Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

Topic list

197 items|« First « Prev 8 9 (10/20) 11 12 Next » Last »|
บทที่ 4 การจัดบริการเพื่อการดูแลสุขภาพคนชนบท
โดย Admin on January,11 2011 21.31

Rural Health สาธารณสุขชนบท

บทที่ 4 การจัดบริการเพื่อการดูแลสุขภาพคนชนบท

แนวคิดของสาธารณสุขชนบท หรือ Rural Health นั้น มุ่งเน้นให้มีการดูแลสุขภาพสำหรับคนชนบทภายใต้ความเข้าใจต่อบริบทของความเป็นชนบท ซึ่งหากเราหันมาย้อนมองการจัดบริการเพื่อดูแลสุขภาพคนชนบทในปัจจุบันไม่ว่าการจัดบริการด้านการรักษาพยาบาลหรือการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วยังไม่สามารถจัดบริการที่ตอบสนองคนชนบทได้อย่างที่ควรจะเป็น ช่องว่างของบริการด้านสุขภาพระหว่างเมืองและชนบทยังสูง การจัดบริการหลายรูปแบบมีแนวทางกลางมาจากกระทรวงสาธารณสุข โดยมีความยืดหยุ่นในการจัดบริการน้อย ทำให้ไม่สามารถตอบสนองต่อความเป็นชนบทที่นหลากหลายได้

คนชนบทนั้นมีความต้องการบริการด้านสุขภาพที่มีคุณภาพไม่ต่างจากคนเมือง เพียงแต่เสียงของคนชนบทนั้นไม่ดังเท่าเสียงของคนเมืองเท่านั้น ภาพการที่คนชนบทต้องถูกหามขึ้นรถพยาบาลเพื่อส่งต่อผู้ป่วยที่อาการหนักมารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาลใหญ่ในตัวเมืองนั้น มีให้เห็นไม่เว้นแต่ละวัน ยิ่งหญิงตั้งครรภ์ที่ต้องช่วยคลอดด้วยเครื่องดูดสูญญากาศแล้วก็ไม่สามารถคลอดได้ จำเป็นต้องส่งต่อ แต่ระยะทางในการเดินทางกว่า 80 กิโลเมตร นี่หรือคือการจัดบริการที่เป็นธรรมสำหรับคนชนบท การจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉินเป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญยิ่งสำหรับการดูแลสุขภาพคนชนบท และเสียงของคนชนบทเรียกร้องเสมอมาที่จะให้มีแพทย์เฉพาะทางมาปฏิบัติงานในโรงพยาบาลใกล้บ้านเขาบ้าง แต่เสียงนี้ดูเหมือนว่าจะทวนลมไปไม่ถึงผู้กำหนดนโยบายในเมืองหลวง

สำหรับความต้องการบริการด้านสุขภาพด้านการรักษาพยาบาลนั้น คนชนบทเองได้แสดงความต้องการมาตลอดที่จะมีแพทย์เฉพาะทางมาดูแลเขาบ้างในกรณีที่จำเป็น เขาไม่อยากไปรับบริการในเมืองหลวงเพราะค่าใช้จ่ายสูง โรงพยาบาลใหญ่โตจนตัวเขาลีบเล็กไม่กล้าบอกไม่กล้าถาม ซึ่งในเชิงการจัดบริการเพื่อคนชนบทแล้ว สามารถตอบสนองความต้องการนี้ได้ไม่ยากนัก

แพทย์ทั่วไปที่ทำงานในโรงพยาบาลชุมชน สามารถนัดผู้ป่วยที่มีปัญหาซับซ้อนแต่รอได้ เพื่อมาพบแพทย์เฉพาะทางที่จะมาเยี่ยมโรงพยาบาลชุมชนตามนัดได้ ผู้ป่วยเหล่านี้ย่อมมีความน่าสนใจสำหรับแพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนอย่างมาก เพราะจะเป็นการเรียนรู้ร่วมกันทั้ง 3 ฝ่า โดยเอาผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง ทั้งแพทย์เฉพาะทางที่มาเป็นผู้ดูแลก็จะได้เรียนรู้วิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยที่ตรงกับบริบทวัฒนธรรมที่ต่างออกไป แพทย์ในโรงพยาบาลชุมชนก็ได้เรียนรู้ความรู้เฉพาะด้านในการวิเคราะห์โรคและการดูแลผู้ป่วย ส่วนผู้ป่วยเองก็จะได้รับประโยชน์สูงสุดจากการดูแลในครั้งนี้ คำแนะนำที่ปฏิบัติได้ ได้รับยาที่เหมะสม ได้รับการดูแลต่อได้ที่โรงพยาบาลชุมชน ประหยัดค่าใช้จ่ายและเวลาในการเดินทาง รวมทั้งเกิดความรู้สึกที่ดีกับโรงพยาบาลชุมชนซึ่งเป็นศรัทธาที่สำคัญในการทำงานในชุมชนต่อๆ ไป ปรากฏการณ์เช่นนี้นับว่าน่าสนใจอย่างมากในการจัดบริการเพื่อให้คนชนบทสามารถเข้าถึงบริการได้มากขึ้น แต่สิ่งง่ายๆเช่นนี้กลับมีอยู่เพียงไม่กี่โรงพยาบาลชุมชนเท่านั้น

หรือในกรณีของการจัดบริการห้องคลอดของโรงพยาบาลในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชากรส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลามนั้น พบว่า อัตราการคลอดของหญิงตั้งครรภ์หลังจากการมีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งลดข้อจำกัดทางการเงินในการเข้าถึงบริการลงแล้วก็ยังมีอัตราการคลอดกับโต๊ะบิดันหรือหมอตำแยพื้นบ้านสูงถึง 40%ของการคลอดทั้งหมดในจังหวัดนราธิวาส จึงไม่แปลกที่อัตราการฝากครรภ์และการตรวจหลังคลอดรวมทั้งการรับวัคซีนป้องกันโรคในเด็กทารกจะมีความครอบคลุมที่ต่ำที่สุดจังหวัดหนึ่งในประเทศ

ที่เกิดปรากฏการณ์เช่นนี้ก็เพราะการจัดบริการการดูแลแม่และเด็กรวมทั้งการคลอดในโรงพยาบาลนั้น ยังเป็นการจัดบริการแบบคนเมือง เน้นมาตรฐานแบบตะวันตก โดยละเลยบริบทของชุมชนที่มีวิธีคิดต่างกันในกรอบวัฒนธรรมมุสลิม ดังนั้นหากจะจัดบริการให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมมุสลิมและความเป็นชนบทได้แล้ว โดยพยายามให้มีการคลอดกับหมอผู้หญิง มีการสวดอาซานให้กับเด็กแรกเกิดเพื่อให้เสียงแรกที่เด็กคนนั้นจะได้ยินเป็นคำให้พรเพื่อให้เป็นมุสลิมที่ดี การอนุญาตให้ญาติมาดูแลได้อย่างใกล้ชิดตามวัฒนธรรมของคนชนบทเป็นต้น สิ่งเหล่านี้คือตัวอย่างรูปธรรมของสิ่งจำเป็นที่ต้องมีในการจัดบริการให้สอดคล้องกับวัฒนธรรมของชนกลุ่มน้อย เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของคนชนบทให้มากที่สุด

สำหรับกรณีการจัดบริการด้านการสร้างเสริมสุขภาพก็เช่นกัน ในชุมชนหนึ่งที่มีปัญหาโรงงานปล่อยน้ำเสียลงสู่ลำคลองสายหลักของชุมชน จนทำให้มีกลิ่นเหม็น น้ำเสีย ปลาตาย คนในชุมชนขาดโอกาสในการใช้น้ำที่สะอาด ปลาซึ่งเป็นอาหารโปรตีนตามธรรมชาติในชุมชนลดลง ผลผลิตทางการเกษตรที่ต้องพึ่งพาน้ำจากลำคลองอาจเสียหายไป สุดท้ายผลกระทบที่กว้างขวางย่อมทำให้ชุมชนนี้ยากจนลง เด็กขาดสารอาหารจะมีมากขึ้น นี่คือปัญหาใหญ่ที่ส่งผลต่อสุขภาพของคนในชุมชน แต่การจัดบริการของสถานพยาบาลในชุมชนนั้นอาจไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ เพราะไม่เคยได้รับการเตรียมความพร้อมในปัญหาสุขภาพด้านกว้างที่ไม่ใช่ประเด็นสาธารณสุข อีกทั้งการสั่งการจากกระทรวงสาธารณสุขก็สั่งการให้ทำในประเด็นที่ไม่ใช่ปัญหาของชุมชน

การจัดบริการด้านสุขภาพที่ได้ผลนั้นต้องจัดบริการให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ด้วยความเข้าใจในบริบทของวัฒนธรรมชุมชน ไม่ใช่การจัดบริการตามรูปแบบมาตรฐานตามที่กระทรวงฯ ส่วนกลางสั่งการมาเท่านั้นโดยไม่มีการประยุกต์ปรับเปลี่ยน จึงไม่น่าแปลกที่คลินิกวัยทอง คลินิกอดบุหรี่จึงมีผู้สนใจมารับบริการน้อยมาก ทั้งๆ ที่ปัญหาทั้ง 2 ประเด็นนี้เป็นปัญหาใหญ่ในสังคมชนบทเช่นเดียวกับสังคมเมือง

หากการจัดบริการไม่สอดคล้องกับความเป็นชนบทหรือวัฒนธรรมของท้องถิ่นแล้ว ถึงจะมีบริการให้ชาวบ้าน แต่ข้อจำกัดทางด้านวัฒนธรรมนั้นจะเป็นอุปสรรคในการเข้าถึงบริการที่อาจจะมากกว่าและยากกว่าข้อจำกัดด้านระยะทางด้วยซ้ำ

ในมิติทางนโยบายนั้นมีความสำคัญต่อทิศทางในการจัดบริการด้านสุขภาพแก่คนชนบทอย่างมาก นโยบายในการสร้างโรงพยาบาลชุมชนในทุกอำเภอและสถานีอนามัยในทุกตำบล ในอดีตนำมาสู่การเข้าถึงบริการด้านสุขภาพของคนชนบทได้มากขึ้น เฉกเช่นเดียวกับนโยบายในการพัฒนาโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป ให้เป็นเลิศนำมาสู่การกระจุกตัวของทรัพยากรทั้งงบประมาณ บุคลากร เครื่องมือแพทย์รวมศูนย์ในเมืองใหญ่ ส่งผลให้มีการกระจายความเท่าเทียมออกไปสู่ภาคชนบทน้อยลง ดังนั้นการจัดบริการด้านสุขภาพนั้นมีทั้งปัจจัยความตื่นตัวสร้างสรรค์ในการจัดบริการของสถานพยาบาลเองและปัจจัยจากนโยบายในการกำหนดทิศทางการพัฒนา ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการผลักดันเชิงนโยบายให้ผู้มีอำนาจหันมาให้ความสำคัญกับภาคชนบทให้มากขึ้นด้วย

ปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าสนใจเชิงนโยบายในการจัดบริการด้านสุขภาพเพื่อชาวชนบทในปี 2546 คือการนำข้อมูลสารสนเทศทางภูมิศาสตร์หรือ GIS. มาใช้เป็นฐานคิดในการจัดบริการด้านสุขภาพ โดยทลายกรอบการแบ่งพื้นที่ตามมหาดไทย มองผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางในการจัดบริการ และยกฐานะโรงพยาบาลชุมชนบางแห่งที่มีความเหมาะสมในทางภูมิศาสตร์ให้มีแพทย์เฉพาะทางเพื่อการดูแลผู้ป่วยในโรงพยาบาลเครือข่ายรอบข้างให้มีคุณภาพมากขึ้น ลดการแออัดในการมารับบริการของโรงพยาบาลในเมืองใหญ่ซึ่งไปเน้นภารกิจในการดูแลผู้ป่วยที่ซับซ้อนและต้องการการดูแลจากแพทย์เฉพาะทางสาขาต่อยอด

ดังนั้นด้วยกรอบของ GIS. ที่มองประชาชนเป็นศูนย์กลางไม่ใช่ความเจริญเป็นศูนย์กลางอย่างเช่นในอดีตที่ผ่านมา ภาพของคนชนบทที่ต้องนั่งรถส่งต่อกันเป็นร้อยกิโลเมตรข้ามจังหวัดเพื่อไปพบสูติแพทย์หรือศัลยแพทย์ก็จะเป็นภาพอดีตในที่สุด หากแนวคิด GIS. ได้รับการสานต่ออย่างจริงจัง

การจัดบริการเพื่อชาวชนบทนั้นเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุดของสาธารณสุขชนบท หากสามารถจัดบริการได้สอดคล้องกับความต้องการของชาวชนบทและตอบสนองปัญหาในชนบทได้ ด้วยกรอบการมองในการจัดบริการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมในชุมชนและวิถีชีวิตของผู้คนที่นั่นแล้ว ย่อมมีส่วนอย่างมากที่จะช่วยให้เกิดสุขภาวะในทางก้าวหน้าขึ้นของคนชนบทในทางอภิวัฒน์ได้ในที่สุด

@@@@@@@@@@@@@@

บทที่ 3 การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อการดูแลสุขภาพคนไทย
โดย Admin on January,11 2011 21.30

Rural Health สาธารณสุขชนบท

บทที่ 3 การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์เพื่อการดูแลสุขภาพคนไทย

ผมได้เขียนบอกเล่าแนวคิดของสาธารณสุขชนบทมาแล้ว 2 บท ว่าด้วยทำไมต้องมีสาธารณสุขชนบท และทักษะพื้นฐานที่การทำงานในชนบทควรจะมี ซึ่งต่างจากทักษะที่ได้เล่าเรียนในมหาวิทยาลัย ในฉบับนี้เป็นบทที่ 3 ซึ่งจะขอนำเสนอลงไปถึงแก่นของกระบวนทัศน์ในการมองปัญหาที่แตกต่างกัน

คำว่ากระบวนทัศน์ หรือ Paradigm นั้นเป็นคำใหม่ในสังคมไทย ซึ่งหมายความถึงกรอบการมอง การให้ความสำคัญ หรือการคิด ซึ่งแต่ละคนที่เกิดมาในบริบทที่ต่างกัน สภาพแวดล้อมของการเลี้ยงดู การได้รับการศึกษาและมีการให้คุณค่าที่แตกต่างกัน ดังนั้นในปรากฏการณ์เดียวกันจึงทำให้มีกรอบการมอง การให้คุณค่าและการแก้ปัญหาที่แตกต่างกันไป

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อเด็กน้อยหน้าตามอมแมมคนหนึ่งขโมยของจากร้านสะดวกซื้อแล้วถูกจับได้ กรอบการมองหลักในสังคมมักจะมองว่าเด็กคนนี้เป็นปัญหาสังคม ทำผิดกฎหมาย ต้องนำไปขังให้เข็ดหลาบ ปล่อยไปก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่คนอื่น แต่ในอีกกรอบการมองหนึ่งอาจมองได้ว่า เพราะท้องที่หิวเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นใดในสังคมที่ไม่มีความเอื้ออาทรให้แก่กัน ระบบโครงสร้างสังคมเองก็ไม่มีโครงข่ายทางสังคมที่คอยช่วยเหลือผู้ยากไร้ เด็กคนนี้จึงเป็นเหยื่อของระบบที่ตัวใครตัวมัน เขาไม่ควรถูกจับเข้าคุก แต่ควรได้รับความช่วยเหลือให้ได้รับการศึกษา การฝึกอาชีพ การได้งานทำ ซึ่งเป็นภาระที่รัฐบาลและสังคมต้องร่วมกันจัดการ

ตัวอย่างนี้แสดงให้เห็นว่า เพราะกรอบการมองที่ต่างกัน การแก้ปัญหาจึงต่างกันราวฟ้ากับดิน หากปัญหานี้มีมาก กรอบการมองแรกก็จะทุ่มเทงบประมาณไปที่ตำรวจและการสร้างคุก แต่ในกรอบการมองหลังนั้นการทุ่มเทงบประมาณจะไปอยู่ที่การจัดการ การศึกษานอกระบบโรงเรียนให้แก่เด็กเร่ร่อน นี่คือความสำคัญของกระบวนทัศน์หรือกรอบการมอง

สำหรับโจทย์ทางด้านสุขภาพแล้ว กระบวนทัศน์ หรือ paradigm ในช่วงเวลาที่ผ่านมาของการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัยตลอด 40 ปี ได้เน้นหนักไปที่การต่อสู้กับความเจ็บป่วยและโรคภัยไข้เจ็บของประชาชน ดังจะเห็นได้จากการทุ่มเททรัพยากรทั้งกำลังคน กำลังเงิน เครื่องมือเครื่องไม้ไปที่โรงพยาบาลทั้งเล็กและใหญ่ในด้านที่เกี่ยวข้องกับด้านการรักษาพยาบาล ผลิตแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านจำนวนมากเพื่อดูแลโรคมากกว่าดูแลคนทั้งคน

สำหรับสถานีอนามัยนั้นก็ได้รับการพัฒนาเน้นทางด้านการรักษาเช่นกัน มีการแจกเครื่องมือผ่าตัดเล็ก กล้องจุลทรรศน์ เครื่องตรวจความเข้มของเลือด เป็นต้น แทนที่จะนำงบประมาณที่มีจำกัดไปใช้ในการพัฒนาทักษะของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยในการเป็นผู้ประสานงานสร้างความร่วมมือของชุมชนในการแก้ปัญหาชุมชน พัฒนาทักษะในการสื่อสารให้คำปรึกษาเพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เสี่ยงต่อโรคภัยไข้เจ็บ นี่คือกรอบการมองที่เน้นไปที่การซ่อมสุขภาพ เน้นการดูแลรักษาผู้ที่เจ็บป่วยให้ดีที่สุด

แต่ด้วยบริบทสถานการณ์และสภาพปัญหาของสังคมไทยในอดีต ที่การดูแลความเจ็บป่วยของประชาชนยังไม่ทั่วถึงเพียงพอ ก็เป็นสิ่งที่เข้าใจได้สำหรับกระบวนทัศน์ในการเน้นการพัฒนาการซ่อมสุขภาพ จนทำให้ทุกวันนี้ประเทศไทยมีโรงพยาบาลขนาด 1,000 เตียงอยู่หลายแห่ง ซึ่งยังมีความต้องการที่จะขยายเตียงอีกเพราะมีผู้ป่วยมากกว่าจำนวนเตียงที่มีอยู่ มีโรงพยาบาลชุมชนครบเกือบทุกอำเภอ แต่ทุกโรงพยาบาลก็แน่นขนัดไปด้วยคนไข้มีมากขึ้นในอัตราเพิ่ม นั่นแสดงให้เห็นว่ากระบวนทัศน์ในการจัดการกับปัญหาในปัจจุบันนั้น น่าจะมีปัญหาความไม่สอดคล้องกับสภาพของสังคม ทำให้การแก้ปัญหาไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของการมีสุขภาพที่ดีได้ ซ้ำร้ายสถานการณ์กับรุนแรงขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

ดังนั้นก่อนอื่นควรต้องหันมาทำความเข้าใจกับบริบทของสังคมไทยกันใหม่ เพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ให้สอดคล้องเท่าทันกับความเป็นจริง

สังคมไทยโดยเฉพาะในชนบทนั้นได้รับผลกระทบอันใหญ่หลวงจากคลื่นที่โหมกระหน่ำทุกส่วนของโลกทั้ง 3 ลูกพร้อมๆ กันในขณะนี้

คลื่นลูกที่หนึ่ง คือ คลื่นแห่งการปฏิวัติเกษตรกรรมมาสู่การเกษตรแบบปลูกพืชเชิงเดี่ยว คลื่นลูกนี้ได้ผ่านเข้ามาในสังคมไทยกว่าร้อยปีแล้ว สำหรับปัญหาสุขภาพจากคลื่นลูกนี้ก็คือปัญหาของโรคติดเชื้อ การไม่เพียงพอของบริการสุขภาพ และการใช้สารเคมีทางการเกษตรเป็นต้น

คลื่นลูกที่สองที่มากระทบ คือ คลื่นแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม ซึ่งเข้ามาในสังคมไทยเพียง 40 ปีนับจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติฉบับที่ 1 ในปี 2504 คลื่นลูกนี้ทำให้เกิดมลพิษจากอุตสาหกรรม โรคจากการทำงาน ชุมชนสลัม ความเครียดในสังคม เป็นต้น

ไม่ทันที่คลื่นสองลูกจะผ่านไป คลื่นลูกที่สามก็มากระทบอย่างรวดเร็ว นั่นคือ คลื่นแห่งยุคข้อมูลข่าวสารและโลกาภิวัตน์ ส่งผลให้เกิดปัญหาของพฤติกรรมสุขภาพ เช่น วัฒนธรรมการบริโภคนิยมที่ทำลายสุขภาพ ปัญหาที่ตามมาจากค่านิยมที่เห็นเงินคือพระเจ้า มองผู้คนเป็นเพียงวัตถุ เช่นปัญหาโสเภณี ยาเสพติด การตั้งครรภ์ที่ไม่พึงประสงค์ การสูญเสียจิตวิญญาณของการดำรงความดี สงครามเพื่อการค้าอาวุธ หรือแม้แต่ปัญหาที่ยังไม่มีความชัดเจนของผลกระทบ เช่น การตัดต่อพันธุกรรม (GMO) แก่พืชและสัตว์เป็นต้น

เพราะคลื่นทั้งสามลูกได้ถั่งโถมลงบนสังคมไทยทั้งในชนบทและในเมืองพร้อมๆกัน ความสับสนวุ่นวายในสังคมจึงหนักหน่วง ส่งผลกระทบมากมายต่อสุขภาพครบทั้งทางด้านกาย จิต สังคม และจิตวิญญาณ แต่การรับมือกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่ได้ส่งผลลบมากมายต่อสุขภาพ กลับไม่มีแววที่จะตามทันความแปรเปลี่ยน แล้วกระบวนทัศน์ทางสุขภาพที่ควรจะเป็นสำหรับสังคมไทยในการรับมือ เผชิญหน้ากับคลื่นทั้ง 3 ลูกนี้ควรจะเป็นอย่างไร นี่คือโจทย์ใหญ่มากที่เราทุกคนต้องช่วยกันหาคำตอบ

เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าการไล่ตามรักษาโรคภัยทั้งทางกายและทางจิตนั้น ไม่สามารถที่จะลดขนาดและความรุนแรงของปัญหาลงได้ อีกทั้งยังยากที่เข้าไปเกี่ยวข้องรักษาทุกขภาวะด้านสังคมและจิตวิญญาณอีกด้วย ดังนั้นกระบวนทัศน์ใหม่ที่กำลังเข้ามาแทนที่กระบวนทัศน์เก่าได้แก่

  1. กระบวนทัศน์ในการสร้างสุขภาพนำการซ่อมสุขภาพ ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันโรค การให้ความรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยง เป็นต้น ซึ่งนั่นแปลว่าทุกองคาพยพในระบบสาธารณสุขต้องสนับสนุนกระบวนทัศน์นี้เท่าที่ทำได้ไม่ว่าจะอยู่ในบทบาทใด แม้แต่เจ้าหน้าที่ห้องชันสูตรก็สามารถแนะนำป้าที่มานั่งรอเจาะเลือดตรวจเบาหวานว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรให้ห่างไกลเบาหวานได้

  2. กระบวนทัศน์ในการทำงานอย่างมีส่วนร่วมของทุกภาคีแทนกระบวนทัศน์แบบสังคมสงเคราะห์และรัฐเป็นฝ่ายจัดบริการโดยไม่สนใจการมีส่วนร่วมของชุมชน สำหรับปัญหาที่ทำให้เกิดทุกขภาวะมากมายในปัจจุบันที่ได้ขยายตัวกว้างไกลกว่าสาเหตุจากเชื้อโรค ทำให้กระบวนทัศน์การแก้ปัญหาด้วยตนเองของภาครัฐล้มเหลว การมีส่วนร่วมของชุมชนในการร่วมแก้ปัญหา ร่วมกำหนดความต้องการของชุมชน และร่วมจัดบริการนั้น เป็นทางออกที่สำคัญยิ่งในการเผชิญหน้ากับปัญหาที่ซับซ้อนเหล่านั้น เช่น ปัญหายาเสพติด มลพิษจากโรงงาน หรือปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้

กระบวนทัศน์ในการมองระบบทั้งหมดอย่างเชื่อมโยงแทนกระบวนทัศน์ในการมองอย่างแยกส่วน เพราะสัจธรรมที่ว่า สรรพสิ่งล้วนสัมพันธ์ ดังนั้นการแก้ปัญหาใดๆอย่างแยกส่วนมักจะไม่ประสบความสำเร็จ การมองให้เห็นทั้งระบบและแก้ปัญหาอย่างเชื่อมโยงเท่านั้นจึงจะสำเร็จได้ เช่น การแก้ปัญหาเด็กขาดสารอาหารด้วยการแจกนมในโรงเรียนและทำโครงการอาหารกลางวันนั้นไม่สามารถแก้ปัญหานี้อย่างถาวรได้ ตราบใดที่คนในชุมชนที่เป็นพ่อแม่ของเด็กยังมีรายได้ต่ำ หากจะแก้ปัญหาอย่างเชื่อมโยงเป็นระบบแล้ว การส่งเสริมการทำการเกษตรผสมผสานตามแนวทฤษฎีใหม่ ปลูกเพื่ออยู่เพื่อกินแทนการปลูกเพื่อขายที่ไม่มีวันจะได้กำไร อาจต้องเป็นอีกบทบาทหนึ่งที่เราอาจต้องเข้าไปกระตุ้นและมีส่วนร่วม ด้วยความหวังว่าเมื่อชุมชนเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำการเกษตรจากเพื่อขายมาเป็นเพื่ออยู่เพื่อกินแล้ว ปัญหาเด็กขาดสารอาหารจะหมดไป

กระบวนทัศน์หรือกรอบการมองนั้นเป็นเหมือนแสงสว่างส่องทางในคืนเดือนมืดให้มองเห็นสรรพสิ่ง หากแสงสว่างนี้ส่องไปในทิศทางที่ถูกต้อง การเดินไปสู่จุดหมายย่อมไม่ไกลเกินจริง การที่จะจัดบริการทางสุขภาพของผู้คนในสังคมไทยทั้งในเมืองและชนบทให้ไปสู่การมีสุขภาพดีถ้วนหน้านั้นต้องเริ่มต้นที่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ให้เป็นกระบวนทัศน์ที่ถูกต้องก่อน แล้วรูปธรรมของแผนกลยุทธ์ การจัดบริการ กิจกรรมและการบริหารจัดการทรัพยากรจะเปลี่ยนไปตามกระบวนทัศน์ใหม่นั้น กระบวนทัศน์เพื่อการไปสู่สุขภาวะของสังคมไทย

@@@@@@@@@@@

บทที่ 2 ทักษะที่ต่างไปในการทำงานในชนบท
โดย Admin on January,11 2011 21.27

Rural Health สาธารณสุขชนบท

บทที่ 2 ทักษะที่ต่างไปในการทำงานในชนบท

หลังจากบทที่ 1 ผมเขียนเรื่องกว้างๆ ของการทำงานชนบทที่ต้องมีความเข้าใจในความเป็นชนบท สำหรับบทนี้ผมเองจะได้เขียนถึงทักษะที่หมอหรือผู้ที่ปฏิบัติในชนบททุกคนควรจะมี ซึ่งบางส่วนก็เป็นสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานด้านสุขภาพทุกคนควรจะมีไม่ว่าจะทำงานที่ใด แต่ก็มีอีกหลายส่วนที่ผู้ปฏิบัติงานในชนบทควรจะต้องมีทักษะมีชุดหนึ่งเพิ่มขึ้นมาด้วย สิ่งเหล่านี้เองที่เป็นข้อแตกต่างของการทำงานในชนบทและในเขตเมือง

ทักษะที่สำคัญยิ่งและเป็นพื้นฐานของวิชาชีพด้านสุขภาพก็คือทักษะทางคลินิก หรือ Clinical Skill โดยเฉพาะด้านการรักษาพยาบาล หัตถการ การดูแลช่วยเหลือเบื้องต้นแก่ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะฉุกเฉิน สิ่งเหล่านี้สำหรับแพทย์ในชนบท ซึ่งหมายรวมถึงผู้ปฏิบัติงานในชนบททุกวิชาชีพแล้ว มีความสำคัญอย่างมากที่ต้องทำให้ได้ ภายใต้ข้อจำกัดของเครื่องมือและผู้ที่จะคอยช่วยเหลือ และที่สำคัญอาจต้องทำภายใต้บริบทของวัฒนธรรมชุมชนชนบทนั้นๆด้วย

เช่น ในกรณีของชุมชนมุสลิมที่มีความเชื่อและวัฒนธรรมของการมีวาระสุดท้ายของชีวิตที่บ้าน ท่ามกลางญาติพี่น้องและเสียงสวดมนต์เพื่อให้รำลึกถึงพระอัลเลาะห์เจ้า ดังนั้นหากผู้ป่วยนอนอยู่ที่บ้านและมีอาการหนักขึ้น ญาติมาตามให้ไปช่วยประเมินว่าจะพาไปโรงพยาบาลดีหรือไม่ ทักษะทางคลินิกที่สำคัญของแพทย์หรือพยาบาลหรือแม้แต่เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยก็คือการต้องประเมินผู้ป่วยให้ได้ว่า ผู้ป่วยคนนี้อาการเช่นนี้หมดหวังที่จะรักษาแล้วใช่หรือไม่ เช่น หากเราวินิจฉัยผิดว่าเป็นภาวะตกเลือดในสมองและคงไม่รอด ทั้งๆที่เป็นเพียงภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ ( Hypoglycemia) ซึ่งได้รับน้ำตาลก็ตื่นมาใช้ชีวิตตามปกติของเขาได้ ซึ่งหากเราประเมินผิดก็เท่ากับเป็นการปิดโอกาสของการมีชีวิตอยู่นั่นเอง ดังนั้นทักษะทางคลินิกจึงสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในสภาวะที่ยากที่จะขอความเห็นหรือคำปรึกษาจากใครได้

แต่การมีทักษะทางคลินิกที่ดีเยี่ยมเพียงอย่างเดียวนั้น แน่นอนว่าจะไม่สามารถเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางสุขภาพที่ดีในชนบทได้ เพราะการทำงานในชนบทยังต้องอาศัยทักษะอื่นอีกมากมาย และที่สำคัญก็คือทักษะอื่นๆ เหล่านี้มีการเรียนการสอนการเตรียมความพร้อมในขณะเรียนน้อยมากไม่ว่าวิชาชีพใดๆ เพราะการเรียนการสอนที่เป็นอยู่ยังเน้นให้เป็นผู้ปฏิบัติงานแต่ในโรงพยาบาลอยู่นั่นเอง

ทักษะทางด้านการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคก็มีความสำคัญมากสำหรับการทำงานในชุมชน และจะต้องปรับประยุกต์ความรู้ที่เรียนมาให้เข้ากับบริบทของพื้นที่นั้นๆด้วย ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของเรื่องนี้เกิดขึ้นที่ภาคอีสาน เมื่อผมไปออกค่ายพัฒนาชนบทของคณะแพทย์ โดยไปออกค่ายในหมู่บ้านที่เป็นชุมชนชาวนา คนในหมู่บ้านเป็นพยาธิปากขอกันมาก พวกเราจึงมีการประชุมชาวบ้านให้ความรู้เรื่องพยาธิปากขอและแนะนำให้ชาวบ้านต้องใส่รองเท้าเพื่อป้องกันการติดเชื้อพยาธิตามที่ตำราได้เขียนไว้ ก่อนจะเลิกประชุม ฝนตกลงมาอย่างหนัก ทุกคนรอจนฝนหยุดแล้วจึงเดินลัดเลาะไปตามถนนที่เละและลื่นเพื่อกลับหมู่บ้าน และแล้วทั้งชาวบ้านและนักศึกษาต่างก็ถอดรองเท้าเดินเท้าเปล่ากลับหมู่บ้านด้วยรอยยิ้ม เพราะหากใส่รองเท้าจะเดินไม่ได้เพราะจมติดอยู่ในโคลน ชาวบ้านก็ยิ้มเพราะเห็นนักศึกษาที่เพิ่งแนะนำเขาให้ใส่รองเท้าก็ต้องถอดรองเท้าเดินเหมือนกัน ส่วนนักศึกษาก็ยิ้มเพราะได้บทเรียนบทใหญ่ที่ไม่มีในตำรา และคำถามตัวโตที่ยังไม่มีคำตอบว่า แล้วจะป้องกันพยาธิปากขออย่างไรจึงสอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวนา

บทเรียนบทนี้ได้บอกถึงทักษะและความเข้าใจต่อชนบทที่ต้องมีอีกมาก เพื่อให้งานสร้างเสริมสุขภาพนั้นบรรลุผลโปรแกรมการส่งเสริมสุขภาพที่มีอยู่ ส่วนใหญ่เป็นการออกแบบบนพื้นฐานวิธีคิดแบบวัฒนธรรมคนเมือง อาจไม่ใช่คำตอบที่ดีที่สุดเสมอไปสำหรับชนบทที่มีความหลากหลายและละเอียดอ่อน

ทักษะที่ 3 ที่สำคัญอย่างยิ่งก็คือทักษะในการเป็นครู การเป็นหมอเป็นพยาบาลหรือวิชาชีพทางสุขภาพใดๆ นั้นย่อมหนีไม่พ้นภาระหน้าที่ในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของเขาให้ห่างไกลจากโรคภัยต่างๆ การจะบอกหรือแนะอย่างไรให้เขายอมเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นเช่นนี้มายาวนานนั้นย่อมต้องอาศัยทักษะของการสอนการเป็นครูด้วย แต่ละคนแต่ละครอบครัวหรือแต่ละชุมชนอาจมีจุดที่แทงใจดำไม่เหมือนกัน ดังนั้นหากเรามีทักษะเหล่านี้ไม่พอ ย่อมทำให้ต้องลงแรงมาก แต่ผลสำเร็จอาจน้อย การสร้างนำซ่อมก็ยากที่จะไปถึงได้ ทักษะการสอนนั้นไม่ได้จำกัดเฉพาะการสอนชาวบ้านเท่านั้น แต่รวมถึงการสอนและถ่ายทอดความรู้ทักษะแก่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขด้วยกันเองด้วย รู้มากก็ใช่ว่าจะสอนรู้เรื่องและเข้าใจได้ ปรากฏการณ์นี้มีให้เห็นอยู่เสมอ ดังนั้นทักษะการสอนจึงเป็นอีกทักษะที่ควรมีการฝึกฝน เพื่อให้เขาเหล่านั้นที่มีความรู้น้อยกว่าเราสามารถเป็นที่พึ่งของชาวบ้านได้อย่างแท้จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะการขาดแคลนแพทย์ในชนบทที่ยากที่จะบรรเทาปัญหาลงได้ การสอนเพื่อเพิ่มศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและพยาบาลจึงมีความสำคัญยิ่ง มิเช่นนั้นความหนาแน่นของการรับบริการที่โรงพยาบาลย่อมไม่มีทางที่จะคลี่คลายได้โดยง่าย

ทักษะที่ 4 คือ ทักษะในการทำงานกับชุมชนก็เป็นอีกทักษะที่สำคัญมาก ความรู้ที่มีมากมายที่ได้เรียนมา และความคิดในการพัฒนางานสาธารณสุขที่มีมหาศาล ย่อมไม่มีประโยชน์หากไม่สามารถสื่อสารกับชุมชนได้ การสร้างชุมชนให้มีความเข้มแข็ง การพัฒนาองค์กรชุมชน การให้สุขศึกษาแก่ชุมชน การจัดกิจกรรมเฉพาะเพื่อแก้ปัญหาสาธารณสุข สิ่งเหล่านี้จะสำเร็จได้ด้วยการมีส่วนร่วมและการเห็นความสำคัญของชุมชนในการผลักดัน หากเรามีทักษะการทำงานกับชุมชนที่ดี นอกจากจะทำให้เกิดการมีส่วนร่วม การได้รับการสนับสนุนงบประมาณ การช่วยกันคิดช่วยกันทำคนละไม้ละมือเพื่อหมู่บ้านของเขาแล้ว ในที่สุดบทบาทหลักในการสร้างเสริมสุขภาพ ดูแลความไม่สุขสบายของผู้คนในชุมชนของเขาก็จะถูกพัฒนาไปสู่บทบาทของชุมชนเอง และนำมาสู่การดูแลสุขภาพ ( self - care) ของแต่ละบุคคลในที่สุด

การทำงานในชนบทนั้นคือความท้าทายอย่างยิ่ง ความสำเร็จหรือไม่ของงานต่างๆ ที่เราตั้งใจจะทำนั้น การจัดการมีผลอย่างมากต่อความสำเร็จนั้น ในระดับโรงพยาบาลชุมชนหรือสถานีอนามัยนั้นการบริหารจัดการค่อนข้างจะเป็นอิสระอย่างมาก โจทย์ของการจัดการที่รออยู่นั้นยังมีอยู่มากมาย โดยเฉพาะการจัดระบบและการบริหารจัดการอย่างไรให้เกิดความต่อเนื่องเชื่อมโยงของสถานบริการปฐมภูมิหรือสถานีอนามัยกับโรงพยาบาลชุมชน การรู้จักหาข้อมูล นำข้อมูลมาใช้วิเคราะห์เพื่อนำไปสู่การวางแผน รู้ที่จะเลือกทำในสิ่งที่สำคัญ รู้ที่จะประสานงานและประนีประนอมกับความขัดแย้ง การทำงานเป็นทีมและการทำงานอย่างผสมผสานระหว่างสาขาวิชาชีพ การบริหารคน บริหารเงิน และทรัพยากรต่างๆ ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด นี่คือทักษะที่ 5 ซึ่งหมายถึงทักษะของการบริหารจัดการที่ผู้ปฏิบัติงานในชนบท ควรต้องมี จะมากหรือน้อยก็แล้วแต่สถานะความรับผิดชอบที่เป็นอยู่

มีคำคมข้อคิดหนึ่งที่โดดเด่นของการบริหารจัดการนั่นก็คือ การบริหารจัดการ ( management ) คือการทำให้สิ่งที่เป็นไปไม่ได้นั้นให้เป็นไปได้ หรือด้วยการจัดการที่ดีแล้ว สิ่งที่ไม่คิดว่าจะทำได้ก็จะทำได้ นี่คือปรัชญาของการบริหารจัดการ ส่วนจะจัดการอย่างไรนั้น ต้องอาศัยทั้งความรู้ ประสบการณ์ มุมมอง การคิดนอกกรอบ ( lateral thinking) และทักษะการจัดการซึ่งฝึกฝนเตรียมตัวได้ แต่เรามักจะไม่ให้ความสำคัญกับทักษะที่สำคัญยิ่งนี้เท่าที่ควร รวมทั้งต้องนำบริบทของความเป็นชนบทหรือชุมชนนั้นๆ มาประกอบด้วยเสมอ แล้วระบบบริการหรือโครงการต่างๆ จะสำเร็จได้ไม่ยาก

การที่คนๆ หนึ่งได้ตัดสินใจหรือจำใจต้องไปทำงานในชนบท การดูแลสุขภาพคนชนบทในบริบทของความเป็นชนบท และความขาดแคลนบุคลากรนั้นต้องการทักษะความสามารถที่หลากหลาย ทั้งทักษะด้านคลินิกที่แม่นยำ ทักษะการทำงานส่งเสริมป้องกันที่ปรับเข้าได้กับบริบทของชนบทนั้นๆ ทักษะการเป็นครู เป็นนักสุขศึกษาเป็นผู้ที่ชอบสอนและสนุกกับการสอนที่ไม่ใช่การสอนแบบ lecture ให้ชาวบ้านฟัง ทักษะการทำงานร่วมกับชุมชน ดึงการมีส่วนร่วมของชุมชนมาเป็นเครื่องมือที่สำคัญของการพัฒนางาน และสุดท้ายทักษะในการบริหารจัดการเพื่อให้สิ่งที่เป็นไปได้ยากสามารถเป็นจริงขึ้นมาได้ และเกิดความราบรื่น ร่วมมือในการปฏิบัติงานไปสู่เป้าหมาย

ทักษะเหล่าเป็นสิ่งที่ผู้เป็นวิชาชีพทางสุขภาพได้ถูกสังคมคาดหวังไว้ แต่เราได้เรียนรู้น้อยมากและไม่ครบถ้วนทุกมุมจากการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย ต่างคนก็ต้องต่างดิ้นรนเพิ่มเติมทักษะเหล่านี้กันเองเพื่อการทำงานให้สำเร็จ บ้างก็ทำได้ดี บ้างก็ยังลุ่มๆดอนๆ ดังนั้นถึงเวลาแล้วที่ควรมีการปรับเปลี่ยนกรอบความคิดและการเรียนการสอนเพื่อเตรียมตัวให้กับผู้ที่ต้องไปปฏิบัติงานในชนบทได้มีทักษะเหล่านี้ติดตัวไปด้วย ไม่ใช่ไปหาเอาดาบหน้าเช่นในปัจจุบันนี้

มีทักษะเฉพาะและความรู้มากมายที่ผู้ที่ปฏิบัติงานในชนบทต้องรู้ต้องทำให้เป็น เช่นนี้แล้วการทำงานในชนบทก็ย่อมจะไม่ใช่หมอชั้น 2 หรือบุคลากรเกรด 2 อย่างแน่นอน

@@@@@@@@@@@@@@@

บทที่ 1 สุขภาพคนชนบทเพื่อความเข้าใจคนชนบท
โดย Admin on January,11 2011 21.21

Rural Health สาธารณสุขชนบท

บทที่ 1 สุขภาพคนชนบทเพื่อความเข้าใจคนชนบท

ผมเริ่มต้นเขียนคอลัมน์ประจำคอลัมน์นี้ที่ออสเตรเลีย ณ.เมือง townsville เมืองขนาดกลางแห่งหนึ่งของรัฐควีนส์แลนด์ ผมมาศึกษาดูงานร่วมกับคณะทั้งหมด 7 คนซึ่งนำโดยคุณหมอสุพัตรา ศรีวณิชชากร ผู้ที่ทุ่มเทชีวิตกับการสถาปนาการดูแลสุขภาพขั้นปฐมภูมิที่มีคุณภาพให้เกิดขึ้นในประเทศไทย การดูงานครั้งนี้ใช้เวลาสั้นๆเพียง 16 วันหลังจากที่ได้หลังขดหลังแข็งเรียนศึกษาทางไกลกับ MONASH University ในวิชาสาธารณสุขชนบท หรือ Rural Health เกือบครึ่งปี การได้ดูงานที่นี่รวมทั้งบทเรียนที่ได้รับจากการศึกษาทางไกล และประสบการณ์การทำงานในโรงพยาบาลชุมชนนั้น มีประเด็นที่น่าสนใจมากมายที่สามารถแลกเปลี่ยนถ่ายทอดแก่เพื่อนผองน้องพี่ได้ จึงนำมาสู่การเริ่มต้นของบทความ Rural Health สาธารณสุขชนบท เพื่อความเข้าใจคนชนบท

ในบ้านเรานั้น ไม่ว่าแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือแม้แต่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่อยู่ตามสถานีอนามัย ทุกคนที่ทำงานในชนบทหรือไม่ได้ทำงานในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ต่างเรียนรู้วิชาความรู้ในการดูแลรักษาผู้ป่วย การสร้างเสริมสุขภาพมาอย่างเต็มเปี่ยม แต่สิ่งหนึ่งที่เราไม่เคยเรียนอย่างมีผู้ชี้แนะและไม่เคยได้รับรู้อย่างเป็นระบบก็คือฐานความรู้ความเข้าใจต่อผู้คนที่มีชีวิตจิตใจที่เราจะต้องทำงานด้วย โดยเฉพาะชาวชนบท จะมีบ้างก็คือการฝึกงานในโรงพยาบาลชุมชนขณะที่ร่ำเรียนหนังสืออยู่บ้าง หรือได้ออกค่ายอาสาไปรับรู้ชีวิตชาวชนบทบ้างก็เท่านั้น ซึ่งไม่เพียงพอที่จะนับว่ามีทักษะพื้นฐานในการทำงานดูแลสุขภาพของชนบท และสำหรับผู้ที่เข้ามาสู่วิชาชีพเหล่านี้ที่มีฐานวิถีชีวิตมาจากสังคมเมืองใหญ่ด้วยแล้ว บ่อยครั้งที่มีความเข้าใจต่อวิถีชีวิตวัฒนธรรมคนชนบทน้อยมาก จนทำให้ไม่สามารถปรับตัวให้ทำงานในชุมชนอย่างมีความสุขได้ รวมทั้งส่งผลให้ไม่สามารถประยุกต์ปรับเปลี่ยนความรู้มาตรฐานที่เรียนมาให้เหมาะกับสภาพวิถีวัฒนธรรมของชาวชนบทได้ ผลสัมฤทธิ์ในการดูแลสุขภาพของชาวชนบทด้วยฐานแนวทางการดูแลรักษาแบบเมืองที่เรียนมานั้นจึงไม่ได้ผลอย่างที่น่าจะเป็น

ที่ออสเตรเลียมีการตั้งคณะสาธารณสุขชนบท หรือ Rurall Health ขึ้นในคณะแพทยศาสตร์ของมหาวิทยาลัย Monash และมีความพยายามที่จะผลักดันหลักสูตรนี้ให้เป็นหลักสูตรพื้นฐานที่แพทย์หรือบุคลากรทางการสาธารณสุขทุกคนต้องได้เรียนรู้ก่อนที่จะออกไปทำงานกับชาวชนบทได้ ที่นี่เขามีแนวคิดถึงขั้นที่ว่า สาธารณสุขชนบทเป็นอีกสาขาหนึ่งทางการแพทย์ที่มีศาสตร์และองค์ความรู้ที่เป็นเอกเทศของตนเองเทียบเท่ากับการแพทย์เฉพาะทางสาขาต่างๆ จึงมีการเปิดรับแพทย์ประจำบ้านเพื่อศึกษาเข้าใจความเป็นชนบทให้ลึกซึ้ง ฝึกฝนหัตถการที่จำเป็นในสถานการณ์ที่ไม่มีใครอื่นอีกนอกจากตัวเราเอง เพิ่มพูนทักษะของการเป็นแพทย์ประจำครอบครัว หรือพยาบาลประจำชุมชนก่อนจะออกไปเผชิญกับโลกแห่งความเป็นจริงของการดูแลสุขภาพคนชนบทอย่างมีคุณภาพ นี่คืออีกรูปธรรมหนึ่งที่ชัดเจนในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสุขภาพคนชนบทจากบทเรียนของออสเตรเลีย

ก่อนที่ผมจะมาดูงานที่นี่ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับคนไข้โรคความดันโลหิตสูงคนหนึ่งที่อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา ผมแนะนำให้เขาเลิกสูบยาเส้นเพราะมันจะทำให้การควบคุมโรคความดันนั้นทำได้ยาก ปกติผมมีเวลาให้คนไข้ไม่มากนัก คนไข้ก็มักจะตอบครับๆ ไปตามประสาเพราะเกรงใจหมอ แต่วันนั้นผมพอจะมีเวลาคาดคั้นเอาความรู้สึกจากคนไข้คนนี้อยู่พักใหญ่ เขาก็บอกกับผมว่า หมอไม่เคยตัดยาง หมอไม่รู้หรอกว่า เขาต้องตื่นตีสองเพื่อไปตัดยางจนถึงเช้า และหากเขาไม่สูบบุหรี่แล้ว ยุงจะหามตอมตามใบหน้าแล้วยังบินหึ่งๆให้รำคญอยู่ข้างหู แต่ถ้าเขาจุดบุหรี่หรือยาเส้น นอกจากดับความง่วงแล้วยังไล่ยุงได้ด้วย นี่เป็นตัวอย่างที่ดีมากครับที่แสดงว่า ผมเองยังมีความเข้าใจต่อวิถีชีวิตคนตัดยางน้อย ทั้งๆที่ผมอยู่ในภาคใต้ คนไข้ที่มาหาที่โรงพยาบาลกว่าครึ่งมีอาชีพตัดยาง และหากผมแนะนำแต่ให้เขาไปหยุดบุหรี่ด้วยคำอธิบายที่ไม่สอดคล้องกับวิถีชีวิตการทำงานของเขาโดยไม่มีทางออกที่ดีแล้ว ความสำเร็จก็ย่อมเลือนลาง

ในกรณีนี้คุณหมอสุพัตรา ศรีวณิชชากร ได้ให้ข้อเสนอแนะให้ผมกลับไปศึกษาเรียนรู้ดูว่า แล้วคนอื่นที่มีอาชีพตัดยางและไม่สูบบุหรี่ รวมทั้งผู้หญิงที่ตัดยางเคียงบ่าเคียงไหล่สามีโดยไม่จำเป็นต้องสูบบุหรี่นั้น เขามีวิธีอื่นๆ ในการจัดการกับยุงอย่างไร หากจะศึกษาไปให้ไกลกว่านั้นว่า ในความเป็นชาวสวนยางที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงนั้น การออกกำลังกายยังจำเป็นอยู่หรือไม่ เพราะเขาก็ทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว ประเด็นเหล่านี้คือการทำความเข้าใจกับวิถีวัฒนธรรมของคนชนบทที่สำคัญยิ่ง และความเข้าใจนี้ย่อมมีผลต่อการให้คำแนะนำและการดูแลรักษาคนชนบท แต่เราไม่เคยมีองค์ความรู้เหล่านี้ในตำราโรคความดันโลหิตสูงเล่มใดๆ

นี่คือตัวอย่างของสิ่งที่ผู้ปฏิบัติงานในชนบทต้องช่วยกันเก็บสะสมแสวงหาองค์ความรู้ในลักษณะนี้ออกมา และเผยแพร่ถ่ายทอดให้เป็นศาสตร์ที่สำคัญอีกสาขาหนึ่ง ที่ผสมผสานความรู้ทางการแพทย์เข้ากับความรู้ทางสังคมศาสตร์นิเวศวิทยา วัฒนธรรมชุมชนและศาสตร์อื่นๆ อีกมากมาย

ศาสตราจารย์นายแพทย์ประเวศ วะสี ได้เคยบอกไว้ การจะเขยื้อนภูเขานั้น สิ่งสำคัญประการแรกใน 3 สิ่งที่ต้องมีก็คือ ต้องมีองค์ความรู้ก่อน หาไม่แล้วไม่มีทางที่จะเขยื้อนภูเขา ซึ่งเปรียบเสมือนปัญหาอุปสรรคที่ยากได้ การแก้ปัญหาสุขภาพในชนบทก็เช่นกัน หากไม่มีองค์ความรู้ความเข้าใจต่อความเป็นชนบท ไม่มีความเข้าใจต่อผู้คนที่อาศัยในชนบทแล้ว ย่อมยากที่จะแก้ไขปัญหาสุขภาพของคนกว่า 40 ล้านคน ที่อาศัยอยู่ในชนบทได้

ความเป็นชนบท ( Rurality ) นั้นแม้จะมีจุดร่วมที่เหมือนกันหลายประการก็ตาม แต่ความแตกต่างหลากหลายของแต่ละชุมชนนั้นมีมากกว่าหลายเท่า การยอมรับต่อความหลากหลาย การมีความยืดหยุ่นของผู้ให้บริการทางสุขภาพที่จะ ปรับแนวทางให้สมดุลระหว่างมาตรฐานความรู้ตามวิชาชีพกับวิถีวัฒนธรรมชุมชนจึงเป็นศาสตร์และศิลป์ที่ผู้ปฏิบัติงานในชนบทหรือแม้แต่ในเขตเมืองก็ตามควรจะมี

ดังนั้น แนวทางการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในตำราที่เขียนเรื่องการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย การพักผ่อน การทำจิตใจให้แจ่มใส การกินยาอย่างสม่ำเสมอ และการตรวจหาภาวะแทรกซ้อนตามกำหนด สิ่งเหล่านี้เป็นแนวทางกลางที่มองในมุมของแพทย์เท่านั้น ยังขาดการประยุกต์ให้เข้ากับวิถีชาวบ้าน ซึ่งหากประยุกต์แล้ว การดูแลผู้ป่วยเบาหวานรวมทั้งคำแนะนำที่ปฏิบัติได้ของผู้ป่วยชาวเขา ผู้ป่วยผู้หญิงที่ทำงานทุกอย่างในครอบครัวจนกลายเป็นช้างเท้าหน้าไปแล้ว สาวโรงงานที่ยืนทั้งวัน เลิกงานก็มืดค่ำ ชาวนา ชาวประมง หรือ คนยากจนชายขอบของสังคมที่ไม่มีแม้แต่เงินจ่ายค่ารถมารับยาบ่อยๆ ที่โรงพยาบาล เราจะมีกลยุทธ์และแนวทางอันหลากหลายลงตัวกับแต่ละวิถีชีวิตและแต่ละวัฒนธรรมชุมชนของชนบทที่แตกต่างกันได้ นี่คือความท้าทายของ Rural Health ที่ยากและลึกซึ้งไม่แพ้การศึกษาระดับโมเลกุลของการทำงานของเอนไซม์ในทางเดินอาหาร

ความเป็นชนบทนั้นเป็นปัจจัยที่สำคัญยิ่งที่จะเราผู้ปฏิบัติงานในชนบทควรได้รับรู้เข้าใจอย่างเป็นระบบ มีการเตรียมความพร้อมเตรียมมุมมองก่อนออกมาปฏิบัติงาน มีการแสวงหาองค์ความรู้เพื่อการเพิ่มคุณภาพในการดูแลสุขภาพที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของคนท้องถิ่น เมื่อนั้นแล้วไม่ว่าหมอ พยาบาล หรือวิชาชีพใดๆ ก็ตามที่ทำงานในชนบทจะทำงานอย่างมีความสุข และชาวชนบทเองก็จะได้รับประโยชน์จากการดูแลสุขภาพอย่างกลมกลืนกับวัฒนธรรมชุมชน ด้วยรอยยิ้มและคุณภาพชีวิตที่ดีจะเกิดขึ้นทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและชาวชนบท

@@@@@@@@@@@@@@

สรุปเนื้อหาการดูงาน Rural Health
โดย Admin on January,11 2011 21.18

สรุปเนื้อหาการดูงาน Rural Health

ที่ QUEENSLAND AUSTRALIA ระหว่างวันที่ 16 กันยายน 2545 - 1 ตุลาคม 2545

ทีมงาน 7 คนจากกระทรวงสาธารณสุข นำโดยแพทย์หญิงสุพัตรา ศรีวณิชชากร ได้เดินทางไปดูงาน Rural Health ที่รัฐ Queensland ประเทศ Australia ในระหว่างวันที่ 16 กันยายน ถึง 1 ตุลาคม 2545 โดยมีการแบ่งกิจกรรมการดูงานเป็น 3 ช่วงคือ

ช่วงแรก 5 วันเป็นการเรียนและแลกเปลี่ยนความรู้ความคิดเห็นในเรื่อง Rural Health กับวิทยากรหลากหลายวิชาชีพและหลากหลายบทบาท ที่ School of Medicine ของ Jame Cook University และ Townsville Regional Hospital

7 วันต่อมาเป็นการเดินทางไปศึกษาดูงานการจัดบริการสาธารณสุขในชนบททั้งระดับ สถานีอนามัย ( Health Center ) , ศูนย์บริการสาธารณสุขแก่ชาวพื้นเมือง (Indigenous Health Service) โครงการนำร่องการจัดบริการผสมผสานในโรงพยาบาล ( Multi-purpose Health Service ) โรงพยาบาลประจำอำเภอ โรงพยาบาลระดับ tertiary care การจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉินโดยเครื่องบิน (Royal Flying Doctor Service) หน่วยประสานงานแพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว (Division of General Practice) คลินิกแพทย์เอกชน (GP Clinic) ชุมชน Aborigine และการจัดการสุขภาพโดยชุมชน ชีวิตเกษตรกรในฟาร์มโคนม

ช่วงสุดท้าย 4 วัน กลับมาที่ Jame Cook University เพื่อสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้และร่วมกันทำแผนกลยุทธ์เพื่อผลักดันให้เกิดกระแสของ Rural Health ในประเทศไทย

เนื้อหาที่ทีมงานได้เรียนรู้สามารถสรุปได้ดังต่อไปนี้

Rural Health as a discipline

ประเทศออสเตรเลียมีประชากรส่วนใหญ่อยู่ในเมืองใหญ่ไม่กี่แห่งของประเทศ มีประชากรประมาณ 20% ที่อาศัยอยู่ในเมืองเล็ก ชนบท และพื้นที่ห่างไกล นอกจากนี้ยังมีชาวพื้นเมือง Aborigine อีก 2% ของประชากรทั้งประเทศ สถานะทางสุขภาพของคนชนบทมีดัชนีทางสุขภาพที่ไม่ดีเท่าประชากรที่อาศัยในเมืองใหญ่ ดังนั้น Rural Health และ Indigenous Health จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่สำคัญในการดูแลสุขภาพประชาชนออสเตรเลียให้มีความเสมอภาคและมีช่องว่างทางสุขภาพที่น้อยที่สุด

เช่นเดียวกับทุกแห่งในโลก ชาวชนบทของออสเตรเลียมีวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ บริบทแวดล้อม ความต้องการและความคาดหวังต่อสุขภาพที่แตกต่างจากคนในเมือง ด้วยความเป็นชนบทที่มีความแตกต่างจากความเป็นเมือง ทำให้ออสเตรเลียได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาวิจัยเพื่อเข้าใจความเป็นชนบท และวางระบบการจัดบริการสาธารณสุขที่สอดคล้องกับความเป็นชนบท มีการวิจัยและพัฒนาระบบการดูแลสุขภาพชนพื้นเมืองด้วยการมีส่วนร่วมในการจัดบริการของชุมชน เพื่อให้สามารถตอบสนองและพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนชนบทและชนพื้นเมืองได้อย่างแท้จริง

การเรียนการสอนและประเด็นทางการศึกษาด้านสาธารณสุขก็ได้มีการสร้างคุณค่าให้กับองค์ความรู้ ทักษะ ค่านิยมในการทำงานดูแลสุขภาพของประชาชนในชนบท ซึ่งต้องมีองค์ความรู้ ทักษะและเจตคติที่แตกต่างจากการทำงานในเมือง เปลี่ยนค่านิยมของวิชาชีพไม่ให้เป็นวิชาชีพชั้น 2 ที่ต่ำต้อยกว่าทำงานในเมืองใหญ่ จนในที่สุดสามารถตั้งภาควิชา Rural Health ขึ้นในโรงเรียนแพทย์ จนสามารถสร้างคุณค่าให้กับการทำงานในชนบทได้ หรือ ทำให้ Rural Health as a discipline ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงกระบวนทัศน์ (paradigm shift) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาสุขภาพคนชนบทในระยะยาว

นับตั้งแต่การประชุม National Forum for Rural Health ครั้งที่ 1 ในปี 1991 เป็นต้นมา การสาธารณสุขในชนบทได้กลายเป็นประเด็นที่สำคัญที่รัฐบาลทุกรัฐบาลต้องให้ความสำคัญ ปัญหาสุขภาพคนชนบท เสียงของคนชนบทและความต้องการทางสุขภาพเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องฟัง และมีการวางแผนทั้งระดับชาติและระดับรัฐในการพัฒนาสุขภาพคนชนบท มีการจัด National Forum ขึ้นทุก 2 ปี และครั้งล่าสุดคือครั้งที่ 6 จัดขึ้นในปี 2001

การจัดระบบบริการสาธารณสุขเพื่อความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการของชาวชนบท

เนื่องจากประเทศออสเตรเลียมีพื้นที่กว้างใหญ่ แม้ว่าประชากรส่วนใหญ่จะอาศัยอย่างหนาแน่นในเมืองใหญ่ๆเพียงไม่กี่แห่ง แต่ถึงกระนั้นก็มีประชากรอีกถึง 20% ที่อาศัยกระจัดกระจายอยู่ในเมืองเล็กและพื้นที่ห่างไกล รวมทั้งมีชาวพื้นเมือง Aborigine ที่อาศัยทั้งปะปนกับคนขาวในเมืองและอาศัยในชุมชนชาวพื้นเมืองเองในเขตชนบท ดังนั้นการจัดบริการเพื่อตอบสนองความต้องการทางสุขภาพโดยเฉพาะในชนบทจึงมีรูปแบบที่หลากหลาย และมีลักษณะเด่นที่น่าสนใจ ได้แก่

ระดับ สถานีอนามัย :

ในชุมชนห่างไกลที่มีประชากรไม่มากนัก เช่นที่ ชุมชน Milaa Milaa ที่มีประชากรประมาณ 700 คน จะมีสถานีอนามัยหรือ Health Center เป็นสถานบริการสุขภาพของชุมชน โดยมีพยาบาลเป็นผู้ดำเนินงาน บางแห่งอาจมีพยาบาลเพียงคนเดียว มีการใช้โทรศัพท์เพื่อประสานการรักษาและการส่งต่อจากแพทย์ในโรงพยาบาล ยาที่สถานีอนามัยจึงมี Drug Items จำนวนมาก มีงานส่งเสริมสุขภาพที่พยาบาลคนนี้ต้องรับผิดชอบ เช่นงานส่งเสริมสุขภาพในโรงเรียน มีศูนย์รถฉุกเฉินที่ตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับสถานีอนามัยแต่เป็นคนละองค์กรกัน ซึ่งทำให้สามารถช่วยเหลือเกื้อกูลกันได้มากกว่าแยกไปตั้งคนละแห่ง พยาบาลประจำสถานีอนามัยถือเป็นบุคลากรที่ขึ้นตรงต่อโรงพยาบาล หากพยาบาลคนนี้มีภารกิจที่ต้องลาหรือไปฝึกอบรม ทางโรงพยาบาลมีหน้าที่ส่งพยาบาลคนอื่นมาปฏิบัติงานแทน

ระดับโรงพยาบาลอำเภอ :

เช่นที่โรงพยาบาล Atherton ซึ่งมี 65 เตียง มีแพทย์ 5 คน รับผิดชอบการบริการสุขภาพด้านทุติยภูมิดูแลประชากรประมาณ 60,000 คน ผู้ป่วยส่วนใหญ่ได้รับการดูแลระดับ primary care จากคลินิกเอกชน ทำให้ผู้ป่วยที่มาใช้บริการในโรงพยาบาลมีไม่มาก ที่นี่มีจุดเด่นที่น่าสนใจเช่น

มี Private – Public Closer Linkage กล่าวคือแพทย์จากคลินิกเอกชนสามารถ Admit ผู้ป่วยและตามเข้ามาดูแลรักษาหรือทำหัตถการในโรงพยาบาลของรัฐได้ ซึ่งเป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลทางการแพทย์ในชนบทที่ขาดแคลนให้เป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากที่สุด

มีการผสมผสานทีมงานบุคลากรด้านสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ป่วย (Multi-disciplinary Team) ทั้งแพทย์ พยาบาล เจ้าหน้าที่ด้านส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค วิชาชีพด้าน Allies Health เช่นนักโภชนาการ นักกายภาพบำบัด นักอรรถบำบัด เป็นต้นให้เกิดการทำงานที่เป็นทีม และมีการเชื่อมต่อการดูแลผู้ป่วยที่ต่อเนื่อง ผสมผสาน และเป็นองค์รวม

แพทย์ในโรงพยาบาลอำเภอมีทักษะในการดูแลสุขภาพและรักษาโรคและความสามารถในการทำหัตถการที่สูงมาก ซึ่งหมายถึงการได้รับการฝึกอบรม การศึกษาต่อเนื่องและการสนับสนุนให้สามารถใช้วิชาการและศักยภาพในการดูแลรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่

มีการจัดระบบเครือข่ายสนับสนุนจากโรงพยาบาลระดับ tertiary care เพื่อเพิ่มคุณภาพบริการ เช่น มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในสาขาเฉพาะด้านจากโรงพยาบาลใหญ่ (Based Hospital) มาออกให้บริการที่โรงพยาบาลแห่งนี้ตามเวลาที่กำหนด ซึ่งทางโรงพยาบาลอำเภอก็จะนัดคนไข้ไว้และร่วมกันดูแลผู้ป่วยในลักษณะ peer review มีการจัดตั้ง satellite service หรือการนำบริการจากโรงพยาบาลใหญ่มาไว้ที่โรงพยาบาลอำเภอ เช่น เครื่องล้างไตและการรักษาโรคมะเร็งด้วยเคมีบำบัด ซึ่งโรงพยาบาลใหญ่ได้เตรียมความพร้อมของบุคลากรที่นี่ จัดระบบบริการและสถานที่ เพื่อลดภาระของผู้ป่วยในการรับบริการที่โรงพยาบาลใหญ่ที่อยู่ไกลออกไป

มีการจัดทำคู่มือ หรือ Manual สำหรับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยหรือพยาบาลที่ออกไปปฏิบัติงานในชุมชนเพื่อให้เกิดมาตรฐานในการดูแลรักษาพยาบาล

โรงพยาบาลแห่งนี้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่สำคัญสำหรับนักศึกษาแพทย์และนักศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ โดยภารกิจด้านการเรียนการสอนให้เข้าใจการทำงานในบริบทของความเป็นชนบท (Rural Health and Rural Practice) โดยมีการใช้เทคโนโลยี เช่น teleconference ในการส่งเสริมการเรียนการสอนแก่นักศึกษาในการเรียนรู้วิชาการกับอาจารย์ในมหาวิทยาลัย

เนื่องจากออสเตรเลียมีระบบการเงินการคลังด้านสาธารณสุข (Funding) หลายรูปแบบ ทางโรงพยาบาล Atherton มีการผสมผสานและบริหารจัดการด้านการเงินการคลังที่มีหลายระบบให้เป็นระบบเดียว เพื่อประสิทธิภาพของระบบบริการสาธารณสุขในพื้นที่รับผิดชอบ

ระดับโรงพยาบาลศูนย์ ( Based Hospital ) :

มีการวางระบบเพื่อสนับสนุนการจัดระบบบริการเป็นเครือข่าย เช่นการจัดแพทย์เชี่ยวชาญเฉพาะด้านไปให้บริการในโรงพยาบาลอำเภอ การจัดการเรียนการสอนแก่นักศึกษาแพทย์และนักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์สุขภาพ การศึกษาวิจัยเพื่อสนับสนุนการจัดบริการที่สอดคล้องเหมาะสมกับวิถีวัฒนธรรมของคนชนบทและคนพื้นเมือง เช่น การศึกษาสถานะสุขภาพของหญิงมีครรภ์และทารกแรกคลอดในกลุ่ม Aborigine และการทำความเข้าใจกับวัฒนธรรมของชาวพื้นเมือง เพื่อสามารถจัดบริการการฝากครรภ์และการคลอดที่สอดรับกับบริบทชนพื้นเมืองได้ ของ Prof. Micheal Humphey ที่ Crains Base Hospital เป็นต้น

การจัดบริการ Multi-purpose Health Service ที่ Mossman Hospital :

เนื่องจากระบบบริการสาธารณสุขของออสเตรเลียมีการแยกส่วนของงานสร้างเสริมสุขภาพและการรักษาโรคอย่างชัดเจน รวมทั้งมีวิชาชีพทางสุขภาพแยกเป็นสาขาต่างๆ มากมาย ดังนั้นการจัดบริการในลักษณะนี้จึงไม่อาจตอบสนองความต้องการด้านสุขภาพของคนชนบทได้ ทางรัฐบาลออสเตรเลียจึงได้ทดลองดำเนินการพัฒนารูปแบบของ Multi-purpose Health Service ขึ้นในโรงพยาบาลอำเภอ 12 แห่ง โดยที่ Mossman นี้มีจุดเด่นที่น่าสนใจคือ

มีการนำข้อมูลทางสุขภาพของคนในพื้นที่รับผิดชอบมาใช้ในการวางแผนการจัดบริการทางสุขภาพให้ตอบสนองต่อปัญหาและความต้องการ (Health Need)ของคนทุกกลุ่ม โดยรวบรวมข้อมูลจากชุมชน จากโรงพยาบาล และจาก community need มาใช้ในการทำแผนปฏิบัติการ เช่น มีโครงการ Alcohol and Drugs Program และ Factory Health care สำหรับวัยทำงาน และมี Palliative care และกิจกรรมชมรมผู้สูงอายุที่มีความต่อเนื่อง สำหรับผู้สูงอายุเป็นต้น

มีการจัดระบบการบริหารจัดการสถานพยาบาลที่เน้นบทบาทของพยาบาล โดยพยาบาลที่เป็น Director of Nurse มีบทบาทที่คู่ขนานกับแพทย์ที่เป็น Director of Medical มีการฝึกอบรมให้พยาบาลทุกคนมีความสามารถที่หลากหลาย (Multi-skill) ทำได้ทั้งการฉีดวัคซีนจนถึงการดูแลผู้ป่วยโรคหัวใจ ให้ทุกคนเป็น Health Nurse ไม่ใช่เพียงแค่บทบาทของ Hospital Nurse เท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรและการวางระบบให้สอดรับกับบทบาทของการเป็น Multi-purpose Health Service เป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้ระบบมีความยั่งยืน ดังนั้นการฝึกอบรมพัฒนาเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลแห่งนี้จึงได้ถูกให้ความสำคัญอย่างมาก และวิธีการฝึกอบรมที่ดีที่สุดก็คือการที่แพทย์หรือหัวหน้างานที่มีความรู้ความเข้าใจได้ลงไปคลุกคลีและแนะนำตัวต่อตัวในระหว่างการปฏิบัติงานนั่นเอง

มีการผสมผสานและจัดระบบการให้บริการที่ต่อเนื่องระหว่างงานรักษาโรคและการสร้างเสริมสุขภาพโดยทีมงานของโรงพยาบาลแห่งนี้ ในขณะที่โดยระบบเดิมของออสเตรเลียนั้น บทบาทในการทำงาน primary care หรือ งานสร้างเสริมสุขภาพจะเป็นบทบาทที่แยกออกไปของอีกหน่วยงานหนึ่งที่ทำหน้าที่นี้โดยตรง

คลินิกเอกชน (GP Clinic) :

มีบทบาทที่สำคัญยิ่งในการดูแลสุขภาพระดับ primary care ของประชากรออสเตรเลีย ประชากรส่วนใหญ่ได้รับการดูแลรักษาโรคพื้นฐานโดยคลินิก GP เอกชน โดยผู้ป่วยที่มีหลักประกันสุขภาพของรัฐบาล (Medicare) สามารถไปใช้บริการได้โดยต้องร่วมจ่ายตามอัตราที่กำหนด การดูแลผู้ป่วยจะใช้ระบบนัด ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน แพทย์ GP ที่เปิดให้บริการเอกชนอาจมีการรวมตัวกันประกอบวิชาชีพในสถานที่เดียวกันเพื่อให้สามารถเปิดให้บริการได้ตลอดทุกวัน สามารถเข้าไปทำงาน part- time ในโรงพยาบาลของรัฐได้ แต่ที่ออสเตรเลียไม่มีระบบการลงทะเบียนกับแพทย์ในลักษณะแพทย์ประจำครอบครัว ทำให้ผู้ป่วยสามารถไปใช้บริการกับแพทย์คนใดก็ได้

มีโครงสร้างของ Division of GP เป็นองค์กรอิสระของรัฐในการประสานงานกับแพทย์ GP ทั้งที่อยู่ในส่วนเอกชนและภาครัฐ เพื่อการกระจายข้อมูลข่าวสารที่จำเป็น การสนับสนุนการศึกษาต่อเนื่อง การสนับสนุนให้แพทย์เข้าร่วมโครงการของรัฐในการสร้างเสริมสุขภาพหรือโครงการการดูแลผู้ป่วยเฉพาะเป็นต้น

การจัดบริการการแพทย์ฉุกเฉินโดยเครื่องบิน (Royal Flying Doctor Service ; RFDS ) :

เนื่องจากความห่างไกลของพื้นที่อันกว้างใหญ่ในเขตชนบท ทำให้ออสเตรเลียมีการพัฒนาองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่ในการดูแลรักษาการแพทย์ฉุกเฉินด้วยเครื่องบินหรือ RFDS ขึ้นมา โดยการให้บริการนั้นจะเริ่มที่การรับโทรศัพท์ หากไม่สามารถแก้ปัญหาด้วยการให้คำปรึกษาหรือรักษาทางโทรศัพท์ได้ ก็เป็นภารกิจที่ต้องมีการบินไปแก้ปัญหาสุขภาพให้แก่ชาวบ้านห่างไกลแม้ไปเพื่อเย็บแผล 5 เข็มหรือเขี่ยผงที่เข้าตาเท่านั้นก็ตาม หากรักษาในที่เกิดเหตุไม่ได้ก็จะรับตัวมารับการรักษาต่อที่โรงพยาบาล รวมทั้งการส่งกลับหลังรักษาด้วย นอกจากการเน้นที่การรักษาพยาบาลแล้ว RFDS ก็ได้เพิ่มภารกิจในการให้บริการด้าน primary care ด้านการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคให้แก่ชุมชนที่อยู่ห่างไกลและไม่มีสถานบริการด้านสุขภาพอยู่ในพื้นที่ โดยจะมีการนัดหมายกับชาวบ้านและออกให้บริการตามแผนที่วางไว้ เพื่อลดช่องว่างและความด้อยโอกาสในการเข้าถึงบริการของชาวชนบทห่างไกล

การจัดบริการสุขภาพเพื่อชาวพื้นเมือง Aborigine

ชาว Aborigine เป็นชนพื้นเมืองที่อาศัยอยู่ในทวีปออสเตรเลียมายาวนานกว่า 40,000 ปี มีวิถีชีวิตที่พึ่งพาการล่าสัตว์และการหาของป่า ไม่มีวัฒนธรรมในการทำเกษตร ตั้งชุมชนกระจัดกระจายทั้งทวีป มีภาษาพูดที่หลากหลายตามแต่ละเผ่า ไม่มีภาษเขียน หลังจากที่ออสเตรเลียถูกปกครองด้วยคนขาวและประเทศอยู่ภายใต้วัฒนธรรมแบบชาวตะวันตก ชาว Aborigine ก็มีวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไปมาก การแพทย์พื้นบ้านสาบสูญไป การศึกษาอย่างตะวันตกทำให้ชาว Aborigine ในปัจจุบันไม่มีทักษะในการล่าสัตว์ หาของป่าอีกแล้ว คนส่วนใหญ่ตกงาน และรัฐบาลมีเงินสวัสดิการสังคมเลี้ยงชีพซึ่งจ่ายให้คนทุกคนที่ตกงาน

ด้วยวัฒนธรรมแบบตะวันตก คน Aborigine มีอัตราการเป็นโรคเบาหวานที่สูง ด้วยการสูญเสียสุขภาวะทางจิตวิญญาณ ปัญหาการฆ่าตัวตาย ความเครียด ความรุนแรงในครอบครัว การติดเหล้า ติดบุหรี่ การติดยาเสพติด เป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ไข

สถานบริการสาธารณสุขที่มีคุณภาพมาตรฐานตามแบบตะวันตกที่กระจายทั่วประเทศ ไม่สามารถตอบสนองให้เกิดการใช้บริการและดูแลสุขภาพของชาว Aborigine ได้ เพราะไม่มีความเข้าใจในวัฒนธรรมและบริบทของชาว Aborigine ดังนั้นทางออกของปัญหา คือ การตั้งหน่วยบริการทางสุขภาพที่ดำเนินการโดยชาว Aborigine เอง หรือเรียกว่า Indigenous Health Center ขึ้นมา

ลักษณะร่วมที่สำคัญของ Indigenous Health Center คือ

มีคณะกรรมการชุมชนที่คัดเลือกมาจากตัวแทนของชุมชนเป็นคณะกรรมการที่ปรึกษาของศูนย์บริการสาธารณสุข โดยมีวาระที่ชัดเจน และมีบทบาทในการให้ข้อเสนอแนะต่อการจัดบริการ เพื่อสร้างความเป็นเจ้าของศูนย์บริการให้แก่คนพื้นเมือง

การให้บริการมีลักษณะผสมผสานระหว่างการรักษาโรคและการสร้างเสริมสุขภาพในบริบทและบรรยากาศที่ไม่สร้างเงื่อนไขให้เป็นข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการของชนพื้นเมือง

มีโครงการพิเศษที่แก้ปัญหาสุขภาพคนในชุมชน โดยเป็นโครงการพิเศษที่มีเจ้าหน้าที่เฉพาะ มีเงื่อนเวลาในการทำโครงการและแผนงานที่ชัดเจน ในบางโครงการที่เป็นกิจกรรมแก้ปัญหาในชุมชน มีการเลือกเอาคนในชุมชนที่มีศักยภาพมาฝึกอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้เป็นผู้ปฏิบัติของโครงการในชุมชนนั้นๆ เช่น โครงการลดการติดเหล้า โครงการลดความรุนแรงในครอบครัวเป็นต้น

ในบางชุมชนมีการสนับสนุนจากภาครัฐและนักวิชาการในการทำ Health Need Assessment ของชุมชนเอง เพื่อเป็นแผนแม่บทด้านสุขภาพที่สะท้อนความต้องการของชุมชน และผลักดันให้ภาครัฐตอบสนองสนับสนุนต่อแผนชุมชนนี้

หลายศูนย์บริการไม่มีแพทย์ประจำ ดังนั้นจึงมีการหมุนเวียนแพทย์มาตรวจรักษาตามกำหนดนัดหมายในบางวัน แต่ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และพยาบาลยังเป็นปัญหาใหญ่ที่ยากจะแก้ไขให้ลุล่วง

การแก้ปัญหาการขาดแคลนวิชาชีพด้านสุขภาพในชนบทของ Australia

แม้ว่าสัดส่วนแพทย์ต่อประชากรของออสเตรเลียจะอยู่ที่ประมาณ 1: 1,000 แต่ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และกลุ่ม Allies Health Service ยังเป็นปัญหาในเขตชนบทและพื้นที่ห่างไกล

ทางรัฐบาลออสเตรเลียและมหาวิทยาลัยที่มีส่วนในการผลิตบุคลากรด้านสุขภาพได้ร่วมกันแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยเฉพาะในส่วนการแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ ซึ่งสามารถเป็นบทเรียนที่ดีสำหรับวิชาชีพอื่นได้เช่นกันกล่าวคือ

ในระยะที่เป็นนักศึกษาแพทย์ ( Undergraduate )

มีการเพิ่มโอกาสและจัดให้มีการรับนักศึกษาแพทย์ที่มีพื้นฐานเป็นคนในพื้นที่ชนบทให้ได้มีโอกาสในการเข้าศึกษาในคณะแพทย์ บางมหาวิทยาลัยมีสัดส่วนนักศึกษาแพทย์ที่มาจากชนบทมากถึง 50%

ในระหว่างการศึกษามีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ได้สัมผัสการทำงานตามวิชาชีพในชนบทหรือเรียนรู้วิถีชีวิตของคนชนบท (Rural Exposure) อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งการได้มีโอกาสไปสัมผัสกับวิถีชีวิตและปฏิบัติงานในชุมชนของชาวพื้นเมือง (Cross Cultural Training) ด้วย

การสนับสนุนการทำกิจกรรมเป็นชมรมของผู้ที่สนใจการทำงานในชนบท (Rural Student Club) เพื่อให้ได้มาพบปะและเสริมสานความสนใจของกันและกัน

การให้ทุนการศึกษาเพื่อสนับสนุนให้นักศึกษาไปฝึกงานหรือทำวิจัยในชนบท

ในหลักสูตรการศึกษามีการเสริมความรู้ที่จำเป็นในการทำงานในชนบทเข้าไป เช่น ทักษะในการทำงานเป็นทีม การส่งเสริมสุขภาพ ทักษะการเป็นครู เป็นต้น

มีการหา Role Model ที่เป็นแบบอย่างของการทำงานในชนบทให้เป็นแบบอย่างของนักศึกษา

ในระยะหลังจบการศึกษาปริญญาตรี ( Post-graduate )

การจัดให้มีวิชาเลือกในการฝึกปฏิบัติงานในชนบท (Elective Rural Program) นาน 3 เดือน

ในระยะการศึกษาเป็นแพทย์ประจำบ้าน ( Vocational Training )

การสร้างคุณค่าและการยอมรับต่อความเป็นเฉพาะด้านของการประกอบเวชปฏิบัติในชนบท โดยผู้ที่จะออกไปปฏิบัติงานชนบทที่เป็นแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปซึ่งปกติใช้เวลาในการเรียน 3 ปี ต้องใช้เวลาเรียนเพิ่มอีก 1 ปี เพื่อเพิ่มทักษะที่จำเป็นในการทำงานในสถานการณ์ที่ห่างไกลจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขาอื่นๆ

ในระยะที่ปฏิบัติงานจริงในชนบท ( Retention )

มีการให้ความสำคัญกับการศึกษาต่อเนื่อง (Continuous Professional Education) ด้วยการจัดการศึกษาในหลายรูปแบบ เช่น ระบบการศึกษาทางไกล การฝึกอบรม on the job training เป็นต้น แม้จะอยู่ไกลในชนบทแต่ไม่ได้ห่างไกลจากวิชาการทางการแพทย์ที่ก้าวหน้า

มีระบบค่าตอบแทนที่จูงใจในการออกไปปฏิบัติงานในชนบท ด้วยการได้รับค่าตอบแทนสูงกว่าทำงานในเมือง

มีการให้ความสำคัญกับสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงานในชนบท เช่น บ้านพัก โรงเรียนของลูก อาชีพการงานของคู่สมรส เป็นต้น

กระบวนการทั้งหมดนี้เป็นไปเพื่อการเพิ่มขึ้นของแพทย์ที่เข้าไปปฏิบัติงานในชนบทและการคงอยู่ของผู้ที่ปฏิบัติงานอยู่แล้ว ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับวิชาชีพอื่นได้เช่นกัน

ข้อเสนอสำหรับการพัฒนาสุขภาพคนชนบท ( Rural Health ) ของประเทศไทย

การแก้ปัญหาสุขภาพของชนบทนั้นไม่สามารถแยกขาดได้จากการจัดบริการสุขภาพในพื้นที่ชนบท แต่องค์กรที่ทำหน้าที่มองภาพรวมของการแก้ปัญหาสุขภาพในชนบทนั้นยังไม่มี ภาระหน้าที่นี้กระจัดกระจายอยู่ตามกรมกองต่างๆ ในกระทรวงฯ ซึ่งในที่สุดแล้วไม่มีใครที่มองการพัฒนาอย่างเชื่อมต่อและเป็นองค์รวม

ปัญหาการขาดแคลนแพทย์และบุคลากรด้านสาธารณสุขในชนบทเป็นอุปสรรคที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพของคนในชนบท ซึ่งไม่มีองค์กรใดในประเทศไทยเช่นกันที่มีหน้าที่ภารกิจในการดูแลการผลิตกำลังคนด้านสุขภาพของคนทั้งประเทศ ปล่อยให้มีการผลิตตามความประสงค์ของผู้เรียนและโรงเรียนแพทย์มากกว่าความต้องการของชุมชน หลักสูตรการศึกษาแพทย์หรือพยาบาลที่มีในประเทศไทยก็ไม่เอื้อต่อการสร้างคุณค่าและทักษะในการปฏิบัติงานในชนบท

การมีส่วนร่วมของคนชนบทในการร่วมกำหนดปัญหาและแก้ปัญหาสุขภาพของตนเองยังถูกละเลย เกือบทุกโครงการเป็นการสั่งการจากส่วนกลาง หรือมีรูปแบบเดียวกันที่ใช้ทั้งในเขตเมืองและชนบท ซึ่งทั้ง 2 พื้นที่นี้มีบริบทที่แตกต่างกัน

ดังนั้นในเบื้องต้น สิ่งแรกที่ควรจะมีก็คือ การมีองค์กรที่มีภารกิจเชิงนโยบายในการจัดระบบการให้บริการสุขภาพของคนชนบทและประเด็นที่เกี่ยวข้อง เช่น การพัฒนาสถานบริการด้านสุขภาพที่มีรูปแบบเหมาะสมกับชาวชนบท การวางแผนการผลิตกำลังคน การส่งเสริมคุณค่าของ Rural Health การส่งเสริมการวิจัยเพื่อสุขภาพคนชนบท การหารูปแบบการให้บริการทางสุขภาพที่เหมาะสมกับการแก้ปัญหาสุขภาพเฉพาะประเด็นในชนบท การจัด National Forum for Rural Health การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการจัดการดูแลปัญหาสุขภาพของตนเอง เป็นต้น ประเด็นต่างๆ ที่มีส่วนสำคัญและสัมพันธ์กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตชาวชนบทด้านสุขภาพ ไม่สามารถแยกส่วนให้หน่วยงานมากมายมาดูแลอย่างแยกส่วนเช่นเดิมได้ หากไม่มีองค์กรกลางที่มาดูแลนโยบายในด้านสุขภาพเพื่อคนชนบทแล้ว ก็เป็นการยากอย่างยิ่งที่จะนำพาคนชนบทไปสู่การมีสุขภาพดีได้

ส่วนในระดับพื้นที่นั้น ควรมีการประสานให้เกิดการเชื่อมต่อและพัฒนาระบบบริการที่โรงพยาบาลใหญ่เกื้อกูลส่งเสริมการดูแลสุขภาพของโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลชุมชนเข้าไปสนับสนุนการพัฒนาคุณภาพในสถานีอนามัย การเชื่อมต่อจะทำให้เกิดการเรียนรู้ในแนวราบ ความเข้าใจต่อคนชนบทจะมีมากขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับส่วนกลางและระดับรากหญ้าร่วมกันแล้ว สุขภาวะเพื่อคนชนบท จึงจะเป็นการเริ่มต้นก้าวเดินก้าวแรกๆ อย่างยั่งยืนได้

@@@@@@@@@@

การดูแลผู้พิการและการฟื้นฟูสภาพ
โดย Admin on January,07 2011 02.16

6 ม.ค. 54 15.00-16.30 น. ศึกษาทางไกล รพสต. เรื่อง การดูแลผู้พิการและการฟื้นฟูสภาพ โดย ผศ.ดร.เนตรนภา คู่พันธวี ภาควิชาการพยาบาลศัลยศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์

การดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง
โดย Admin on January,06 2011 23.19

6 ม.ค. 54 13.30-15.00 น. ศึกษาทางไกล รพสต. เรื่อง การดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง โดย ผศ.ดร.จารุวรรณ มานะสุรการ ภาควิชาการพยาบาลอายุรศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์

อนามัยโรงเรียน
โดย Admin on January,02 2011 15.06

16 ธ.ค. 53 15.00-16.30 น. ศึกษาทางไกล รพสต. เรื่อง อนามัยโรงเรียน โดย ผศ.ดร.ปิยนุช จิตตนูนท์ ภาควิชาการพยาบาลสาธารณสุขศาสตร์ คณะพยาบาลศาสตร์ ม.สงขลานครินทร์

อนามัยเจริญพันธุ์
โดย Admin on December,31 2010 21.07

16 ธ.ค. 53 13.30-15.00 น. ศึกษาทางไกล รพสต. เรื่อง อนามัยเจริญพันธุ์ โดย นพ.ประวิทย์ วรรณโร โรงพยาบาลหาดใหญ่ จ.สงขลา

ครอบครัวที่เผชิญหน้ากับความตาย
โดย Admin on December,31 2010 19.22

"ครอบครัวที่เผชิญหน้ากับความตาย" - เวชศาสตร์ครอบครัวกับการจัดการบริการสุขภาพในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โดย ผศ.พญ.สายพิณ หัตถีรัตน์

197 items|« First « Prev 8 9 (10/20) 11 12 Next » Last »|

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!