคุยทำความเข้าใจกับทีมงานแพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลมาก่อนแล้ว ทั้งยังได้รับการสนับสนุนอุปกรณ์การทำคลอดที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้ว ผ่านทางศูนย์สุขภาพชุมชนในพื้นที่ เพื่อการดูแลหญิงตั้งครรภ์กรณีทำคลอดฉุกเฉินด้วย

การนำวัฒนธรรมชุมชนมาปรับประยุกต์เข้ากับงานสาธารณสุขนั้น นับเป็นหัวใจประการหนึ่งของงานสร้างสุขภาพตามแนวคิดของการจัดบริการปฐมภูมิ ซึ่งจะทำให้เจ้าหน้าที่ที่เติบโตมากับแนวคิดการดูแลสุขภาพแบบตะวันตกและทัศนะการดำเนินชีวิตแบบพื้นบ้านนั้นหลอมรวมเข้าใกล้กันมากขึ้น วันนี้ความครอบคลุมด้านการฝากครรภ์และการตรวจพบความผิดปกติขณะตั้งครรภ์เพิ่มขึ้น รวมทั้งการคลอดที่โรงพยาบาลก็เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังส่งผลให้ความครอบคลุมของการได้รับวัคซีนของเด็กอายุ 0-5 ปีเพิ่มขึ้นด้วย

วิจัยระดับชาติ เราก็ทำได้ ไม่แพ้ใคร

อำเภอเทพาเป็นพื้นที่ 1 ใน 5 ของประเทศไทย ในการทำการศึกษาวิจัยระยะยาว “จากครรภ์มารดาสู่อนาคต” ตั้งแต่ปี 2543 จนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นการศึกษาติดตามสถานภาพ พลวัต ของการพัฒนาการของเด็กทุกคนที่เกิดในช่วง 17 พฤษภาคม 2544 ถึง 16 พฤษภาคม 2545 เป็นกลุ่มตัวอย่างที่จะติดตามต่อเนื่องไปในระยะยาวตั้งแต่เมื่อมารดาตั้งครรภ์ แรกคลอด ติดตามเป็นระยะๆ จนกระทั่งครบ 24 ปี โดยจะมีการเก็บข้อมูลทุกด้าน ไม่ว่าความเชื่อ การฝากครรภ์ การรับบริการ การเจ็บป่วย วิถีชีวิต การกินการอยู่การนอน ซึ่งถือได้ว่าเป็นการศึกษาครั้งแรกในประเทศไทยและในโลก

ผลการศึกษาวิจัย ในช่วงเวลา 5 ปีที่ผ่านมา ได้ก่อให้เกิดองค์ความรู้ การขับเคลื่อนนโยบายทางด้านการดูแลสุขภาพแม่และเด็ก ทั้งในระดับชาติ และพื้นที่ เกิดการเคลื่อนไหวของประชาคมสุขภาพในพื้นที่

จาการศึกษาพบว่า ยาเสริมธาตุเหล็กที่ให้หญิงตั้งครรภ์ไปนั้น มีถึง 27% ที่ไม่กินเลย แต่หลายคนในจำนวนนั้นก็ไม่ได้มีภาวะซีด ทั้งนี้เพราะเขากินปลากะตัก (ปลาจิงจัง หรือปลาเล็กปลาน้อย) อย่างสม่ำเสมอ ทำให้ได้ทั้งธาตุเหล็กและแคลเซียมด้วย

และจากการตรวจอุจจาระหาไข่พยาธิในหญิงมีครรภ์ พบว่าหญิงมีครรภ์ที่เทพามีพยาธิในร่างกายมากถึง 30% ในขณะที่ประชากรทั่วไปพบพยาธิเพียง 10% เท่านั้น ส่วนใหญ่มีพยาธิหลายชนิดปะปนกัน การให้กินยาถ่ายพยาธิ Albendazole ในหญิงตั้งครรภ์อาจเป็นแนวทางปกติสำหรับการดูแลหญิงมีครรภ์ในอนาคต

และจากโครงการวิจัย โรงพยาบาลเทพาได้มีกิจกรรมที่เป็นพวงจากโครงการวิจัยหลายกิจกรรม เช่น การประกวดของเล่นพื้นบ้าน การรวบรวมภูมิปัญญาพื้นบ้านในการดูแลสุขภาพแม่และเด็ก เป็นต้น

โรงพยาบาลเทพาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า หากมีระบบการสนับสนุนที่ดี โรงพยาบาลชุมชนสามารถเป็นฐานในการทำวิจัยได้เป็นอย่างดี เป็นฐานในการหาความจริงในมิติที่บูรณาการไม่เฉพาะมิติสุขภาพกาย แต่ผสมผสานด้วยมิติด้านจิตใจ ด้านสังคมวัฒนธรรม ซึ่งสามารถนำผลการวิจัยไปใช้แก้ปัญหาสุขภาพได้อย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

หลากหลายกิจกรรมสุขภาพนอกตำราฝรั่ง

โรงพยาบาลเทพาเป็นโรงพยาบาลหนึ่งที่มีความเคลื่อนไหวขยันจัดกิจกรรมหลากหลายรูปแบบ เพื่อตอบสนองปัญหาและความต้องการของพื้นที่

การทำสุนัตหมู่ เพื่อขลิบหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศของเด็กชายมุสลิมเป็นกิจกรรมที่มีขึ้นทุกปีจนปีนี้เป็นปีที่ 9 ติดต่อกัน จากในปีแรกๆ ที่โรงพยาบาลต้องเป็นแกนหลักทั้งในด้านการจัดการ งบประมาณและการประสานงาน จนในระยะ 3 ปีหลังนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มารับบทบาทเหล่านี้แทน แสดงถึงการสร้างให้เกิดหุ้นส่วน (Partnership) ด้านสุขภาพอย่างที่ในตำราเขียนให้เห็นจริงในชุมชน

โรงพยาบาลเทพาได้เชิญทีมมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาประชาชนมาผ่าตัดต้อกระจกในแก่ประชาชนในอำเภอเทพาไป 1 ครั้งเมื่

โรงพยาบาลละงู จังหวัดสตูล คำตอบ ณ โรงพยาบาลชุมชน
โดย Admin on January,11 2011 22.10

โรงพยาบาลละงู จังหวัดสตูล คำตอบ ณ โรงพยาบาลชุมชน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกันยายน-ตุลาคม 2550

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

และหนังสือโรงเรียนแพทย์ชนบท ในสถานการณ์ไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (กันยายน 2550)

โรงพยาบาลละงู จังหวัดสตูล เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลชุมชนที่โดดเด่นที่สุดในจังหวัดสตูล รวมถึง 5 จังหวัดชายแดนภาคใต้ อำเภอละงู ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของตัวจังหวัด เป็นอำเภอริมทะเลที่เป็นพื้นที่เศรษฐกิจที่สำคัญของสตูล เป็นที่ตั้งของท่าเรือปากบารา ท่าเรือใหญ่ทางฝั่งอันดามัน นอกจากจะเป็นประตูสู่เกาะตะรูเตาแล้ว ยังเป็นท่าเรือพาณิชย์ที่สำคัญของสินค้าด้านการประมง และในอนาคต ท่าเรือปากบาราจะได้รับการขยายเพื่อรองรับสะพานเศรษฐกิจสตูลสงขลา เพื่อเชื่อมอันดามันเข้ากับอ่าวไทย เป็น land-bridge ที่มีท่าเรือปากบาราที่อำเภอละงู จังหวัดสตูลและท่าเรือจะนะ ที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นประตูเชื่อมสองมหาสมุทรเข้าด้วยกัน

อำเภอละงูมีประชากร 66,000 คน 6 ตำบล 61 หมู่บ้าน 10 สถานีอนามัย ประชากรประมาณร้อยละ 85 นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่มีอาชีพทำสวนยางและการประมง อยู่ห่างจากตัวจังหวัด 54 กิโลเมตร

สำหรับโรงพยาบาลละงู พัฒนาจากสถานีอนามัยชั้นหนึ่งมาก่อตั้งเป็นโรงพยาบาล 10เตียงเมื่อปี พ.ศ. 2510 เดิมอยู่ที่หมู่ที่ 3 ตำบลกำแพง แต่ประสบปัญหาน้ำท่วมขังและสถานที่คับแคบจึงย้ายมาตั้งที่บ้านควนฟ้าแลบ หมู่ที่ 6 ตำบลกำแพง พร้อมกับยกฐานะเป็นโรงพยาบาล 30 เตียงเมื่อปี พ.ศ. 2536 ต่อมาขยายเป็นโรงพยาบาล 60 เตียง เมื่อปี พ.ศ. 2543 มีผู้อำนวยการมาแล้วทั้งสิ้น 17 คน แต่คนที่อยู่ทนและนานที่สุด คือ ผู้อำนวยการคนปัจจุบัน นพ.ปวิตร วณิชชานนท์ หรือ “หมอหมู” ซึ่งเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่อเนื่องมา 14 ปีจนถึงปัจจุบัน

ปัจจุบันโรงพยาบาลละงูได้ถูกจัดวางให้เป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิระดับกลาง คือจะมีแพทย์เฉพาะทางสาขาหลักคือสูติ-ศัลย์-อายุรกรรม-เด็ก ครบทั้ง4 สาขาในอนาคต แต่ในปัจจุบันมีแพทย์ทั้งสิ้น 6 คน คือ ผู้อำนวยการ แพทย์ประจำ 4 คน และอายุรแพทย์ 1 คน มีพยาบาลวิชาชีพ 62 คน มีเจ้าหน้าที่รวมทั้งสิ้น 165 คน

ด้วยจังหวัดสตูลเป็นจังหวัดที่มีความสงบ ไม่มีเหตุรุนแรงจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ แม้ว่าในแผนที่ของฝ่ายขบวนการแบ่งแยกดินแดนจะรวมเอาจังหวัดสตูลทั้งจังหวัดเข้าไว้เป็นพื้นที่เป้าหมายด้วยก็ตาม ทำให้โรงพยาบาลละงูมีโอกาสในการพัฒนาโรงพยาบาลและทำงานในชุมชนได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องพะวงหรือทุ่มเทกำลังไปกับเรื่องความปลอดภัยเหมือนเช่นโรงพยาบาลใน 3 จังหวัดชายแดนใต้

หมอปวิตรกับ 17 ปี ที่ละงู

คุณหมอปวิตร วณิชชานนท์ ได้เขียนบทความลงในหนังสือแพทย์ดีเด่นในชนบทในโอกาสที่ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของกองทุนนายแพทย์กนกศักดิ์ พูลเกษร ในมูลนิธิแพทย์ชนบท เมื่อปี พ.ศ.2548 ซึ่งเนื้อหาในบทความชิ้นนั้นได้สะท้อนตัวตนของคุณหมอปวิตรได้เป็นอย่างดี จึงขอตัดตอนมาลงในบทความชิ้นนี้อีกครั้งดังนี้

“ปวิตร เธอเรียนจบแล้วจะไปอยู่ไหน ?”

หมู่ นายจะไปใช้ทุนที่ไหนเนี่ย?

หมู่ เค้าจะไปเป็น นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เหมือนพ่อ

หมู่ ลูกจะไปอยู่สตูลจริงๆเหรอ?

นี่คือคำถามยอดฮิตในช่วงเดือนมกราคมถึงเมษายน 2534 สำหรับผมที่จะต้องตอบทั้งอาจารย์คณะแพทย์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ เพื่อนๆ ร่วมคณะ และพ่อ แม่

ซึ่งคำตอบของผมก็คือตอบว่า จะไปอยู่โรงพยาบาลอำเภอ ไปอยู่กับชาวบ้าน ไปอยู่กับธรรมชาติ แต่ในช่วงเวลานั้นก็ไม่ได้คิดว่าตนเองจะอยู่โรงพยาบาลอำเภอหรือโรงพยาบาลชุมชนในปัจจุบันได้นานขนาดนี้

หลังจากจบแพทยศาสตร์บัณฑิตจากคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ นั้นผมก็ขึ้นไปจับฉลากเลือกจังหวัดที่จะใช้ทุนที่กรุงเทพ ซึ่งผมก็เลือกจังหวัดสตูลเป็นอันดับ 1 และเป็นไปตามคาดคือ มีผมลงคนเดียวโดยไม่ต้องแย่งกับใครตั้งแต่รอบแรก จากนั้นก็รีบมารายงานตัววันที่ 4 เม.ย.2534 ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดสตูล โดยมีเพื่อนทุนแพทย์ชนบท มาด้วย 1 คน รวมเป็น 2 คน

2 ปีแรกของการทำงานก็เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลท่าแพ (ซึ่งตอนนั้นเป็นโรงพยาบาลสาขาของโรงพยาบาลละงู และเป็นแพทย์ประจำโรงพยาบาลละงูด้วย พอปี 2536 ก็เข้ารับตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลละงู ซึ่งขณะนั้นก็คิดว่าไปอยู่ก่อนแล้วในอนาคตค่อยขยับขยาย ก้าวหน้าไปเป็นนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด หรือ ย้ายเข้ากระทรวงเพื่อก้าวหน้าต่อไปเป็นปลัดกระทรวง (แค่ความคิดถึงความเป็นไปได้ แต่ไม่ใช่ความหวัง)

ปวิตร มาอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดไหม?

ปวิตร มาช่วยผมที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดได้แล้ว

หมู่ ย้ายกลับบ้านได้แล้ว

หมู่ เมื่อไหร่จะย้ายกลับมาสงขลา?

ปวิตร มาช่วยผมที่กระทรวงหน่อยสิ

ปวิตร สนใจไปเป็นผู้อำนวยการ สวรส. ภาคใต้ไหม?

ปวิตรมาอยู่กับผมที่กระทรวงมา เอา C9 ไหม?

ปวิตร การผูกพันกับสถานที่ การยึดติดมากมันไม่ดีนะ อย่าปิดกั้นความก้าวหน้าของตัวเอง

คำถามเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากผู้อาวุโส อาจารย์ที่ผมให้ความเคารพและครอบครัวที่รัก ซึ่งคำตอบที่ได้จากผมก็จะเป็นแนวทางเดียวกัน คือ ขออยู่ทำงานก่อนครับ คิดว่ายังมีอะไรต้องพัฒนาอีกครับ มัสยิดส่งเสริมสุขภาพยังไม่เสร็จครับ ขอบคุณครับ ไว้โอกาสหน้านะครับ ผมอาจจะค่อยไปรบกวนอาจารย์ครับ

ตอนนี้ตอบได้ว่าผมพอใจและมีความสุข มีความอิ่มใจในสิ่งดีๆ ที่ได้ทำให้กับประชาชน ซึ่งตัวเราเองได้รับรู้และสัมผัสได้ถึงความเป็นอยู่ สุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน รอยยิ้มและการต้อนรับที่อบอุ่นเมื่อเราเข้าไปในชุมชน และเราได้รับรู้ถึงความรู้สึกว่าเรามีคุณค่าสำหรับประชาชนในชนบท การกระทำของเราส่งผลถึงคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของเขาโดยตรง เทียบกับถ้าผมไปอยู่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด หรือกระทรวงผมก็คงไม่อิ่มใจเท่านี้ ไม่เหมือนเราอยู่โรงพยาบาลชุมชน

โรงพยาบาลชุมชนมีศักยภาพมีทรัพยากรที่เหมาะสม มีระบบระเบียบที่เอื้ออำนวยที่จะทำโครงการที่ส่งผลถึงประชาชนที่เรารับผิดชอบได้โดยตรง นอกจากนี้ยังมีเพื่อนร่วมงานที่ดี มีผู้ใต้บังคับบัญชาที่ให้ความเคารพเชื่อฟัง และพร้อมที่จะพัฒนางานไปด้วยกัน จนโรงพยาบาลประสบความสำเร็จมากมายจนถึงทุกวันนี้ และสำหรับผมขณะนี้โรงพยาบาลละงูเป็นบ้านหลังที่ 2 รักและอยากอยู่บ้านนี้นานๆ

สุดท้ายนี้ก็คิดว่า เราอยู่ที่ใดก็ได้ ถ้าเรามีความมุ่งมั่น ตั้งใจจริงในการที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน มีความจริงใจในการแก้ปัญหาให้กับเขา ยึดเอาคำสอนของพระราชบิดาที่ให้ยึดถือประโยชน์ของส่วนรวมเป็นที่หนึ่ง และทำความดีให้สมกับเป็นข้าราชการ เป็นข้าแห่ง พระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ผู้ทรงทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประชาชนชาวไทยและผืนแผ่นดินไทยแห่งนี้ ที่เป็นแรงบันดาลใจและพลังอันยิ่งใหญ่ทำให้ผมอยู่เพื่อสร้างประโยชน์ให้กับอำเภอละงูนานถึง 17 ปี ด้วยใจที่ไม่ย่อท้อ”

ความมุ่งมั่นมั่นคงในการทำงานในโรงพยาบาลชุมชน ทำให้คุณหมอปวิตร วณิชชานนท์ ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทปี 2548 ของกองทุนนายแพทย์กนกศักดิ์ พูลเกษรในมูลนิธิแพทย์ชนบท

ก้าวสู่คุณภาพโรงพยาบาล

ด้วยความต่อเนื่องในการทำงานของคุณหมอปวิตรและทีมงานโรงพยาบาลละงูทุกคน ซึ่งเชื่อมั่นในแนวคิดที่ว่าความรัก ความสามัคคีและความเป็นหนึ่งเดียวของคนในองค์กร คือ พลังยิ่งใหญ่ที่สามารถเปลี่ยนแปลงและสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามให้กับองค์กรได้ การเริ่มต้นในการพัฒนาคุณภาพในโรงพยาบาลละงู จึงเริ่มจากความพยายามทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความรู้สึกรักโรงพยาบาล ช่วยกันพัฒนาโรงพยาบาลให้เหมือนบ้านหลังที่ 2

โดยกระบวนการพัฒนาความเป็นทีมเริ่มจากการพัฒนากรรมการบริหารโรงพยาบาลให้มีความสามัคคีและเป็นตัวแทนของผู้อำนวยการอย่างจริงจัง เสริมสร้างภาวะผู้นำ กลยุทธ์ในการพัฒนางาน จากนั้นเสริมสร้างความสามัคคีในกลุ่มเจ้าหน้าที่ทั่วไป โดยมีกิจกรรมร่วมกันไม่ว่าจะเป็นการทำความสะอาดโรงพยาบาลร่วมกัน การไปทัศนศึกษาหรือดูงานนอกสถานที่ มีกิจกรรมที่เสริมสร้างความจงรักภักดีต่อองค์กร เช่น Walk rally หรือ กิจกรรม Organization Development การสร้างวัฒนธรรมการไหว้เมื่อ พบหน้ากันครั้งแรกในทุกวันของเจ้าหน้าที่มาตั้งแต่ปี 2536 ด้วยเชื่อมั่นในการเสริมสร้างความร่วมมือทางสังคมจากการไหว้ การให้เกียรติและคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น จนในที่สุดการไหว้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมของโรงพยาบาลละงูไปในที่สุด

ในขณะที่มีการพัฒนาคนอย่างจริงจังนั้น ก็ต้องมีการพัฒนาระบบการบริการควบคู่กันไปด้วย เพื่อให้ผู้ป่วยและประชาชนมีความไว้วางใจในการที่จะมาฝากผีฝากไข้ไว้กับโรงพยาบาล สร้างความเชื่อมั่นในคุณภาพบริการ ควบคู่กับพฤติกรรมบริการที่ดีของเจ้าหน้าที่

สิ่งที่บอกถึงความสำเร็จของการพัฒนาระบบบริการคือ ณ ตอนนี้โรงพยาบาลละงูมีคนไข้ที่แผนกผู้ป่วยนอกเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ข้าราชการและผู้ป่วยประกันชีวิตที่เคยไปนอนที่โรงพยาบาลจังหวัดหรือโรงพยาบาลเอกชนในจังหวัดใกล้เคียงกลับมานอนที่โรงพยาบาลละงูมากขึ้น เมื่อมีลูกค้ามากขึ้น ก็มีงบประมาณในการพัฒนาโรงพยาบาลมากขึ้น จนกระทั่งโรงพยาบาลได้รับการขยายจากโรงพยาบาล 30 เตียง เป็นโรงพยาบาล 60 เตียง ภายในเวลา 5 ปีเศษ และคนไข้แผนกผู้ป่วยนอกมีจำนวนเพิ่มขึ้นจากวันละ 100 กว่าคน เป็นวันละกว่า 300 คน ในปัจจุบัน โดยในการพัฒนาคุณภาพการบริการ มีการดำเนินการทั้งในส่วนของโรงพยาบาลและหน่วยบริการปฐมภูมิในพื้นที่

พัฒนางานบริการสู่การแพทย์องค์รวม

โรงพยาบาลละงูใช้ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบบริการด้วยการเปิดบริการคลินิกเฉพาะโรคแบบองค์รวม ได้แก่ คลินิกโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง วัณโรค อายุรกรรม ผู้ติดเชื้อเอดส์ และหอบหืด โดยจัดรูปแบบบริการแบบให้บริการเสร็จสิ้นในจุดเดียว (One Stop Service)

ในระยะแรกใช้พื้นที่บริเวณโรงจอดรถเป็นจุดให้บริการ เนื่องจากภายในอาคารแผนกผู้ป่วยนอก มีความคับแคบ ไม่เพียงพอต่อการรองรับผู้ป่วย ต่อมาโรงพยาบาลละงูได้ของบประมาณสนับสนุนจากองค์การบริหารส่วนจังหวัดในการจัดสร้างอาคารศูนย์องค์รวมสำหรับจัดบริการคลินิกเฉพาะโรค เมื่อได้อาคารใหม่ก็ทำให้ที่ทางในการจัดบริการลงตัวและกว้างขวางขึ้น

นอกจากนี้ยังเปิดให้บริการอย่างต่อเนื่องในทุกจุดบริการโดยไม่หยุดพักกลางวัน และในวันเสาร์และวันหยุดนักขัตฤกษ์จัดให้มีแพทย์ให้บริการตรวจโรคที่แผนกผู้ป่วยนอก เวลา 09.00 – 13.00 น. โดยมีแผนจะเปิดให้บริการเพิ่มในวันอาทิตย์อีก 1 วัน มีการนำเครื่องมือคุณภาพที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ มาเป็นแนวทางในการปรับปรุงคุณภาพระบบบริการของโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ผู้รับบริการได้รับบริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานกำหนด การนำกระบวนการประเมินศักยภาพของบุคลากร (Competency Assessment) มาใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาศักยภาพบุคลากร เพื่อสร้างเสริมให้เกิดสมรรถนะที่เพียงพอต่อการบริการที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ

และการจัดบริการสุขภาพเชิงรุกในทุกพื้นที่อำเภอละงู โดยโครงการโรงพยาบาลละงูพบประชาชนเดือนละ 1 ครั้ง เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะและศักยภาพในการดูแลและสร้างเสริมสุขภาพตนเองแก่ประชาชนในพื้นที่อำเภอละงู

เชื่อมต่อแพทย์เฉพาะทางเพื่อสร้างโอกาสให้คนชนบท

โรงพยาบาลละงูได้ขอสนับสนุนแพทย์ด้านอายุรกรรมจากกระทรวงสาธารณสุข เพื่อเพิ่มคุณภาพและศักยภาพการบริการผู้ป่วยด้านอายุรกรรมและโรคเรื้อรังที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นและเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญลำดับต้นๆ ของพื้นที่ ปัจจุบันโรงพยาบาลละงูได้รับการยกระดับเป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิระดับกลาง มีอายุรแพทย์ 1 คน มีห้องผู้ป่วยวิกฤต (ICU) ขนาด 2 เตียง สามารถให้ยาละลายลิ่มเลือดให้แก่ผู้ป่วยหัวใจขาดเลือดได้ และจะมี สูตินรีแพทย์ในปี 2551

สำหรับแพทย์เฉพาะทางสาขาอื่นที่โรงพยาบาลละงูไม่นั้น ทางทีมงานของโรงพยาบาลก็พยายามเชื่อมต่อกับทีมแพทย์เฉพาะทางจากภายนอก เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการในการบริการหรือผ่าตัดพิเศษที่โรงพยาบาลละงูทำไม่ได้ เช่น ผ่าตัดเยื่อแก้วหูเทียมของมูลนิธิหู คอ จมูก ชนบท 2 ครั้ง ผ่าตัดตาต้อกระจกพร้อมใส่เลนส์เทียม จากมูลนิธิพิทักษ์ดวงตาประชาชนทุกปี ปีนี้เป็นครั้งที่ 4 การผ่าตัดทำหมันหญิงทางกล้อง 1 ครั้ง ซึ่งตามปกติหากมีคนไข้เหล่านี้เราก็ต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลจังหวัดสตูล หรือโรงพยาบาลศูนย์หาดใหญ่ ซึ่งไม่สะดวกทั้งกับตัวผู้ป่วย ต้องไปเข้าคิวรอกันเป็นเวลานาน อีกทั้งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายและเวลาของผู้ป่วยและญาติมากมาย

การจัดโอกาสให้กับประชาชนชาวละงูที่ถือว่าเป็นคนชนบทไกลปืนเที่ยงได้รับโอกาสในการดูแลรักษาแก้ปัญหาสุขภาพโดยแพทย์เฉพาะทางนั้น เป็นอีกทิศทางหนึ่งที่โดดเด่นของโรงพยาบาลละงู ทั้งทีมแพทย์เฉพาะทางจิตอาสาที่มาให้บริการ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลละงู และประชาชนผู้ป่วยและญาติที่มารับบริการต่างก็รู้สึกมีความสุขอย่างถ้วนทั่วกัน

เราเป็นทีมเดียวกัน

การพัฒนาคุณภาพหน่วยบริการปฐมภูมิ หรือสถานีอนามัยในพื้นที่นั้นเป็นหัวใจที่โรงพยาบาลละงูทำมาอย่างต่อเนื่อง มีการเสริมสร้างความเข้มแข็งและความเป็นปึกแผ่นของทีมสุขภาพในพื้นที่ โดยให้ความสำคัญกับบทบาทของคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ (คปสอ.) ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากโรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขระดับอำเภอ สถานีอนามัย เทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบลและหน่วยควบคุมโรคนำโดยแมลง เป็นทีมในการพัฒนาคุณภาพงาน และมีกิจกรรมต่างๆร่วมกันอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น การประชุม ศึกษาดูงาน การแข่งกีฬาและสันทนาการต่างๆ เป็นต้น

ทางคณะกรรมการประสานสาธารณสุขระดับอำเภอมีการผสานความร่วมมือกับเทศบาล ในการเปิดให้บริการหน่วยบริการปฐมภูมิเพิ่มอีก 1 แห่งในตำบลกำแพงซึ่งเป็นเขตพื้นที่รับผิดชอบของโรงพยาบาล เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการได้สะดวก รวดเร็ว โดยทางเทศบาลเป็นผู้จัดสร้างอาคารและจัดหาเครื่องมือแพทย์ ส่วนของโรงพยาบาลก็จัดบุคลากรไปช่วยให้บริการ

มีการจัดแพทย์ เภสัชกร ทันตแพทย์และพยาบาล หมุนเวียนไปปฏิบัติงานในหน่วยบริการปฐมภูมิ จัดพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษาและทีมนิเทศช่วยดูแลและร่วมพัฒนาคุณภาพระบบบริการ รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากร โดยสนับสนุนเอกสาร/ข้อมูลวิชาการ และการจัดประชุมวิชาการร่วมกับบุคลากรของโรงพยาบาล การจัดสรรงบประมาณ การจัดซื้อยาและอุปกรณ์/เครื่องมือที่จำเป็นให้อย่างเพียงพอ เช่น เครื่องตรวจวัดระดับน้ำตาลในเลือด เครื่องปั่นอัดแน่นเม็ดเลือดแดง อุปกรณ์พ่นยาผู้ป่วยหอบหืด เป็นต้น

ระบบบริการปฐมภูมิหรือการบริการของสถานีอนามัยที่เข้มแข็ง จะทำให้โอกาสของประชาชนในการได้รับการดูแลที่ดี เหมาะสมและมีคุณภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นอีกบทบาที่สำคัญของโรงพยาบาลในการช่วยเหลือให้สถานีอนามัยเป็นที่พึ่งเบื้องต้นของประชาชนในตำบลได้อย่างแท้จริง

งานชุมชน คือ ตัวตนของละงู

เมื่อมีความเข้มแข็งขึ้นของระบบบริการในในโรงพยาบาลแล้ว ต่อมาตั้งแต่ปี 2540 เป็นต้นมา ทีมงานของโรงพยาบาลละงูก็มีบทบาททำงานเชิงรุกในชุมชนมากขึ้น

การทำงานงานชุมชนเชิงรุกตามแนวทางของโรงพยาบาลละงูนั้น จะใช้การสำรวจข้อมูลหมู่บ้านตามแนวทางเวชปฏิบัติครอบครัวในทุกหมู่บ้าน คือเดินสำรวจจริงทุกบ้านทุกครัวเรือน ทำให้เจ้าหน้าที่รู้จักทั้งประชาชนในระดับบุคคลและครอบครัว รู้จักผู้นำชุมชนทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ รับรู้ถึงองค์กรต่างๆ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ วัฒนธรรม การรักษาพยาบาลแบบพื้นบ้านและอื่นๆ ที่ทำให้สามารถนำมาใช้ในการวางแผนการทำงานในชุมชนได้เป็นอย่างดี

รูปธรรมในการทำงานเชิงรุกในชุมชนที่สำคัญเช่น การทำประชาคมหมู่บ้าน ค้นหาปัญหาของชุมชน แล้วนำมาจัดเรียงความสำคัญ ความยากง่ายในการแก้ปัญหา ผลกระทบของปัญหาต่อชุมชน แล้วนำมาเคราะห์หาแนวทางในการแก้ปัญหาร่วมกัน ปัญหาใดที่เราแก้ได้เราก็ดำเนินการ ส่วนปัญหาใดที่เราไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเราหรือหน่วยงานของเรา ก็ต้องมีการประสานหาความช่วยเหลือจากแหล่งอื่นๆ เช่น หน่วยงานราชการอื่น หรือองค์กรอื่นใดก็ตามมาร่วมแก้ปัญหา

เมื่อเจ้าหน้าที่เข้าไปชุมชนบ่อยๆ ความรู้สึกคุ้นเคยระหว่างทีมงานสาธารณสุขกับประชาชนก็จะมีมากขึ้น ความไว้เนื้อเชื่อใจก็จะเกิดขึ้นระหว่างกัน ส่งผลให้เกิดความร่วมมือที่ดี มีผลงานความก้าวหน้าในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน และสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นตามมาโดยที่เดิมไม่ได้คาดหวัง คือ การที่ประชาชนเป็นเกราะกำบังอย่างดีให้กับโรงพยาบาล และเป็นกำลังใจเมื่อเกิดปัญหาใดๆ ในชุมชนขึ้นมาพวกเขาก็จะคอยปกป้องคุ้มครองช่วยเหลือ

หลายประสานสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิต

การทำงานกับชุมชนต้องเป็นการสร้างความเข้าใจให้กับชุมชน จริงใจและเต็มใจที่จะแก้ปัญหาให้กับชุมชน เปรียบเหมือนการทำการวิเคราะห์ผู้ป่วย( Case Management ) ในปัจจุบัน ซึ่งนอกจากจะรักษาโรคทางกายแล้ว ยังต้องหาข้อมูล วิเคราะห์ และแก้ปัญหาในด้านจิต สังคม และจิตวิญญาณอีกด้วย ต้องได้รับความร่วมมือและเห็นปัญหาร่วมกันขององค์กรต่างๆในท้องถิ่นทั้ง อบต. เทศบาล อบจ. ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นำศาสนา กลุ่มแม่บ้าน อสม. และประชาชน การเกาะติดชุมชนของพวกเราช่วยให้เกิดหลายประสานในการช่วยเหลือและบำบัดกลุ่มต่างๆ ที่มีความเข้มแข็งยิ่งขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา

เช่น การช่วยเหลือในการบำบัดผู้ติดยาเสพติดในชุมชน นอกจาการที่ทางโรงพยาบาลจะมีการเปิดบริการคลินิกฟ้าใสเพื่อดูแลผู้ติดยาเสพติดแล้ว ยังมีการทำศูนย์บำบัดยาเสพติดร่วมกับแกนนำผู้ติดยา นอกจากนี้ในส่วนของผู้ติดเชื้อเอดส์ก็มีแนวทางในการดูแลในลักษณะเดียวกัน คือเน้นการสร้างกลุ่มองค์กรเพื่อการดูแลตนเองของผู้ติดเชื้อเอง จนปัจจุบันได้พัฒนาเป็นกลุ่มผู้ติดเชื้อที่เข้มแข็งแห่งหนึ่งของประเทศไทย มีองค์กรและมูลนิธิต่างๆ มาช่วยเหลือ และมอบทุนให้อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ Forever Love , MERCI หมอไร้พรมแดน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเทศบาล เป็นต้น มีการสอนอาชีพให้แก่ผู้ติดเชื้อ มีการดูแลสุขภาพและให้ยาต้านไวรัสอย่างทั่วถึง ในแต่ละปีทางโรงพยาบาลและกลุ่มผู้ติดเชื้อสามารถหาเงินทุนมาสนับสนุนช่วยเหลือผู้ติดเชื้อและครอบครัวได้ถึงปีละกว่า 2 ล้านบาท

การดูแลผู้ติดเชื้อเฉพาะยาต้านไวรัสหรือดูแลผู้ติดยาเฉพาะให้กินยาเมทาโดนเพื่อทดแทนระงับอาการอยากยานั้น ไม่เพียงพอสำหรับการดูแลผู้ป่วยเหล่านี้อย่างเป็นองค์รวม ชีวิตของคนแต่ละคนต้องการมากกว่ายา การส่งเสริมอาชีพ การส่งเสริมการรวมกลุ่มให้เห็นคุณค่าในชีวิต การจัดระบบการช่วยเหลือดูแลกันเองของผู้ป่วย การนับสนุนทางการเงินเพื่อให้ยังชีพอยู่ได้ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่หลายโรงพยาบาลยังดำเนินการไปไม่ถึง เพื่อการแลคนทั้งคนไม่ใช่ดูแลโรคภัยไข้เจ็บเท่านั้น

ชุมชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

ชุมชนมีส่วนร่วมเป็นคำที่ได้ยินบ่อยๆ ทางโรงพยาบาลละงูได้แปลงวลีที่ไพเราะออกมาเป็นรูปธรรมด้วยการตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาโรงพยาบาล

การบริหารงานโรงพยาบาลละงูนั้นจะมีภาคประชาชนร่วมเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาโรงพยาบาล เพื่อช่วยให้ประชาชนมีความเข้าใจการทำงานของโรงพยาบาล ให้ความร่วมมืออย่างดีในการทำงานและการประสานกับชุมชน ช่วยแก้ข่าวร้าย กระจายข่าวดีของโรงพยาบาล ติชมและแนะนำการบริการของโรงพยาบาล ทำให้โรงพยาบาลได้ข้อมูลความต้องการของชุมชนซึ่งเป็นลูกค้าที่สำคัญจากช่องทางที่เป็นทางการ

และจากการผลักดันของกรรมการที่ปรึกษาที่รับรู้ปัญหาและข้อจำกัดในการจัดบริการของโรงพยาบาล ทำให้โรงพยาบาลละงูได้รับอาคารศูนย์องค์รวมผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยโรคเรื้อรังราคาเกือบ 4 ล้านบาท จากองค์การบริหารส่วนจังหวัดสตูล เกิดการพัฒนาที่ก้าวไกลด้วยทีมกรรมการที่ปรึกษาโรงพยาบาล

จากพลังแห่งความมุ่งมั่นและตั้งมั่นของพวกเราที่ผ่านมา ไม่เพียงแต่ช่วยลดความแออัดและเพิ่มคุณภาพที่ก่อให้เกิดการยอมรับและความพึงพอใจของประชาชนในอำเภอละงู ผลกระทบที่เกิดตามมาทำให้โรงพยาบาลละงูเป็นที่รู้จักและได้รับการยอมรับจากองค์กรและกลุ่มบุคคลนอกพื้นที่มากขึ้น และระบบบริการของโรงพยาบาลผ่านการรับรองเกณฑ์มาตรฐานสำคัญที่เป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ ได้แก่ ใบรับรองระดับทองจากกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ในโครงการสถานที่ทำงานน่าอยู่น่าทำงาน มาตรฐาน ISO 9002 จากสถาบันรับรองมาตรฐาน ไอ เอส โอ โรงพยาบาลลูกเกิดรอดแม่ปลอดภัย จากกรมอนามัย การรับรองมาตรฐาน HA และ HPH การส่งเสริมทันตสุขภาพในโรงเรียนที่สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ดีเด่นอันดับที่ 1 ระดับจังหวัดและระดับประเทศ

ผลกระทบที่เกิดขึ้นเหล่านี้ คือ พลังสำคัญที่ก่อให้เกิดพลังใจให้กับเจ้าหน้าที่ในการที่จะทำความดี และพัฒนาโรงพยาบาลต่อไป

การบริการในบริบทมุสลิม

การพัฒนาโรงพยาบาลตามบริบทและพิจารณานำต้นทุนทางสังคมมาใช้ประโยชน์ให้ได้มากที่สุด ตัวอย่างเช่น ประชากรในอำเภอละงูมีประชาชนนับถือศาสนาอิสลามถึงกว่าร้อยละ 80 มีผู้นำทางศาสนาที่เป็นผู้นำและศูนย์รวม ตลอดจนความเชื่ออันส่งผลถึงวิถีชีวิตและขนบธรรมเนียมของชุมชน ผู้นำศาสนาจึงเป็นอีกหนึ่งพลังสำคัญที่สามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน โดยเฉพาะพลังในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทัศนคติและความเชื่อของบุคคล ในการดำเนินการเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนในอำเภอละงู เกิดความตระหนักและรับผิดชอบต่อการดูแลและสร้างเสริมสุขภาพตนเองเพื่อไปสู่สุขภาวะ (Good Health / Well-being)

โรงพยาบาลละงูตระหนักถึงพลังสำคัญดังกล่าว จึงได้จัดโครงการมัสยิดส่งเสริมสุขภาพขึ้น เพื่อ empower เสริมศักยภาพให้ผู้นำศาสนามีความรู้และความเข้าใจ มีการเชื่อมโยงหลักคำสอนของศาสนากับเรื่องของการสร้างเสริมสุขภาพ เพื่อให้มีการถ่ายทอดความรู้และมีกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคลงไปสู่ประชาชน มีการทำเกณฑ์มัสยิดส่งเสริมสุขภาพจากการปรับปรุงกฎบัตรออตตาวาและนำมาใช้ในการติดตามงาน โดยมีมัสยิดจากทุกตำบลในอำเภอละงูเข้าร่วมโครงการตำบลละ 1 แห่ง รวมทั้งสิ้น 7 แห่ง กลยุทธ์สำคัญในการดำเนินการ โดยโรงพยาบาลละงูให้ข้อมูลปัญหาสุขภาพของชุมชนแก่ผู้นำศาสนาและคณะกรรมการศาสนา ชี้แจ้งวัตถุประสงค์และประโยชน์ของโครงการ เกณฑ์มาตรฐานมัสยิดส่งเสริมสุขภาพ ทำการตรวจสุขภาพทั่วไปแก่ผู้นำศาสนาและคณะกรรมการศาสนา เพื่อเป็นข้อมูลที่จะส่งเสริมให้เกิดความตระหนักและความร่วมมือในการสร้างเสริมสุขภาพในชุมชน

จากแรกเริ่มการดำเนินโครงการตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2548 เป็นต้นมา จนกระทั่งวันนี้ โรงพยาบาลละงูได้ “ผู้นำต้นแบบ” การสร้างเสริมสุขภาพตามที่ มุ่งหวัง ถึงแม้ว่าบางศาสนสถานยังกระท่อนกระแท่นอยู่บ้าง แต่พบว่าเกินกว่าครึ่งหนึ่งของมัสยิด ที่ผู้นำและคณะกรรมการศาสนา มาร่วมกันเดินและวิ่งรอบๆ มัสยิดทุกๆ เช้าและทุกๆ วัน ทุกมัสยิดในโครงการมีการบอกเล่าข้อมูลด้านสุขภาพและการสร้างเสริมสุขภาพทุกครั้งก่อนเริ่มปฏิบัติศาสนกิจตามขนบประเพณีในทุกบ่ายวันศุกร์ และมีการสื่อสารผ่านบอร์ดข่าวสารสุขภาพในมัสยิดร่วมด้วย โดยทางโรงพยาบาลละงูเป็นผู้สนับสนุนข้อมูลข่าวสารให้ทุกมัสยิด ผู้นำและคณะกรรมการศาสนาในมัสยิดเห็นความสำคัญและตระหนักในการตรวจสุขภาพเป็นประจำอย่างต่อเนื่องปีละ 1 ครั้ง

สิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ช่วยให้ทีมงานชาวโรงพยาบาลละงูคลายความเหน็ดเหนื่อย เพราะวันนี้สาธารณสุขไม่ได้ทำงานเพียงลำพังแต่เรามีประชานชนซึ่งเป็นผู้นำศาสนามาร่วมเป็นภาคีเครือข่ายในการดำเนินการ เพื่อคืนสุขภาพของประชาชนให้ประชาชนช่วยกันดูแลและสร้างเสริม เพื่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชนชาวอำเภอละงู

ส่วนในโรงพยาบาลมีการพัฒนาให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่และสร้างความมั่นใจให้กับผู้รับบริการที่เป็นมุสลิม โดยจัดทำโครงการโรงครัวฮาลาล ตามมาตรฐานฮาลาล กำหนดให้มีการควบคุมระบบการประกอบอาหารตั้งแต่การจัดหาแม่ครัวและผู้ช่วยที่เป็นมุสลิมมาดำเนินการ การจัดซื้อวัตถุดิบ การทำความสะอาดวัตถุดิบ น้ำที่ใช้ในการผลิตอาหาร การจัดเตรียมและผลิตอาหาร และการเฝ้าระวังสารปนเปื้อนในอาหารตามหลักการศาสนาอิสลาม และขอรับการตรวจประเมินเพื่อรับรองและออกเครื่องหมายฮาลาลจากคณะกรรมการอิสลามจังหวัดสตูล

ทำงานกับภาคีเครือข่ายด้วยแผนที่ผลลัพธ์

การทำงานกับหลายภาคส่วนนั้น ทางโรงพยาบาลละงูได้นำแนวทางของแผนที่ผลลัพธ์ มาใช้ในการทำงานที่ต้องใช้ความร่วมมือระหว่างเครือข่าย เช่น ปัญหาเรื่องโรคเอดส์ ทางโรงพยาบาล หรือสาธารณสุขเพียงลำพังไม่สามารถแก้ปัญหาทุกอย่างเรื่องเอดส์แบบครบวงจรได้ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายๆ หน่วยงาน เช่น มหาดไทย ตำรวจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กลุ่มผู้ติดเชื้อ กลุ่มผู้นำศาสนา กลุ่มแม่บ้าน หรือองค์กรเอกชนต่างๆ นำทุกภาคีมาสร้างวิสัยทัศน์ร่วมกัน แล้วแต่ละภาคีก็กำหนดตัวบ่งชี้ความก้าวหน้าของตัวเอง ทำเอง ติดตาม บันทึกและประเมินผลงาน ตลอดจนปรับเปลี่ยนแผนงานของตัวเอง จากนั้นเราก็จะมาประเมินในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม กิจกรรม ความสัมพันธ์ ของภาคีเครือข่าย และระหว่างภาคีเครือข่าย ผลที่ได้คือความสำเร็จในการแก้ปัญหาให้ชุมชน และเป็นการฝึกฝนให้ภาคีเข้มแข็ง สามารถคิดหรือแก้ปัญหาอื่นๆ ของภาคีเองได้ ที่จะส่งผลให้สามารถแก้ไขปัญหาในเรื่องอื่นๆ ได้ด้วยตนเองเช่นกัน ปัจจุบันโรงพยาบาลละงูนำมาใช้ในการทำงานเรื่อง เอดส์ อาหารปลอดภัย วัด-มัสยิดส่งเสริมสุขภาพ โรงเรียนส่งเสริมสุขภาพ อุบัติเหตุจราจร

ผลจากการนำกระบวนการแผนที่ผลลัพธ์ (OUTCOME MAPPING) มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนา ทำให้ค้นพบว่ามีพลังมวลชนที่เข้มแข็งมากมายแฝงอยู่ในชุมชน ที่อาจถูกมองข้ามไป แต่หากได้รับการเสริมสร้างพลังอำนาจ (Empower) จะเกิดสมรรถนะหรือศักยภาพ ที่สามารถเป็นกำลังสำคัญในการดูแลและ สร้างเสริมสุขภาพให้กับชุมชนได้อย่างเข้มแข็ง ดังเช่น กลุ่มแม่บ้าน อำเภอละงู เป็นพันธมิตรภาคีเครือข่ายหนึ่งในจำนวนทั้งสิ้น 11 ภาคีเครือข่าย ที่ได้เข้ามาร่วมในโครงการรณรงค์เพื่อให้ละงูปลอดภัย ห่างไกลเอดส์ โดยผลลัพธ์ที่พึงประสงค์สำหรับพันธมิตรภาคีเครือข่ายกลุ่มแม่บ้านนั้น โรงพยาบาลละงูมุ่งหวังเพียงให้สามารถเป็นแกนนำในการดูแลครอบครัวให้มีความปลอดภัยและห่างไกลจากโรคเอดส์ แต่ภายหลังจากที่โรงพยาบาลละงูได้คืนข้อมูลสถานการณ์ ปัญหาและผลกระทบของโรคเอดส์แก่พันธมิตรภาคีเครือข่ายทั้ง 11 ภาคีเครือข่าย และการให้ความรู้เรื่องโรคเอดส์และการป้องกัน ทักษะชีวิตเพื่อให้เกิดทัศนคติที่ดีต่อผู้ป่วยเอดส์ และนำแนวทางศาสนามาขัดเกลาจิตใจ การยอมรับตนเอง การอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข พบว่ามีกลุ่มแม่บ้านจำนวน 16 คน ได้มารวมตัวกันและจัดตั้งเป็นชมรมกลุ่มแม่บ้าน เข้ามาร่วมสมัครเป็นอาสาสมัครดูแลผู้ติดเชื้อในชุมชน โดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ โดยที่ทางโรงพยาบาลละงูได้สนับสนุนกลุ่มในด้านงบประมาณในการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม จัดเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเป็นพี่เลี้ยง/ที่ปรึกษา โดยพี่เลี้ยงเข้าร่วมในการประชุมกลุ่มทุก 2 เดือน ให้ความรู้กลุ่ม เรื่องเทคนิคการให้คำปรึกษาผู้ติดเชื้อในชุมชน การเยี่ยมบ้าน การดูแลผู้ ติดเชื้อในชุมชน และการจัดทำแผนการดำเนินงาน/โครงการ และผู้บริหารโรงพยาบาลติดตามเยี่ยมและพบปะกลุ่ม เพื่อรับทราบปัญหาและความช่วยเหลือเป็นระยะ

ความมุ่งมั่นและความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือผู้ทุกข์ร้อนในชุมชน ทำให้กลุ่มแม่บ้านได้รับงบประมาณสนับสนุนจากองค์กรเครือข่ายภาคมุสลิมแห่งประเทศไทย ในการจัดตั้งเป็นศูนย์ฟื้นฟูคุณภาพชีวิตชุมชนอำเภอละงู สำหรับเป็นศูนย์ในการช่วยเหลือและดูแลผู้ติดเชื้อ การพัฒนาคุณภาพชีวิตและสร้างความตระหนักต่อการดูแลสุขภาพตนเอง และเพื่อกระตุ้นจิตสำนึกคนในชุมชนให้ตระหนักต่ออันตรายของโรคเอดส์ ทำให้ชมรมแม่บ้านมีความเข้มแข็งและเกิดพลังในการทำงานเพื่อมวลชนมากยิ่งขึ้น สามารถคิด ค้นหาและพัฒนาโครงการต่างๆ เพื่อช่วยเหลือผู้ติดเชื้อด้วยสมรรถนะของกลุ่มเอง ผลงานที่ผ่านมากลุ่มได้มีการออกเยี่ยมบ้านและดูแลผู้ติดเชื้อที่บ้านจำนวน 61 ราย ช่วยเหลือเด็กกำพร้าที่พ่อแม่ติดเชื้อและเสียชีวิตหรือแยกทางกัน จำนวน 70 ราย มอ

197 items|« First « Prev 5 6 (7/20) 8 9 Next » Last »|

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!