Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ จากก้อนดินสู่การสถาปนาระบบหลักประกันสุขภาพไทย

โดย Admin on January,11 2011 22.53

นายแพทย์สงวน นิตยารัมภ์พงศ์ จากก้อนดินสู่การสถาปนาระบบหลักประกันสุขภาพไทย

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมกราคม-กุมภาพันธ์ 2551 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

บางเสี้ยวชีวิตนายแพทย์ สงวนนิตยารัมภ์พงศ์ เป็นคนกรุงเทพฯ เติบโตในครอบครัวคนจีน เป็นลูกสุดท้องในพี่น้องทั้งหมด ๖ คน เรียนจบเตรียมอุดมศึกษา ก็เข้ามหาวิทยาลัยมหิดล
เลือกเรียนแพทย์ เพราะ มันปนๆ กันระหว่างค่านิยมกับความรู้สึกอยากจะทำ อะไรที่มีความหมาย วิศวะกับแพทย์ วิศวะเกี่ยวข้องกับเครื่องจักร แพทย์เกี่ยวข้องกับคน คิดไปคิดมาเลือก เรียนแพทย์
สัมผัสความรักและความอบอุ่นจากแม่ ด้วยคำสอนที่ให้ข้อคิดว่า ถ้าเราลำบากให้มองคน ที่ลำบากกว่าเรา ถ้าเราดีแล้วให้มองคนที่ดีกว่าเรา คิดว่าเป็นวัฒนธรรมจีน ในแง่ที่ทำให้มีความอ่อนน้อม ถ่อมตน คิดถึงความเป็นมนุษย์ ความมีน้ำใจในการปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
สนใจปัญหาสังคม เพราะชอบ อ่านหนังสือ ช่วงที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัย ชอบอ่านหนังสือสังคมปริทัศน์ เศรษฐศาสตร์ชาวบ้าน น.ส.พ. มหาราช ทำให้เห็นสภาพสังคมชนบทที่ต่างจากสังคมเมืองอย่างสิ้นเชิง เมื่อได้ออกค่ายก่อนเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา ได้เห็นอะไรหลาย อย่างที่คิดไม่ถึง เช่น ครอบครัวที่ยากจน ทั้งบ้านมีเงินไม่ถึง ๒๐ บาท และอีกหลายๆ กิจกรรมของชีวิตนักศึกษาที่น่าจดจำ และ ทำความเข้าใจ
บทบาทในตอนนั้น เป็นบรรณาธิการหนังสือ “ มหิดลสาร" ของมหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมทำกิจกรรม นักศึกษา ตั้งแต่ปี ๒ เคยเขียนจดหมายขอบทความของ อาจารย์ป๋วยจากประเทศอังกฤษ ท่านน่ารักมาก ตอบจดหมายมาว่า สงวนที่รัก ยินดีที่จะส่งบทความมาให้" เป็นบทความที่พูดถึง เรื่องการใช้ชีวิต และเรื่องการทำประโยชน์แก่สังคม ผมอ่านเรื่อง ของท่านเพิ่ม ขึ้นเรื่อยๆ ประทับใจมากที่สุด คือเรื่อง "จากครรภ์มารดาถึงเชิงตะกอน"
บันทึกเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ เรียนอยู่ปี ๓ ก็ยังเป็น นักกิจกรรม ตอนเกิดเหตุการณ์ ๑๔ ตุลา หลังเหตุการณ์ ๖ ตุลา ๑๙ พ.ศ. ๒๕๒๐ ผมเรียนจบ ทำงาน ในกรุงเทพฯ ๑ ปี ที่โรงพยาบาลวชิระ หลังจากนั้น เลือกออกไปเป็นแพทย์ชนบท จังหวัดศรีสะเกษ อำเภอราษีไศล อยู่ ๕ ปี ได้เรียนรู้ ความแตกต่าง ระหว่างเมืองกับชนบท ความสะดวกสบาย ความสนุกสนาน สิ่งบันเทิงทั้งหลาย เครื่องกินเครื่องใช้ ที่อุดมสมบูรณ์ ต่างกับความ ขาดแคลน ความอดอยาก แห้งแล้ง แต่สิ่งที่ชาวบ้านมี และมอบให้ อย่างอบอุ่น คือ ความมีน้ำใจ
ชีวิตหลัง ๖ ตุลา ๑๙ ความตื่นตัว ของนักศึกษา ที่จบมาใหม่ๆ มีทั้งพยาบาล เภสัช ทันตแพทย์ และเทคนิคการแพทย์ ก็อยากไปทำงานชนบท แม้จะไม่มี สิ่งอำนวยความสะดวกเลย สภาพสังคมตอนนั้น มีความตื่นตัว มีสำนึกรับผิดชอบสังคมสูง
ความประทับใจ ผมเชื่อเรื่องจิตใจ และคิดว่า แรงจูงใจเรื่องเงิน หรือตำแหน่งชื่อเสียง ไม่แรงเท่าจิตใจภายใน ซึ่งอยากทำงาน เสียสละ มีอุดมการณ์ และมีความสุข ที่ได้ทุ่มเท ถ้าแพทย์มีบทบาท ออกไปสู่ชนบท มากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะทำให้ชาวบ้าน ได้รับบริการดีขึ้น ซึ่งแต่ก่อน บริการทางการแพทย์เหล่านี้ จะกระจุกตัว อยู่แต่ในเมือง ก็เริ่มเปลี่ยนไป ทำให้ บริการต่างๆ เข้าถึงประชาชน กว้างขวางขึ้น แต่มีข้อด้อย คือ อาจทำให้ชาวบ้าน พึ่งตัวเองน้อยลง เพราะแต่เดิม เขาใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น ของเขาอยู่ การไปดึง ให้เขาหันมาพึ่งบริการ ทางการแพทย์สมัยใหม่ อาจทำให้ชาวบ้าน ทอดทิ้งสิ่งดีๆ บางอย่างใน ท้องถิ่น ที่มีอยู่ไป
สู่มหาวิทยาลัย สั่งสมอุดมการณ์ คุณหมอสงวนเป็นลูกคนเล็กในครอบครัวคนจีนฐานะปานกลาง พ่อแม่ทำมาค้าขายอยู่ในย่านเยาวราช  คุณหมอสงวนเล่าว่า “ความที่เป็นลูกคนเล็กของพี่น้อง 6 คน ทำให้ผมแทบไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย สำหรับผม หน้าที่ที่สำคัญที่สุดของผมคือการเรียนหนังสือ เมื่อจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาก็สอบเข้าเรียนต่อคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล” และที่มหาวิทยาลัยในช่วงปี พ.ศ. 2514-2520 นี่เองที่ชีวิตคุณหมอสงวนเริ่มเบนเข้าสู่ความสมบุกสมบันสู่เส้นทางนักกิจกรรม เมื่อเรียนอยู่ปีที่สองได้ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการหนังสือพิมพ์ของมหาวิทยาลัย  พอขึ้นปีที่สี่ผมก็เป็นประธานฝ่ายวิชาการของสโมสรนักศึกษา อยู่ปีห้าเป็นรองประธานศูนย์นิสิตนักศึกษาแพทย์แห่งประเทศไทย และพออยู่ปีที่หกอันเป็นปีสุดท้ายของการเรียนแพทย์ในมหาวิทยาลัย ผมก็ได้รับเลือกให้เป็นนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยมหิดล เรียกได้ว่าผมเข้าร่วมขบวนการกิจกรรมนักศึกษาอย่างจริงจัง ตั้งแต่ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา พ.ศ.2516 จนกระทั่งขบวนการกิจกรรมนักศึกษาถูกทำลายในวันที่ 6 ตุลา พ.ศ. 2519 แม้ว่าจะไม่ใช่ประเภทถือไมค์ไฮปาร์ค ซึ่งไม่ใช่สไตล์ของนักศึกษามหิดล แต่เราก็มีรูปแบบกิจกรรมที่เข้าไปเสริมและร่วมกับนักศึกษามหาวิทยาลัยอื่นๆ ตามแนวทางของเรา โดยเฉพาะการต่อสู้เพื่อสร้างความเป็นธรรมในสังคม โดยเฉพาะการลดช่องว่างระหว่างคนจนกับคนรวย
จากเป็นการปราบปรามที่เหี้ยมโหดและเลวร้าย มีนักศึกษาจำนวนมากที่ต้องเสียชีวิตในวันที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2519  ในการปราบปรามขบวนการนักศึกษานั้น คุณหมอสงวนเองก็มีชื่อปรากฏอยู่ในบัญชีที่จะต้องถูกจับกุมเช่นเดียวกับนักกิจกรรมคนอื่น ๆ  เพื่อน ๆ จำนวนหนึ่งเลือกที่จะออกจากเมืองไปอยู่ในชนบทและป่าเขาเพื่อจับปืนขึ้นต่อสู้กับรัฐบาล  แต่คุณหมอสงวนตัดสินเลือกที่จะอยู่ต่อสู้ในเมืองต่อไป แม้ว่าต้องอยู่อย่างหลบๆ ซ่อนๆ ก็ตาม
คุณหมอสงวนเล่าว่า “สาเหตุที่ผมไม่ตัดสินใจไม่เข้าป่าไปกับเพื่อนบางคนทั้ง ๆ ที่เกือบจะไม่มีทางเลือกอื่น เพราะโดยความคิดส่วนตัวแล้ว ผมไม่เชื่อในแนวทางการต่อสู้ด้วยความรุนแรงมาแต่ต้น เมื่อไม่เลือกแนวทางการต่อสู้ด้วยอาวุธในป่าผมจึงต้องหลบซ่อนตัวในเมืองอยู่ระยะหนึ่ง จนต่อมาภายหลังที่หลบซ่อนไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ผมจึงต้องเปิดเผยตัว ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่ทางรัฐบาลทำอะไรตามอำเภอใจได้ยากขึ้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะการถูกนานาชาติจับตามองและประณามอยู่
แต่แม้จะไม่ถูกจับกุม  ก็ใช่ว่าชีวิตจะสบายเป็นปกติ เพราะผมจะรู้ว่าถูกติดตามเป็นระยะ ๆ และบางครั้งก็ถูกข่มขู่ว่าจะถูกจับกุม  โดยเฉพาะในช่วงเดือนตุลาคมปีถัดมา  ซึ่งผมได้ไปปฏิบัติงานเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่ที่โรงพยาบาลวชิรพยาบาล ซึ่งอาจเป็นการปรามเพราะเกรงว่านักศึกษาจะมีงานรำลึกอะไรบางอย่างในเดือนตุลาคม  ซึ่งถือว่าเป็นเดือนที่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวทางการเมืองของนักศึกษา

รับปริญญากับเสมียน การที่คุณหมอสงวนไม่ถูกจับแม้จะมีรายชื่อตามจับของทางการอยู่ทำให้คุณหมอสงวนไม่สามารถจะได้รับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ ซึ่งเป็นกติกาของทางราชการในขณะนั้น  การได้รับพระราชทานปริญญาจากพระมหากษัตริย์และมีรูปถ่ายการเข้ารับปริญญาติดที่บ้านถือเป็นค่านิยมของครอบครัวชนชั้นกลางโดยเฉพาะครอบครัวชาวจีน เป็นความสำเร็จที่ทำให้พ่อแม่มีความภาคภูมิใจเป็นอันมาก  คุณหมอสงวนเองก็อยากจะให้คุณพ่อคุณแม่มีความภาคภูมิใจอย่างนั้นมากและปรารถนาอย่างยิ่งที่จะมีโอกาสเข้ารับพระราชทานปริญญา ในช่วงนั้นเอง คุณหมอสงวนถูกเรียกไปพบกับอาจารย์ผู้ที่รักและห่วงใยคุณหมอสงวนมากท่านหนึ่งคือ ศ.นพ. ทวี  บุญโชติ คณบดีคณะแพทยศาสตร์รามาธิบดีในขณะนั้น เพราะทางตำรวจได้แจ้งกับทางมหาวิทยาลัย ให้คุณหมอสงวนเข้ามอบตัว เพราะเป็นผู้ที่มีรายชื่อที่ทางการตามจับอยู่  หากมอบตัวแล้วก็จะเป็นอิสระ จะไม่มีคนคอยเฝ้าติดตามและยังสามารถเข้ารับพระราชทานปริญญาจากพระหัตถ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้  นอกจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยมหิดลแล้ว ตำรวจยังส่งผู้บริหารโรงพยาบาลวชิรพยาบาลที่คุณหมอสงวนทำงานเป็นแพทย์ฝึกหัดอยู่ในขณะนั้นมาเกลี้ยกล่อมให้มอบตัวอีกด้วย
คุณหมอสงวนจึงแจ้งกับผู้บริหารทั้งจากมหาวิทยาลัยมหิดลและโรงพยาบาลวชิรพยาบาลอย่างสุภาพว่า “ผมไม่ได้ทำอะไรผิด การเคลื่อนไหวของขบวนการนักศึกษาเป็นไปได้ด้วยความหวังดีต่อประเทศชาติและประชาชน หากทางตำรวจเห็นว่าผมทำผิดและมีหมายจับอยู่ก็มาจับกุมได้เลย ผมจะไม่หนีไปไหน  แต่ผมจะไม่มีวันมอบตัวอย่างเด็ดขาด” ทั้งหมดเป็นการพูดที่ออกไปจากความรู้สึกที่แท้จริงในขณะนั้น  สุดท้ายคุณหมอสงวนจึงจบมหาวิทยาลัยไปทำงานต่างจังหวัดโดยไปรับปริญญาจากสำนักงานอธิการบดีเองในภายหลัง

สู่ราศีไศล  วันเวลาของการเติมเต็มอุดมคติ เมื่อเรียนจบแพทย์ในปี พ.ศ.2520 คุณหมอสงวนกับเพื่อนจำนวนมากจึงออกไปทำงานในชนบททันทีตามความตั้งใจที่มีมาตั้งแต่ยังเป็นนักศึกษา แพทย์จบใหม่รุ่นนั้นไม่ค่อยมีใครคิดจะอยู่ในเมือง ในยุคนั้นแพทย์ส่วนใหญ่มีความรู้สึกว่าการที่เรียนจบมาด้วยภาษีอากรของประชาชนแล้วกลับไปทำงานในเมืองที่มีความสะดวกสบาย มันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง เป็นพวกสำรวย รักสบาย ใครทำตัวอย่างนั้นก็จะอายเพื่อนร่วมรุ่น
โรงพยาบาลที่คุณหมอสงวนเลือกไปอยู่ คือ โรงพยาบาลราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ  ซึ่งเป็นอำเภอในจังหวัดที่ยากจนที่สุดของประเทศไทยในขณะนั้น ทั้งถนนหนทาง อาหารการกิน และความเป็นอยู่ก็ล้วนแต่ไม่สะดวกสบาย  โรงพยาบาลตั้งอยู่ห่างจากตัวจังหวัดกว่า 35 กิโลเมตร ถนนเป็นลูกรังสีแดง เวลานั่งรถเข้าออกตัวจังหวัดแต่ละครั้งกินเวลาเป็นชั่วโมง และถนนก็มีแต่ฝุ่น เวลานั่งรถถ้าไม่ปิดหน้าต่างก็จะเจอแต่ฝุ่นลูกรัง แต่ถ้าปิดหน้าต่างมันก็จะร้อนมาก คุณหมอสงวนเล่าว่า “ตลอดเวลา 5 ปี เต็มๆ ที่ผมอยู่โรงพยาบาลราษีไศลนั้น ทั้งๆ ที่ผมเป็นหมอ เป็นผู้บริหารโรงพยาบาล ผมมีสิทธิที่จะจัดการอะไรต่างๆ ได้แต่ผมก็ไม่ยอมติดแอร์รถ เพราะความรู้สึกลึกๆ ในสมัยนั้นเห็นว่าการติดแอร์เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย หรือทำให้ตัวเองเป็นคนรักความสะดวกสบาย
ชีวทัศน์ของการเป็นคนเสียสละและทำงานโดยไม่กลัวความยากลำบากทำให้ผมสูดฝุ่นเข้าปอดไปเสียหลายปี ทั้ง ๆ ที่มีอาการโรคภูมิแพ้และมีร่างกายที่ผอมกะหร่องแต่ไหนแต่ไร จนคนทั้งโรงพยาบาลรู้ว่าเวลาผมออกตรวจคนไข้ พยาบาลต้องเตรียมกระดาษทิชชูไว้ด้วย เพราะว่าจะผมจามบ่อยๆ และมีน้ำมูกไหลเป็นประจำ เป็นสัญลักษณ์ของ “หมอหงวน” ที่พยาบาลทุกคนรู้ดี การที่สูดฝุ่นเข้าไปมาก ๆ เป็นเวลานาน ๆ ติดต่อกันย่อมไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพปอดของผมแน่ ไอ้เจ้าก้อนมะเร็งมันอาจจะก่อตัวขึ้นอย่างเงียบ ๆ มาตั้งแต่ตอนนั้นก็เป็นได้ จนในปี 2526 เมื่อย้ายไปทำงานที่โรงพยาบาลบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา ถนนหนทางดีขึ้นเป็นถนนลาดยาง ระยะทางห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 100 กว่ากิโลเมตร ผมยิ่งไม่คิดจะติดแอร์รถ จนกระทั่งวันหนึ่งคนขับรถเกิดหลับในรถเซถลาออกข้างทาง จึงทำให้ผมตัดสินใจติดแอร์ เพราะรู้สึกว่าความร้อนทำให้เกิดอาการหลับในได้ง่าย
ประกอบกับเวลานั้นเห็นรถโรงพยาบาลอื่นๆ ล้วนแต่ติดแอร์กันทั้งนั้น จะไปทรมานตัวเองอยู่ทำไมก็เลยตัดสินใจติดแอร์รถ
นี่คือเรื่องหนึ่งที่ผมมานั่งคิดแล้วรู้สึกว่าเราเองก็ช่างสุดโต่งเสียเหลือเกิน จะว่าไป การติดใน “ความดี” นั้นในทางธรรมะถือว่าเป็นมิจฉาทิฐิอย่างหนึ่ง
การเป็นคนสุดโต่ง หรือการเป็นคนที่ “ติดในความดี” ทำอะไรแบบสุดขั้วไปด้านใดด้านหนึ่ง ซึ่งในวัยหนุ่มสาวหลาย ๆ คนมักจะเป็นอย่างนั้น และแม้ว่าเมื่อเวลาผ่านมาเราจะเห็นได้ชัดว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ในขณะนั้น มันเป็นสิ่งที่เราได้ตัดสินใจทำไปด้วยความจริงใจและอุดมคติที่หล่อหลอมขึ้นเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตจิตใจของเรา”

กองทุนยา หลักประกันสุขภาพขั้นประถม ที่โรงพยาบาลราษีไศล ขนาด 30 เตียง ในชนบทที่ยากจนที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทยนี้เอง เป็นการทำงานที่มีความสุข ท่ามกลางความยากลำบาก
ด้านหนึ่งโรงพยาบาลให้บริการรักษาพยาบาล ผ่าตัด ทำคลอด แต่ในอีกด้านหนึ่ง สภาพปัญหาสาธารณสุขขณะนั้น คุณหมอสงวนเห็นอย่างชัดเจนว่า การป้องกันดีกว่าการรักษาพยาบาล จึงทำงานเชิงรุกโดยการรณรงค์ส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคกันอย่างหนักในหมู่บ้านต่าง ๆ
คุณหมอสงวนเล่าว่า “ จำได้ว่ามีอยู่คราวหนึ่งเราพบว่ายาที่ใช้ในชนบทส่วนใหญ่จะเป็นยาชุดต่าง ๆ เป็นยาอันตรายที่พ่อค้าหรือพวกรถเร่มาขาย โดยที่ชาวบ้านเองไม่ทราบถึงอันตราย  จึงได้ออกไปรณรงค์ให้ความรู้แต่ก็มักจะสู้กับความไม่รู้และความเข้าใจผิด ๆ ของชาวบ้านไม่ไหว จึงเริ่มมีแนวความคิดว่าจะมีการจัดตั้งกองทุนยาในทุกหมู่บ้าน โดยกองทุนยาจะทำหน้าที่จัดหายาจำเป็นที่ไม่เป็นยาอันตรายมาไว้สำหรับใช้ในชุมชน แต่ในการจัดตั้งกองทุนยานี้เราต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วม  ทีมงานของเราจึงตั้งเงื่อนไขว่า ถ้าหมู่บ้านใดสามารถที่จะรวบรวมเงินชาวบ้านตั้งเป็นกองทุนขึ้นมาได้ ทางโรงพยาบาลก็จะช่วยสมทบเพื่อจะจัดตั้งกองทุนยาขึ้นมาในหมู่บ้าน  เพื่อเป็นการสมทบเงินเข้ากองทุนยาโรงพยาบาลจึงจัดบริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ในชุมชนโดยเก็บค่ารักษาในการตรวจคนละ 5 บาท แล้วเอาเงินที่เก็บได้ทั้งหมดยกให้กับชาวบ้านเพื่อเป็นเงินสำหรับก่อตั้งกองทุนยา” ในช่วงแรกๆ ชาวบ้านไม่ค่อยเข้าใจ จึงมีเพียงไม่กี่หมู่บ้านที่ร่วมมือ แต่ต่อมาปรากฏว่าชาวบ้านมีความตื่นตัวอยากได้กองทุนยากันมากขึ้น หลายต่อหลายหมู่บ้านสามารถทำตามเงื่อนไขคือรวบรวมเงินของหมู่บ้านมาจำนวนหนึ่งแล้ว ทางโรงพยาบาลก็ไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ให้ตามเงื่อนไขที่เคยเสนอไว้ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่นี้ไม่สามารถทำตอนกลางวันในเวลาปกติได้ เพราะว่าในเวลากลางวันเจ้าหน้าที่ต้องให้บริการรักษาพยาบาลในโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าจรดเย็น บางทีมีผ่าตัด ทำคลอด คนไข้ฉุกเฉิน ฯลฯ  การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่จึงทำได้เฉพาะตอนกลางคืน ยิ่งมีชาวบ้านอยากได้กองทุนยา ทีมโรงพยาบาลก็ยิ่งมีงานเพิ่มขึ้น เพราะต้องจัดหน่วยแพทย์ไปสนับสนุนในตอนกลางคืน มีอยู่เดือนหนึ่งทางโรงพยาบาลต้องจัดหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ออกไปถึง 28 ครั้ง หมายความว่าต้องออกไปทั้งหมด 28 คืน คือเกือบทุกคืนตลอดทั้งเดือน
ทุกคืน ทีมงานจะเริ่มเดินทางออกจากโรงพยาบาลประมาณ 6 โมงครึ่ง กว่าจะไปถึงหมู่บ้านก็ประมาณ 1-2 ทุ่ม หลังจากนั้นก็จะเริ่มให้บริการตรวจรักษาซึ่งจะมีการฉายภาพยนตร์ให้ชาวบ้านดูด้วย สมัยก่อนยังไม่มีโทรทัศน์ทุกๆ บ้านเหมือนในปัจจุบัน ชาวบ้านมักจะมากันเต็มแม้จะไม่มารับบริการเพราะอยากจะมาดูหนังกัน
หนังที่เอาไปฉายนั้นส่วนใหญ่เป็นหนังที่ฉายในกรุงเทพฯแล้ว ซึ่งนอกจากภาพยนตร์แล้วก็จะสอดแทรกด้วยหนังที่ให้ความรู้หรือสุขศึกษาด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพฟัน การฉีดวัคซีนหรือการรักษาสุขภาพร่างกาย เป็นต้น
กว่าจะให้บริการตรวจคนไข้ ฉายหนังใหญ่สลับกับพูดให้ความรู้ก่อน กว่าจะกลับถึงโรงพยาบาลก็ประมาณตี 1 หรือบางครั้งก็ตี 2 เป็นชีวิตที่มีความสุขในการได้ทำประโยชน์ให้ชาวบ้านและได้เห็นได้เรียนรู้เติบโตไปพร้อม ๆ กัน

ประสบการณ์เฉียดตายน้ำท่วมใหญ่ ได้เกิดน้ำท่วมหนักในสมัยที่คุณหมอสงวนอยู่ที่ราศีไศล  สำหรับคนกรุงเทพฯอย่างคุณหมอสงวน  น้ำท่วมที่เคยรู้จักอย่างมากก็ท่วมแค่ข้อเท้าหรือแค่เข่า ความยากลำบากก็คือการที่ต้องเดินลุยน้ำ อาจจะเป็นน้ำกัดเท้าบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่น้ำท่วมในชนบทนั้นมันแตกต่างโดยสิ้นเชิง  มักเป็นน้ำท่วมที่ทำให้คนชนบทที่ยากจนอยู่แล้วถึงกับสิ้นเนื้อประดาตัว
เสาโทรศัพท์ เสาไฟฟ้าที่เห็นว่าสูงนั้นเวลาน้ำท่วมแทบจะจมมิดอยู่ใต้น้ำ บ้านพักของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลซึ่งอยู่ใกล้แม่น้ำมูนยังถูกน้ำท่วมทุกหลังจนเจ้าหน้าที่ต้องอพยพไปนอนในห้องประชุมของโรงพยาบาล    แต่โรงพยาบาลก็ยังจัดทีมออกไปดูแลชาวบ้าน โดยการออกหน่วยทางเรือไปช่วยชาวบ้านที่น้ำท่วมทุกวัน
คุณหมอสงวนเล่าว่า “ครั้งหนึ่งเราไปออกหน่วยเคลื่อนที่ช่วยเหลือน้ำท่วม ท้องเรือของเราไปเสยเข้ากับต้นไม้ที่จมอยู่ใต้น้ำอย่างจัง ท้องเรือทะลุเป็นโพรง น้ำทะลักไหลเข้ามาในเรืออย่างรวดเร็ว ขณะที่เรือของพวกเรากำลังจะจมอยู่รอมร่อก็มีชาวบ้านที่ได้ยินเสียงร้องขอความช่วยเหลือทางโทรโข่งของพวกเราพายเรือออกมาช่วยกันใหญ่ พวกเราเองก็พากันว่ายน้ำไปเกาะต้นไม้ใหญ่ต้นหนึ่งที่โผล่พ้นน้ำอยู่ไม่ไกลนัก  แต่ที่ต้นไม้นั้นก็เต็มไปด้วยมด ทั้งมดและคนต่างก็หนีน้ำท่วมขึ้นมาอยู่บนต้นไม้ที่สูงที่สุด เหตุการณ์นั้นเป็นการผจญภัยที่ตื่นเต้นที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิตของผม และยังทำให้ได้เห็นถึงน้ำใจของชาวบ้านที่ได้พากันจัดงานบายศรีสู่ขวัญเรียกขวัญของพวกเราให้กลับคืนมา เพราะชาวบ้านคงเห็นว่าหมอๆ ทั้งหลายตื่นตระหนกตกใจและคงขวัญผวากันหมดแล้ว  พิธีบายศรีที่อบอุ่นเพื่อเรียกขวัญของพวกเราเกิดขึ้นทั้ง ๆ ที่เวลานั้นบ้านและนาของพวกเขากำลังจมอยู่ใต้น้ำ” แม้ว่าเราจะมีจิตใจที่ต้องการจะช่วยชาวบ้านอยู่แล้ว แต่เมื่อได้มาสัมผัสกับน้ำใจที่งดงามอย่างนี้ก็ยิ่งทำให้เกิดความผูกพันกับชาวบ้านมากขึ้น พวกเรายังคงทำงานทั้งเชิงรุกเชิงรับอย่างแข็งขันต่อมาอีกเป็นเวลาหลายปี ”

ดีเกินไปจนรัฐระแวง ช่วงเวลาขณะนั้น เป็นยุคสงครามเย็นที่ความขัดแย้งทางการเมืองยังสูงอยู่ โดยเฉพาะในชนบท การที่คุณหมอสงวนนำทีมโรงพยาบาลออกหน่วยเคลื่อนที่เข้าไปในหมู่บ้านบ่อยๆ จึงถูกเพ่งเล็งจากทางอำเภอและหน่วยงานด้านความมั่นคงภายในซึ่งระแวงสงสัยว่าโรงพยาบาลนี้จะมีความเกี่ยวพันกับกองกำลังคอมมิวนิสต์ที่กำลังต่อสู้กับรัฐบาลขณะนั้น รวมถึงชาวบ้านส่วนหนึ่งก็ถูกปลุกปั่นจากเจ้าหน้าที่ของรัฐว่าการออกหน่วยของเรามีจุดมุ่งหมายในทางการเมือง ซึ่งความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลย
คุณหมอสงวนเล่าว่า “ความตั้งใจและการทุ่มเทกลายเป็นที่มาของความระแวงสงสัยได้ง่ายๆ และดูเหมือนว่าผมจะหนีไม่พ้นไปจากเรื่องราวเหล่านี้ได้ง่าย ๆ บางทีอาจเป็นเพราะวิธีคิดวิธีทำงานของพวกเรานั้นมันไม่เป็นไปในกรอบของความเป็นราชการแต่เพียงอย่างเดียว เรามีการทำงานร่วมกับทุกฝ่าย มีทั้งครู ชาวบ้าน อาสาสมัครนักศึกษา หรือบัณฑิตอาสาสมัคร ฯลฯ มีการออกหน่วยกลางคืนอย่างทุ่มเท เลยทำให้เกิดความแน่ใจว่าพวกเราทำอะไรไปคงจะคาดหวังผลอะไรทางการเมืองบางอย่างเป็นแน่  ในเวลานั้นสังคมเรามักจะขีดเส้นเพื่อแบ่งคนออกเป็นสองพวกและดูเหมือนว่าเราจะต้องเป็นพวกใดพวกหนึ่งเท่านั้น คือถ้าไม่ใช่พวกรัฐก็ต้องเป็นพวกที่ตรงข้ามกับรัฐ ยังไม่ค่อยมีใครมองเห็นผู้คนที่อยู่ตรงกลางหรือที่เราเรียกกันว่า “ประชาสังคม” หรือภาคพลเมืองที่ทุกคนมีส่วนร่วมซึ่งกำลังเติบโตเบ่งบานอย่างมากในสังคมไทยในปัจจุบันนี้”

แพทย์ดีเด่นและองค์ปาฐกโกมลคีมทอง ในช่วงชีวิตของคุณหมอสงวน  จากหมอบ้านนอกที่มุ่งมั่นด้วยอุดมการณ์  ได้มีโอกาสรับรางวัลแห่งเกียรติยศที่ทรงคุณค่าของสังคมไทยอย่างน้อย 2 รางวัลที่สื่อถึงการเป็นนักพัฒนา ผู้มีอุดมคติของการเปลี่ยนแปลงสังคม ในวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2528 คุณหมอสงวนได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ประจำปี พ.ศ. 2528 พิธีมอบรางวัลนี้มีขึ้นที่ศาลาประชาคมอำเภอบัวใหญ่ จังหวัดนครราชสีมา อาจารย์เสม ซึ่งขณะนั้น คุณพ่อเสม พริ้งพวงแก้ว ปูชนียบุคคลของวงการสาธารณสุขซึ่งพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีแล้ว ก็ได้กรุณาไปเป็นประธานในพิธีมอบรางวัล คุณพ่อเสมได้กล่าวถึงเรื่องรางวัลนี้กับที่ประชุมซึ่งมีผู้ไปร่วมจำนวนมากในครั้งนั้นว่า “ในงานของแพทย์ชนบทนี้ อย่างไรก็ตามวันหนึ่งถ้าเราไม่ถอยออกมา เราต้องได้รับรางวัล ผู้ที่ให้รางวัลที่ดีที่สุดในชีวิตของเราคือตัวเราเอง เราควรจะมีความภูมิใจอย่างยิ่งที่เราได้ทำหน้าที่อย่างดีที่สุด”
หลังจากนั้นอีกหลายปี เมื่อคุณหมอสงวนได้รับเชิญให้เป็นผู้กล่าวปาฐกถาของมูลนิธิโกมล คีมทอง ในปี พ.ศ. 2530 ซึ่งเป็นเสมือนรางวัลโนเบลสาขาสันติภาพของประเทศไทย โดยอาจารย์ประเวศเป็นผู้เสนอชื่อผมต่อมูลนิธิโกมล คีมทอง ซึ่งเป็นกำลังใจและความภูมิใจอย่างยิ่งครั้งหนึ่งในชีวิตคุณหมอสงวน การปาฐกถาครั้งนั้นใช้ชื่อหัวข้อว่า “มิติใหม่ระบบบริการสาธารณสุข”
ปาฐกถาเริ่มด้วย คุณหมอสุวิทย์ วิบุลผลประเสริฐ กล่าวถึงวิกฤติการณ์ของระบบสาธารณสุขไทย มีเนื้อหาสำคัญเกี่ยวกับสถานการณ์โรคและการเจ็บป่วย อัตราการตายจากโรคสำคัญ ๆ ซึ่งมีรูปแบบที่เปลี่ยนไปจากในอดีตที่เคยเป็นปัญหาเกี่ยวกับโรคติดเชื้อต่าง ๆ มาเป็นโรคจากพฤติกรรม ในขณะที่วิกฤตของระบบสาธารณสุขที่ดูแลประชาชนยังเป็นระบบที่ตั้งรับและไม่สามารถตามทันต่อปัญหาได้ แล้วคุณหมอสงวนพูดเป็นคนที่สอง มีเนื้อหาเรื่องแนวทางที่จะแก้ไขปัญหาดังกล่าว  นั่นคือครั้งแรกที่คุณหมอสงวนพูดเรื่องปฏิรูประบบสาธารณสุขต่อสาธารณะอย่างเป็นเรื่องเป็นราว และหลังจากนั้นก็ได้รับเชิญไปพูดในการประชุมต่าง ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ
คุณหมอสงวนเล่าว่า “การปาฐกถาถูกถอดออกมาเรียบเรียงเป็นหนังสือเล่มเล็ก ๆ ครั้งหลังสุดที่หยิบขึ้นมาอ่านผมยังรู้สึกตกใจ ไม่น่าเชื่อว่าวันเวลาจะผ่านมากว่ายี่สิบปีมาแล้ว แต่สิ่งที่ผมได้พูดไว้ในวันนั้นก็ยังไม่ไปถึงไหนเลย ดูเหมือนว่าการปฏิรูปจริงๆ นั้นเพิ่งจะเริ่มเมื่อไม่นานมานี้เอง”

ขับเคลื่อนสังคมในหลายมิติ คุณหมอสงวน นิตยารัมภ์พงศ์  เป็นอีกผู้หนึ่งในสังคมไทยที่ได้มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนสังคมในหลายมิติ  โดยเป็นแกนคนสำคัญของกลุ่มสามพราน  ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มของแพทย์หัวก้าวหน้าของสังคมไทย  และมีเวทีที่พบปะแลกเปลี่ยนกันอย่างสม่ำเสมอ โดยที่มีอาจารย์ประเวศ วะสี เป็นแกนทางความคิดที่สำคัญและมาร่วมการประชุมอย่างต่อเนื่องมากว่ายี่สิบปีแล้ว ที่เรียกว่ากลุ่มสามพราน เนื่องจากการนัดประชุมนั้นจะนัดที่สวนสามพราน จังหวัดนครปฐมทุกเดือน เดือนละครั้ง
นอกจากนี้ คุณหมอสงวนยังเป็นกลไกสำคัญขององค์กรพัฒนาเอกชนที่มีชื่อว่า “สถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา” ซึ่งเริ่มต้นมาจากโครงการสนับสนุนการทำงานในท้องถิ่น (LDAP, Local Development Assistant Program) ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลแคนาดาที่ให้การสนับสนุนองค์กรพัฒนาเอกชนไทยในงานพัฒนาต่างๆ ในชนบท ต่อมาได้ให้เงินช่วยเหลือก้อนสุดท้ายเป็นเงิน 5 ล้านเหรียญ เพื่อให้จัดตั้งมูลนิธิ ชื่อมูลนิธิชุมชนท้องถิ่นพัฒนาขึ้นและมีสถาบันชุมชนท้องถิ่นพัฒนา หรือ LDI (Local Development Institute) ขึ้นเพื่อเป็นองค์กรดำเนินงาน โดยมี อาจารย์เสน่ห์ จามริก อาจารย์ประเวศ วะสี  อาจารย์อารีย์ วัลยะเสวี  ก็ได้ชักชวนให้คุณหมอสงวนเข้าช่วยดูแลองค์กรนี้

ก่อนก้าวสู่หลักประกันสุขภาพ จังหวะชีวิตที่ได้ย้ายเข้ามาทำงานในกระทรวงสาธารณสุข ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2528 นับเป็นการเขยิบเข้าใกล้เส้นทางตามความใฝ่ฝันอีกก้าวหนึ่ง คุณหมอสงวนเริ่มงานในกระทรวงครั้งแรกที่สำนักงานคณะกรรมการสาธารณสุขมูลฐานซึ่งเป็นงานที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน มีการจัดตั้งผู้สื่อข่าวสาธารณสุข (ผสส.)  และอาสาสมัครสาธารณสุข(อสม.) ทั่วประเทศ งานเหล่านี้สอดคล้องกับความคิดของคุณหมอสงวนที่เชื่อในเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนมาตั้งแต่สมัยเป็นนักศึกษา พอไปอยู่ในชนบทก็ทำกิจกรรมที่ระดมการมีส่วนร่วมของประชาชนมาโดยตลอด เช่นกองทุนยา เป็นต้น
แต่พอทำอยู่ได้สัก 2 ปี คุณหมอสงวนก็มีความรู้สึกว่าการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนแบบที่ทำอยู่ในระบบราชการนั้นมันเป็นการทำแบบสั่งการหรือท็อปดาวน์ (Top down) เพราะเอาเข้าจริงๆ แล้วประชาชนไม่ได้มีการร่วมคิดเท่าที่ควร ในที่สุดจึงขอย้ายมาอยู่ที่กองแผนงานซึ่งเป็นหน่วยงานที่มองภาพรวมของนโยบายการบริหารระบบสาธารณสุขทั่วประเทศ
และที่กองแผนงานนี่เองที่ทำให้คุณหมอคิดถึงเรื่องการปฏิรูประบบบริการสุขภาพอย่างเป็นเรื่องเป็นราว ร่วมทำโครงการอยุธยา จนในปี พ.ศ. 2543 – 2546 สหภาพยุโรป (EU) ได้สนับสนุนการทำโครงการ Health Care Reform โดยขยายเพิ่มจำนวนพื้นที่จากจังหวัดอยุธยาเป็น 5-6 จังหวัด เพื่อจะศึกษาว่า ถ้าจะต้องปฏิรูปทั้งระบบ เรื่องการเงินการคลัง เรื่องบุคลากร เรื่องระบบส่งต่อรวมทั้งระบบบริการอื่นๆ ควรเป็นอย่างไร จนได้ใช้ความรู้และเรียนรู้เรื่องการเงินการคลังสาธารณสุขมาก ๆ
จนถึงสมัยที่นายแพทย์ไพจิตร ปวะบุตร เมื่อเข้ารับตำแหน่งปลัดกระทรวงสาธารณสุข ท่านก็ชักชวนให้คุณหมอสงวนมาเป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวงสาธารณสุขในปี 2538 อันที่จริงตำแหน่งผู้ช่วยปลัดฯ จะทำอะไรไม่ได้เลยหากปลัดกระทรวงไม่สนับสนุน แต่ในช่วงนั้นคุณหมอสงวนก็สามารถที่จะดำเนินการอะไรหลายๆ อย่างตามแนวคิดที่มีอยู่โดยเฉพาะเรื่องการประกันสุขภาพ ผมได้มีส่วนร่วมอยู่ในการออกแบบระบบประกันสังคม การเปิดแผนกผู้ป่วยนอกนอกเวลา (O.P.D นอกเวลา) แห่งแรกในประเทศไทยที่โรงพยาบาลราชวิถี งานเหล่านี้ล้วนแต่เป็นรากฐานการพัฒนาไปสู่การจัดการด้านการเงินภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในเวลาต่อมาทั้งสิ้น
อาจารย์ประเวศ วะสีเคยพูดไว้ว่า “ระบบราชการเป็นระบบที่ฆ่าผู้เชี่ยวชาญ” เพราะเมื่อทำงานในตำแหน่งหนึ่งจนรู้เรื่องดีก็ต้องย้ายไปตำแหน่งอื่นเพื่อความก้าวหน้าจนทำให้ขาดความต่อเนื่องในการสร้างความเชี่ยวชาญ สุดท้ายกลายเป็นไม่เชี่ยวชาญอะไรเลย เพราะย้ายไปย้ายมาจนรู้ทุกเรื่องแต่ไม่เชี่ยวชาญหรือไม่รู้จริงสักเรื่อง
คุณหมอสงวนนั้นเป็นผู้เชี่ยวชาญที่แท้จริงที่เกาะติดกับการปฏิรูประบบหลักประกันสุขภาพมาอย่างต่อเนื่อง สู้เรื่องงบผู้มีรายได้น้อย หรือ ระบบสวัสดิการประชาชนด้านการรักษาพยาบาล (สปร.) ซึ่งถือเป็นการปักธงและการวางหมุดหมายสำหรับการปฏิรูประบบบริการสุขภาพทั้งระบบในระยะต่อมา

เหตุผลที่ทำงานดีแต่ไม่ก้าวหน้า เรื่องที่นำความเครียดครั้งใหญ่ที่สุดมาสู่ชีวิตคุณหมอสงวนเกิดขึ้นในขณะที่คุณหมอสงวนมีแนวคิดเรื่องการปฏิรูประบบบริการสุขภาพที่ค่อนข้างจะชัดเจน โดยพยายามจะใช้งบประมาณสำหรับการดูแลผู้มีรายได้น้อยนี้ให้เกิดประโยชน์ที่สุด ให้คนยากคนจนได้รับการดูแลอย่างมีคุณภาพ ด้วยการผลักดันปฏิรูปการจัดสรรเงินมาเป็นแบบเหมาจ่ายรายหัวแทนการให้งบตามอำเภอใจของผู้บริหารและนักการเมือง  แต่จะทำได้ก็ต้องร่างระเบียบขึ้นมากำกับ เพื่อจะได้เป็นกรอบทางกฎหมายและระเบียบราชการที่อ้างอิงได้ในทางปฏิบัติของฝ่ายต่าง ๆ
คุณหมอสงวนเล่าว่า “มรสุมความเครียดมันเข้ามากระหน่ำผมทันทีที่เริ่มทำเรื่องนี้ เริ่มตั้งแต่ผมถูกนักการเมืองเรียกไปคุย  พูดง่ายๆ ก็คือ ไม่อนุญาตให้ร่างระเบียบ เขาบอกว่าระเบียบร่างมาแล้วมันจะมาผูกคอตัวเอง อย่าไปทำเลย น่าจะปล่อยให้ผู้บริหารตัดสินกันเอง  ตอนนั้นตำแหน่งผมเป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวงและเป็นผู้อำนวยการสำนักงานประกันสุขภาพ  จริง ๆ แล้วถือว่าเป็นผู้รับผิดชอบงานโดยตรง แต่นักการเมืองกลับบอกว่าผมน่าจะปล่อยให้ผู้บริหารตัดสินกันเองว่าจะบริหารเงินก้อนนี้กันอย่างไร แต่ด้วยความที่ขณะนั้นผมอยู่ในช่วงที่ไฟปฏิรูปลุกโชน ผมจึงบ่ายเบี่ยง
นักการเมืองคนนั้นจึงตอบว่า “หมอหงวนเป็นอย่างนี้นี่เอง ถึงไม่ก้าวหน้าไปไหนสักที”
จริง ๆ แล้วผู้บริหารกระทรวงในช่วงนั้นก็คงไม่ค่อยจะชอบคุณหมอสงวนอยู่แล้วเนื่องจากทำงานหลายเรื่องทั้งในเชิงวิชาการและงานประสานงานต่างๆ กับภายนอก พูดง่าย ๆ คือ คุณหมอสงวนไม่ได้ทำแต่งานราชการตามที่ผู้บริหารมอบหมายเท่านั้น
อันนี้ก็คงเป็นสาเหตุหนึ่งว่าทำไมคุณหมอสงวนถึงเป็นผู้ช่วยปลัดกระทรวงอยู่ตั้งหลายปี

ประวัติระบบประกันสุขภาพไทย ระบบที่จะช่วยเหลือคนยากคนจนในเรื่องการรักษาพยาบาลนั้นมีวิวัฒนาการมาโดยลำดับ เริ่มจากสมัยก่อนถ้าคนจนเจ็บป่วยไปรักษาในโรงพยาบาล เมื่อจะออกจากโรงพยาบาลก็อาจไปพบนักสังคมสงเคราะห์หรืออาจขอให้ผู้อำนวยการโรงพยาบาลยกเว้นค่ารักษาพยาบาลให้ได้  ซึ่งทางโรงพยาบาลก็อาจจะขอให้จ่ายแค่ค่าบำรุงเล็ก ๆ น้อย หรือไม่ต้องจ่ายเลยก็ได้ ระบบที่ว่านี้เรียกคนไข้เหล่านั้นว่าคนไข้อนาถา
ระบบแบบนั้นมันก็อาจจะดีในแง่ที่ทำให้ชาวบ้านรู้สึกว่าหมอเป็นที่พึ่ง เป็นผู้ให้ และจะมีความเคารพนับถือหมอมาก แต่ก็อาจจะมีชาวบ้านที่รู้สึกลำบากใจในการที่จะต้องเอ่ยปากขอและบางครั้งมันดูไม่มีศักดิ์ศรีเอาเสียเลยที่คนเราจะต้องไปยกมือไหว้ใครสักคนเพื่อขอให้ยกเว้นค่ารักษาพยาบาลให้ ต่อมารัฐบาลคึกฤทธิ์ ปราโมช ก็ได้มีนโยบายรักษาพยาบาลฟรีสำหรับผู้มีรายได้น้อย และมีการออกบัตรสงเคราะห์ให้กับผู้มีรายได้น้อยรวมทั้งเด็กอายุต่ำกว่าสิบสองปีและผู้สูงอายุ  การใ

ฉือจี้ การแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์

โดย Admin on January,11 2011 22.51

ฉือจี้  การแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2549 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

การแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์  ดูเหมือนจะเป็นคำง่ายๆ  แต่กลับหาได้ยากยิ่งในสังคมโลก  จะมีก็เป็นตัวบุคคลมากกว่าเป็นเชิงระบบ  ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด  เพราะสภาพสังคมโดยรวมเป็นอย่างไร  การแพทย์ก็เป็นอย่างนั้น  เมื่อสังคมโดยรวมเป็นทัศนะแยกส่วนและกระแสแห่งเงินตรา  จึงไม่แปลกที่การแพทย์ไทยจึงแยกส่วนรักษาโรคไม่เน้นรักษาคนและไหลไปตามเงินตรา  แม้ว่าในโรงพยาบาลของรัฐก็ตาม

ประเทศไต้หวันเองก็เป็นประเทศในกระแสทุนเช่นเดียวกับไทย  แต่ที่โรงพยาบาลในมูลนิธิพุทธฉือจี้ของประเทศไต้หวันทั้ง 5 แห่ง กลับสามารถก้าวเดินบนเส้นทางการดูแลความป่วยไข้ด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ได้อย่างทระนง  ดูแลผู้ป่วยและญาติไม่เฉพาะด้านการรักษาโรค  แต่ใส่ใจด้านจิตสังคมของผู้ป่วย  และก้าวไกลถึงการสร้างคุณค่าให้กับมิติทางจิตวิญญาณของทั้งผู้ป่วยและผู้ให้บริการ  เชิดชูให้คนทำความดี  โดยใช้กลไกของอาสาสมัครฉือจี้และความศรัทธาต่อหลักธรรมทางศาสนาเป็นธงนำ  นับเป็นกรณีศึกษาที่มีความน่าสนใจยิ่ง

ภารกิจ 8 ประการแห่งฉือจี้

มูลนิธิพุทธฉือจี้  ประเทศไต้หวัน  ซึ่งถือได้ว่าเป็นองค์กรอาสาสมัครที่ใหญ่ที่สุดในโลกนั้น  รวบรวมผู้คนในไต้หวันที่มีศรัทธาต่อพลังแห่งการทำความดีช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากตามแนวทางของพระโพธิสัตว์ตามแนวทางของศาสนาพุทธนิกายมหายานได้จำนวนอาสาสมัครร่วม  5 ล้านคนหรือประมาณ 20% ของประชากรในประเทศ  เป็นขบวนการทางศาสนาที่มีความน่าสนใจมากโดยเฉพาะในด้านการจัดองค์กรและการสนับสนุนให้อาสาสมัครแต่ละคนได้ประยุกต์หลักธรรมตามแนวทางแห่งพระโพธิสัตว์นำมาใช้กับโลกยุคใหม่ได้อย่างลงตัว

ตามภารกิจ 8 ประการที่อาสาสมัครฉือจี้ต่างอาสาช่วยสร้างสานให้บรรลุนั้นได้แก่

  1. งานการกุศล (charity)  การบริจาคเป็นภารกิจข้อแรกของชาวฉือจี้  ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการเริ่มต้นเป็นอาสาสมัคร  ทั้งนี้อาสาสมัครแต่ละคนจะต้องบริจาคเงิน บริจาคเวลา  บริจาคแรงงานหรือทรัพย์สินต่างๆ อีกจำนวนหนึ่งเพื่อให้การช่วยเหลือผู้คนที่ตนไปดูแลด้วย  เงินบริจาคทั้งหมดจะนำไปเพื่อนำไปประกอบภารกิจอีก 7 ข้อ  โดยไม่มีการนำเงินบริจาคที่ได้ไปบำรุงวัด
  2. งานการแพทย์ (medicine)  มีการสร้างโรงพยาบาลขนาดใหญ่ที่ทันสมัยกระจายในเมืองต่างๆ ถึง 5 แห่ง  โรงพยาบาลของฉือจี้ไม่ใช่เป็นเพียงที่ช่วยเหลือดูแลผู้เจ็บป่วยเท่านั้น  แต่คือสถานที่ปฏิบัติธรรมยกระดับจิตใจของอาสาสมัครและบุคลากรทางการแพทย์ด้วย  ดังนั้นในโรงพยาบาลจึงเต็มไปด้วยอาสาสมัครที่มีจิตใจดีงามมาร่วมช่วยดูแลผู้ป่วยในมิติด้านจิตสังคม  ตั้งแต่ช่วยพยุงเข้าห้องน้ำ  อ่านหนังสือให้ฟัง  เล่นเปียโนที่ OPD ให้ผู้ป่วยคลายทุกข์  แม้กระทั่งการออกไปช่วยตามหาญาติผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่จากกันไปกว่า 10 ปี ให้ได้มาพบกัน เป็นต้น
  3. งานการศึกษา (education) มูลนิธิฉือจี้มีการสร้างโรงเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย  ที่มุ่งเน้นการสอนเด็กและเยาวชนให้มีคุณธรรมควบคู่กับวิชาการ  มีคณะแพทยศาสตร์ พยาบาลศาสตร์ของตนเอง วันราชการเรียนหนังสือ วันหยุดก็ยินดีแบ่งเวลามาทำกิจกรรมอาสาสมัครตามแต่ละคนจะสนใจ บนดอยสูงในอำเภอฝาง  จังหวัดเชียงใหม่  ก็มีโรงเรียนที่สร้างโดยชาวฉือจี้อยู่ด้วยเช่นกัน
  4. งานด้านมนุษยธรรม (humanitarian)  โดยใช้กลไกของโทรทัศน์ต้าอ้ายที่เป็นรายการโทรทัศน์ทางเลือกของไต้หวัน ที่มีรายการที่ส่งเสริมคุณธรรม การรับรู้ข่าวสาร การเห็นชีวิตของผู้คน การสอนให้ข้อคิดประจำวันจากท่านธรรมมาจารย์เจิ้นเหยียนจากสมณารามที่จังหวัดฮวาเหลียน เป็นการใช้เทคโนโลยีการสื่อสารในการขยายอุดมการณ์และแนวคิดด้านคุณธรรมจริยธรรมได้อย่างต่อเนื่องและได้ผล
  5. การบรรเทาทุกข์สากล (international relief) ด้วยจิตวิญญาณที่สากลในอุดมการณ์ของต้าอ้าย หรือความรักที่ยิ่งใหญ่  ที่ไม่แบ่งแยกเป็นชาติเป็นพรมแดน  ทุกคนเป็นครอบครัวเดียวกัน  การดูแลแต่ไต้หวันไม่สามารถรักษาโลกไว้ได้  ดังนั้นการบรรเทาทุกข์สากลจึงเป็นภารกิจที่สำคัญ  ชาวฉือจี้จะไปในทุกที่ทุกประเทศที่มีภัยพิบัติ  ไม่ว่าแผ่นดินไหว  สึนามิ  น้ำท่วมใหญ่  เป็นต้น
  6. ธนาคารไขกระดูก (marrow registry) มีผู้ลงทะเบียนที่พร้อมบริจาคไขกระดูกเพื่อช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์เกือบ 3 แสนราย  เป็นธนาคารไขกระดูกที่ใหญ่เป็นอันดับหนึ่งของเอเซีย  การให้ไขกระดูกเหมือนการให้ชีวิตใหม่แก่ผู้ป่วยโรคเลือดรายนั้น  มีการจัดงานเพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ให้และผู้รับไขกระดูกได้มาพบกัน  เป็นวันแห่งความปิติยินดีอย่างสุดซึ้ง
  7. การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (environmental protection)  โดยใช้กิจกรรมรีไซเคิลขยะและการแยกขยะเป็นรูปธรรมหลัก  นอกจากจะสามารถลดขยะลดการทำลายสิ่งแวดล้อมได้แล้ว  ยังเป็นการขัดเกลาจิตใจอาสาสมัครได้ด้วย  ให้ละวางตัวตน  ไม่ว่าจะรวยหรือจนต่างมาร่วมกันสร้างโลกด้วยการทำงานที่ต่ำต้อยในสายตาของผู้คน
  8. อาสาสมัครชุมชน (community volunteers)  การช่วยเหลือคนด้อยโอกาสคนยากลำบากที่มีอยู่ไม่น้อยในชุมชน  ยังเป็นอีกหนึ่งที่โดดเด่นของชาวฉือจี้ อาสาสมัครจะเข้าไปดูแล  ช่วยเก็บบ้าน  พาคนชราไปอาบน้ำตัดเล็บตัดผม  หุงหาอาหารให้รับประทาน  ดูแลเรื่องเสื้อผ้า  โดยจะดูแลต่อเนื่องจนกว่าเขาผู้นั้นจะพึ่งตนเองได้หรือเสียชีวิตไป  ซึ่งนับเป็นกลไกการลดช่องว่างทางสังคมด้วยจิตอาสาที่ยิ่งใหญ่ ด้วยภารกิจที่ยิ่งใหญ่ทั้ง 8 ประการ  จำนวนอาสาสมัครที่มากกว่า 5 ล้านคน  และการสืบสานอุดมการณ์อันแน่วแน่ของท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียนตลอด 40 ปี  ทำให้คำกล่าวของศ.นพ.ประเวศ  วะสีที่ได้กล่าวไว้  “ ในวันนี้มูลนิธิพุทธฉือจี้ได้กลายมาเป็นขบวนการทางมนุษยธรรมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ” นั้น  ไม่ใช่คำกล่าวที่เกินความจริงแต่อย่างใด

ไต้หวันวันนี้

ไต้หวันประกอบด้วยหมู่เกาะน้อยใหญ่ 78 เกาะ มีเกาะไต้หวันเป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุด มีเนื้อที่เล็กกว่าประเทศไทยประมาณ 14 เท่า พื้นที่ราวร้อยละ 75 เต็มไปด้วยเทือกเขา  แต่มีประชากร 1 ใน 3 ของไทย (22 ล้านคนเมื่อปี 2547)  จึงถือได้ว่าไต้หวันเป็นประเทศที่มีประชากรค่อนข้างหนาแน่น และมีปัญหาภัยธรรมชาติทั้งแผ่นดินไหวเสมอๆ และไต้ฝุ่นหนัก ๆ ปีละหลายลูก

มีการวิเคราะห์กันว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้จีนไต้หวันพัฒนาประเทศได้อย่างก้าวหน้ามากในช่วงเวลาค่อนข้างสั้นนั้น ส่วนหนึ่งมาจากแรงกดดันบีบคั้นทั้งจากภัยจากธรรมชาติ ทั้งจากแผ่นดินไหวและไต้ฝุ่น  อีกทั้งยังมีภัยคุกคามจากจีนแผ่นดินใหญ่  ทำให้ชาวจีนไต้หวันต้องเพิ่มความขยันขันแข็ง หนักเอาเบาสู้ ถีบตัวสร้างชาติให้เจริญก้าวหน้าเพื่อเอาชนะภาวะคุกคามทั้งหลายอย่างไม่ย่อท้อ

ชาวไต้หวัน 93 % นับถือพุทธ (นิกายมหายาน) ขงจื้อและเต๋า  อีก 4.5 % นับถือ คริสต์  ในบรรดาสำนักพุทธที่มีมากมายในไต้หวัน  ฉือจี้ถือได้ว่าเป็นสำนักที่ใหญ่และทรงพลังที่สุด มีสมาชิกกว่า 5 ล้านคน ทั้งในไต้หวันและต่างประเทศ มีมูลนิธิพุทธฉือจี้เป็นองค์กรแกนกลางในการดำเนินงาน ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2509 อยู่ได้ด้วยเงินบริจาคอย่างสม่ำเสมอ มีระบบบริหารจัดการที่ดีมาก การเงินโปร่งใสมากจนเป็นที่เชื่อถือของคนทั่วไป จึงมีเงินมาใช้ทำกิจกรรมต่าง ๆ อย่างมากมาย ไม่รู้จบสิ้น

ธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน  ภิกษุณีผู้ก่อตั้งฉือจี้

ท่านเจิ้งเหยียนเกิดในปี พ.ศ. 2480 ที่ตำบลชิงสุ่ย เมืองไทจุง ซึ่งอยู่ตอนกลางของไต้หวัน  เมื่ออายุได้ 20 ปี บิดาป่วยกะทันหันด้วยโรคความดันโลหิตสูงและเสียชีวิตลง ท่านอาจารย์มีความสะเทือนใจมาก จึงตัดสินใจปลงผมตนเองถือบวช  จนกระทั่งปี พ.ศ. 2504 ท่านได้เดินทางมาพำนักที่เมืองฮวาเหลียน และในเวลาต่อมาท่านได้พระอาจารย์ยิ่นซุ่นซึ่งคนไต้หวันเคารพศรัทธามากรับเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ โดยได้สั่งสอนหลักสั้นๆ ว่า “เมื่อบวชแล้ว จงทำทุกอย่างเพื่อพุทธศาสนาและสรรพสัตว์ทั้งปวง”

หลังจากนั้นท่านธรรมาจารย์และอุบาสก สวี ซง หมิน เพื่อนของท่านได้พากันมาสร้างกระท่อมเล็ก ๆ หลังวัดผู่หมิง ที่ฮวาเหลียนเป็นที่พำนัก โดยตัวท่านอาจารย์และสานุศิษย์เพียงไม่กี่คนได้อยู่อาศัยที่นั่น ด้วยการทำงานอย่างหนัก ต่อสู้กับภัยธรรมชาติทุกรูปแบบ อยู่แบบอดมื้อ กินมื้อ ท่านอาจารย์ได้ตั้งกฎไว้ว่า “วันใดไม่ทำงาน วันนั้นจะไม่กิน” นอกจากปลูกผักไว้กินเอง ทำโรงงานเล็กๆ รับทำสินค้าขาย เช่น นำด้ายจากโรงงานที่เขาทิ้งแล้วมาถักเสื้อกันหนาว เย็บถุงสำหรับใส่อาหารสัตว์ ถักรองเท้าเด็กขายหาเงินมาใช้ประทังชีวิต เป็นต้น

ปี พ.ศ. 2509 ท่านอาจารย์ประสบเหตุสะเทือนใจอย่างรุนแรง เมื่อไปเยี่ยมอุบาสกผู้หนึ่งที่รับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนที่ฟงหลิน อาจารย์ไปพบกองเลือดกองใหญ่นองอยู่บนพื้น สอบถามได้ความว่าเป็นกองเลือดของผู้หญิงชนบทแท้งลูก ญาติใช้เวลาเดินทางพามาโรงพยาบาล 7-8 ชั่วโมง แต่ก็ต้องเสียชีวิตเพราะญาติไม่มีเงิน 8,000 เหรียญ  สำหรับจ่ายค่ามัดจำก่อนที่แพทย์จะลงมือผ่าตัดช่วยชีวิต เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ท่านอาจารย์ตั้งปณิธานแน่วแน่ว่าจะต้องทำงานเพื่อหาทางช่วยเหลือผู้ยากไร้ที่ขาดที่พึ่งพิง

จากนั้นไม่นาน มีแม่ชีคาทอลิก 3 ท่าน มาชวนอาจารย์เปลี่ยนมาบวชเป็นชีแคทอลิก โดยมีความเห็นว่าศาสนาพุทธไม่เอาใจใส่ความทุกข์ยากของคนในสังคม พุทธศาสนาชนส่วนใหญ่ใฝ่หาธรรมะเพื่อพัฒนาตนเองเท่านั้น ในที่สุดท่านอาจารย์จึงเกิดความคิดที่จะรวบรวมชาวพุทธเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างกุศลกรรมด้วยการช่วยเหลือผู้ยากไร้ให้เป็นรูปธรรม  ถ้าชาวพุทธทำได้ ทุกคนก็จะเป็นพระโพธิสัตว์ได้ทันที ไม่ต้องรอสวดมนต์อ้อนวอนภาวนาต่อเจ้าแม่กวนอิม ความทุกข์ยากในสังคมและในโลกก็จะบรรเทาบางลงไปได้

จากนั้น ท่านอาจารย์จึงใช้หลัก “ลงมือทำเลย” เริ่มด้วยการชวนสานุศิษย์ที่เป็นแม่บ้านธรรมดา 30 คน ให้รู้จักออมเงินที่จะไปจ่ายตลาดคนละ 50 เซ็นต์ต่อวัน โดยออมลงในกระปุกไม้ไผ่ มีคำขวัญว่า “แม้เงิน 50 เซ็นต์ ก็ช่วยเหลือผู้ยากไร้ได้”

สมณาราม(วัด)จิ้งซือ ที่เมืองฮวาเหลียนอันเป็นที่พำนักของท่านธรรมาจารย์เจิ้งเหยียน  ตั้งอยู่ท่านกลางแมกไม้ที่ปลูกอย่างเป็นระเบียบ

จากจุดเล็ก ๆ ที่เปี่ยมไปด้วยศรัทธาในความดีงาม คามเมตตากรุณาอย่างสูงส่งที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น จากจิตใจของท่านอาจารย์และแม่บ้านสานุศิษย์เพียง 30 คน จากนั้นการออมเงินวันละ 50 เซ็นต์เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น เมื่อ 40 ปีก่อน กิจการได้เติบใหญ่กลายเป็นมูลนิธิฉือจี้ มีคนกว่า 5-6 ล้านคน สมัครเป็นสมาชิกบริจาคเงินให้อย่างสม่ำเสมอมากบ้างน้อยบ้างตามแต่กำลังของแต่ละคน เงินบริจาคทุกเหรียญถูกนำไปใช้เพื่อทำกิจกรรมเพื่อสังคม ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ทั้งในไต้หวันและต่างประเทศ มีกิจกรรมทางมนุษยธรรมและทางจิตวิญญาณแพร่กระจายไปทั่วเกาะไต้หวันและกระจายไปทั่วโลก ประเมินเป็นมูลค่าและคุณค่ามิได้

นี่คือการเติบโตของเมล็ดพันธุ์แห่งความดีบนเนื้อนาบุญที่อุดมและงดงาม

งานการกุศล สังคมสงเคราะห์ อาสาสมัคร

การดำเนินงานของมูลนิธิ อาศัยพลังของอาสาสมัครฉือจี้ ที่มีการคัดเลือกและพัฒนาอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง บนความเชื่อมั่นว่ามนุษย์ทุกคนมีความเมตตากรุณา เป็นพระโพธิสัตว์ได้มีศักยภาพในการช่วยเหลือผู้อื่นด้วยหัวใจและความรัก

ถ้าใครได้รู้จัก ได้สัมผัสกับอาสาสมัครฉือจี้แล้วจะประทับใจ และจะประจักษ์ได้ว่า อาสาสมัครฉือจี้โดยทั่วไป มีจิตใจดี สุภาพอ่อนน้อม ชอบช่วยเหลือผู้อื่น ให้เกียรติคนอื่น นอบน้อมถ่อมตน ยิ้มแย้มแจ่มใส และเป็นสุขเสมอเมื่อได้บริการใคร ๆ  ทุกคนมีจิตใหญ่ (มหจิต) ที่จะรักเพื่อนมนุษย์เหมือนว่าทุกคนในโลกนี้เป็นคนในครอบครัวเดียวกัน

กรณีตัวอย่างงานอาสาสมัครของฉือจี้ที่ทำให้มองเห็นการฝึกฝนตนเองจากการลงมือปฏิบัติจริงอย่างไม่ย่อท้อ คือ บรรดาอาสาสมัครทำงานแยกขยะตามชุมชนต่าง ๆ ที่เปรียบเหมือนมดงานโพธิสัตว์ ที่ก้มหน้าก้มตาแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมอยู่ทั่วไต้หวัน กลุ่มอาสาสมัครเหล่านี้ จะมีหน่วยทำงานกระจายแทรกตัวอยู่ตามชุมชนต่าง ๆ บรรดาอาสาสมัครฉือจี้ก็จะขนย้ายขยะ แยกขยะอย่างไม่รังเกียจว่าเป็นงานต้อยต่ำ เอาที่เป็นประโยชน์ไป recycle เอาไปขายนำเงินมาเข้ามูลนิธิปีละเป็นร้อยล้านเหรียญ ได้ทั้งเงินได้ทั้งบุญและได้ฝึกฝนตนเองอย่างสม่ำเสมอ

หลักการอาสาสมัครของฉือจี้ เขาพูดกันอย่างง่าย ๆ ว่า “ใครมีเงินออกเงิน ใครมีแรงออกแรง ใครมีทั้งเงินทั้งแรง ออกทั้งเงินออกทั้งแรง” หลักเช่นนี้ทำให้ทุกคนเข้าร่วมเป็นอาสาสมัครฉือจี้ได้ทั้งนั้น

งานสังคมสงเคราะห์เล็กๆ ที่เคยทำมาตั้งแต่อดีตก็ไม่หยุด เช่น การช่วยเหลือผู้ยากไร้ ในขณะที่ขยายไปจับงานใหญ่และใหญ่มาก เช่น การเข้าไปช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ทางตอนไต้ของไต้หวันเมื่อปี 2542 มีผู้เสียชีวิตหลายพันคน บาดเจ็บอีกมากมาย อาคารสถานที่ต่าง ๆ เสียหายเป็นจำนวนมาก มูลนิธิฉือจี้ส่งหน่วยอาสาสมัครเข้าไปช่วยเหลือเป็นกลุ่มแรก ทำงานช่วยเหลือหลายด้านอย่างต่อเนื่องนานถึง 5 ปี ถอนตัวออกมาเป็นหน่วยสุดท้าย โดยช่วยรัฐบาลก่อสร้างโรงเรียนทดแทนให้ชุมชนต่างๆ มากถึง 51 แห่ง ทุกแห่งก่อสร้างด้วยเทคโนโลยีทันสมัยเพื่อป้องกันแผ่นดินไหวในอนาคต จึงต้องใช้เงินหลายหมื่นล้านเหรียญ

นอกจากการทำงานสงเคราะห์ในประเทศแล้ว อาสาสมัครฉือจี้ยังประกาศศักดาไปทั่วโลก ด้วยมองเห็นว่า โลกปัจจุบันเสียสมดุลจากน้ำมือของมนุษย์ ทุกคนที่ตื่นแล้วจึงมีหน้าที่ช่วยกันเยียวยาโลก สร้างสรรค์โลก เหตุการณ์สึนามิแถบบ้านเรา อาสาสมัครฉือจี้ก็เข้ามาช่วยเหลือตั้งแต่ต้นๆ โดยเฉพาะแถบประเทศอินโดนีเซีย อินเดียและศรีลังกา เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ปากีสถานเมื่อไม่นานมานี้ ธงอาสาสมัครฉือจี้ก็ไปโบกสะบัดคู่กับธงสหประชาชาติเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติอย่างเอาจริงเอาจัง จากอดีตจนถึงปัจจุบัน มูลนิธิฉือจี้ได้ออกไปช่วยเหลือบรรเทาทุกข์แก่ประชาชนใน 61 ประเทศ และมีเครือข่ายสาขาฉือจี้อยู่ใน 46 ประเทศ รวมทั้งในประเทศไทย

โรงพยาบาลพระโพธิสัตว์

ช่วงราว 20 ปีที่ผ่านมา ฉือจี้ได้สร้างโรงพยาบาลไว้บริการผู้ป่วยรวม 5 แห่ง มีทั้งที่อยู่ในต่างจังหวัดและในกรุงไทเป เป็นโรงพยาบาลที่สร้างอย่างมั่นคงสวยงาม ป้องกันแผ่นดินไหวไว้พร้อมสรรพ  ค่าก่อสร้างทั้งหมดมาจากเงินบริจาคของสมาชิกฉือจี้จำนวนนับล้านคน ในช่วงที่ท่านธรรมาจารย์มีดำริจะสร้างโรงพยาบาลแห่งแรกยังไม่มีเงินเลย ทางการทราบเจตนารมณ์ก็ติงว่า เมื่อไม่มีเงินควรคิดทำกิจกรรมอย่างอื่นที่ใช้เงินน้อยกว่านี้ไม่ดีกว่าหรือ แต่ท่านธรรมาจารย์มั่นใจว่าจะทำได้ แม้ต้องใช้เงินหลายร้อยล้านเหรียญก็ตาม

เมื่อเริ่มโครงการ มีนักธุรกิจชาวญี่ปุ่นที่เคยอยู่ที่ไต้หวันมาก่อนแสดงความประสงค์ขอบริจาคเงินก้อนใหญ่ให้สร้างโรงพยาบาล ท่านธรรมาจารย์ไม่รับเพราะต้องการให้คนไต้หวันส่วนใหญ่ได้ร่วมกันเป็นเจ้าของโรงพยาบาลด้วยการร่วมบริจาคคนละเล็กคนละน้อย จนวันนี้เปิดโรงพยาบาลแห่งที่ 5 แล้วคือ โรงพยาบาลฉือจี้ (Buddhist Tzu Chi General Hospital) ที่ไทเป ซึ่งเป็นตึก 15 ชั้น เพิ่งเปิดบริการเมื่อกลางปี 2548 ที่ผ่านมา ในบรรดาโรงพยาบาลทั้ง 5 แห่งนั้นมีขนาดใหญ่เกิน 1,000 เตียง 3 แห่ง ขนาดเล็กอีก 2 แห่ง

เครื่องมือและเทคโนโลยีทางการแพทย์นั้นทุกแห่งมีพร้อมอยู่ในระดับแนวหน้าของไต้หวัน และเข้ามาตรฐานสากล แต่ที่เด่นมากคือ การจัดระบบให้ความสำคัญกับมิติทางมนุษย์และจิตวิญญาณอย่างสูง

โรงพยาบาลของฉือจี้ใช้พรหมวิหาร 4 เป็นคำขวัญกำหนดทิศทางการทำงานเช่นเดียวกับองค์กรอื่น ๆ ของฉือจี้ จึงมุ่งบริหารจัดการให้โรงพยาบาลเป็นทั้งแหล่งรักษาคน รักษาใจ รักษาโรค ไปพร้อมๆ กับเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมของทุกฝ่าย

บรรยากาศในโรงพยาบาลจัดได้ดีมาก สะอาดเป็นระเบียบเรียบร้อยมาก ไม่มีกลิ่นเหม็นของยาให้ได้สัมผัส ผู้คนที่ทำงานในโรงพยาบาลมีทั้งแพทย์พยาบาลและบุคลากรวิชาชีพ ทำงานร่วมกับอาสาสมัครฉือจี้เป็นร้อยๆ คน ทุกคนให้บริการแก่ผู้ป่วยด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส กระตือรือร้นที่จะช่วยเหลือ แนะนำและให้บริการตามบทบาทหน้าที่ของตน

อาสาสมัครที่มาทำงานในโรงพยาบาลต้องแจ้งความจำนงเข้าคิวรอเป็นเดือนๆ กว่าจะได้มาทำงานอาสาสมัครในโรงพยาบาลครั้งละหนึ่งวัน

ที่หน้าโรงพยาบาลมีอาสาสมัครชายหญิงหลายสิบคนกำลังช่วยกันกวาดถนนทำความสะอาด จัดเรียงอิฐและตกแต่งบริเวณหน้าโรงพยาบาล ภายในอาคารโรงพยาบาล มีอาสาสมัครประจำทุกจุด บางคนคอยให้ข้อมูล บางคนเข็นเปล เข็นรถผู้ป่วย บางคนช่วยดูแลผู้ป่วยบางคนเป็นยามดูแลความปลอดภัย บางคนเป็นนักดนตรีก็มาเล่นดนตรีให้คนไข้และญาติฟัง บางคนออกเยี่ยมบ้านผู้ป่วยในชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาชีพด้วย

ในโรงพยาบาลมีการจัดสถานที่ปฏิบัติธรรมให้กับคนไข้ทุกศาสนา ไม่ว่าจะเป็นพุทธ คริสต์ อิสลาม บรรยากาศสงบเย็นดีมาก

โรงพยาบาลของฉือจี้มีการรณรงค์ภายในเพื่อสร้างจิตวิญญาณการแพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ เรียกว่า “The mission to be a human doctor” เพื่อส่งเสริมการพัฒนาจิตใจของผู้ให้บริการทุกระดับให้ใส่ใจในคุณค่าศักดิ์ศรีและความเป็นมนุษย์ของผู้อื่น ให้เกียรติและให้คามเคารพในการให้บริการ และระลึกในพระคุณของผู้ป่วยและญาติที่เขามาใช้บริการ เขาบอกว่า

“แพทย์พยาบาลและทีมงานมีหน้าที่ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ซึ่งเป็นภารกิจอันยิ่งใหญ่ ดังนั้นทุกคนต้องลดตัวตนให้เล็กที่สุด จึงจะทำภารกิจที่สำคัญนั้นได้”

เราจึงเห็นแพทย์ชาวฉือจี้ทุกคนยิ้มแย้มแจ่มใส ยกมือไหว้คนไข้และคนอื่นๆ ได้เสมอ นอบน้อมถ่อมตน ตั้งใจให้บริการอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย เพราะเขาถือว่าการได้ทำงานช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากคือการทำหน้าที่พระโพธิสัตว์ สะสมบุญกุศลให้สูงขึ้นเรื่อยไป

โรงเรียนแพทย์ที่สอนให้เป็นมนุษย์

เมื่อฉือจี้มีโรงพยาบาลของตนเอง  แต่กลับพบว่าการขาดบุคลากรทางการแพทย์เป็นเรื่องใหญ่  โดยเฉพาะวิชาชีพทางการแพทย์ที่มีทัศนคติที่ใส่ใจความเป็นมนุษย์นั้นหาได้ยาก  ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการก่อตั้งสถานที่ผลิตแพทย์ที่เน้นปลูกฝังมิติของความเป็นมนุษย์และจิตวิญญาณควบคู่ไปกับองค์ความรู้ทางเทคนิค เพื่อให้ได้แพทย์ที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์ โดยมีเป้าหมายให้ได้แพทย์ที่เก่งรักษาโรค รักษาใจ รักษาชีวิตของผู้คนเสมือนญาติ และทำหน้าที่โอบอุ้มโลกใบนี้ด้วย

คณะแพทยศาสตร์ มูลนิธิฉือจี้ที่ฮวาเหลียน เปิดดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2537 ผลิตแพทย์จบไปหลายรุ่นแล้ว อาคารคณะแพทย์ปลูกสร้างอย่างมั่นคงแข็งแรงใหญ่โตอลังการ มีบริเวณพื้นที่สีเขียวกว้างขวางตั้งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับโรงพยาบาลขนาด 1,200 เตียง ระหว่างคณะแพทย์และโรงพยาบาลเป็นที่ตั้งของอาคารมูลนิธิที่สวยงาม บริเวณโดยรอบมีประติมากรรมที่งดงามและให้ความหมายดีดีประดับไว้หลายสิบชิ้น

นักศึกษาแพทย์ที่นี่มีชั่วโมงเรียนการจัดดอกไม้ การเขียนพู่กันจีน การชงชา การเดินการนั่งการยกโต๊ะเก้าอี้แบบไม่ให้เกิดเสียง และอื่นๆ อีกหลายอย่างเพื่อฝึกให้เป็นคนประณีตละเอียดอ่อน เข้าถึงสภาวะของจิต ไม่หยาบกระด้าง นอกจากนี้ก็ยังให้นักศึกษาไปทำงานอาสาสมัครต่างๆ เพื่อฝึกการบริการรับใช้ผู้อื่นฝึกลดตัวตน ฝึกให้รำลึกถึงบุญคุณผู้อื่นจนเข้าไปอยู่ในจิตสำนึก

หลักสูตรการจัดดอกไม้ เขาสอดแทรกการสอนว่า ดอกไม้ใบไม้ย่อมมีทั้งเก่าและใหม่ ทั้งแก่และอ่อน หากไม่ยอมเด็ดดอกใบที่ร่วงโรยทิ้งบ้าง ก็อาจจัดดอกไม้ได้ไม่งดงาม ฉันใดก็ฉันนั้น การทำงานการดำรงชีวิตก็ต้องกล้าเสียสละในบางเรื่อง เพื่อให้เกิดการลงตัวอย่างสมดุล มีให้ มีรับ อย่างเหมาะสม

หลักสูตรการเขียนผู้กันจีนนั้น เวลาตวัดพู่กันแต่ละเส้น ต้องทำด้วยจิตใจที่มีสมาธิ สงบ มั่นคง โดยฝึกต่อเนื่องเป็นชั่วโมง ๆ เพื่อพัฒนาสมาธิและจิต

การชงชาก็เป็นศิลปะ 2 ด้าน ที่ฝ่ายหนึ่งฝึกการบริการผู้อื่น และอีกฝ่ายหนึ่งเรียนรู้การเป็นผู้รอ รู้รับกลิ่น รู้รับรส รู้รับน้ำใจจากผู้อื่น มิใช่แค่การชงชาเพื่อดื่มเพียงเท่านั้น

การอบรมทำนองนี้ ว่ากันว่าเป็นคติจีนโบราณที่สอนเกี่ยวกับศิลปะการดำเนินชีวิตกันมาเป็นพันๆ ปีแล้ว ในขณะเดียวกันก็สอดแทรกการเป็นคนที่มีศิลป์ไปพร้อมกัน

นักศึกษาแพทย์รวมทั้งนักศึกษาทันตแพทย์  เภสัช หรือพยาบาล ทุกคนต้องหาเวลาว่างในการลงทำงานในบทบาทของอาสาสมัครเช่นกัน  อาจออกไปเยี่ยมคนชราคนป่วยที่บ้าน  การออกไปบำเพ็ญประโยชน์ร่วมกับอาสาสมัครที่มีกิจกรรมมากมาย  สิ่งเหล่านี้จะทำให้นักศึกษาได้สัมผัสโลกแห่งความจริง  เข้าใจสังคมและชีวิตของผู้คน  และที่สำคัญคือจะได้ขัดเกลาจิตใจตนเองด้วยการทำความดีเพื่อผู้อื่น เห็นความตั้งใจมุ่งมั่นของอาสาสมัครที่เรียนมาน้อยกว่า  แต่ทำหน้าที่อาสาสมัครในการดูแลคนป่วยได้ดีเหลือเกิน  เกิดความสำนึกในการทำงานในวิชาชีพได้เป็นอย่างดี

เหล่านี้ เป็นตัวอย่างเพียงบางส่วนที่แสดงว่า เขาให้ความสำคัญกับการพัฒนาทางจิตใจของนักเรียนแพทย์ที่จะต้องจบออกไปเป็นแพทย์ที่เข้าใจในเพื่อนมนุษย์ มีจิตใจดีงาม ละเอียดอ่อน และต้องมีความรู้ความสามารถด้านเทคนิคอย่างดีด้วย

กายวิภาคศาสตร์ที่มีชีวิต

กรณีที่เด่นสำหรับคณะแพทยศาสตร์ฉือจี้ก็คือ การจัดการเรียนการสอนวิชากายวิภาคศาสตร์ ซึ่งนักศึกษาแพทย์ต้องเรียนผ่าศพอาจารย์ใหญ่ (อาจารย์ใหญ่เป็นคำเรียกผู้อุทิศศพให้นักศึกษาแพทย์ได้เรียน โดยทั่วไปศพอาจารย์ใหญ่ 1 ท่าน สามารถให้นักศึกษาแพทย์เรียนพร้อมๆ กันได้ 4 คน) เขาสร้างระบบที่ให้นักศึกษารำลึกในพระคุณของอาจารย์ใหญ่อย่างสูงยิ่ง โดยเขาให้นักเรียนแพทย์ที่จะต้องเรียนผ่าศพได้ไปรู้จักกับครอบครัวของอาจารย์ใหญ่เพื่อให้เสมือนเป็นสมาชิกในครอบครัวนั้นด้วย นักศึกษาแพทย์จะรู้ประวัติเรื่องราวชีวิตของอาจารย์ใหญ่ตั้งแต่ก่อนเรียนผ่าศพ เพื่อให้รู้ว่าร่างของอาจารย์ใหญ่มิใช่เป็นแค่ศพ แต่เป็นเรือนร่างของเจ้าของชีวิตที่เคยมีเลือดเนื้อ มีลมหายใจ มีคุณงามความดีและมีชีวิตจิตใจอันดีงาม เป็นการปลูกฝังให้นักศึกษาแพทย์มีจิตใจที่รู้จักเคารพผู้อื่นแม้กระทั่งเขาเหล่านั้นเสียชีวิตเป็นศพไปแล้วก็ตาม

เมื่อนักศึกษาแพทย์เรียนผ่าศพ ก็กระทำด้วยความเคารพอย่างสม่ำเสมอเหมือนกระทำกับญาติผู้ใหญ่ มิใช่มองเห็นเป็นเพียงแค่ศพๆ หนึ่งที่ไม่มีชีวิตจิตใจแล้วเท่านั้น

“นักศึกษาแพทย์จะกรีดผ่าศพของเราผิดพลาดสักกี่ร้อยครั้งก็ไม่เป็นไร เราอนุญาตให้ทำได้เต็มที่ แต่เมื่อจบไปเป็นแพทย์แล้ว ห้ามกรีดผ่าตัดใครผิดแม้แต่ครั้งเดียว”

อาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่งพูดฝากนักศึกษาแพทย์ไว้ก่อนที่จะเสียชีวิต ทางอาจารย์ได้บันทึกเป็นวีซีดีไว้ให้นักศึกษาแพทย์ดูก่อนเริ่มเรียนวิชานี้

มีอาจารย์ใหญ่ท่านหนึ่ง ก่อนเสียชีวิตป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย ด้วยความมุ่งมั่นที่ต้องการบริจาคร่างกาย จึงไม่รับยาเคมีบำบัดเลย เพียงขอรับแต่ยาแก้ปวดบรรเทาอาการเจ็บปวดจนกระทั่งสิ้นชีวิต ก่อนสิ้นชีวิตก็ได้มีโอกาสพูดฝากถึงนักศึกษาแพทย์  เพื่อให้นักศึกษาเห็นถึงความเสียสละและความตั้งใจจริงของอาจารย์ใหญ่

ตัวอย่างเหล่านี้ เปรียบเสมือนการทำให้ศพอาจารย์ใหญ่พูดได้ หาใช่ศพคนตายที่ไร้ความรู้สึกรู้สาเท่านั้น

เมื่อนักศึกษาแพทย์เรียนผ่าศพจบหลักสูตร พวกเขาจะนำชิ้นส่วนของอาจารย์ใหญ่มาเย็บต่อให้ดีที่สุดเท่าที่ทำได้ แล้วก็นำเสื้อผ้ามาสวมใส่ให้อย่างสวยงาม ทั้งนักศึกษาแพทย์ ญาติของอาจารย์ใหญ่และครูอาจารย์ก็จะมาร่วมพิธี ช่วยกันแบกอาจารย์ใหญ่เดินเรียงแถว จัดขบวนแห่งศพด้วยความเคารพระลึกถึงในบุญคุณ นำไปทำฌาปนกิจ แล้วเก็บอิฐบางส่วนใส่ผอบคริสตัลรูปทรงปราสาทสวยงาม จารึกชื่อแซ่ไว้ทุกท่านแล้วนำไปเก็บไว้ในห้องพระโพธิสัตว์บนอาคารคณะแพทย์ฯ

นักศึกษาแพทย์จะเขียนคำระลึกถึงอาจารย์ใหญ่ของพวกเขา ทำเป็นวารสาร ทำเป็นโปสเตอร์ติดแสดงไว้ มีการจัดงาน อ่านคำสดุดี เล่นดนตรีระลึกถึงพระคุณของอาจารย์ใหญ่ของพวกเขา

ด้วยระบบการจัดการที่ให้เกียรติแก่อาจารย์ใหญ่อย่างสูงเช่นนี้ มีผลทำให้มีผู้แสดงความจำนงบริจาคร่างกายให้นักศึกษาแพทย์ที่นี่เป็นหมื่นราย มีศพอาจารย์ใหญ่มากเกินความต้องการ จนต้องบริจาคต่อไปยังคณะแพทยศาสตร์แห่งอื่นด้วย

ด้วยกระบวนการที่ให้ความสำคัญต่อมิติทางมนุษย์และจิตวิญญาณเช่นนี้ ย่อมส่งผลให้จิตใจของนักศึกษาแพทย์ถูกเพาะบ่มให้เป็นผู้ที่มีจิตใจที่ละเอียดอ่อน มีความกตัญญูต่อผู้อื่น ย่อมมีผลทำให้พวกเขาเป็นแพทย์ที่ดีในอนาคต

ท่านคณบดีคณะแพทยศาสตร์แห่งนี้ บอกเราว่า

“อาจารย์ใหญ่ของนักศึกษาแพทย์แต่ละคนจะมี 2 คน คือ คนหนึ่งเป็นศพคนที่ตายไปแล้ว แต่อีกคนหนึ่งจะอยู่ในหัวใจของนักศึกษาแพทย์ตลอดไป”

ธนาคารไขกระดูกอันดับหนึ่งของเอเชีย

ธนาคารไขกระดูกของมูลนิธิฉือจี้ก่อตั้งมาตั้งแต่ พ.ศ. 2537 ด้วยการเชิญชวนผู้มีจิตศรัทธาและแสดงความจำนงบริจาคไขกระดูก (Bone marrow registry) เพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยที่มีปัญหาเกี่ยวกับความผิดปกติของเม็ดเลือด เช่น ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคโลหิตจางบางชนิด มะเร็งต่อมน้ำเหลืองบางชนิด โรคไขกระดูกฝ่อ เป็นต้น

ไขกระดูกคือเซลล์ที่ผลิตเม็ดเลือดตามปกติ ในกรณีเป็นโรคเลือดบางชนิดดังตัวอย่างข้างต้น จำเป็นต้องให้ยาทำลายไขกระดูกที่มีอยู่เดิม แล้วฉีดเซลล์ไขกระดูกของผู้บริจาคเข้าไปทางเส้นเลือดให้เข้าไปอยู่ในไขกระดูกเพื่อทำหน้าที่แทนไขกระดูกของผู้ป่วย เป็นเทคนิคที่ทางการแพทย์ทำสำเร็จครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2511 จากนั้นก็มีพัฒนาการก้าวหน้าขึ้นตามลำดับ

ปกติแล้ว ผู้ป่วยมักจะสามารถรับบริจาคไขกระดูกได้จากญาติพี่น้องร่วมสายเลือด เนื่องจากมีเนื้อเยื่อเข้ากันได้ ร่างกายผู้ป่วยก็จะไม่ปฏิเสธไขกระดูกที่ฉีดเข้าไป แต่ถ้าเนื้อเยื่อเข้ากันไม่ได้ ร่างกายก็จะปฏิเสธไขกระดูกที่ฉีดเข้าไป ผู้ป่วยบางคนไม่สามารถรับไขกระดูกจากญาติพี่น้องก็ต้องรอคอยรับบริจาคไขกระดูกจากผู้อื่นซึ่งมีโอกาสเข้ากันได้ประมาณ 1 ใน 5 หมื่น

ดังนั้นการมีการลงทะเบียนผู้บริจาคไขกระดูกไว้มากเพียงใดก็มีโอกาสผู้บริจาคที่มีเนื้อเยื่อเข้ากับผู้ป่วยได้มากเท่านั้น (ไม่ต้องบริจาคไขกระดูกไปเก็บไว้ในธนาคาร แต่เป็นการเจาะเลือดไว้ตรวจด้วยเทคนิคพิเศษเท่านั้น) ต่อเมื่อตรวจพบว่าเนื้อเยื่อของเราเข้าได้กับผู้ป่วยพอดี ถึงเข้าสู่กระบวนการเจาะไขกระดูกจากตัวเราไปให้ผู้ป่วย ซึ่งก็มีคนส่วนน้อยเท่านั้นที่มีโอกาสบริจาคไขกระดูกให้กับผู้ป่วยจริง ๆ ใครที่ลงทะเบียนบริจาคไว้แล้วได้บริจาคจริงก็ถือว่าได้โอกาสทำบุญทำกุศลอันยิ่งใหญ่)

ปัจจุบันธนาคารไขกระดูกของฉือจี้มีผู้แสดงความจำนงบริจาคไขกระดูกมากถึงเกือบสามแสนคนในปัจจุบัน มีการบริจาคไขกระดูกช่วยเหลือผู้ป่วยจริงๆ ทั้งในไต้หวันและประเทศอื่น ๆ ไปแล้วกว่า 800 ราย ใน 20 ประเทศ นับเป็นธนาคารไขกระดูกที่ใหญ่ที่สุดในเอเชีย

เนื่องจากทางมูลนิธิฉือจี้เขาให้ความสำคัญด้านมิติทางจิตวิญญาณอย่างสูง ดังนั้น เขาจะอนุญาตให้ผู้ป่วยที่รับบริจาคไขกระดูกที่รักษาตัวจนหายแล้วนานกว่า 2 ปีขึ้นไปที่ต้องการพบกับผู้บริจาคไขกระดูกได้พบกัน เพื่อรำลึกในบุญคุณของกันและกัน เนื่องจากคนทั้งสองแม้อยู่กันห่างไกลกัน ไม่ได้เป็นญาติพี่น้องกันไม่เคยรู้จักกันมาก่อน แต่มีบุญวาสนาเหมือนฟ้าลิขิตให้เนื้อเยื้อเข้ากันได้ คนหนึ่งเจ็บป่วยแล้วสามารถผ่านพ้นมาได้ด้วยจิตใจเมตตากรุณาของผู้บริจาคไขกระดูก ผู้บริจาคไขกระดูกเองก็ถือว่ามีบุญที่มีคนไข้รับบริจาคไขกระดูกของตนได้ ทำให้ตนมีโอกาสทำบุญกุศลอันยิ่งใหญ่ วันที่ทั้งคู่ได้พบกันจึงเป็นวันแห่งความปิติที่ยิ่งใหญ่  ความดีความสุขของการได้ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ได้ยกระดับจิตใจของทุกคนที่ได้พบได้เห็นได้รับรู้ความดีงามในครั้งนั้น

การแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์

เด็กชายฮาบิบี้ได้รับการส่งตัวมาจากประเทศอินโดนีเซียพร้อมกับคุณพ่อเพื่อมาเข้ารับการผ่าตัดรักษาโรคงวงช้างหรือ meningo-encephalocele ซึ่งมีเนื้อเยื่อและเนื้อสมองยื่นออกมาระหว่างคิ้วคล้ายกับงวงช้างที่โรงพยาบาลฉือจี้  การรักษาต้องใช้การผ่าตัดหลายครั้งรวมทั้งการทำศัลยกรรมตกแต่งให้ใบหน้ามีลักษณะความผิดปกติน้อยที่สุด

ในวันที่ผ่าตัดใหญ่เสร็จสิ้น  เด็กน้อยดูเศร้าๆ  ทีม

จากซีแอล สู่การถอดถอนรัฐมนตรีไชยา ( บทความอย่างยาว สำหรับการทำความเข้าใจเรื่องซีแอล )

โดย Admin on January,11 2011 22.47

จากซีแอล สู่การถอดถอนรัฐมนตรีไชยา ( บทความอย่างยาว สำหรับการทำความเข้าใจเรื่องซีแอล )

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมีนาคม-เมษายน 2551 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

นับตั้งแต่ นายไชยา สะสมทรัพย์ รับหน้าที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  สิ่งแรกที่รัฐมนตรีประกาศ คือ ความเห็นที่ส่งเสริมการทำลายสุขภาพประชาชนหลายเรื่อง อาทิ การยกเลิกซีแอลยามะเร็ง  การบอกให้เครือข่ายผู้ป่วยเอดส์ไปกินดอกไม้จันทน์แทนยาต้านเอดส์  การสนับสนุนการโฆษณาเหล้า การจะแก้กฎกระทรวงให้สูบบุหรี่ในผับในบาร์ได้  รวมทั้งการโยกย้ายข้าราชการระดับสูงอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งล้วนแสดงถึงความไม่มีวิสัยทัศน์ที่ควรค่าแก่การนำกระทรวงสาธารณสุขแม้แต่น้อย  และเป็นที่มาของการเคลื่อนไหวทางสังคมอีกระลอกใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข  จากการยกเลิกซีแอลนำไปสู่การถอดถอนรัฐมนตรีในขณะนี้

ซีแอลคืออะไร สิทธิบัตร  เป็นทรัพย์สินทางปัญญาชนิดหนึ่งที่รัฐออกให้แก่ผู้ลงทุนในการวิจัยและพัฒนาสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ๆ ที่นำไปใช้ในเชิงพาณิชย์ได้  โดยกฎหมายไทยซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลกให้สิทธิผูกขาดเป็นเวลา 20 ปี นับจากวันยื่นจดสิทธิบัตร  แต่เนื่องจากสิทธิการผูกขาดอาจทำให้เกิดปัญหาการเข้าถึงสินค้าที่จำเป็น เช่น อาหาร ยา ของประชาชน  หรือเป็นอุปสรรคต่อการดำเนินการเพื่อประโยชน์สาธารณะ  โดยเฉพาะยามฉุกเฉินหรือสงคราม  กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาระหว่างประเทศ และกฎหมายสิทธิบัตรไทย  จึงกำหนดให้มีมาตรการยืดหยุ่นที่จะให้ผู้อื่นหรือรัฐ ใช้สิทธิแทนผู้ทรงสิทธิได้ เป็นมาตรการบังคับใช้สิทธิเหนือสิทธิบัตร เรียกว่า CL เป็นคำย่อในภาษาอังกฤษว่า Compulsory Licensing ในเมืองไทยเรารู้จักแค่มาตรการบังคับใช้สิทธิที่ใช้กับยา แต่จริงๆ แล้วมาตรการบังคับใช้สิทธิสามารถไปใช้กับอะไรก็ได้
ในต่างประเทศก็ใช้มาตรการนี้กันอย่างแพร่หลาย เพื่อจัดการกับปัญหายาราคงแพงและคนเข้าไม่ถึง อย่างในแคนาดา ตั้งแต่ปี 1969-1993 มีการประกาศบังคับใช้สิทธิกับยา 619 ชนิด ทำให้อุตสาหกรรมยาพัฒนาไปได้ ทุกวันนี้ยาในแคนาดาจึงขายถูกกว่าอเมริกามาก

ทำไมไทยต้องประกาศ ซีแอล ส่วนเหตุผลสำคัญที่กระทรวงสาธารณสุขต้องประกาศใช้สิทธิโดยรัฐ หรือ CL ก็เนื่องจากตั้งแต่ พ.ศ. 2544 รัฐบาลไทยได้กำหนดนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า และมีการออก พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติในปี พ.ศ. 2545 รวมทั้งกำหนดสิทธิประโยชน์ในการเข้าถึงยาที่มีในบัญชียาหลักแห่งชาติ โดยในระยะแรกได้ยกเว้นยากลุ่มยาต้านไวรัสเอดส์ไว้ก่อนเพราะยามีราคาแพงมากและผู้ป่วยต้องใช้ยาตลอดชีวิต ทำให้ไม่มีงบประมาณเพียงพอ
ต่อมาก็ได้มีการประกาศนโยบายการเข้าถึงยาต้านไวรัสเอดส์อย่างถ้วนหน้าตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ซึ่งรัฐบาลได้พยายามจัดสรรงบประมาณด้านสาธารณสุขให้เพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในปี พ.ศ. 2550  งบประมาณด้านสาธารณสุขรวมกันถึงประมาณ 170,000  ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 11 ของงบประมาณทั้งประเทศ และมีงบประมาณเพื่อการรักษาผู้ป่วยเอดส์ถึงกว่า 3,500 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปี 2547 ถึงกว่า 5 เท่า แต่ถึงแม้ว่ามีงบประมาณเพิ่มขึ้นมากแล้วก็ตาม รัฐก็ยังไม่สามารถจัดบริการให้ประชาชนเข้าถึงยาที่จำเป็นได้ทุกรายการ เนื่องจากยาหลายรายการมีราคาสูงมาก เพราะเป็นยาที่มีผู้จำหน่ายเพียงรายเดียว ไม่มีการแข่งขันในตลาด โดยเฉพาะยาที่มีสิทธิบัตรทั้งหลาย ในจำนวนผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์ กว่า 500,000 คน ในประเทศนั้น กว่า 70% ของผู้ป่วย 120,000 คนที่ต้องใช้ยาสูตรพื้นฐานไม่มีโอกาสเข้าถึงยา Efavirenz ได้ และในจำนวนผู้ป่วยกว่า 10,000 คนที่ต้องการใช้ยาสูตรขั้นที่ 2 เช่น Lopinavir/Ritonavir นั้น มีไม่ถึง 15% ที่มีโอกาสใช้ยาดังกล่าว และในส่วนของผู้ป่วยโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันจำนวนประมาณ 300,000 คน นั้นมีไม่ถึง 10% ที่มีโอกาสเข้าถึงยา Clopidogrel
ดังนั้น ยา3 ตัวที่ประกาศซีแอลสมัยรัฐมนตรีนายแพทย์มงคล ณ สงขลา  ได้แก่ 1.ยาต้านไวรัสเอชไอวี “เอฟาวิเรนซ์”  (Efavirenz)  หรือชื่อการค้าว่า “สต๊อคคริน” ของบริษัท เมิร์ค ชาร์ป แอนด์ โดห์ม จำกัด (Merck Sharp & Dohme) 2.ยาต้านไวรัสเอชไอวี “โลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์” (Lopinavir + Ritonavir) หรือชื่อการค้าว่า “คาเลตร้า” ของบริษัท แอ็บบอต ลาบอแรตอรีส จำกัด (Abbott Laboratories Limited) 3.ยาสลายลิ่มเลือดหัวใจ “โคลพิโดเกรล”  (Clopidogrel)  หรือชื่อการค้าว่า “พลาวิกซ์”  ของบริษัท ซาโนฟี่-อเวนตีส (ประเทศไทย) จำกัด การดำเนินการใช้สิทธิโดยรัฐของกระทรวงสาธารณสุขต่อยาที่มีสิทธิบัตร จึงเป็นการดำเนินการเพื่อเพิ่มการเข้าถึงยาจำเป็นของประชาชนให้มากขึ้น ซึ่งเป็นการดำเนินการตามหน้าที่ที่จะต้องจัดหายาจำเป็นตามบัญชียาหลักแห่งชาติให้แก่คนไทยทุกคนที่ใช้สิทธิตามนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า อีกทั้งเป็นการดำเนินการที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและถูกหลักมนุษยธรรม

เอฟฟาไวเรนซ์ ยาตัวแรกของการทำ ซีแอล โรคเอดส์ได้เปลี่ยนจากโรคที่เป็นแล้วสิ้นหวังรอความตาย  มาเป็นโรคที่สามารถรักษาให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ แม้จะไม่หายขาดก็ตาม  โดยยาต้านไวรัสเอดส์ตัวสำคัญที่เปิดประตูสู่การรักษาผู้ป่วยโรคเอดส์ คือ  ยาจีพีโอเวียร์ซึ่งเป็นยาสามตัวผสมกัน ผลิตโดยองค์การเภสัชกรรม ราคาอยู่ที่ 1,200 บาทต่อเดือน  แต่ 30% ของคนที่กินจีพีโอเวียร์จะแพ้ตัวยาที่เรียกว่าเนวิราปีน  ซึ่งทำให้ผู้ป่วยต้องเปลี่ยนเป็นกินเอฟาไวเรนซ์ ซึ่งตัวเดียวก็มีราคา 1,400 บาทต่อเดือนไปแล้ว  ยังต้องกินกับยาอีกสองตัว รวมๆ แล้ว 2,000 กว่าบาทต่อเดือน  ซึ่งเป็นภาระทางงบประมาณมาก งบประมาณมีจำกัดก็ได้แค่ 8,000-10,000 คน ทั้งที่จริงๆ คนที่ต้องการยาตัวนี้มี 6-7 หมื่นคน เรื่องซีแอลจึงถือกำเนิดขึ้นมาในช่วงนั้น  เพราะถ้ายาราคาถูกลง รัฐก็จะพอจ่ายได้ ขณะนั้นเรื่องแนวทางการทำซีแอลถึงถูกส่งไปที่รัฐมนตรีพินิจ จารุสมบัติ ในฐานะประธานคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ซึ่งก็เห็นด้วย แต่กว่าเรื่องจะถูกส่งจาก สปสช.ไปถึงกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งก็มีรัฐมนตรีคนเดียวกันที่ชื่อ พินิจ จารุสมบัติ กลับใช้เวลานานมาก จนหายเงียบไป
กระทั่งมีการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 จึงนำมาสู่การทำซีแอลในยุคของนายแพทย์มงคล ณ สงขลา  โดยในเดือนพฤศจิกายน 2549 ประเทศไทยประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยาเอฟฟาไวเรนซ์ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสสูตรพื้นฐานที่ติดสิทธิบัตรของบริษัทเมอร์ค ทั้งนี้บริษัทเมอร์คจำหน่ายยาเอฟฟาไวเรนซ์ให้กับประเทศไทยในราคาสำหรับองค์กรไม่แสวงกำไรที่ 1,400 บาท (38.84 เหรียญสหรัฐ) ต่อเดือน องค์การเภสัชกรรม (GPO) กล่าวว่าจะนำเข้ายาเอฟฟาไวเรนซ์ในชื่อสามัญจากบริษัท Ranbaxy ผู้ผลิตยาจากอินเดียในราคา 800 บาทต่อเดือน จนกว่าองค์การเภสัชกรรมจะสามารถผลิตใช้เองสำเร็จในเดือนมิถุนายน 2550 นี้ ประเทศไทยสั่งซื้อยาเอฟฟาไวเรนซ์ 66,000 ขวดจากบริษัท Ranbaxy ที่ราคา 650 บาทต่อขวด
จากการใช้สิทธิ ซีแอล  ทำให้ในวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2550 บริษัทเมอร์คเสนอราคาใหม่สำหรับยาเอฟฟาไวเรนซ์ที่ 72 เซนต์ต่อเม็ด (ราวๆ 780 บาทต่อขวด) ซึ่งเป็นราคาที่ใกล้เคียงกับราคาที่บริษัทผู้ผลิตยาชื่อสามัญคู่แข่งเสนอ ทั้งนี้บริษัทยังได้ประกาศลดราคาขายทั่วโลกสำหรับยาเอฟฟาไวเรนซ์ เหลือ 700 บาทต่อเดือน สำหรับประเทศที่มีอัตราความชุกของเอชไอวี/เอดส์ร้อยละ 1 หรือสูงกว่านั้น
อย่างไรก็ตาม ในเดือนมกราคม 2550: ยาชุดแรกจากประเทศอินเดียจำนวน 16,000 ขวดก็มาถึงประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขกล่าวว่า การใช้สิทธิโดยรัฐจะช่วยลดราคายาเอฟาวิเรนซ์ลงได้ทันทีจากเดือนละ 1,400 บาท เหลือเพียงเดือนละไม่ถึง 700 บาท ทำให้สามารถให้ยาแก่ผู้ป่วยได้จำนวนเพิ่มขึ้นจากเดิมถึงสองเท่า หรือรักษาผู้ป่วยเอดส์เพิ่มขึ้นอีก 20,000 ราย
ความสำเร็จของไทยทำให้ประเทศบราซิลประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิโดยรัฐ เมื่อวันที่ 4 พฤษภาคม 2550 เพื่ออนุญาตให้มีการนำเข้ายาเอฟฟาไวเรนซ์ในชื่อสามัญ หลังจากที่บริษัทเมอร์คเจ้าของสิทธิบัตรไม่ตกลงยินยอมที่ราคาส่วนลดร้อยละ 60 ตามที่รัฐบาลเรียกร้อง


ค้ากำไรเกินควรกับชีวิตมนุษย์ การประกาศใช้สิทธิโดยรัฐ มุ่งให้ประชาชนได้รับยาจำเป็นที่มีคุณภาพดีอย่างทั่วถึงถ้วนหน้าด้วยงบประมาณที่มีอยู่อย่างจำกัดเป็นสำคัญ ทำให้ไม่เกิดการผูกขาดตลาดอยู่เพียงบริษัทเดียว ซึ่งจะส่งผลให้ราคายาต่ำลง และทำให้เห็นว่า แท้จริงราคายาลดลงได้มากหากรัฐบาลทำซีแอล  บริษัทไม่ได้ขาดทุน เพียงแต่กำไรลดลงเท่านั้น
24 – 25 มกราคม 2550 ประเทศไทยได้ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยาติดสิทธิบัตรอีกสองรายการคือ ยาคาเลทราของบริษัทแอ๊บบอต ซึ่งเป็นยาต้านไวรัสสูตรสำรองกลุ่มโลพินาเวียร์/ริโทนาเวียร์ที่สำคัญ และยาโคลพิโดเกรล ไบซัลเฟต (พลาวิกซ์) ซึ่งเป็นยารักษาโรคหัวใจของบริษัทซาโนฟี่ อเวนติส
กรณียาโลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์  หรือยาคาเลทรา ซึ่งเป็นยารักษาโรคเอดส์ตัวที่ 2 ที่มีการทำซีแอล  กรมควบคุมโรคศึกษาพบว่า ผู้ป่วยเอดส์ที่กินยาสูตรแรก (สูตรจีพีโอเวียร์ หรือสูตรที่มีเอฟาวิเรนซ์) จะมีการดื้อยาเกิดขึ้นในระยะเวลาหนึ่ง ขึ้นกับความสม่ำเสมอในการกินยาและขึ้นกับตัวเชื้อไวรัสเอดส์เอง คาดว่าในระยะ 1-2 ปี จะมีผู้ป่วยที่กินยาสูตรแรกมีการดื้อยาสูงราวร้อยละ 10 ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์รวมประมาณ 500,000 คน ในระยะเวลาไม่นานจะมีผู้ต้องการยาต้านไวรัสสูตรดื้อยาถึงอย่างน้อย 50,000 คน ยาสูตรดื้อยาที่สำคัญตัวหนึ่งคือ ยาโลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์
ปัจจุบันบริษัทแอ๊บบอต ขายยาตัวนี้ให้แก่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ในราคา 2,200 เหรียญสหรัฐ/คน/ปี หรือปีละประมาณ 72,000 บาท/คน หากต้องให้ยารวม 50,000 คน จะเป็นงบประมาณถึงปีละ 3,600 ล้านบาท ซึ่งไม่มีทางที่รัฐจะจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอแก่ผู้ป่วยทุกคนได้ แม้ยาโลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์  นี้ก็เป็นยาในบัญชียาหลักแห่งชาติ ซึ่งคนไทยทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับก็ตาม เมื่อประกาศซีแอลต่อยา โลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์ ส่งผลให้มีการตอบโต้จากบริษัทแอ๊บบอตและเกิดการเจรจาต่อรองหลายครั้ง  จนในเดือนเมษายน 2550  หลังจากร่วมหารือกับนาง มาร์กาเร็ต ชาน ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก บริษัทแอ๊บบอต กล่าวว่าจะลดราคายาลงกว่าครึ่ง ทำให้ยาดังกล่าวมีราคาจำหน่ายอยู่ที่ 1,000 เหรียญสหรัฐ หรือ 34,000 บาท โดยมีเงื่อนไขคือประเทศไทยต้องยกเลิกการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ ซึ่งกระทรวงสาธารณสุขไทยปฎิเสธข้อเสนออย่างเด็ดขาด  และมูลนิธิคลินตันได้เจรจาต่อรองกับบริษัท Matrix ผู้ผลิตยาชื่อสามัญจากอินเดีย เพื่อจัดซื้อยาคาเลทราหรืออลูเวียในปริมาณมากได้ที่ 695 เหรียญสหรัฐ  ซึ่งหมายความว่า ราคาลดลงได้ถึง 3 เท่า  มีการค้ากำไรเกินควรมากเกินไปจริงๆ

ไชยา รัฐมนตรีผู้เสมือนทำร้ายผู้ป่วยโรคหัวใจ กรณียาโคลพิโดเกรล เป็นยาตัวที่ 3 ที่มีการประกาศซีแอลพร้อมกับยาโลพินาเวียร์+ริโทนาเวียร์ เป็นยาป้องกันการแข็งตัวของเลือด ช่วยป้องกันการอุดตันของหลอดเลือด โดยเฉพาะหลอดเลือดหัวใจ จึงเป็นยาสำคัญที่จะป้องการโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตันที่นำไปสู่ภาวะหัวใจวายและเสียชีวิตได้ ยานี้มีราคาเม็ดละกว่า 70 บาท แต่หากสามารถผลิตในประเทศ หรือนำเข้าจากต่างประเทศ เช่น อินเดีย จะมีราคาเหลือเพียงเม็ดละ ไม่เกิน 10 บาท  ปัจจุบันผู้มีสิทธิตามหลักประกันสุขภาพแห่งชาติไม่ได้รับยานี้ทั้ง ๆ ที่อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพราะโรงพยาบาลไม่มีงบประมาณเพียงพอ จึงต้องใช้ยาแอสไพรินแทน ซึ่งในบางกรณีได้ผลน้อยกว่าและอาจมีพิษข้างเคียงมากกว่า
ต้นกุมภาพันธ์ 2551: องค์การเภสัชกรรมสั่งซื้อยาชื่อสามัญโคลพิโดเกรล (พลาวิกซ์) จำนวน 2 ล้านเม็ด จากบริษัทคาดิลา เฮลท์แคร์ จำกัด ซึ่งอยู่ในประเทศอินเดีย  แต่ช่วงกลางเดือนกุมภาพันธ์  รัฐบาลชุดใหม่เข้าปฎิบัติหน้าที่ นายไชยา สะสมทรัพย์เข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข รัฐบาลใหม่ประกาศทบทวนนโยบายของรัฐบาลชุดเก่าในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยาต้านมะเร็ง  กลับลำไม่ดำเนินตามนโยบายของรัฐบาลชุดเก่าในการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ  สั่งย้ายนายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งให้การสนับสนุนการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิในสมัยรัฐบาลชุดก่อน และกดดันนายแพทย์วิชัย โชควิวัฒน ประธานคณะกรรมการองค์การเภสัชกรรม หนึ่งในคนสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯให้ลาออก   ความไม่แน่นอนของนโยบายฝ่ายทางการเมือง ส่งผลให้ในวันที่  3 มีนาคม 2551 บริษัทคาดิลาฯ ได้แจ้งต่อองค์การฯ เพื่อขอเลื่อนการจัดส่งยางวดแรกจำนวน 2 ล้านเม็ดจากมีนาคมเป็นเมษายน เนื่องจากกระบวนการผลิตและขั้นตอนทางกฎหมาย ซึ่งหากกล่าวให้ชัดเจนก็คือ ไม่แน่ใจว่ารัฐบาลชุดใหม่จะเข้าเกียร์ถอยหลังหรือไม่  จึงชะลอการส่งมอบยาเพื่อดูท่าทีของรัฐบาลไปก่อน กรณียาโคลพิโดเกรลนี้เองที่ได้กลายมาเป็นข้อที่ 1 ของประเด็นการถอดถอนรัฐมนตรีไชยา  เพราะได้กระทำการที่เข้าข่ายให้รัฐเสียหายด้านงบประมาณแผ่นดิน โดยเฉพาะการประกาศทบทวนการใช้สิทธิโดยรัฐต่อยาต้านโรคมะเร็งที่มีสิทธิบัตร 4 รายการ ทำให้บริษัทยาใช้อ้างเป็นเหตุว่าประเทศไทยใช้สิทธิโดยรัฐยังไม่สมบูรณ์ในกรณียาโคลพิโดเกรลในคนไข้โรคหัวใจ (Not Fully Implemented) และกลัวการถูกฟ้องร้องจากบริษัทยาต้นแบบ ทำให้บริษัทคาดิลาขอปรึกษานักกฎหมายและชะลอการนำเข้ายาจำนวน 2.1 ล้านเม็ดเป็นเวลา 1 เดือน โดยมีมูลค่าความเสียหายต่อรัฐขั้นต่ำประมาณ  248,378,550 บาท

อินเดีย  ความหวังของผู้ป่วยทั้งโลก การที่อินเดียยังสามารถผลิตยาชื่อสามัญใหม่ๆ ได้จำนวนมาก เพราะกฎหมายสิทธิบัตรของอินเดียเพิ่งแก้ไขให้รับสิทธิบัตรผลิตภัณฑ์เมื่อปี 2548 ขณะที่ไทยแก้กฎหมายสิทธิบัตรก่อนที่อินเดียจะแก้ 13 ปี  คืออินเดียใช้สิทธิชะลอการใช้กฎหมายสิทธิบัตรตามข้อตกลงระหว่างประเทศเต็มเงื่อนเวลาที่ชะลอได้  กล่าวคือ ช่วง 8 ปีแรก คือ ก่อนที่ความตกลงทริปส์จะมีผลบังคับใช้ และอีก 5 ปี หลังจากที่ความตกลงทริปส์มีผลบังคับใช้เขาอนุญาตให้ประเทศที่กำลังพัฒนาอยู่ในช่วงปรับตัว ดังนั้นจึงรวมทั้งหมด 13 ปีเต็ม เรียกว่าไม่มีกฎหมายสิทธิบัตร เขาก็เรียนรู้เอายามาทดสอบ จนเรียนรู้วิธีการที่จะทำ  จนสามารถผลิตยาได้เกือบทุกตัวที่ตะวันตกผลิตได้  ในราคาต่ำมาก  เพราะไม่มีค่าใช้จ่ายในการโฆษณา การประชาสัมพันธ์พาแพทย์ไปประชุมวิชาการ  ค่าจ้างซีอีโอบริษัทที่สูงลิ่วเหมือนในสหรัฐ เป็นต้น หัวใจสำคัญของการทำซีแอล คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และองค์การเภสัชกรรม  ซึ่งต้องมีศักยภาพในการผลิตยาชื่อสามัญด้วย  จึงทำให้การประกาศซีแอลนั้นได้ผล
คำถามสำคัญประการหนึ่งคือ ยาที่ผลิตหรือนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น อินเดีย ที่มีราคาต่ำกว่ายาต้นแบบ จะมั่นใจได้อย่างไรว่ามีคุณภาพเท่าเทียมกับยาต้นแบบ ซึ่งคำตอบนั้นอยู่ที่องค์การเภสัชกรรม ซึ่งได้มีข้อกำหนดไว้ในสัญญาการจัดซื้อว่า กรณียาที่ผลิตหรือนำเข้าจากประเทศอื่น เช่น อินเดีย นั้น ยาดังกล่าวจะต้องมีเอกสารแสดงการรับรองว่าผลิตภัณฑ์ได้รับมาตรฐาน เช่น ตาม WHO Prequalification Scheme ประกอบกับเอกสารการศึกษาชีวสมมูล (Bioequivalence Study) ซึ่งแสดงผลการทดสอบว่ายามีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับยาต้นตำรับที่มีสิทธิบัตร พร้อมทั้งเอกสารประกอบอื่นๆ เพื่อให้มั่นใจได้ว่าผลิตภัณฑ์ดังกล่าวมีคุณภาพมาตรฐานเท่าเทียมกับยาต้นตำรับที่มีสิทธิบัตรจริงๆ ในการนำเข้ายาดังกล่าวยังจะต้องได้รับทะเบียนตำรับยาจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาด้วย และเมื่อได้รับยามาแล้ว ฝ่ายควบคุมคุณภาพขององค์การเภสัชกรรมก็จะต้องตรวจสอบคุณภาพอีกครั้งหนึ่งก่อนส่งมอบยาให้แก่กรมควบคุมโรค หรือสถานพยาบาลต่างๆ ต่อไป ทีมทำงานด้านซีแอลของกระทรวงสาธารณสุขนั้น มองเกมส์นี้อย่างลึกซึ้ง  อย่างที่บอกว่าตอนทำซีแอล เวลาที่องค์การเภสัชกรรมเลือกบริษัท  มีการเลือกบริษัทที่ตกลงจะถ่ายทอดเทคโนโลยีให้กับองค์การเภสัชกรรมด้วย  อย่างเทคโนโลยีทำเม็ดแข็งของอะลูเวียร์  ประเทศไทยไม่มีความรู้นี้เลย แต่บริษัทเมทริกซ์ของอินเดียจะถ่ายทอดความรู้นี้ให้กับองค์การเภสัชฯ  ซึ่งเป็นประโยชน์กับอุตสาหกรรมยาไทยในระยะยาว

ซีแอลยามะเร็ง  หนทางยังยาวไกล ในช่วงรัฐบาลรักษาการ  ในวันที่ 4 มกราคม 2551  นายแพทย์มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข อนุมัติการประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยารักษาโรคมะเร็งอีก 4 รายการ คือ 1.ยาโดซีแท็กเซล (ชื่อทางการค้า แทกโซเทีย ผลิตโดยบริษัทซาโนฟี่-อเวนตีส) สำหรับใช้รักษาโรคมะเร็งปอดและมะเร็งเต้านม (ยาติดสิทธิบัตรขนาด 800 มก. มีราคา 25,000 บาท ขณะที่ยาชื่อสามัญที่ขนาดเท่ากันมีราคา 4,000 บาท ราคาลดลงไปถึง 6 เท่า )
2.ยาเลโทรโซล (ชื่อทางการค้า Femara จดสิทธิบัตรโดยบริษัทโนวาร์ติส) สำหรับใช้รักษาโรคมะเร็งเต้านม (ยาติดสิทธิบัตรขนาด 2.5 มก. มีราคา 230 บาทต่อเม็ด ขณะที่ยาชื่อสามัญที่ขนาดเท่ากันมีราคา 6-7 บาทต่อเม็ด ราคาลดลงกว่า 35 เท่า )
3.ยาเออร์โลทินิบ  (ชื่อทางการค้า Tarceva จดสิทธิบัตรโดยบริษัทโรช) สำหรับใช้รักษาโรคมะเร็งปอด (ยาติดสิทธิบัตรขนาด 150 มก. มีราคา 2,750 บาทต่อเม็ด ขณะที่ยาชื่อสามัญที่ขนาดเท่ากันมีราคา 735 บาทต่อเม็ด ราคาลดลง 4 เท่า ) 4.ยาอิมาตินิบ (ชื่อทางการค้า กลีเวค) สำหรับใช้รักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวชนิดเรื้อรัง และโรคมะเร็งทางเดินอาหาร (ยาติดสิทธิบัตรขนาด 100 มก. มีราคา 917 บาทต่อเม็ด ขณะที่ยาชื่อสามัญที่ขนาดเท่ากันมีราคา 50-70 บาทต่อเม็ด ราคาลดลงเกือบ 20 เท่า ) ผลของการประกาศซีแอล  ทำให้บริษัทโนวาร์ติส ประกาศในวันที่ 23 มกราคม 2551 ตกลงที่จะสนับสนุนยาอิมาตินิบแก่ผู้ป่วยภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าทุกรายโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย หากรัฐบาลไม่ประกาศใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยาดังกล่าว ซึ่งราคายาตามปกติคือ 3,600 บาทต่อขนาดรับประทานต่อวัน หรือเท่ากับ 1.3 ล้านบาท (40,000 เหรียญสหรัฐ) เมื่อคิดเป็นรายปี  ซึ่งนายแพทย์มงคล  ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในขณะนั้นก็ประกาศว่าจะไม่ใช้มาตรการบังคับใช้สิทธิฯ กับยาอิมาตินิบ ตราบเท่าที่บริษัทโนร์วาติสยังให้การสนับสนุนยาดังกล่าวโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย
แต่จากการเจรจานานนับเดือน กลับไม่สามารถบรรลุข้อตกลงสำหรับยาเลโทรโซลสำหรับรักษาโรคมะเร็ง ยาโดซีแท็กเซลสำหรับรักษาโรคมะเร็งปอดและมะเร็งเต้านม และยาเออร์โลทินิบสำหรับรักษาโรคมะเร็งปอด สืบเนื่องจากบริษัทยาตั้งเงื่อนไขไว้ยุ่งยากซับซ้อน จึงมีการลงนามในประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่จะใช้มาตรการซีแอลต่อยารักษาโรคมะเร็งทั้ง 3 ตัว ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งสามารถเข้าถึงยาได้มากขึ้น รัฐบาลใช้เงินน้อยลงไปในการจ่ายค่ายาให้กับบริษัทเอกชน เป็นจุดยืนที่น่าชื่นชม แต่กลับถูกเบรกจากรัฐมนตรีสาธารณสุขคนใหม่นายไชยา สะสมทรัพย์ ที่จะให้มีการทบทวนซีแอลยาต้านมะเร็ง

GSP  VS  CL ข้ออ้างสำคัญของนายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขต่อการยกเลิกซีแอลคือ  ซีแอล ทำให้ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่ถูกจับตามมอง  และนำมาสู่การตัดสิทธิพิเศษทางศุลกากร หรือ จีเอสพี
ภาคธุรกิจและภาครัฐบางส่วนมักพูดกับประชาชนไม่ครบ  มักอ้างว่าจีเอสพีมีความสำคัญมาก แต่แม้จริง จีเอสพีคือสิทธิพิเศษทางการค้า ซึ่งประเทศสหรัฐและยุโรปจะให้กับประเทศยากจนเท่านั้น  ดังนั้นหากประเทศพัฒนาขึ้นแล้วประเทศไทย  ก็จะถูกลดสิทธิพิเศษ จีเอสพี ลงมาเป็นระยะๆ อยู่แล้ว  อย่างมาเลเซียถูกตัดจีเอสพีไปตั้งหลายปีแล้ว  แต่การส่งออกเขายังไปได้ และสาเหตุสำคัญที่สุดที่จีเอสพีไทยถูกตัดเพราะปัญหาลิขสิทธิ์  สินค้าเลียนแบบ เช่น ซีดีเถื่อน  สินค้าแบรนด์เนมปลอม เป็นต้น
มีความพยายามที่จะทำให้การทำซีแอล คือ การละเมิดสิทธิบัตร ซึ่งจริงๆนั้นไม่ใช่  ซีแอลไม่ใช่มาตรการเถื่อน แต่เป็นมาตรการที่ถูกกฎหมาย ในปีที่ผ่านมา ประเทศไทยถูกตัดจีเอสพีในสินค้า 3 รายการ คือ โทรทัศน์สีจอแบน เครื่องประดับจากทองคำ และเม็ดพลาสติก แต่ภาคธุรกิจและกระทรวงพานิชย์ไม่เคยออกมาพูดความจริงให้หมดเลยว่า หลังการถูกตัดสิทธิจีเอสพีไปเมื่อปีที่แล้ว สินค้าเครื่องประดับที่ทำจากทองคำและโทรทัศน์สีจอแบนมีมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯเพิ่มขึ้น ขณะที่เม็ดพลาสติกแม้จะส่งออกไปสหรัฐลดลง แต่โดยรวมก็ยังสามารถส่งออกไปในตลาดโลกได้มากขึ้น ดังนั้น จีเอสพี จึงเพียงวาทกรรมหรือข้ออ้างเพื่อมาลบล้างความดีงามของมาตรการซีแอลเท่านั้น  แท้จริงแล้ว  แม้ไม่ทำซีแอล ไทยก็ถูกตัดสิทธิ์จีเอสพีอยู่แล้ว  สังคมไทยมักพูดความจริงไม่หมด  ซึ่งเท่ากับเป็นการหลอกลวงประชาชนเช่นกัน

ทบทวนซีแอล เริ่มด้วยการย้ายหมอศิริวัฒน์ จากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.)เมื่อวันที่ 26 ก.พ. 2551 ซึ่งมีมติเห็นชอบตามที่นายไชยา สะสมทรัพย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  เสนอคำสั่งแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข 3 คน ได้แก่ นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 8, 9 นพ.ชาตรี บานชื่น อธิบดีกรมการแพทย์ ไปดำรงตำแหน่งเลขาธิการ อย. และ นพ.เรวัต วิศรุตเวช ผู้ตรวจราชการกระทรวงเขต 8, 9 ไปดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมการแพทย์ ทางชมรมแพทย์ชนบทได้วิเคราะห์สถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อกรณีผีป่ากระทำการระรานคนดีในกระทรวงสาธารณสุข ว่ากรณีการโยกย้ายนายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา กำลังหลักของกระทรวงสาธารณสุขในการทำซีแอล  แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า  เป็นการกระทำเพื่อให้ได้ย้ายก้างขวางคอชิ้นใหญ่ที่สกัดกั้นการยกเลิกซีแอล  และเชื่อว่า  กลุ่มคนดีต่อไปที่จะถูกเช็คบิลก็คือผู้บริหารในองค์การเภสัชกรรม  และ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ ( สสส.)
การย้ายดังกล่าวเป็นการย้ายที่ผิดปกติ  เป็นการย้ายนอกฤดูกาล  ย้ายโดยที่ไม่สามารถชี้แจงเหตุผลความผิดได้ นอกจากคำอธิบายที่ไม่มีเหตุผลว่า “ย้ายตามความเหมาะสม” อีกทั้งเป็นการย้ายที่ลดระดับจากระดับอธิบดีไปเป็นผู้ตรวจราชการ ซึ่งแม้จะเป็นระดับ 10 เหมือนกัน แต่ทุกคนในกระทรวงสาธารณสุขทราบดีว่าเท่ากับเป็นการลงโทษ ทั้งๆ ที่เป็นอธิบดีที่มีผลงานเด่นในสมัยรัฐมนตรีมงคล ณ สงขลา

เชือดไก่ให้ลิงดู กระสุนนัดนี้ได้นกหลายตัว การย้ายคนดีเช่นนายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล เลขาธิการ อย. เป็นการส่งสัญญาณของรังสีอำมหิตจากรัฐมนตรีให้กับข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข  เพราะการย้ายครั้งนี้เป็นการย้ายคนดี ส่งเสริมคนมีแผลมีมลทิน  กล่าวคือ การย้ายคนดี เป็นการส่งสัญญาณเชิงอำนาจให้กับคนสาธารณสุขโดยตรงว่า “ใครขวางจะถูกจัดการ รัฐมนตรีพร้อมใช้อำนาจเช็คบิลกับคนที่ขวางผลประโยชน์” การส่งเสริมคนมีแผลมีมลทิน เท่ากับบอกทางอ้อมว่า “ใครอยากก้าวหน้าให้มาซูฮก ให้มาเชลียร์ ไม่ต้องมีฝีมือ ไม่ต้องมีคุณธรรม ขอแค่เชื่อฟัง รับใบสั่งได้ จะสนับสนุนให้ได้ดี” และเชื่อว่าหลังจากนี้วัฒนธรรมเชลียร์กำลังจะกลับมาอีกครั้ง และการคอรัปชั่นก็จะตามมาโดยอัตโนมัติ กระสุนนัดนี้ได้นกหลายตัว  การลงดาบเชือดคนดีครั้งนี้  เท่ากับเป็นการหยั่งเชิงดูปฏิกิริยาของข้าราชการในกระทรวง  ดูว่าใครกระด้างกระเดื่องบ้าง  และยังเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณให้ชาวกระทรวงสาธารณสุขยุติบทบาทในการมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะต่อการที่ไม่เห็นด้วยกับกรณีทักษิณกลับเมืองไทยด้วย  ใครแหลมออกมาอาจถูกเชือดเป็นรายต่อๆ ไป วันนี้กระทรวงสาธารณสุขกำลังเข้าสู่กลียุคอีกครั้ง  คนไร้วิสัยทัศน์ ไร้คุณธรรมครองกระทรวง  แต่การเมืองมาแล้วไม่นานก็สาบสูญ  ทางชมรมแพทย์ชนบทจึงได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องต่อหน่วยงานสาธารณสุขทุกองค์กร ไม่ต้อนรับ ไม่ยกมือไหว้ ไม่มองหน้า ไม่ร่วมทุกกิจกรรมที่มีรัฐมนตรีไร้วิสัยทัศน์และไร้คุณธรรมมาเปิด-ปิดงาน นำเวลาเหล่านั้นไปมุ่งมั่นทำงานดูแลผู้ป่วยให้เต็มกำลังความสามารถจะเป็นประโยชน์กับประเทศชาติมากกว่ามาก    รวมทั้งขอให้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด  เพื่อจะได้แสดงปฏิกิริยาไม่เอาคนเลวเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสมต่อไป

เมื่อรัฐมนตรีสั่งย้ายแพทย์ชนบทระดับ 8
นายแพทย์พงศ์เทพ  วงศ์วัชรไพบูลย์  นายแพทย์ระดับ 8 ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคลองหลวง  ปทุมธานี  ซึ่งเป็นอดีตประธานชมรมแพทย์ชนบทคนล่าสุด  ได้ออกมาตอบโต้การโยกย้ายนายแพทย์ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล และการยกเลิกซีแอลอย่างเกาะติด  เรียกว่าให้เหตุผลด้วยข้อมูลทางวิชาการค้านรัฐมนตรีไชยาได้ทุกประเด็น  จนฟางเส้นสุดท้ายก็มาถึงเมื่อรัฐมนตรีไชยา ได้ออกโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ชี้แจงกรณีการยกเลิกซีแอลแบบข้างๆคูๆ  ทำการบ้านมาน้อย  พูดสับสนชวนสงสัยให้งุนงง  และสื่อก็โทรศัพท์มาสัมภาษณ์คุณหมอพงศ์เทพต่อเนื่องหลังจากรัฐมนตรี  คำชี้แจงที่คุณหมอพงศ์เทพพูดไปคงทิ่มแทงใจดำรัฐมนตรีหลายประการ รุ่งขึ้นจึงหลุดปากกับนักข่าวว่าจะสั่งย้ายคุณหมอพงศ์เทพมาประจำหน้าห้องรัฐมนตรี  ทั้งๆ ที่รัฐมนตรีย้ายได้เพียงข้าราชการซี 11 และซี 10 จะมาล้วงลูกย้ายซี 8 ไม่ได้
ในช่วงนั้นปลัดกระทรวงสาธารณสุข  นายแพทย์ปราชญ์  บุณยวงศ์วิโรจน์ เองก็ลำบากใจมาก  บินหนีความวุ่นวายให้ไกลรัฐมนตรีที่กำลังมากด้วยโมหะจริตไปดูงานที่ประเทศอังกฤษ  แต่ต้องบินกลับด่วนเพราะแว่วเสียงมาดังว่า จะย้ายปลัดกระทรวงด้วย หากไม่กลับมาย้ายหมอพงศ์เทพ
คุณหมอพงศ์เทพ  ได้จดหมายฉบับหนึ่งถึงคุณไชยาผ่านทางสื่อมวลชน  มีเนื้อความบางตอนที่น่าสนใจยิ่ง  ว่าไม่ได้เขียนด้วยความเกลียดคุณไชยา แต่เขียนด้วยความรักและปรารถนาดีต่อประชาชนไทยทุกคน เพื่อตอบคำถามดังนี้ ทำไมคุณไชยาไม่เข้าใจพวกเรา "ผมคิดว่าคุณไชยาไม่เข้าใจเราครับ  พวกเราทำงานกับผู้ป่วย ทำให้หล่อหลอมเป็นวัฒนธรรมแห่งอุดมการณ์ ความเมตตา ความเข้าใจ  ความเป็นพี่เป็นน้อง เป็นเพื่อนร่วมงาน ไม่ใช่ผู้บังคับบัญชาและผู้ใต้บังคับบัญชา  ผมสงสารและเห็นใจคุณไชยาครับ คุณไชยามาทำงานในกระทรวงสาธารณสุข  ในขณะที่มีความคิดวัฒนธรรม ความเชื่อที่หล่อเลี้ยงคุณไชยามาแต่อดีต อาจจะเป็นการใช้วัฒนธรรมของอำนาจ และเงิน คือคำตอบของการแก้ปัญหา  แต่ยิ่งคุณไชยาแก้ปัญหาด้วยอำนาจ ใครไม่เห็นด้วยกับนโยบายก็สั่งย้าย  ความขมึงเกลียวก็จะแน่นขึ้นและแก้ปัญหาไม่ได้ คุณไชยาอาจจะคิดว่ายังใช้อำนาจไม่พอ ก็จะยิ่งใช้อำนาจเข้าไปอีก โยกย้ายคนที่ออกมาแย้ง ปัญหาก็จะยิ่งบานปลายไปเรื่อยๆ จนดูเหมือนเราจะทำงานด้วยวิธีการวิธีคิดที่ไม่มีวันมาบรรจบกันได้
หมอเป็นอาชีพที่ใช้วิชาการ และงานวิจัยมาตลอดชีวิต ไม่สามารถยอมรับได้กับการตัดสินใจที่ไม่อิงเหตุผลความคิดทางวิชาการ  ถ้าคุณไชยาตัดสินใจนโยบายอะไรมาแล้ว และไม่ยอมฟังใครไม่ว่าเขาจะมีเหตุผลอะไร คุณไชยาคงบริหารได้แต่คนที่ตั้งใจจะประจบคุณไชยา อะไรคือการแต่งตั้งโยกย้ายด้วยความชอบธรรม มีคำถามเสมอว่า รัฐมนตรีมีอำนาจในการโยกย้ายข้าราชการระดับ 10 ขึ้นไป ทำไมต้องแย้งกันด้วย  รัฐมนตรีมีอำนาจจริงครับ แต่จะใช้อำนาจนั้นอย่างชอบธรรมหรือไม่ ในองค์กรของพวกเรา พวกเรารู้กันดีว่าใครทำงานดีมีความรู้ความสามารถ ผลงานโดดเด่นเป็นที่ประจักษ์ต่อผู้ป่วยและสังคม คุณไชยาเข้ามาใหม่ ย่อมมีคนเข้ามาประจบประแจงเป็นธรรมดา แต่คุณไชยายังไม่รู้ข้อมูล คุณไชยาก็แต่งตั้งโยกย้าย แล้วให้สัมภาษณ์ว่าไม่รู้จักหมอศิริวัฒน์  ไม่เคยไป อย. แต่คุณไชยาก็ย้ายหมอศิริวัฒน์  ถ้าคุณไชยาทำอย่างนี้ต่อไปข้าราชการที่ไหนจะอยากทำความดี”


จดหมายเปิดผนึกถึงนายก ขอเปลี่ยนรัฐมนตรี หลังปรากฏการณ์ที่รัฐมนตรีไชยาสั่งให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขย้ายนายแพทย์พงศ์เทพ  วงศ์วัชรไพบูลย์ เข้ามาประจำที่หน้าห้องรัฐมนตรี  ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อสู้กับอธรรมขึ้นโดยทั่วไป  นายแพทย์ยงยศ ธรรมวุฒิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลหลังสวน จังหวัดชุมพร อดีตประธานชมรมแพทย์ชนบทในยุคต่อสู้การทุจริตยาได้ออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี  เพื่อขอเปลี่ยนตัวรัฐมนตรีสาธารณสุข
เนื้อหาสำคัญในจดหมายเขียนไว้อย่างลึกซึ้งว่า “พวกเราเป็นข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข และเป็นกลุ่มเคลื่อนไหวในสังคมโดยใช้ชื่อว่า ชมรมแพทย์ชนบท ในอดีตที่ผ่านมา ได้เคยร่วมเคียงบ่าเคียงไหล่กับรัฐมนตรีในรัฐบาลของท่านโดยเฉพาะอย่างยิ่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายแพทย์สุรพงษ์  สืบวงศ์ลี ผลักดันนโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรคให้ประสบผลสำเร็จในสังคมไทย แม้ว่าจะเผชิญแรงเสียดทานอย่างมากมาย แต่วันนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขในคณะรัฐมนตรีของท่าน กลับ

ร่างพระราชบัญญัติยา ความขัดแย้งที่ต้องรีบคลี่คลาย

โดย Admin on January,11 2011 22.46

ร่างพระราชบัญญัติยา  ความขัดแย้งที่ต้องรีบคลี่คลาย

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ
ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกันยายน-ตุลาคม 2546 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ในช่วงสามสี่เดือนที่ผ่านมา&nbsp; มีข่าวคราวความขัดแย้งระหว่างวิชาชีพแพทย์และเภสัชกรรมอย่างชัดเจนในประเด็นของร่างพระราชบัญญัติยาของกระทรวงสาธารณสุข&nbsp;  แม้ว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ที่มีความสำคัญทั้งในแง่ความเสี่ยงต่อการเคลื่อนของสถานการณ์ไปสู่ความแตกแยกระหว่างวิชาชีพ&nbsp; รวมทั้งความไม่แน่นอนในการที่จะมีพระราชบัญญัติยาที่มีความทันสมัย&nbsp; แต่ข้อมูลข่าวสารที่เป็นกลางและอุดมไปด้วยเหตุผลที่มีอคติน้อยที่สุดกลับหาอ่านได้ยากมาก&nbsp; กระทรวงสาธารณสุขเองก็ไม่ได้ทำหน้าที่ในการให้ข้อมูลแก่วิชาชีพที่เกี่ยวข้องอย่างเพียงพอ&nbsp; ปล่อยให้มีการวิจารณ์รับรู้กับตามยถากรรม&nbsp; ทั้งที่พระราชบัญญัติฉบับนี้จะส่งผลใหญ่หลวงต่อการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างวิชาชีพทั้งแพทย์ ทันตแพทย์&nbsp; เภสัชกร&nbsp; พยาบาล&nbsp; รวมถึงผู้ป่วยและประชาชนไทยด้วย<br />

พ.ร.บ.ยา คืออะไร พระราชบัญญัติยาเป็นกฎหมายเกี่ยวกับ  การอนุญาตผลิตยา  ขายยา  นำหรือสั่งยาเข้าในราชอาณาจักร  การขึ้นทะเบียนตำรับยา  การควบคุมการโฆษณายา พระราชบัญญัติยาของประเทศไทยได้ใช้บังคับเป็นกฎหมายมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2510 ในช่วงเวลากว่า 36 ปี ที่ผ่านมามีการแก้ไขพระราชบัญญัติไปแล้ว 4 ครั้ง ครั้งสุดท้ายในปี 2530
แต่ครั้งนี้  กระทรวงสาธารณสุขโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ได้ยกร่างพระราชบัญญัติยาใหม่หมดทั้งฉบับ  เพื่อใช้แทนฉบับปัจจุบัน  แน่นอนว่าขั้นตอนการยกร่างที่มีประเด็นที่หลากหลายและเกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย  ทำให้การยกร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่เป็นไปอย่างล่าช้า  จึงได้ใช้เวลาในการยกร่างนี้มากว่า 5 ปีแล้ว
ร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ประกอบด้วยมาตราต่างๆรวมทั้งสิ้น 109 มาตรา โดยรวมมีเนื้อหาที่ก้าวหน้าเพื่อปรับปรุงบทบัญญัติเกี่ยวกับยาให้สอดคล้องความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การคุ้มครองผู้บริโภค การติดตามความปลอดภัยทางยา การค้าและการประกอบอุตสาหกรรมในระดับสากล

ตัวอย่างข้อดีที่ไม่มีความขัดแย้งในร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ได้แก่ การขึ้นทะเบียนตำรับยาจากเดิมที่ขึ้นทะเบียนแล้วมีอายุตลอดชีพจะเปลี่ยนมาเป็นมีอายุ  5 ปี แล้วต้องขออนุญาตต่อทะเบียนต่อไป
การเข้มงวดกับการโฆษณาที่โอ้อวดสรรพคุณ  ทำให้เข้าใจผิด  หรือโดยการแถมพกชิงรางวัลเป็นต้น การอนุญาตให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตขายยาแผนปัจจุบันเฉพาะยาบรรจุเสร็จ  ให้สามารถขายได้อีก 10 ปี ยกเว้นผู้ที่ได้ผ่านการอบรมให้ขายต่อได้จนสิ้นอายุขัยของผู้ผ่านการอบรม
เป็นต้น แต่แน่นอนว่าข้อขัดแย้งในพะราชบัญญัติยาฉบับนี้มีประเด็นที่สำคัญอย่างมาก  จนถึงขนาดมีการมีการเคลื่อนไหวโดยใช้สโลแกนว่า  “หากร่าง พ.ร.บ.นี้ผ่านไป  ทุกคลินิกเตรียมปิดกิจการได้เลย”

สาระสำคัญแห่งความขัดแย้ง ในจำนวนมาตราทั้งหมดของร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ที่มี 109 มาตรานั้น มีเพียง 3 มาตราเท่านั้นที่เป็นประเด็นถกเถียงอย่างมาก นั่นคือ มาตรา 4  ที่ในร่าง พ.ร.บ.ยา ระบุว่า  “ผลิต หมายความว่า ทำ ผสม ปรุง หรือแปรสภาพ  และหมายความรวมถึง การเปลี่ยนรูปยา แบ่งยาสำเร็จรูปจากภาชนะหรือหีบห่อเดิมไปบรรจุในภาชนะหรือหีบห่อใหม่เพื่อขาย” ซึ่งในมาตรานี้  ทำให้แพทย์ไม่สามารถผสมยาใช้เองที่คลินิกได้  เพราะการผลิตยาเป็นบทบาทของเภสัชกร  และต้องมีการควบคุมกระบวนการให้ได้มาตรฐาน  แพทย์ที่เดือดร้อนอย่างหนักก็อาจจะเป็นแพทย์ผิวหนังและกลุ่มแพทย์ที่เน้นการเสริมสวยลดน้ำหนักที่มีสูตรลับเฉพาะผสมยาไว้จ่ายเอง ทำให้มีการคัดค้านมาตรานี้โดยขอให้ยกเว้นการผสมยาเพื่อจ่ายให้กับคนไข้ของตนเอง
แต่หากมาตราที่ 14 ซึ่งเป็นมาตราใหญ่ให้จ่ายยาโดยเภสัชกรเท่านั้นแล้ว ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่มาตรานี้จะได้รับการแก้ไขตามเสียงคัดค้าน และที่สำคัญ ในมุมมองของการคุ้มครองผู้บริโภคแล้ว การที่แพทย์ผสมยาเองนั้นโดยไม่บอกส่วนผสมและกระบวนการผสม เป็นการเอาเปรียบผู้บริโภคอย่างมาก ไม่ใช่เนื้อหาของการแพทย์เพื่อผู้ป่วย แต่เป็นการแพทย์เพื่อเงินทอง มาตรา 7  ที่ร่าง พ.ร.บ.ยา ระบุถึง สัดส่วนและผู้ที่จะเข้ามาเป็นคณะกรรมการยา  ซึ่งจะมีหน้าที่สำคัญในการออกกฎกระทรวง  ระเบียบที่เป็นกฎหมายลูกของ พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่นี้  และตัดสินชี้ขาดให้เป็นไปตามกฎหมาย พ.ร.บ.ยา ดังนั้นในส่วนของกลุ่มคัดค้านจึงมองว่า  คณะกรรมการชุดนี้ควรมีตัวแทนจากทุกฝ่ายในสัดส่วนที่เท่าๆ กัน ในเมื่อกรรมการโดยตำแหน่งมีคณบดีคณะเภสัชศาสตร์คัดเลือกกันเองให้เหลือ 3 คนได้  จึงควรต้องมีตัวแทนผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมที่แพทย์สภารับรองจำนวน 3 คนด้วย
แต่ในมุมมองทางนิติศาสตร์นั้น เพื่อกฎหมายได้ประกาศใช้แล้ว  คณะกรรมการยาต้องเป็นผู้ที่ทรงไว้ซึ่งความรู้วิชาการทางด้านยาและมีจิตใจที่มีความยุติธรรม  เพื่อตัดสินชี้ขาดให้เป็นไปเจตนารมณ์แห่งกฎหมาย  ไม่ใช่เวทีของการพิทักษ์ผลประโยชน์ระหว่างวิชาชีพ  ซึ่งจะทำให้เกิดความขัดแย้งวุ่นวายในกรรมการจนไม่สามารถทำหน้าที่เพื่อรักษาความถูกต้องได้
มาตรา 14 วรรค 3  ถือเป็นมาตราที่เป็นประเด็นร้อนแรงที่สุดใน  3  มาตรา ที่มีการคัดค้าน  เนื้อหาของมาตราเจ้าปัญหาที่ว่านี้ก็คือ “การขายยาที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้แล้วหรือการขายยาที่แบ่งบรรจุตาม (๒) ซึ่งผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ผู้ประกอบวิชาชีพทันตกรรม หรือผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาการแพทย์แผนไทย  ขายสำหรับคนไข้ของตน  หรือผู้ประกอบวิชาชีพการสัตวแพทย์ขายสำหรับสัตว์ที่ตนบำบัดหรือป้องกันโรค  ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์  วิธีการ และเงื่อนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง  เว้นแต่พื้นที่ที่มีสถานที่ขายยาเพียงพอต่อการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่นั้นตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด”
โดยสรุปเนื้อความในมาตรานี้ก็คือ  หากพื้นที่ใดที่มีร้านยามาตรฐานอย่างเพียงพอ  จะส่งผลให้แพทย์ไม่สามารถจ่ายยาในคลินิกตนเองได้(ยกเว้นว่ามีเภสัชกรประจำคลินิก)  แพทย์ต้องเขียนใบสั่งยาให้ผู้ป่วยไปรับยาจากเภสัชกรที่ร้านขายยาแทน โดยให้เหตุผลสำคัญในเรื่องของการคุ้มครองผู้บริโภค และการตรวจสอบ re-check ระหว่างสองวิชาชีพเพื่อประโยชน์ของผู้ป่วย  ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถลดการใช้ยาเกินจำเป็น การใช้ยาอย่างไม่เหมาะสม ลดการเอาเปรียบผู้ป่วยด้วยการคิดราคาค่ารักษาเกินควร รวมทั้งป้องกันผลข้างเคียงจากการใช้ยาไม่ให้มีปฏิกริยาระหว่างยา 2 ชนิดได้ เป็นต้น ที่สำคัญ  หากมองในเชิงวิชาการแล้ว  การที่ผู้ป่วยได้รับการตรวจรักษาและการดูแลจากแพทย์ตามหลักวิชาการอย่างถูกต้องเหมาะสมกับความป่วยไข้ของเขา  แล้วได้รับใบสั่งยาเพื่อไปรับยาที่ร้านยา  ซึ่งมีเภสัชกรคอยให้คำแนะนำในการใช้ยาอย่างละเอียด  ยิ่งถ้าหากเป็นลักษณะร้านยาชุมชนที่มีการเก็บข้อมูลการใช้ยาของผู้ป่วยอย่างต่อเนื่องแล้ว  ก็น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยอย่างยิ่ง
แพทย์เองก็จะได้รับความเคารพศรัทธาเพราะเป็นผู้ช่วยเหลือให้หายป่วยไข้  โดยมีสินน้ำใจจากผู้ป่วยตอบแทนเป็นค่าธรรมเนียมแพทย์ตามสมควร  ซึ่งแน่นอนว่าจะสกัดกั้นกระแสแพทย์พาณิชย์ที่บ่อนทำลายตัวเองของวงการแพทย์ได้เป็นอย่างดี  ในขณะเดียวกันร้านยาเองก็ต้องจ่ายยาตามใบสั่งยาตามราคามาตรฐาน มีกำไรตามสมควร ไม่เอาเปรียบผู้ป่วยจนเกินไป  ร้านยาได้รับการควบคุมกำกับให้มีมาตรฐาน แก้ปัญหาการแขวนป้ายและร้านยาที่มาตรฐานต่ำลงไปได้
การที่แพทย์ผู้รักษาต้องเขียนใบสั่งยา เพื่อไปรับยาต่อที่ร้านยานั้น  ทำให้แพทย์ต้องให้ความสำคัญกับการอธิบายลักษณะโรคและแนวทางการรักษามากกว่าการพูดแค่ว่า  “ไม่เป็นไรครับ  เอายาไปรับประทานอีกสัก 3 วันก็หาย” และเมื่อต้องไปรับยาต่อกับเภสัชกรที่ร้านยาก็จะเป็นเสมือนการตรวจสอบแนวทางการรักษาของแพทย์  ความเห็นที่ตรงกันจะนำมาซึ่งความเชื่อมั่น ลดภาวะการ shopping  around หรือ การแวะเวียนตรวจจากแพทย์หลายคนเพราะความไม่เชื่อมั่นในการรักษาที่ได้รับ ส่วนความเห็นของเภสัชกรที่เห็นต่างกันที่เป็นเสมือน second opinion  น่าจะเป็นประโยชน์กับผู้ป่วยในการแสวงหาสิ่งที่ดีที่สุดกับสุขภาพของเขา

ความเคลื่อนไหวของกลุ่มค้านร่าง พ.ร.บ.ยา สำหรับกลุ่มวิชาชีพแพทย์ที่คัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่นี้ได้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายชมรม 3 ชมรม คือ เครือข่ายแพทย์คลินิก ชมรมแพทย์เพื่อวิชาชีพแพทย์ และเครือข่ายแพทย์เพื่อประชาชน แต่โดยต้นกำเนิดแล้ว ทั้ง 3 กลุ่ม ก็มีฐานมาจากชมรมแพทย์เพื่อวิชาชีพแพทย์ที่ก่อตัวขึ้นมาในการคัดค้านกฎหมายที่ให้แพทย์เป็นผู้ชันสูตรศพที่ตายผิดธรรมชาติ คัดค้านพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในประเด็นกองทุนชดเชยความเสียหายแก่ผู้ป่วยและการไล่เบี้ยเอาเงินคืนจากแพทย์ที่ประมาทเลินเล่อ และต่อมาก็ได้รวมตัวเพื่อสมัครเป็นกรรมการแพทยสภาและได้รับการเลือกตั้งเข้าไปถึง 8 คน จากกรรมการสายเลือกตั้งทั้งสิ้น 19 คน กลุ่มนี้เห็นว่า  คลินิกเป็นหน่วยบริการทางการแพทย์ที่เล็กที่สุด  ซึ่งมีการจัดบริการแบบครบวงจรทั้งตรวจรักษา  จ่ายยา  ทำแผล  ฉีดยา  หรือแม้แต่ผ่าตัดเล็ก  ซึ่งเป็นที่พึ่งพาของประชาชนมายาวนาน  เข้าถึงง่าย  รวดเร็ว  รวมทั้งค่าบริการส่วนใหญ่ก็เป็นค่ายาไม่ได้มีค่าธรรมเนียมแพทย์เช่นโรงพยาบาลเอกชน  ดังนั้นมาตรา 14 วรรค  3  จึงส่งผลกระทบต่อแพทย์ที่เปิดคลินิกโดยตรง  โดยกลุ่มคัดค้านได้ให้เหตุผลสำคัญในการคัดค้าน (จากจดหมายคัดค้านถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขของแพทย์เพื่อวิชาชีพแพทย์  ลงวันที่ 9 มกราคม 2546)  ดังนี้ 1.เป็นการเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูญเสียชีวิตของผู้ป่วย
โดยเฉพาะผู้ป่วยฉุกเฉินที่ต้องการรักษาพยาบาลอย่างเร่งด่วน  อาจต้องใช้ยาฉีด ยาพ่น ยาอมใต้ลิ้น  ตลอดจนน้ำเกลือเพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วย  หาก พ.ร.บ.นี้ผ่านจะทำให้แพทย์ไม่สามารถมียาไว้ที่คลินิกได้เลย 2.ร้านยาไม่ได้มีทุกสิ่งที่แพทย์ต้องการ ประเด็นที่เป็นที่กังวลของแพทย์ที่คลินิกก็คือ  การมั่นใจได้อย่างไรว่า ผู้ป่วยจะได้ยาตัวเดียวกับที่แพทย์อยากจะให้ผู้ป่วยได้รับ  ทั้งจากปัญหาการหยิบยาผิดให้ผู้ป่วย  การได้ยาเดียวกันที่มีชื่อการค้าต่างๆ กัน หรือการที่แพทย์อยากเลือกใช้ยาจากบริษัทต้นแบบจากต่างประเทศไม่ใช่ยาที่ผลิตในประเทศ
3.เกิดความไม่สะดวกในการรับบริการ ผู้ป่วยต้องเดินทางไปร้านยาเพื่อรับยา และยิ่งหากต้องฉีดยาหรือวัคซีน จะทำให้ผู้ป่วยต้องแวะกลับมาฉีดที่คลินิกอีก อีกทั้งอาจมีปัญหาห่วงโซ่ความเย็นสำหรับวัคซีนที่ต้องเก็บในที่เย็นได้ 4.เพิ่มค่าใช้จ่ายแก่ผู้ป่วย เพราะผู้ป่วยต้องจ่ายทั้งค่าแพทย์  ค่าเดินทางไปร้านยา  ค่ายาและรวมถึงการเสียเวลาเสียโอกาสในการทำงานเพิ่มขึ้นอีกด้วย 5.โรคที่เป็นอยู่อาจจะไม่หายโดยเฉพาะผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ผู้ป่วยเมื่อได้ยาจากร้านยา ในครั้งต่อไปผู้ป่วยอาจกลับไปซื้อยาเดิมที่ร้านยาโดยไม่ได้มาตรวจตามนัด ทำให้ไม่เกิดการรักษาติดตามที่ต่อเนื่อง โรคไม่หาย และเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ 6.ปัญหาผู้ป่วยประกันสังคมที่อาจมีข้อจำกัดในด้านการบริหารจัดการเพื่อรับยาจากร้านยา ในปัจจุบันกฎหมายประกันสังคมไม่ได้อนุญาตให้ร้านยาเข้ามาเป็นเครือข่ายในการรักษาพยาบาลผู้ป่วยประกันสังคม จึงทำให้ผู้ป่วยประกันสังคมอาจถูกจำกัดสิทธิทางอ้อมไม่สามารถมาใช้บริการที่คลินิก
7.เป็นกฎหมายสองมาตรฐาน กฎหมายได้ยอมรับให้เจ้าหน้าที่อนามัยที่เรียนเพียง 2 ปี กลับให้จ่ายยาได้ในสถานีอนามัย ทั้งๆ ที่สถานีอนามัยก็ไม่มีเภสัชกรประจำ แต่แพทย์ที่เรียนมาครบกระบวนการกลับไม่สามารถจ่ายยาที่คลินิกได้ 8.เป็นกฎหมายที่เลือกปฏิบัติ ในขณะที่กฎหมายกำหนดให้แพทย์ต้องเขียนใบสั่งยาเพื่อให้ผู้ป่วยไปรับยาที่ร้านยา  แต่กลับไม่มีมาตราใดกำหนดให้เภสัชกรจ่ายยาได้เฉพาะเมื่อมีใบสั่งแพทย์เท่านั้น  ซึ่งเท่ากับว่าเป็นการเลือกปฏิบัติ
จากเหตุผลทั้ง 8 ประการในการคัดค้านร่าง พ.ร.บ.ยา ในมาตรา  14 วรรค 3 นั้น  จะเห็นได้ว่า  หลายประเด็นสามารถแก้ไขปัญหาข้อกังวลให้ลุล่วงลงได้  เช่น การออกกฎกระทรวงให้มีบัญชียาฉุกเฉินไว้ที่คลินิกเพื่อช่วยปฐมพยาบาลและช่วยรักษาผู้ป่วยฉุกเฉินได้ การแก้กฎหมายประกันสังคม  เพื่อจัดระบบให้ร้านยาเข้ามาเป็นเครือข่าย เป็นต้น
ประเด็นสำคัญที่สังคมต้องร่วมกันตัดสินใจก็คือ  หลักการในเรื่องยาต่างหาก  ไม่ใช่ประเด็นในรายละเอียดที่เชื่อว่าสามารถจัดระบบให้มีผลกระทบเชิงลบต่อประชาชนให้น้อยที่สุดได้  นั่นคือสังคมไทยต้องตัดสินเลือกระบบการให้บริการด้านสุขภาพว่า จะเลือกที่จะรับบริการเบ็ดเสร็จครบวงจรที่คลินิกแพทย์ ซึ่งสะดวกและมั่นใจ หรือจะเลือกการรับการตรวจรักษากับแพทย์แล้วนำใบสั่งแพทย์ไปรับยาจากเภสัชกรในร้านยา  ในพื้นที่ที่มีความพร้อม  เพื่อให้เกิดกระบวนการตรวจสอบซึ่งกันและกันเพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค

วิชาชีพเภสัชกรรมกับ ร่าง พ.ร.บ.ยา จากข้อมูลของ MIMS ปี 1999 (2542) ได้ระบุว่า ธุรกิจยามีมูลค่าสูงถึงปีละ 30,000 ล้านบาท  โดยเป็นมูลค่ายาจากคลินิกและสถานพยาบาล 20,000 ล้านบาท  จากร้านยาอีก 10,000 ล้านบาท  และมีอัตราเพิ่มถึงปีละ 20-25% ทั้งๆที่คนไทยบริโภคยามากขึ้นมาก  แต่สุขภาพกลับไม่ดีขึ้นตามไปด้วย  การได้ยาโดยไม่จำเป็นยังพบกันโดยทั่วไป จึงควรที่จะมีกฎหมายยาฉบับใหม่ที่ส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการบริการด้านสุขภาพที่ได้มาตรฐาน มีประสิทธิภาพ ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากวิชาชีพด้านสุขภาพ  ไม่ว่าจากเภสัชกรที่เปิดร้าน  หรือแพทย์ที่เปิดคลินิก เพราะการแยกผู้สั่งยากับผู้จ่ายยานั้นเป็นวิธีการที่ลงตัวที่สุดสำหรับการดูแลผู้บริโภคให้ได้รับบริการจากวิชาชีพที่เฉพาะ จุดสำคัญที่ ร่างพ.ร.บ.ยา ฉบับใหม่ได้ให้ความสำคัญคือ  การแบ่งยาออกเป็น  3 ประเภท คือ 1.ยาที่ต้องจ่ายตามใบสั่งยา ทั้งของแพทย์ ทันตแพทย์  สัตวแพทย์ หรือแพทย์แผนไทย  ซึ่งหมายความว่า หากไม่มีใบสั่งแพทย์เภสัชกรจะจ่ายเองให้กับผู้ป่วยที่มาซื้อเองไม่ได้ 2.ยาที่ต้องจ่ายโดยเภสัชกร  ซึ่งจะเป็นบัญชียาเฉพาะที่เภสัชกรสามารถจ่ายยาได้  และหากเภสัชกรไม่อยู่  ผู้อื่นเช่นเจ้าของร้านจะจ่ายแทนไม่ได้
3.ยาสามัญประจำบ้าน  ซึ่งเป็นยาพื้นฐานที่มุ่งเน้นให้ประชาชนสามารถหาซื้อมาใช้ได้เอง (self  medication)
สำหรับร้านยาแล้วต้องมีการปรับปรุงร้านให้เข้ามาตรฐาน  มีการรับรองมาตรฐานร้านยา วัฒนธรรมการแขวนป้ายจะกลายเป็นอดีต ประชาชนจะมาขอซื้อยาอย่างในอดีตไม่ได้ทุกกรณี    ต้องมีมาตรฐานข้อมูลบนซองยา การทำบัญชียา เก็บตัวอย่างยา  จัดทำรายงานต่างๆที่เป็นประโยชน์ในทางวิชาการด้านเภสัชกรรม  เช่น รายงานอาการที่ไม่พึงประสงค์จากยา การเก็บข้อมูลติดตามยาขนานใหม่ เป็นต้น ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หากระบบรับยายังเป็น One Stop Service ที่คลินิก และในระยะยาวจะเป็นการเปลี่ยนบทบาทของเภสัชกรในฐานะร้านยา (Drug Stores) ไปเป็นสถานบริบาลเภสัชกรรม (pharmaceutical care)  อีกทั้ง พ.ร.บ.ยาใหม่นี้ได้ร่างบทลงโทษไว้ค่อนข้างรุนแรง  ทั้งการปรับ จำคุก การพักใช้ใบอนุญาตประกอบกิจการ
จากบทเรียนของประเทศเกาหลีใต้นั้น  หลังจากที่มีการแยกบทบาทแพทย์ซึ่งเป็นผู้เขียนใบสั่งยาและเภสัชกรเป็นผู้จ่ายยาแล้ว พบว่ามูลค่าการบริโภคยาของประเทศลดลงไปถึง 20% ซึ่งเชื่อว่าสาเหตุสำคัญมาจากมิติของกฎหมายนี้ในการคุ้มครองผู้บริโภคนั่นเอง ที่ทำให้แพทย์ลดการใช้ยาที่ฟุ่มเฟือยและยาผีบอกลง ส่วนเภสัชกรและร้านยานั้นก็ไม่สามารถตามใจขายยาให้กับประชาชนผู้บริโภคได้เสรีเช่นเดิม

ทันตแพทย์  เสียงที่เป็นกลางที่สุด ร่าง พ.ร.บ.ฉบับแรกๆ นั้นได้เหมารวมทุกอย่างตั้งแต่การผสมวัสดุ (เช่น อมัลกัม หรือซีเมนต์อุดฟัน) แบ่งบรรจุ (แบ่งยาจากกระป๋องใหญ่ใส่ซอง) รวมถึงวัสดุทุกอย่างที่ใช้ในการรักษาว่าเข้าข่ายใน พ.ร.บ.ยา  แต่เนื่องจากทันตแพทย์ให้การรักษาคนไข้เป็นหัตถการเสียส่วนใหญ่ เมื่อวินิจฉัยว่าเป็นโรคแล้ว เช่น ฟันผุ เหงือกอักเสบ ฟันคุด ต้องการใส่ฟัน ฯลฯ จะเขียนใบสั่งยาให้ไปซื้อยาเอง หรือจ่ายยาอย่างไรก็ไม่หาย ต้องได้รับการรักษาจากทันตแพทย์อยู่ดี  ดังนั้นการเคลื่อนไหวในช่วงต้นๆของวงการทันตแพทย์ก็คือ อย่าตีความว่าการผสมอมัลกัมเพื่ออุดฟันหรือผสม Alginate เพื่อพิมพ์ปาก ฯลฯ เป็นการเตรียมยาหรือผสมยา  ส่วนการจ่ายยาให้คนไข้นั้นถือเป็นของแถม จะไปซื้อเองก็ได้  แต่ถ้าได้รับจากคลินิกก็จะเป็นการอำนวยความสะดวกให้กับคนไข้
ทพ.ภราดร  ชัยเจริญ ประธานชมรมทันตสาธารณสุขภูธร ได้ให้ความเห็นว่า ในมุมของของทันตแพทย์แล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร คงไม่กระทบกับทันตแพทย์เท่าใดนัก  ประชาชนอาจจะต้องไปซื้อยาเองที่ร้านขายยาแทนที่จะได้รับยาได้เลยจากคลินิกก็เท่านั้น
ทพ.ภราดร  เห็นว่า ในท่ามกลางความขัดแย้งนี้ กระทรวงสาธารณสุขควรกำหนดร่างหลักเกณฑ์ของข้อความ “พื้นที่  ที่มีสถานที่ขายยาเพียงพอต่อการใช้บริการของประชาชนในพื้นที่นั้น  ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนด” ให้ชัดเจนก่อนที่จะรีบออก พ.ร.บ.ยา โดยจะไปกำหนดหลักเกณฑ์ภายหลัง  เช่น  สถานที่ขายยามาตรฐานมีหลักเกณฑ์อย่างไร มีข้อกำหนดมาตรฐานของร้านขายยาอะไรบ้าง จำนวนร้านขายยามาตรฐานกี่ร้านต่อประชากรถึงเรียกว่าเพียงพอ การกระจายและระยะทางระหว่างร้านขายยาในพื้นที่จะถูกนำมาคิดอย่างไร ระยะเวลาในการเปิดให้บริการ  การแก้ปัญหาเภสัชกรแขวนป้าย เป็นต้น  ซึ่งความชัดเจนขึ้นของกฎเกณฑ์นี้จะทำให้ความกังวลที่เป็นเชื้อของความไม่เข้าใจกันและความขัดแย้งที่ดูไม่มีทางรอมชอมจะลดความรุนแรงลงได้  เนื่องจากลดความหวั่นเกรงว่าจะมีการออกกฎกระทรวงมัดมือชกในภายหลังลงไปได้ อย่างไรก็ตามทันตแพทย์ส่วนใหญ่เห็นว่า  พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ จะเป็นมิติที่ดีในการคุ้มครองสวัสดิภาพของประชาชนให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอเพียงแต่บุคลากรทางการแพทย์ร่วมคิด ร่วมทำอย่างมีสติ และถือประโยชน์ส่วนรวมเป็นใหญ่ อย่ามองว่าคนอื่นที่คิดเห็นไม่ตรงกับเราเป็นผู้หวังร้ายและเห็นแก่ตัว

วาระซ่อนเร้นใน พ.ร.บ.ยา ดร.นิติภูมิ  นวรัตน์ ในคอลัมน์เปิดฟ้าส่องโลก ของหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ  ฉบับวันที่ 14-15 สิงหาคม พ.ศ.2546  ได้เขียนบทความยกตัวอย่างประเทศเกาหลีใต้และฟิลิปปินส์ ที่ร้านขายยาเล็กๆต้องปิดตัวลงเหลือแต่ร้านขายยาใหญ่ๆ ที่มีบริษัทยาข้ามชาติหนุนหลังอยู่  ทั้งยังได้เขียนพาดพิงกระทบไปถึงร้านขายยาในเครือ Fasino ที่บิดาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขเปิดที่โคราชด้วย  หลายคนอาจได้ยินข่าวลือที่ว่าหาก พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่ผ่านออกมาแล้ว อาจมีร้ายยาที่มีทุนสูง  ที่มีนักการเมืองเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่  อาจมีต่างชาติร่วมทุน  ดำเนินการเปิดร้านขายยาหน้าตาทันสมัยแบบร้านสะดวกซื้อกระจายไปในทุกอำเภอ    เพื่อใช้โอกาสตามเงื่อนไขใน พ.ร.บ.ยา  ก่อนที่เภสัชกรไทยที่มีทุนไม่มากจะไหวตัวทัน  แย่งส่วนแบ่งการตลาดไปทุกหัวระแหง  ทำให้ร้านยาเล็กๆ จะทยอยปิดตัวเองลงไป  ข่าวเช่นนี้ก็ฝากพิจารณาเอาเองว่าจริงหรือไม่  เนื่องจากไม่มีใครจะรู้ความจริงได้  เพราะคงไม่มีนักการเมืองคนไหนจะฉลาดน้อยใช้ชื่อตัวเองในการถือหุ้นหรือเป็นเจ้าของยาเป็นแน่ ในขณะเดียวกันข่าวลืออีกกระแสก็เชื่อว่า โรงพยาบาลเอกชนที่มีบริการแบบ One Stop Service จะผุดขึ้นเป็นดอกเห็ดในอนาคต  เพราะตรวจรักษาจ่ายยาได้เบ็ดเสร็จ  จะทำให้คลินิกเล็กๆปิดตัวลงและทำให้แพทย์ต้องย้ายเข้ามาทำงานในโรงพยาบาลเอกชนแทน  ข่าวลือนี้เมื่อประกอบกับช่วงนี้มีข่าวการซื้อหุ้นโรงพยาบาลเอกชนของนายกรัฐมนตรีด้วย  อาจทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น  แต่การมองในแง่ลบว่า พ.ร.บ.นี้ จะเอื้อต่อกิจการของโรงพยาบาลเอกชนจริงหรือไม่นั้น  อาจถกถียงกันได้อีกมาก  แล้วแต่ว่าจะมองในมุมใด  อาจเป็นช่องว่างของกฎหมายที่เอื้อต่อธุรกิจของผู้ที่มีมือที่ยาวกว่าจริง  แต่ข้อด้อยประเด็นนี้จะมีน้ำหนักมากพอเมื่อเทียบกับข้อดีในด้านการคุ้มครองผู้บริโภคแค่ไหนนั้น  ก็แล้วแต่วิจารณญาณการให้น้ำหนักของแต่ละคน

ในมุมมองของภาคประชาสังคม กลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน  และชมรมด้านสุขภาพหลายกลุ่มที่มีสนใจในประเด็นด้านสุขภาพ  แม้ว่าบางส่วนจะสนับสนุนร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่นี้  แต่ส่วนใหญ่ก็ยังไม่ฟันธงขนาดนั้น  แต่มีการตั้งคำถามต่อความเป็นธรรมในการรับบริการที่คลินิกแพทย์อยู่มาก  ซึ่งเขาเหล่านี้คาดหวังที่จะให้มีการแก้ปัญหาเหล่านี้  หาก พ.ร.บ.ยาฉบับใหม่แก้ได้ก็น่าดีใจ  หรืออาจด้วยวิธีการอื่นที่ไม่ใช่ พ.ร.บ.ยาใหม่ได้ เขาก็ยินดี ข้อขัดข้องในจิตใจของกลุ่มประชาชนที่เป็น  Active Citizen นั้นได้แก่ การผสมยาเองในคลินิกของแพทย์ (ซึ่งพบมากในคลินิกของแพทย์ผิวหนัง)  ที่ไม่ทราบว่าผสมยาในสัดส่วนอย่างไร  มียาอะไรบ้าง  และกระบวนการผสมสะอาดเพียงพอหรือไม่  ในขณะเดียวกันการแบ่งบรรจุยาชนิดครีมในตลับเล็กๆ  อีกทั้งยังเป็นการค้ากำไรเกินควรตามความเห็นของประชาชนผู้รับบริการ  เพราะแพงเหลือเกิน การที่แพทย์ไม่ยอมเขียนชื่อยาที่ซองยา  ทำให้ผู้ป่วยขาดข้อมูลสำคัญ  และไม่สามารถต่อการรักษาที่โรงพยาบาลหรือคลินิกอื่นกรณีที่ไม่หายได้  บ่อยครั้งที่แพ้ยาไปถามก็ยังไม่ยอมบอกว่าเป็นยาอะไร  เป็นการผูกขาดการรักษาโดยไม่เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถตรวจสอบแนวทางการรักษาในลักษณะ second  opinion หรือความเห็นที่  2  ของแพทย์คนอื่นได้เลย ค่าใช้จ่ายในการรับบริการที่คลินิกในปัจจุบันโดยเฉพาะในเมืองนั้นสูงมาก  จนบ่อยครั้งที่ไม่ได้พบพาธนบัตรใบสีม่วงหรือสีเทาแล้วจะสูญเสียความเชื่อมั่นในการไปพบแพทย์ที่คลินิก  แพทย์ยังไม่ได้มีการแยกค่าตรวจและค่ายาออกจากกันอย่างชัดเจน  กระแสการแพทย์พาณิชย์เข้าครอบงำแพทย์จำนวนมาก  ทำให้แพทย์ใช้ความกำกวมนี้ค้ากำไรเกินควร
การที่แพทย์ใช้ยาปฏิชีวนะและกลุ่มยากล่อมประสาทเกินกว่าที่ควรจะเป็น  ทำให้ผู้ป่วยได้รับยาที่เกินจำเป็น  ซึ่งในปัจจุบันแพทย์จำนวนมากไม่ได้รักษาผู้ป่วยตามตำราที่ได้ร่ำเรียนมา  แต่มีวิชามารที่อ้างว่าเป็นศิลปะในการรักษาโรคมากจนเกินงาม ความเห็นเหล่านี้ทำให้กลุ่มประชาสังคมที่สนใจประเด็นด้านสุขภาพเป็นพันธมิตรกับกลุ่มที่เห็นด้วยกับร่าง พ.ร.บ.ยาใหม่ไปโดยปริยาย  เพราะในปัจจุบันไม่มีกลุ่มใดที่คอยตรวจสอบแพทย์หรือทัดทานกระแสแพทย์พาณิชย์ค้ากำไรเกินควรได้  แต่หากกลุ่มแพทย์เองที่รวมตัวกันเป็นชมรมต่างๆ  สามารถรณรงค์ในหมู่แพทย์ให้มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมในการจ่ายยาด้วยการเขียนชื่อยาบนซอง  บอกสรรพคุณสัดส่วนยาที่ปรุงเอง  จ่ายยายึดตามหลักวิชาการ  คิดราคาค่าบริการที่สมเหตุสมผลแล้ว  การต้องพึ่งพา พ.ร.บ.ฉบับใหม่ในการแก้ไขข้อขัดข้องใจของภาคประชาสังคมก็จะลดน้อยลง
วันนี้ร่างพรบ.ยาไปถึงไหน สำหรับขั้นตอนทางกฎหมายนั้น  ร่างพ.ร.บ.ยาได้ถูกร่างโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา และกระทรวงสาธารณสุขได้ส่งเรื่องให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาเห็นชอบในการพัฒนากฎหมาย  แล้วจึงได้ส่งร่างไปให้สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาพิจารณา  ซึ่งในขั้นตอนของกฤษฎีกานั้นได้มีการจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นไปแล้ว 4 ครั้ง โดยมีการเชิญผู้เกี่ยวข้องโดยเฉพาะสภาวิชาชีพต่างๆ มาให้ความเห็น โดยยังมีประเด็นการโต้แย้งหลักใน 2 ประเด็นคือ การไม่ให้จ่ายยาโดยแพทย์ในพื้นที่ที่มีร้านยาเพียงพอ และ การไม่อนุญาตให้แพทย์ปรุงยาในคลินิก อย่างไรก็ตามเมื่อมีความเห็นที่ขัดแย้ง  ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ได้รวบรวมความเห็นแย้งทั้งหมดส่งเรื่องกลับมายังกระทรวงสาธารณสุขในวันที่  29  สิงหาคม 2545  เพื่อให้พิจารณาข้อขัดแย้งและยืนยันกลับไปใน 14 วัน เพื่อที่ทางสำนักงานกฤษฎีกาจะได้เสนอต่อสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี  เพื่อนำเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไป  แต่ปรากฏว่า  จนถึงวันนี้กระทรวงสาธารณสุขก็ยังไม่ได้ยืนยันร่างพรบ.กลับไปยังกฤษฎีกา  ทำให้ร่างพ.ร.บ.ยาฉบับนี้ไม่สามารถเดินคืบหน้าต่อไปได้  และเชื่อว่าตราบใดที่ข้อขัดแย้งดังกล่าวยังไม่มีทีท่าจะยุติ  หรือมีฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดเพลี่ยงพล้ำ  เชื่อแน่ว่ากระทรวงสาธารณสุขในยุคของนางสุดารัตน์  เกยุราพันธุ์  จะยังคงดองเรื่องนี้ต่อไปอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากกระทรวงสาธารณสุขเกิดยืนยันร่าง พ.ร.บ.ยาไปยังสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแล้ว  ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณากฎหมายของรัฐสภา  โดยเริ่มต้นนั้นคณะกรรมการประสานสภาผู้แทนราษฎรจะเชิญผู้เกี่ยวข้องมาให้ข้อมูลอีกครั้งเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาในสภาผู้แทนราษฎร  แล้วจึงผ่านไปสู่วุฒิสภา  เพื่อประกาศใช้เป็นกฎหมายต่อไป  เรียกได้ว่า  หนทางของร่าง พ.ร.บ.ยาฉบับนี้ยังอีกยาวไกลนัก

ทางออกที่ควรจะเป็น บทเรียนราคาแพงของประเทศเกาหลีใต้  ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ทางการแพทย์ของเกาหลีใต้ที่มีการนัดหยุดงานของแพทย์ถึง 3 ครั้ง ในปี พ.ศ. 2543-2544 นั้นคงไม่ใช่ตัวอย่างที่ดีกับสังคมไทย  ภาพความขัดแย้งระหว่างวิชาชีพและเภสัชกรที่ปรากฏทางสื่อมวลชนบ่อยครั้งย่อมไม่ใช่สิ่งที่ดีทั้งต่อสังคมไทยและต่อความเกียรติภูมิต่อวิชาชีพด้านสุขภาพ ซึ่งสาเหตุที่สำคัญยิ่งของความขัดแย้งที่ปรากฎนั้นก็คือการรับรู้ข้อมูลอย่างไม่ทั่วถึงเท่าเทียมกัน  ทำให้เกิดการเข้าใจที่ผิดๆ  เกิดการกังวลไปเกินความจริง ดังนั้นการจัดกระบวนการประชาพิจารณ์อย่างเป็นทางการเพื่อให้เกิดการถกเถียงครั้งละประเด็น  ซึ่งแปลว่าต้องมีการจัดการประชาพิจารณ์หลายครั้ง  มีการคัดสรรกรรมการการประชาพิจารณ์ที่ทั้งสองฝ่ายยอมรับ  มีการเตรียมการล่วงหน้าเพื่อให้ทั้ง  2  ฝ่ายเตรียมข้อมูลและเหตุผลมาแสดงอย่างเป็นระบบ ให้เกิดการชนะกันด้วยเหตุผล  ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ความรู้สึกหรือการยกมือโหวตเสียง  นำบทเรียนจากต่างประเทศมาประกอบเป็นตัวอย่าง  หากประเด็นใดที่เหตุผลต่างก็มีน้ำหนักก็อาจต้องมีการทำการศึกษาลงไปในรายละเอียด  เพื่อให้เกิดการนำปัญญาเป็นธงนำในการตัดสินใจ เสียงของประชาชนเองก็มีความหมาย  ทั้งในแง่ความสะดวกของผู้ป่วยและการคุ้มครองผู้บริโภค  รวมทั้งกฎเกณฑ์ต่างๆ ที่ต้องออกตามมาเป็นกฎหมายลูกก็ควรที่จะมีการร่างออกมาให้เห็นให้ได้วิพากษ์วิจารณ์กันไปพร้อมๆ กัน  เพื่อมิให้เกิดการกังวลและทึกทักเอาเองไปต่างๆ นาๆ    และจะทำให้เกิดการมองอย่างรอบด้านกว่าการรับรู้เพียงกฎหมายแม่เท่านั้น การศึกษาผลกระทบทางสุขภาพ (Health Impact Assessment) อันเนื่องมาจากพระราชบัญญัติยาฉบับใหม่ ก็เป็นสิ่งที่น่าจะมีการศึกษาโดยทั้งจากคณะแพทยศาสตร์และคณะเภสัชศาสตร์ เพื่อใช้เป็นข้อมูลประกอบที่เป็นวิชาการในการประชาพิจารณ์และการตัดสินใจในการปรับปรุงแก้ไขร่างกฎหมายได้ การทำให้ความขัดแย้งจากที่กระจัดการะจายอยู่ตามสื่อไม่ว่าโทรทัศน์  วิทยุ  หนังสือพิมพ์  ใบปลิว  ข่าวลือ  หรือแม้แต่ในความรู้สึกที่ไม่สมานฉันท์ระหว่างวิชาชีพมาอยู่บนโต๊ะประชุม  ถกเถียงทีละประเด็นจนตกด้วยเหตุและผล  โดยเอาผลประโยชน์ของประชาชนเป็นตัวตั้งและจุดยืนชี้ขาดอย่างแท้จริง  เพราะทั้งสองฝ่ายต่างก็อ้างประชาชนทั้งสิ้นเมื่อให้เหตุผล  สิ่งเหล่านี้ควรเป็นภารกิจแรกของกระทรวงสาธารณสุข  โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เพื่อลดความขัดแย้งและสร้างหนทางไปสู่การใช้เหตุและผลในการพิจารณา นำไปสู่การทำความเข้าใจด้วยเจตนารมณ์เพื่อความก้าวหน้าของวงการสาธารณสุขไทย  มิใช่ปล่อยไปตามกระแส  เรื่อยเปื่อยไปตามกระบวนการทางกฎหมายที่อืดอาด  ปล่อยให้เวลาเป็นตัวตัดสิน  ซึ่งสุดท้ายแล้วความร้าวฉานนี้ย่อมไม่ส่งผลดีทั้งต่อวิชาชีพแพทย์  วิชาชีพเภสัชกรรม  และสังคมไทยโดยรวม

@@@@@@@@@@@@@@@@

สุขภาพชุมชน เริ่มที่ PCU - เรื่องเล่าดีๆ จาก 9 PCU

โดย Admin on January,11 2011 22.44

สุขภาพชุมชน เริ่มที่ PCU - เรื่องเล่าดีๆ จาก 9 PCU

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกันยายน-ตุลาคม 2549 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ระบบสุขภาพชุมชน เป็นคำใหม่มีเริ่มส่องประกายเป็นความหวังระดับรากฐานของการแพทย์การสาธารณสุขไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ในท่ามกลางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ตึกโรงพยาบาลสูงเสียดฟ้า หมอพยาบาลเพิ่มจำนวนขึ้นกว่าอดีตหลายเท่าตัว แต่สุขภาพของประชาชนส่วนใหญ่ยังทรงๆ ทั้งนี้เพราะการพัฒนาระบบสุขภาพที่ผ่านมานั้น พัฒนาเพื่อรองรับการดูแลสุขภาพในขณะเจ็บป่วยเป็นหลัก พัฒนาการรักษาโรคโดยใช้โรงพยาบาลเป็นฐาน โดยละเลยการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนควบคู่กันไปด้วย

ระบบสุขภาพชุมชนนั้นจึงเป็นทิศทางของการสร้างสุขภาวะที่ต้องเดินควบคู่กับระบบสุขภาพแบบโรงพยาบาล คำตอบของระบบสุขภาพชุมชนจึงไปอยู่ที่หมู่บ้าน ไปอยู่ที่สถานีอนามัย จุดที่เล็กที่สุดของระบบสุขภาพไทย เล็กแต่กลับเป็นความหวังที่สำคัญที่สุด

ชื่อที่เรียกว่า “ศูนย์สุขภาพชุมชนหรือสถานีอนามัย” นั้นมีความหมายที่ต่างกันน้อยมากสำหรับทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในสถานบริการแห่งนั้น จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของการดูแลสุขภาพของผู้คนในชุมชน เรื่องเล่าจาก 9 PCU จะสะท้อนให้เห็นถึงระบบสุขภาพชุมชน ที่เป็นความหวังของการสร้างสรรค์สุขภาวะให้กับสังคมไทย แม้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ แต่แสงหิ่งห้อยที่งดงามเหล่านี้เมื่อรวมกันนับพันนับหมื่น ย่อมสามารถส่องสว่างเป็นแสงธรรมแห่งความหวังสู่สังคมแห่งสุขภาวะได้

เรียนรู้กับมื้อกลางวันที่หนองแขม

ศูนย์สุขภาพชุมชนหนองแขม อำเภอพรหมพิราม เป็น PCU แม่ข่าย ที่มีสถานีอนามัยในเครือข่าย อีก 3 แห่งตามสภาพภูมิศาสตร์ ที่นี่มีการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัยและโรงพยาบาลพรหมพิราม โดยทุกวันอังคารจะเป็นวันให้บริการผู้ป่วยเรื้อรัง โรงพยาบาลพรหมพิรามจะส่งเภสัชกรหรือเจ้าพนักงานเภสัชกรรมและแพทย์มาให้บริการที่สถานีอนามัย โดยเป็นแพทย์และเภสัชกรที่ประจำ PCU นั้นจะไม่เปลี่ยนกันมา จะเป็นคนเดิมเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดูแลแบบองค์รวม และเมื่อมีผู้ป่วยในเขตศูนย์สุขภาพชุมชนหนองแขมไปที่โรงพยาบาล แพทย์และเภสัชกรคนนี้ก็จะดูแลต่อได้เพราะรู้จักมักคุ้นกับผู้ป่วยและครอบครัวอยู่แล้ว

สำหรับสถานีอนามัยเครือข่ายอีก 3 แห่ง ในทุกวันอังคารก็จะส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยแห่งละ 1 คนโดยตามมาดูแลผู้ป่วยในเขตรับผิดชอบของตนที่ส่งต่อมาที่ PCU หลัก เพราะจะได้ทราบข้อมูลผู้ป่วยของตนที่จะไปดูแลติดตามต่อเนื่อง

ทุกวันอังคารได้เป็นวันแห่งความเคลื่อนไหวของทุกคนในชุมชนหนองแขม คือ ในช่วงเช้าเป็นการให้บริการตรวจรักษาที่ PCU ชาวบ้านมีรอยยิ้ม มีความสุขที่หมอมาใกล้บ้าน หลังจากการช่วยกันดูแลคนไข้จนหมดแล้ว เวลาสำหรับอาหารกลางวันจึงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของเจ้าหน้าที่ ด้วยการทานข้าวร่วมกันทั้งหมด นอกจากอิ่มท้องแล้วยังสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทีมโรงพยาบาลและทีมจากสถานีอนามัย

ระหว่างมื้อเที่ยงนั้นจะเป็นบรรยากาศการเรียนรู้พูดคุยเรื่องงานหรือเป็นการประชุมแบบไม่เป็นทางการร่วมกัน หาส่วนขาดเพื่อปรับปรุงการบริการเช่น “วันนี้หมอตรวจเสร็จตั้งแต่ยังไม่เที่ยง แต่ทำไมกว่าจะได้กินข้าวเกือบบ่ายช้าตรงจุดไหน” เป็นต้น เมื่อพบว่าการจัดยานั้นมีความล่าช้า ก็ร่วมแก้ไขปรับระบบให้ลงตัว ด้วยทัศนะการมองในเชิงบวก เป็นการพัฒนางานที่แม้หนักแต่ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ในช่วงบ่าย บางวันทาง PCU ก็จะขอให้แพทย์สอนในเรื่องที่เจ้าหน้าที่อยากรู้ หรือมี case ที่น่าสนใจแพทย์ก็จะนำมาพูดคุยกัน บางวันเภสัชกรก็จะสอนเรื่องการใช้ยาหรือผลข้างเคียงของยา หรือมีการพูดคุยเรื่องระบบการจัดเก็บยา โดยเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยทั้งหมดรวมทั้งเครือข่ายก็จะร่วมเรียนรู้ด้วยกัน หรือ บางวันก็ออกเยี่ยมบ้านโดยไปเป็นทีมสหวิชาชีพ เภสัชกรไปดูเรื่องยาเพราะเคยเจอคนไข้เหน็บยาไว้ตามข้างฝาบ้าน เช่น ผู้ป่วยคนหนึ่ง มารับบริการที่สถานีอนามัยบ่อยมากโดยมาขอยา อีก 2-3 วัน ก็ไปที่ โรงพยาบาลต่อ น้องเภสัชกรที่รับผิดชอบ PCU ก็จำได้ ก็ถามว่า “เห็น ไป PCU แล้วทำไมมาโรงพยาบาลอีก” เป็นอย่างนี้บ่อยมาก ก็เลยมีการพูดคุยกันจนในที่สุดเราจึงรู้ว่าลุงอยากมาคุยกับหมอ และเมื่อเดือนที่ผ่านมาลุงเอายาที่ไปรับโรงพยาบาลมาให้ที่ศูนย์สุขภาพชุมชน เมื่อรู้เช่นนี้ก็จะได้เข้าใจลุง คุยแทนการเขียนใบสั่งยา ลุงก็กลับบ้านด้วยรอยยิ้มได้

คุณศิริวรรณ ภู่สามสาย ได้เล่าเรื่องดีๆจากศูนย์สุขภาพชุมชนหนองแขม ที่สะท้อนว่า “สุขภาพชุมชนต้องผสานความร่วมมือของโรงพยาบาลและสถานีอนามัย”

หมอน้อยขาด้วนที่เฉลิมพระเกียรติ

สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี มีผู้มารับบริการจำนวนมาก ประชากรรับผิดชอบกว่า 10,000 คน แต่มีเจ้าหน้าที่เพียง 4 คน งานที่หนักที่สุดในวันนี้ของที่นี่คืองานรักษาพยาบาล เพราะมีคนไข้มากกว่าโรงพยาบาล 10 เตียง บางแห่งเสียอีก จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการมากขึ้นจากศรัทธาต่อสถานีอนามัยที่สะสมมานาน ทำให้เกิดความแออัดและรอนาน จนดูเหมือนว่าความพึงพอใจและคุณภาพบริการจะแย่ลง

เนื่องจากระบบงานเดิม เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยที่อยู่สำนักงานในแต่ละวัน ต้องทำทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ตั้งแต่ รับบัตร วัดความดัน ตรวจรักษา จ่ายยา แนะนำให้สุขศึกษากลับบ้าน ทำให้งานช้ามาก รอนาน ผู้ป่วย 1 คน ใช้เวลาอย่างน้อย 10 นาที จึงจะเสร็จ ดังนั้นการปรับระบบบริการงานตรวจโรคทั่วไปจึงสำคัญมาก และมีการปรับปรุงมาหลายครั้ง

กรณีที่น่าสนใจที่สุดครั้งหนึ่งในการปรับระบบบริการงานตรวจรักษาที่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ได้แก่ การที่เจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยซึ่งขาด้วน ชื่อ คุณอนงค์ ซึ่งเรียนจบม.6 แต่รู้สึกชีวิตด้อยค่า หลังจากประสบเหตุต้องตัดขา มีความรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย ทางคุณทิพย์วรรณ ศรีพันธุ์ หัวหน้าสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติจึงชวนไปช่วยงานที่สถานีอนามัย ซึ่งแรกๆ ก็ไม่มีใครยอมรับในการนำคนพิการเข้ามาช่วยงาน เพราะอาจจะสร้างปัญหา จึงนับเป็นช่วงเวลาของการพิสูจน์ตนเองของทั้งคุณทิพวัลย์และคุณอนงค์

คุณอนงค์ก็ได้ฝึกในการค้น โฟลเดอร์ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดัน วัดปรอทจนเก่ง รวมถึงการซักประวัติ อาการสำคัญ เพื่อที่จะช่วยงานตรงส่วนนั้น โดยได้รับค่าตอบแทนด้วย แรกๆ เริ่มที่ 500 บาท เพิ่มมาเป็น 700 บาท 1,300 บาท ต่อเดือน งานบริการตรวจรักษาดีขึ้นอย่างมาก รอนานน้อยลง เจ้าหน้าที่มีเวลาพูดคุยให้สุขศึกษามากขึ้น สำหรับคุณอนงค์แล้ว ชีวิตที่สิ้นหวังกลับมีคุณค่าขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ คุณอนงค์ได้กลายเป็นหมอน้อยของชุมชนไปโดยไม่มีการแต่งตั้งจากใคร และเป็นบทพิสูจน์ว่า ผู้พิการคือคนที่ยังมีคุณค่าในสังคม

นอกจากคุณอนงค์แล้ว ยังมียายเล็กซึ่งทำหน้าที่ทำความสะอาดสถานีอนามัย ก็ได้รับการฝึกให้วัดความดัน นึ่งของ ห่อของ วัดไข้ หากพบว่าเด็กไข้สูงก็เช็ดตัวลดไข้ให้เด็กด้วย ทำให้ระบบงานดีขึ้น รวมทั้งการฝึกให้ป้าเล็กสามารถทำแผลได้ เนื่องจากบ้านที่ป้าเล็กอยู่ใกล้กับบ้านที่มีผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งต้องการทำแผลทุกวัน และป้าเล็กก็ทำได้ เจ้าหน้าที่แวะไปเยี่ยมดูเป็นครั้งคราว สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การหาคนช่วยนั้นเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับสถานีอนามัย และสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรได้เป็นอย่างดี

PCU ที่ไม่โดดเดี่ยวที่อ่าวลึก

PCU นาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ นั้น แม้จะอยู่ไกลจากโรงพยาบาลอ่าวลึก เป็น PCU ที่ห่างไกล แต่ก็ไม่ได้ห่างหายไปจากการสนับสนุนของ CUP อ่าวลึก คุณธนิศรา คำเลี้ยง หัวหน้า PCU นาเหนือ ได้เล่าถึงนโยบายของ CUP อ่าวลึกที่จะให้ทุกสถานีอนามัยยกฐานะเป็นศูนย์สุขภาพชุมชน ( PCU ) ว่าที่นี่มีจุดเด่นที่ระบบการสนับสนุนที่ทั่วถึงเท่าเทียมในทุก PCU

ระบบการจัดการที่น่าสนใจที่ทำให้ PCU ไม่โดดเดี่ยว ได้แก่

  1. มีการจัดการภายในโรงพยาบาล ให้มีการจัดส่งพยาบาลไปอยู่ใน PCU แบบ Full Time ได้ครบทุก PCU โดย PCU ในอำเภออ่าวลึกจัดเป็น PCU ที่ไม่มีแพทย์ พยาบาลที่ไปอยู่ใน PCU จะมีค่าตอบแทน OT มีค่าน้ำมันรถให้ และยังสามารถกลับขึ้นมาอยู่เวรบ่าย – ดึกที่โรงพยาบาลได้อีกด้วย เพื่อจูงใจและตอบแทนให้กับพยาบาลมีความสนใจในการไปทำงานที่ PCU
  2. มีการส่ง Case ผู้ป่วยโรคเรื้อรังกลับลงไปยัง PCU ด้วยการจัดระบบมาตรฐานการดูแลรักษาและเจ้าหน้าที่จะต้องเยี่ยมบ้านทุกราย หากมีปัญหาก็สามารถส่งต่อมายังโรงพยาบาลได้
  3. โรงพยาบาลอ่าวลึกได้จัดให้มีระบบช่องทางการส่งต่อและการปรึกษา (Consult) แพทย์ที่โรงพยาบาลได้อย่างสะดวก โดยมีช่องทาง 3 ช่องทาง คือ
    1. Consult ทางโทรศัพท์ซึ่งเป็นระบบที่ใช้มากที่สุด
    2. การ Consult แพทย์ผ่านทาง Internet ผ่าน Teleconference ซึ่งระบบนี้มีปัญหาอยู่พอสมควรเนื่องจากเป็น Internet ความเร็วต่ำ และบ่อยครั้งที่มีปัญหา เชื่อมต่อระบบ (Connect) ไม่ได้
    3. การ Refer ผู้ป่วยมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ซึ่งมีการจัดช่องทางด่วนไว้ สำหรับผู้ป่วยที่มีใบ Referจาก PCU ให้ไม่ต้องรอคิวพบแพทย์อีกที่โรงพยาบาล และได้รับการอำนวยความสะดวกจากทุกแผนก
  4. จัดให้มีรถเครือข่ายวิ่งจาก CUP ไปยัง PCUต่างๆ สัปดาห์ละ 2ครั้ง/แห่ง เพื่อให้มีการจัดส่งเอกสาร ส่ง Lab ฝากยาที่เบิกได้จาก PCUไปให้ ส่งของที่นึ่งไปให้หรือรับขยะติดเชื้อกลับมาทำลาย เป็นต้น
  5. ให้มีคลังแห่งสรรพสิ่งทั้งยา เวชภัณฑ์ไม่ใช่ยา วัสดุสิ้นเปลือง โดยสิ่งใดที่ฝ่ายต่างๆ ในโรงพยาบาลเบิกได้ ที่ PCUก็สามารถเบิกได้เช่นเดียวกัน โดยมีการหักค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริง ตามที่เบิกจริง
  6. จัดให้มีครุภัณฑ์ในทุก PCU ให้ลงตัวกับการที่มีพยาบาลไปอยู่โดยใช้งบประมาณจาก CUP
  7. จัดให้มี OT ให้กับเจ้าหน้าที่ใน PCUให้สามารถเบิกได้อย่างเต็มที่ ทำให้ PCU ส่วนใหญ่สามารถเปิดให้บริการนอกเวลาราชการ หรือปฏิบัติงานในช่วงเสาร์ – อาทิตย์ได้

เมื่อทางโรงพยาบาลได้วางระบบที่ดีเป็นเอกภาพเช่นนี้แล้ว ก็จัดให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเห็นความแตกต่างว่าในปัจจุบัน สถานีอนามัยทุกแห่งในอำเภออ่าวลึกได้รับการพัฒนาจนเป็น PCU แล้ว เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนในการไปใช้บริการปฐมภูมิที่ PCU ผลพลอยได้ที่สำคัญนอกจากชาวบ้านไม่ต้องเดินทางไกลในยุคน้ำมันแพงแล้ว ยังสามารถลดความแออัดของโรงพยาบาลลงได้มาก

เมื่อโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัยเป็นระบบที่เป็นอันหนึ่งเดียวกัน เจ้าหน้าที่สุขใจแล้ว ชาวบ้านอบอุ่นใจยิ่งกว่า

ปิดเพื่อเปิดที่สันทราย

เมื่อเริ่มแรกที่มีการตั้ง PCU ตามกระแสของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น ทางโรงพยาบาลสันทรายก็ได้เปิด PCU ของโรงพยาบาลขึ้นบนโรงพยาบาลและตั้งห่างจากOPDเพียงเล็กน้อย มีการจัดแพทย์มาประจำทั้ง5วันเพื่อดูแลประชากรในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาล ทำให้ขณะนั้น PCU ของโรงพยาบาล ซึ่งตั้งอยู่ในโรงพยาบาลนั้นมีภาระงานที่สูงมาก เนื่องจากต้องทำทั้ง Primary care และ Secondary care นั่นคือหากต้อง Admit รับผู้ป่วยไว้นอนในโรงพยาบาล พยาบาลที่ PCU ก็ต้องทำ Admit ด้วย ต้องทำแผล ต้องดูแลผู้ป่วยโรคทั่วไปหรือการบาดเจ็บด้วย แม้จะไม่เท่า ER ก็ตาม

เมื่อเวลาผ่านไป แพทย์เริ่มขาดแคลนทำให้มาๆ หยุดๆ ต่อมาแพทย์สามารถมาประจำที่ PCU ได้เพียงสัปดาห์ละ 1 วัน และในที่สุดก็ไม่ได้มีแพทย์มาประจำเลย ด้วยความที่เป็น PCU บนโรงพยาบาลเมื่อไม่มีแพทย์มาประจำกับภาระงานที่หนักเกินตัว ทำให้การบริการนั้นด้อยคุณภาพลงไป ไม่มีจุดเด่น จนมีข้อสรุปเฉกเช่นเดียวกับบทเรียนจากทั่วประเทศว่า “การเปิดบริการ PCU ของโรงพยาบาลในโรงพยาบาลนั้นส่วนใหญ่มีข้อสรุปตรงกันคือ ไม่รุ่ง” เนื่องจากสร้างศรัทธาจากชุมชนได้ยากกว่า PCU ในชุมชนมาก

ในที่สุด PCUในโรงพยาบาลก็ตัดสินใจปิดตัวเองลง แล้วไปเช่าอาคารพาณิชย์ในตลาดแทน ซึ่งเป็นการตัดสินใจร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทุกคนใน PCU เพื่อให้สามารถทำงานในเชิงรุกได้มากขึ้นและตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าใช้เวลา 1 ปี ในการศึกษาชุมชนและแก้ปัญหาสร้างสุขภาพใน 3 หมู่บ้านนำร่อง

คุณจิระนันท์ วงศ์มา หัวหน้า PCU เล่าว่า การออกไปตั้งนอกโรงพยาบาลนั้น ทำให้ PCUของโรงพยาบาลสันทรายมีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น โดยบริหารและมีการบริหารแบบทุกคนรับผิดชอบงานเป็นเหมือนหัวหน้างาน (Project Manager) ในงานนั้นๆ และทุกคนก็ต้องรับผิดชอบหมู่บ้าน แต่เมื่อแบ่งงานแยกส่วนเช่นนี้ ทุกวันจันทร์จึงเป็นวันที่ทุกคนต้องมาพบปะกัน กินข้าวร่วมกันและจัดให้เกิดเวทีของการประสานงานกัน

อย่างไรก็ตาม PCU ของโรงพยาบาลนั้น มีระบบที่เอื้อต่อการทำงานสร้างสุขภาพในชุมชนมากกว่าสถานีอนามัยเดิม เพราะ PCU ของโรงพยาบาลถูกรบกวนโดยปัจจัยภายนอก เช่นนโยบายเร่งด่วน งานด่วน ภารกิจเฉพาะหน้า น้อยกว่าสถานีอนามัยมาก PCU ที่เป็น สอ.เดิมนั้น มีงานเต็มมือ งานกว่าครึ่งอาจไม่ใช่งานที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ งานเอกสาร การทำรายงาน ในปัจจุบันสถานีอนามัยมีรายงานที่ต้องทำมากกว่า 100 รายงานต่อปี มีทะเบียนที่ต้องลงมากกว่า 30 ทะเบียน นอกจากนี้ยังมีงานด่วนจากทางอำเภอหรือทางกระทรวง เช่น การสำรวจจำนวนไก่ งานนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่บ่อยครั้ง และงานบริการด้านรักษาที่มีปริมาณงานมากจนไม่มีเวลาออกทำงานในชุมชน ผิดกับ PCU ที่โรงพยาบาลไปตั้งใหม่ มีความคล่องตัวและโอกาสในการทำงานชุมชนมากกว่ามาก เพราะโรงพยาบาลสามารถดูดซับเนื้องานที่ไม่จำเป็นไปได้ โดยไม่ต้องเป็นภาระแก่ PCU

การปิดเพื่อเปิดใหม่ของ PCU โรงพยาบาลสันทรายนั้น คือ เส้นทางแห่งความมุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์ระบบสุขภาพชุมชน

เมื่อโรคเรื้อรังทะลัก PCU ที่เหล่ายาว

จากการที่กระทรวงสาธารณสุขและ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต่างก็เร่งรัดการรณรงค์คัดกรองโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ทำให้พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ประกอบกับทิศทางการดูแลรักษาโรคเหล่านี้ จะเป็นบทบาทหนึ่งของศูนย์สุขภาพชุมชน จึงมีการส่งผู้ป่วยให้มารับบริการที่ PCU เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล และด้วยความเชื่อมั่นว่า การจัดบริการใกล้บ้าน ด้วยความเข้าใจในบริบทแวดล้อมที่เขาอยู่อาศัย จะทำให้การควบคุมโรคซึ่งเน้นไปในด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพจะได้ผลมากกว่าการพึ่งพายาเป็นหลักแบบที่รับการรักษาจากโรงพยาบาล ปรากฏการณ์โรคเรื้อรังทะลัก PCU จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้น

บทเรียนจาก PCU เหล่ายาว ในอำเภอบ้านโฮ่ง จ.ลำพูน พบว่าเมื่อโรงพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันกลับมาที่ PCU นั้นทำให้เป็นภาระแก่ PCU ในการดูแลอย่างมาก ทาง PCU มีผู้ป่วยถึง120ราย แม้ว่าในขณะนี้จะนัดหมายผู้ป่วยมาตรวจติดตามโรค 2เดือน/ครั้ง แล้ว ก็ยังมีผู้ป่วยมากถึง 60 ราย/เดือน ทำให้การบริการองค์รวมไม่มีคุณภาพ มีเวลาพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ป่วยไม่มากกว่าคนละ 5 นาที เช่น เดียวกับการไปรับบริการโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่ PCU ต้องตื่นตี 5 เพื่อมาเจาะเลือด และดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้เสร็จสิ้นก่อน8โมงครึ่ง เพื่อที่จะสามารถตรวจผู้ป่วยทั่วไปได้ มิเช่นนั้น ทั้งผู้ป่วยนอกปกติและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เมื่อมารวมกันแล้ว ความแออัดและความกดดันของเจ้าหน้าที่ก็จะเป็นทวีคูณ

คุณชอาบ ชิงดวง หัวหน้าสถานีอนามัยเหล่ายาว จึงแก้ปัญหาด้วยการจัดระบบให้ อสม.มาช่วยในภารกิจนี้ มีการฝึกอบรม อสม.ให้เข้าใจและมีทักษะพื้นฐานในด้านการดูแลโรคเรื้อรังได้ เพื่อที่ให้สามารถช่วยเหลือระบบงานของสถานีอนามัยได้ และสามารถให้การดูแลต่อเนื่องที่บ้านได้

ดังนั้นในช่วงเช้าตรู่ของวันนัดก่อนที่เจ้าหน้าที่จะขึ้นปฏิบัติงาน อสม.จะช่วยทำหน้าที่ชั่งน้ำหนัก เจาะเลือด วัดความดันและซักประวัติเบื้องต้นให้ทั้งหมด หลังจากนั้นจึงนัดชาวบ้านมารับยาในตอนบ่าย รายใดที่มีปัญหาการควบคุมเบาหวานความดันโลหิตสูงก็จะได้โอกาสในการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยได้อย่างเต็มที่ สถานการณ์แออัดในช่วงเช้าก็เบาบางไป ชุมชนเองก็มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง วันนัดในหมู่บ้านก็เป็นเหมือนจุดสาธิตให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาสุขภาพ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงก็เกิดกระบวนการเรียนรู้กันเองในชุมชนด้วย

มองมุมใหม่เคล้าน้ำตาที่หนองคูน้อย

คุณมณีรัตน์ จันทลักษณ์ เจ้าหน้าที่น้องใหม่ของ PCU หนองคูน้อย ต.น้ำคำ อ.ไทยเจริญ ยโสธร ได้สะท้อนเห็นถึงความสำคัญของการเยี่ยมบ้านว่า การเยี่ยมบ้านนั้น ได้อะไรมากกว่าการแวะเยี่ยมเยียน ลงข้อมูลให้ครบถ้วน

มีผู้ป่วยรายหนึ่งชื่อมะลิ ป่วยเป็นโรคเป็นเบาหวาน อายุยังน้อย เพียง 20 กว่าปี เป็นเบาหวานชนิดรุนแรง (IDDM) แต่ไม่ยอมมารับบริการที่โรงพยาบาล ซึ่งก็ได้ถูกตำหนิจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยทุกครั้งที่พบกันว่า “ทำไมไม่รักตัวเอง เป็นเด็กดื้อที่สุดในหมู่บ้าน”

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่อนามัยได้ไปเยี่ยมบ้านก็พบความจริงยิ่งกว่ารายการวงเวียนชีวิตที่ว่า คุณแม่ของมะลิก็เป็นเบาหวานเพิ่งเสียชีวิตไป ทำให้มะลิต้องมีหน้าที่เลี้ยงหลานที่เกิดจากญาติที่เพิ่งเสียชีวิตไปจาก HIV คนในชุมชนมีความรู้สึกรังเกลียดหลานคนนี้มาก ไม่มีใครยอมช่วยดูแลให้ ครอบครัวของมะลินั้นยากจนมาก บางวันไม่มีเงินติดตัวสักบาท ในหมู่บ้านไม่มีรถโดยสารประจำทางที่ไปโรงพยาบาลต้องเหมารถไป ไป – กลับ เป็นเงินประมาณ 200 บาท เงินค่ารถก็ไม่มีแล้วจะไปโรงพยาบาลตามหมอนัดได้อย่างไร ใครจะดูหลานให้ ชีวิตก็ต้องดิ้นรนให้ท้องอิ่มก่อน หาเช้ากิน-ค่ำ ต้องเก็บหอมรอมริบจึงได้ไปโรงพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยจึงเกิดความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จนน้ำตาไหล

วันนี้ ความเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ที่นี่เข้าใจแล้วว่าที่ผ่านมาเราเอาความคิดส่วนตัวเป็นตัวตั้ง ไม่เคยเอาความจริงในวิถีชีวิตจริงของผู้ป่วยเป็นตัวตั้งเลย

บทเรียนบทนี้ ทำให้เกิดความคิดว่า หมอ พยาบาล เภสัชกร หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกคนควรมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านได้ไปพูดคุยกับผู้ป่วยที่บ้านของผู้ป่วย เพราะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติในการทำงานทำให้เป็นแนวทางของการแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์หรือผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางได้อย่างแท้จริง

อบต. อสม. และพยาบาลสร้างสุขภาพที่มะนาวหวาน

จากประสบการณ์ของคุณจิราพร คนมั่น หัวหน้าสถานีอนามัยมะนาวหวาน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรีนั้น นอกจากเจ้าหน้าที่จะไปเยี่ยมบ้านด้วยตัวเองแล้ว ยังมีการชวนนายกอบต.ไปเยี่ยมบ้านด้วย ซึ่งพบว่าการที่นายก อบต.ได้ไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเบาหวานนั้น ได้อะไรมากมาย นอกจากผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือเชิงสังคมสงเคราะห์เพิ่มเติมจาก อบต.แล้ว ที่สำคัญคือ ได้ทำให้นายก อบต.เอง เกิดการเปลี่ยนความคิดของอบต. ต่องานด้านสุขภาพ ว่างานด้านสุขภาพไม่เท่ากับการพ่นหมอกควัน การพา อสม.ผู้สูงอายุไปดูงาน หรือการสนับสนุนกิจกรรมออกกำลังกายเท่านั้น เป็นการสื่อสารด้วยการให้เขาสัมผัสความจริง เพื่อให้นายกเล็กได้เห็นความสำคัญของการทำงานด้านสุขภาพ และสนับสนุนบทบาทของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข/ในการทำงานด้านสุขภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน

ไม่เฉพาะนายก อบต.เท่านั้น แม้แต่นายอำเภอหรือปลัดอำเภอก็ได้รับการชักชวนจากทางสถานีอนามัยให้ร่วมเยี่ยมบ้านผู้ป่วยบางคนด้วย เพื่ออย่างน้อยก็จะได้เกิดการบูรณาการงานสุขภาพชุมชนในระดับพื้นที่ได้บ้าง

นอกจากนี้ ที่สถานีอนามัยมะนาวหวานมี อสม. เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งในการทำงานด้านสุขภาพชุมชน โดยมีการแบ่ง อสม.แบ่งออกเป็น 3 ระดับ กล่าวคือ อสม.เกรด A คืออสม.ที่จะต้องส่งรายงานตามแบบฟอร์มที่เจ้าหน้าที่ออกแบบให้ทุกเดือนเป็นประจำ สำหรับอสม.คนใด ถ้าจบปริญญาตรี ก็ได้ฝึกฝนให้มีศักยภาพได้มากขึ้น เช่น สกรีนเบาหวานทั้งหมู่บ้านได้ โดยเจ้าหน้าที่อนามัยลงไปช่วย หรือ หากจบชั้นป.6 ป.4 ก็จะให้ดูแลงานที่ง่ายกว่านั้น เช่น งานด้านสุขาภิบาล หรือเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมลูกน้ำ ยุงลาย พ่นหมอกควัน เป็นต้น สุขภาพชุมชนนั้นมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำมากมาย เจ้าหน้าที่มีเพียง 3-4 คนย่อมทำไม่ไหว อสม.คือพลังพันธมิตรที่ดีที่สุด

ที่สถานีอนามัยมะนาวหวานเนื่องจากพยาบาลจากโรงพยาบาลพัฒนานิคมไปปฏิบัติงานประจำ จึงได้มีการจัดเวทีพูดคุย เรียนรู้ Case conference กันเอง ซึ่งทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาระบบงานไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งจากประสบการณ์ที่ทำมาหลายรูปแบบพบว่า การสอนเจ้าหน้าที่ใน PCU กันเองนั้นสามารถสอนได้หลายทางด้วยกัน แต่การสอนผ่านเรื่องเล่าจากเหตุต่างๆ ที่ไปประสบและแก้ปัญหาให้เขานั้น จะสามารถชักนำให้เพื่อนร่วมงานหันมาจัดบริการหรือดูแลผู้ป่วยในด้านที่เป็นองค์รวมมากขึ้นได้มากที่สุด การสอนผ่าน Case conference อย่างเป็นทางการและเป็นวิชาการร่วมกับกระบวนการเยี่ยมบ้าน ซึ่งทำให้แต่ละคนสามารถเกิดความผุดบังเกิด (Emergence) ทัศนคติของการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ได้ด้วยตนเอง

เด็กอาสาอนามัยที่หนองบัวน้อย

คุณนิตยา หาญรักษ์ จาก PCUหนองบัวน้อย อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู เดิมเป็นพยาบาลห้องคลอด พยายามสอนให้แม่ที่มาคลอดที่โรงพยาบาลว่าต้องให้กินนมแม่ 4-6 เดือน แต่ก็พบว่าแม่ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำตามนั้นได้ เมื่อมาปฏิบัติงานที่เป็นพยาบาลประจำ PCU จึงพบว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่การให้สุขศึกษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่อยู่ที่บริบทแวดล้อมชุมชน

เพราะเมื่อไปเยี่ยมบ้าน เมื่อเป็นพยาบาล PCU จึงพบว่าอย่าว่าแต่นมแม่จะได้กินเลย แม่นั้นยังไม่มีเวลาที่จะเลี้ยงลูกด้วยซ้ำ เนื่องจากต้องไปทำงานตั้งแต่หลังคลอดได้เพียง 1 เดือน เด็กเล็กๆ ส่วนใหญ่ต้องอยู่กับย่า ยายที่ไม่แข็งแรง ส่วนพ่อแม่ต้องกลับไปทำงาน ณ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจหาเงินค่านมให้ลูก พอบ้างไม่พอบ้าง พ่อแม่เห็นหน้าลูกทางภาพถ่าย พูดคุยกับลูกผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องถามถึงนมแม่ 4 - 6 เดือน หรือความผูกพันระหว่างพ่อ แม่ ลูก จะเป็นอย่างไร

เด็กเล็กหลายคนถูกทอดทิ้ง เด็กขาดการสัมผัส การโอบกอด การได้รับความรักจากพ่อแม่ พัฒนาการและอนาคตของเด็กเหล่านี้แทบไม่ต้องพูดถึง เมื่อเด็กโตขึ้นก็มีปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย เกิดปัญหาท้องไม่มีพ่อ หรือ ปัญหาการทำแท้งมาให้ตามแก้ปัญหาไม่รู้จบ เด็กผู้ชายก็มีปัญหาดื่มสุรา ลักขโมย ทั้งโรงเรียนและสถานีอนามัยก็โดนขโมยมาแล้ว เมื่อเราโยนปัญหาเหล่านี้ให้ชุมชนได้คิด คำตอบที่ได้คือ “ช่างมันเถอะหมอ มันเป็นเด็กเหลือเดน เด็กโสทิ้ง ไม่รู้จะไปช่วยพวกมันยังไง”

โครงการเด็กอาสาอนามัยจึงเกิดขึ้นที่สถานีอนามัยหนองบัวน้อย คือ เปิดสถานีอนามัยให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสุขภาพสำหรับเด็ก เด็กเหลือเดนเหล่านั้นได้รับการชักชวนให้มาช่วยงานที่สถานีอนามัย และแฝงการเรียนรู้เข้าไปทุกขั้นตอน เช่น การจัดบอร์ดเรื่องอะไร ก็จะให้เด็กไปอ่าน ไปศึกษาค้นคว้า ให้เขาเลือกว่าเขาจะเอาหัวข้ออะไรขึ้นบอร์ด ตกแต่งบอร์ดด้วยตัวเด็กเอง บอร์ดที่นี่จึงมีรูปแบบไม่เหมือนที่อื่น แต่เด็กเขาจะภูมิใจมากและทำให้เขาได้ความรู้ด้วย หรือเมื่อเด็กมาช่วยจัดยา ก็จะแทรกเรื่องการใช้ยา เด็กมาช่วยบริการผู้ป่วย เขาก็จะได้ความภาคภูมิใจ รู้สึกตนเองมีคุณค่ากลับไป สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง แต่ใช้ความรัก ความเข้าใจ ให้โอกาสและให้อภัยเด็กได้ในทุกกรณี และบางครั้งต้องทำหน้าที่ปกป้องเด็กด้วย

สถานีอนามัยได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้สุขภาพของเด็ก เดิมของทุกอย่างบนสถานีอนามัยจะเป็นของหมอ คอมพิวเตอร์ก็ของหมอ พื้นที่ก็ของหมอ ห้ามไปยุ่ง แต่ปัจจุบันทุกอย่างบนสถานีอนามัยเป็นเด็กๆ เหล่านั้นด้วย เด็กจะมีความภาคภูมิใจรู้สึกว่า สถานีอนามัยเป็นของเขา เด็กอาสาเฝ้าสถานีอนามัยให้ช่วยบอกกับคนไข้ว่า “รอแป๊บนะคะ หมออกไปเยี่ยมบ้านอีกแป๊บก็มา”

เด็กม.2 ม.3 ได้รับการพัฒนาให้เป็นหมอน้อย โดยเลือกลูกหลานในบ้านของผู้ป่วยที่มีแผลเรื้อรังมาสอนให้ทำแผล ซึ่งสอนไม่ยาก และพบว่าเด็กเชื่อฟัง ใส่ใจ และกลับไปล้างแผลให้ญาติ ให้คุณปู่ของตนเองได้อย่างถูกต้อง เห็นแววตาที่มีความสุขของคุณปู่ และแววตาแห่งความภาคภูมิใจของเด็กน้อยด้วย

สุขภาพชุมชนนั้นกว้างไกลกว่ามิติทางสาธารณสุขมาก สิ่งดีๆ ที่หนองบัวน้อยได้แสดงให้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ของคนเล็กคนน้อยในสถานีอนามัย ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ด้วยอาคารสถานที่ แต่ยิ่งใหญ่ด้วยพลังแห่งอุดมการณ์เพื่อผู้ด้อยโอกาสในแผ่นดินชนบท

PCU นอกกรอบที่คลองหวะ

บ้านคลองหวะ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อยู่ชายขอบของตำบลคอหงส์ ซึ่งเป็นตำบลชานเมืองหาดใหญ่ อยู่ห่างจากสถานีอนามัยประมาณ 10 กิโลเมตร มีประชากร 5,000 คน เป็นชุมชนชนบทใกล้เมืองที่เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนา

แต่ที่นี่เป็นชุมชนที่มีภาคประชาสังคมเข้มแข็ง มีกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านที่มั่นคง “สอนให้คนในชุมชนมีจิตสำนึกในการออมเพื่อสร้างให้มีความเป็นอยู่ดี” กลุ่มออมทรัพย์ดำเนินการมา 26 ปี มีเงินทุน 9 ล้านบาท สมาชิกกว่า 400 คน

เมื่อมีความเห็นร่วมกันของโรงพยาบาลหาดใหญ่และความต้องการของชุมชน จึงเปิดศูนย์สุขภาพชุมชนขึ้นเมื่อ พฤษภาคม 2546 เรียกกันง่ายๆ ในพื้นที่ว่า PCU ชาวบ้าน คือ ใช้ศาลาอเนกประสงค์ของชุมชน ซึ่งอยู่รวมกับที่ทำการขององค์กรภาคประชาชนอื่นๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น โดยชาวบ้านให้สถานที่ โต๊ะ เก้าอี้ สาธารณูปโภค น้ำประปาและไฟฟ้า รวมทั้งให้คนในชุมชนร่วมทีมให้บริการ ส่วน รพ.หาดใหญ่สนับสนุนเวชภัณฑ์ ภายหลังจากดำเนินการไปแล้ว 8 เดือน อบต.เข้ามาสนับสนุนโดยกั้นฝ้าเพดานและเปลี่ยนประตูเหล็กเป็นบานเลื่อนให้

คุณอนงค์ ปึงพิพัฒน์ตระกูล พยาบาลจากกลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลหาดใหญ่ ที่อาสาออกไปจัดบริการที่ PCU ชาวบ้าน ได้เล่าว่า ทีมพยาบาลจะออกไปให้บริการในวันอังคาร พุธ พฤหัส ซึ่งเน้นหนักด้านงานการพยาบาล ตรวจรักษา เยี่ยมบ้าน การทำโครงการพิเศษที่ชุมชนต้องการ เช่นการโครงการคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและมะเร็งปากมดลูก/เต้านม การอบรมผู้ดูแลผู้ป่วย โครงการชวนเพื่อนเดิน โครงการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โครงการนั่งสมาธิ โครงการฝึกอาชีพทำดอกไม้ โครงการสืบสานวัฒนธรรม งานอนามัยโรงเรียน เป็นต้น

ความแปลกที่โดดเด่นยิ่งของ PCU คลองหวะคือ แม้จะมีการตั้ง PCU ขึ้นมาใหม่ แต่สถานีอนามัยคอหงส์ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ที่แท้จริงยังคงบทบาทเต็มร้อยในการดูแลพื้นที่เช่นเดิม ไม่มีการขอแบ่งพื้นที่ไปดูแลเอง ดังนั้นทีม PCU คลองหวะจึงเป็น Functional team ที่เป็นกลไกเสริมคุณภาพในการดูแลประชากร เติมเต็มส่วนของสถานีอนามัยโดยเฉพาะในส่วนที่วิชาชีพพยาบาลถนัด เช่นการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การรักษาพยาบาล การให้สุขศึกษาความรู้ในการดูแลสุขภาพ การบูรณาการงานรักษาและงานส่งเสริมป้องกันรายบุคคลและครอบครัวด้วยการเยี่ยมบ้าน การดูแลผู้พิการเป็นหลัก

การจัดบริการในลักษณะของ PCU ตั้งใหม่ในชุมชนที่พร้อม โดยส่งพยาบาลวิชาชีพลงไปทำงานใน PCU เป็นการเสริมงาน โดยไม่ได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบมาจากสถานีอนามัย ในลักษณะเดียวกันกับ PCU คลองหวะนั้นมีอีก 3 พื้นที่ในอำเภอหาดใหญ่ ได้แก่ PCU ท่าเคียน PCU ทุ่งรี PCU 3 ตำบล ซึ่งดูเหมือนว่า กลวิธีดังกล่าวจะเป็น win-win strategy กล่าวคือ สสอ.และ สอ.ยังคงมีบทบาทเช่นเดิม โรงพยาบาลหาดใหญ่ซึ่งมีเจ้าหน้าที่มากพอก็ได้ทำงานในชุมชนเต็มที่อย่างอิสระในแนวทางที่วิชาชีพพยาบาลถนัด ชุมชนเองก็ได้รับบริการและโอกาสในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น

เป้าหมายร่วมกันของระบบสุขภาพชุมชน

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้เขียนบทความชิ้นที่เป็นเสมือนแผนที่ลายแทงของระบบสุขภาพชุมชนไว้ว่า ระบสุขภาพชุมชนนั้น คือรากฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยมีสถานีอนามัยเป็นเสาหลักของการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน ซึ่งเบื้องต้นขอให้ประกอบภารกิจเพียง 6 ประการก่อน กล่าวคือ

  1. สำรวจและช่วยเหลือผู้ที่ถูกทอดทิ้งทุกคนในชุมชน เช่น คนแก่ คนตาบอด ไม่มีลูกหลานเลี้ยงดู ต้องอดมื้อกินมื้อ หรือเด็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งอยู่ตามลำพัง

  2. รักษาคนที่เป็นหวัดเจ็บคอได้ทุกคน โดยการดูแลตนเอง การดูแลในครอบครัวหรือในชุมชน โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล ซึ่งสามารถทำได้ดีกว่าและถูกกว่าการรักษาในโรงพยาบาล

  3. รักษาคนเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ท

CUP management ศาสตร์และศิลป์ของการบริหารงานสาธารณสุข

โดย Admin on January,11 2011 22.42

CUP management

ศาสตร์และศิลป์ของการบริหารงานสาธารณสุข

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤศจิกายน-ธันวาคม 2550

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

CUP หรือ contracting unit of primary care คือองค์กรบริหารจัดการด้านสุขภาพระดับพื้นที่ (ส่วนใหญ่คือระดับอำเภอ) นับเป็นองค์กรบริหารจัดการรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งนี้เนื่องจากระบบการจัดสรรงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ ที่คิดวิธีการจัดสรรงบประมาณตามรายหัวประชากร ดังนั้น CUP จึงเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่รับจัดบริการตามพันธะสัญญาที่ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กำหนดไว้ในเงื่อนไขของการขอขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยคู่สัญญาในการจัดบริการสุขภาพด้านปฐมภูมิ

สำหรับโรงพยาบาลเอกชนแล้ว การขอขึ้นทะเบียนเป็น CUP นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าการลงนามเป็นหน่วยบริการในการดูแลสุขภาพประชาชนตามมาตรฐานและเงื่อนไขการซื้อบริการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งขาติ (สปสช.) แต่สำหรับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีโครงสร้างหน่วยงานภายใต้ระบบราชการเดิมนั้น CUP จึงเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในท่ามกลางโครงการแบบเก่า ภายใต้วัฒนธรรมการบริหารจัดการแบบเดิม และด้วยข้อจำกัดมากมาย การบริหารจัดการเพื่อเครือข่ายบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในระดับพื้นที่ จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญ

สถานการณ์ความท้าทายของ CUP ในปัจจุบัน

โครงสร้างในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขในระดับอำเภอนั้น มีโครงสร้างที่ยึดถือกันมายาวนานตามกฎหมาย โดยมีองค์กรทั้งสิ้น 3 องค์กรคือ โรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และสถานีอนามัย หรือ ศูนย์สุขภาพชุมชน

ก่อนมีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กลไกการประสานงานในระดับอำเภอมีเป็นระบบอยู่ก่อนแล้วเรียกว่า “คณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ หรือ คปสอ.” โดยเนื้อหาการประชุมเพื่อประสานงานนั้น จะเป็นเรื่องการติดตามงานและการประสานงานหรือแก้ปัญหาสุขภาพในระดับอำเภอ มีเรื่องการจัดสรรทรัพยากรบ้างไม่มากนัก

แต่ในปัจจุบัน เมื่อระบบงานของ CUP ได้กลายมาเป็นองค์กรในการจัดสรรทรัพยากรระดับอำเภอ ทั้งในด้านบุคลากร งบประมาณ และครุภัณฑ์ การจัดสรรต้องมีคนได้มาก ได้น้อยการจัดสรรให้เป็นแบบ win-win นั้นยาก ประกอบกับค่านิยมเรื่องเงินตราได้แทรกไปในทุกองค์กรทำให้การจัดการในระดับ CUP ยากกว่าการจัดการในกลไกของคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ หรือ คปสอ.

จากโครงสร้างดังกล่าว ทำให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญมาก และเป็นหัวใจของ CUP Management เพราะไม่ใช่องค์กรแนวดิ่งในสายการบังคับบัญชา แต่เป็นองค์กรแนวราบที่ต้องประสานและทำงานร่วมกัน เป็น Functional Organization ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำได้ไม่ง่ายนัก

อย่างไรก็ตาม แม้งานของ CUP นั้นมีมากและสำคัญเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนด้านสุขภาพในระดับอำเภอ แต่องค์กร CUP ส่วนใหญ่ไม่มีตัวตนชัดเจน ฝากไว้กับความขยันและการเห็นความสำคัญของผู้อำนวยการโรงพยาบาลและสาธารณสุขอำเภอ

นคราสาธารณสุข: อุปสรรคหรือดุลยภาพ

โจทย์ใหญ่ของ CUP Management คือ การที่องค์กรนำในระดับอำเภอมี 2 องค์กร คือสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และโรงพยาบาลชุมชน หรือ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป นั้น เป็นปัญหาหรือไม่เพียงใด เป็นปรากฏการณ์ 2 นคราสาธารณสุข ที่เป็นอุปสรรคหรือดุลยภาพ

แต่ปรากฏการณ์ที่เด่นชัดก็คือ

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่ได้บริหารดีทุกคน เช่นเดียวกับสาธารณสุขอำเภอ

ผู้อำนวยโรงพยาบาลที่อายุน้อย แต่สาธารณสุขอำเภออาวุโสมาก ยากจะเข้าใจกัน

คำถามที่มาจาก CUP และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่า “แพทย์จบใหม่จำเป็นต้องเป็นผู้อำนวยการหรือไม่”

แพทย์ส่วนใหญ่มักละเลยงานด้าน primary care ควรมาดูแลงานสร้างเสริมสุขภาพระดับอำเภอไหม

ดังนั้น รูปแบบ 2 นคราสาธารณสุขอาจจะเป็นรูปแบบที่จำเป็นต้องยอมรับในปัจจุบัน แม้จะมีข้อจำกัดมาก แต่ก็มี Balance of Management มีสมดุลแห่งการจัดการในระดับหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการอย่างมากก็พอจะพากันไปได้

หากยอมรับแนวคิดนี้ ก็ต้องเป็นการบริหารจัดการแบบที่นำมาสู่ความสมานฉันท์อย่างมีทิศทางในระดับอำเภอ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป้าหมายของ CUP Management คือ สร้างความสอดคล้องกลมกลืนของความเป็นเอกภาพองค์กร (Harmonize Unity of Organization) แต่ยอมรับความหลากหลาย (Diversity) ได้

การหมั่นประชุมเป็นเนืองนิตย์นั้นเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างองค์กร CUP ให้เป็นองค์กรการจัดการที่มีความสมานฉันท์ เพราะถึงแม้ว่าการประสานนอกรูปแบบจะมีความจำเป็นในการขับเคลื่อนงานของ CUP แต่การจัดให้มีเวทีในการประสานความเข้าใจและแก้ปัญหาอย่างเป็นทางก็มีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างเอกภาพในการบริหารจัดการภายใน CUP

อย่างไรก็ตามในระยะยาว ควรต้องมีการเตรียมการและการแสวงหารูปแบบที่ดีกว่า เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีทั้งเอกภาพ และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่และยากที่ต้องขบคิดอย่างจริงจังต่อไป

ภาวะการเป็นผู้นำของผู้นำ CUP (Leadership)

ด้วยโครงสร้างของ 2 นคราสาธารณสุขในระดับอำเภอ ที่ทำให้ CUP ต้องมีการบริหารจัดการไปสู่การเป็น Harmonize Organization หรือ องค์กรที่มีจังหวะขับเคลื่อนด้วยความสมานฉันท์ที่มีเอกภาพ (Unity) แต่ยอมรับความหลากหลาย (Diversity) ได้ ภาวะผู้นำของทั้งผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนและสาธารณสุขอำเภอ รวมทั้งทีมงานหลักๆ ของ CUP จึงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จขององค์กรประสานงานเช่น CUP

ผู้นำต้องมีแนวคิดแบบ Positive Thinking ในการทำงาน เห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทายไม่ใช่เป็นอุปสรรค ต้องมีความสามารถในการให้โอกาสทีมงานและเจ้าหน้าที่ทั้งจากส่วนของโรงพยาบาลและสถานีอนามัยได้แสดงออกถึงความสามารถในศักยภาพที่มีอยู่ออกมาขับเคลื่อนงานของ CUP รู้จักใช้กระบวนการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกันเป็นเครื่องมือในการสร้างองค์กร CUP ให้เข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากกรอบการคิดการมองและทักษะในข้างต้นแล้ว ทักษะเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารองค์กรสาธารณสุขในระดับอำเภอได้แก่

  1. การจัดการความขัดแย้ง (Conflict Management) ซึ่งนอกจากจะช่วยในการบริหารจัดการระดับ CUP แล้ว ยังสามารถใช้รับมือกับการร้องเรียนจากการให้บริการได้ด้วย

  2. การบริหารจัดการองค์กรแบบเครือข่าย (Network Management) กระบวนทัศน์ในการจัดการแบบเครือข่าย เทคนิคการนำประชุมแบบต่างๆ การใช้ Mind Mapping การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนางาน เป็นต้น

CUP Board หัวใจของการจัดการแบบเครือข่าย

เนื่องจาก CUP คือ องค์กรที่มีการบริหารลักษณะเป็นตามบทบาทหน้าที่ในรูปของคณะกรรมการ (Functional Committee) เป็นองค์กรที่มีหลายองค์กรย่อยมาประสานงานกัน โดยไม่ได้เป็นระบบสายการบังคับบัญชาโดยตรง แต่เน้นการทำความเข้าใจ วางกรอบการประสานงาน และพิจารณาประเด็นทั้งหมดให้เป็นข้อตกลงของที่ประชุมเพื่อถือปฏิบัตินั้น ดังนั้นกลไกของคณะกรรมการบริหารเครือข่ายสุขภาพระดับพื้นที่ (CUP Board) จึงมีความสำคัญยิ่ง

CUP Board คือ กลไกหลักในภาวะ 2 นครา โดยมีตัวอย่างรูปแบบข้อเสนอแนะที่น่าสนใจได้แก่

  1. ประธาน CUP ควรเลือกคนที่มีความสามารถ อาจเป็นผู้อำนวยการหรือสาธารณสุขอำเภอก็ได้

  2. มีทีมกองเลขานุการ CUP ที่ผสมผสานทั้งเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ

  3. สร้างการมีส่วนร่วมในการร่วมบริหารและควบคุมกำกับโดยให้ตัวแทนจากทั้ง 2 ภาคส่วนเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ

  4. มีตัวแทนจากสถานีอนามัยเป็นกรรมการ CUP ด้วย

  5. มีการถ่ายทอดสื่อสารต่อให้รับรู้สถานการณ์และทิศทางของการขับเคลื่อนงานสาธารณสุขในระดับอำเภอ เช่น ที่ CUP ปัว การประชุมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปัวนั้น จะมีการเชิญเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยมาร่วมรับรู้ด้วยเสมอ

  6. มีที่ทำการ CUP ที่ชัดเจน จัดพื้นที่ให้เน้นการพูดคุยประสานงานกันให้เป็นเอกภาพ เป็นทีมเดียวกัน อาจเป็นห้องที่สามารถให้มีการพูดคุยไม่เป็นทางการได้คล้ายห้องกาแฟ เช่น ที่ CUP เทพา

  7. ในโครงสร้างการจัดการสาธารณสุขระดับอำเภอ แม้จะมีองค์กรเช่น CUP แล้ว ก็ยังสามารถคงบทบาทของ คปสอ.ไว้ได้ด้วย เช่น กรณีของ CUP อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจะเป็นบทบาทในการประสานงานกันเฉพาะเครือข่ายสาธารณสุขในระดับเภอ โดยไม่มีคนนอกเข้าร่วม ทำให้สามารถประสานงานลงรายละเอียดหรือปรึกษาหารือในบางประเด็นที่ไม่จำเป็นต้องให้เสียเวลากับกรรมการภาคส่วนอื่นได้

จากประสบการณ์ของหลาย CUP ต่างก็มีข้อสรุปที่ตรงกันว่า “CUP ต้องคุยเรื่องเงินให้น้อยๆ คุยเรื่องงานและการประสานกันให้มาก จึงจะไปได้ดี ดีทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและประชาชน”

พันธกิจ 3 ประการของการเป็น CUP

ท่ามกลางความหลากหลายของการบริหารจัดการและการวางบทบาทหน้าที่ของ CUP นั้น พอที่จะขมวดพันธกิจที่สำคัญของ CUP ได้ 3 ประการ กล่าวคือ

  1. เป็นกลไกการประสานงานภายในและขับเคลื่อนระบบสุขภาพในระดับอำเภอทั้งของภาคส่วนหน่วยบริการในกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยบริการขององค์กรนอกกระทรวงสาธารณสุข( ถ้ามี)

  2. การเชื่อมต่อกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นหุ้นส่วน (partnership) ในการทำงานด้านสุขภาพ

  3. การขับเคลื่อนองค์กรภาคประชาชนในการร่วมสร้างสุขภาพ

แผนภูมิแสดงหุ้นส่วนหลัก (partnership) ของ CUP

พันธกิจที่ 1 บทบาทในการบริหารจัดการและดูแลสถานบริการสาธารณสุขระดับอำเภอ

บทบาทของ CUP ในการบริหารจัดการและดูแลสถานบริการสาธารณสุขระดับอำเภอนั้นเป็นพันธกิจขั้นพื้นฐานที่ทุก CUP ต้องทำให้ได้ เป็นเสมือนรากฐานของ CUP ที่จำเป็นต้องแน่นต้องแข็งแรง ก่อนที่จะต่อยอดสู่การพัฒนาตนเองไปสู่การทำพันธกิจที่ 2 และ 3 ต่อไป

บทบาทของ CUP ในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขในระดับอำเภอที่ควรจะเป็น

1. การ balance สร้างสมดุลระหว่างนโยบายจากระดับจังหวัดหรือส่วนกลางกับการจัดการปัญหาในระดับพื้นที่

เนื่องจากในปัจจุบัน ระบบงานด้านสุขภาพนั้นกินความกว้างขวางมาก และมีงานเชิงนโยบายจากส่วนกลางที่สั่งการจากกรมกองต่างๆเข้ามามาก ทุกงานล้วนลงมาปฏิบัติการในระดับหมู่บ้านตำบล ทำให้เจ้าหน้าที่ของสถานีอนามัยและศูนย์สุขภาพชุมชนมีปัญหาในการทำงานพอสมควร

บทบาท CUP จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างสมดุลของนโยบายจากส่วนกลางกับปัญหาสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ด้วยการออกแบบแนวทางการทำงานต่อนโยบายที่เข้ามาให้ลงตัวกับบริบทในพื้นที่ จัดลำดับความสำคัญของนโยบายโดยใช้สภาพจริงในพื้นที่เป็นปัจจัยหลักในการจัดลำดับความสำคัญ

บทบาทในระดับจังหวัดก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากในระดับจังหวัดมีการกลั่นกรองและปรับแนวทางการทำงานให้เหมาะสมโดยเบื้องต้นก่อน โดยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงนายไปรษณีย์ส่งผ่านหนังสือแล้ว ก็จะสามารถช่วยให้การทำงานในระดับ CUP ง่ายขึ้น

2. การจัดพื้นที่การดูแล ใหม่ตามเหมาะสม (re-catchment area)

เนื่องจากระบบการวางโครงสร้างที่ตั้งสถานบริการที่ผ่านมาในอดีต ยึดตามรูปแบบการแบ่งเขตการปกครองของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อเวลาเปลี่ยนไป บ้านเมืองเจริญขึ้น มีถนน มีสะพาน มีทางลัดในการเข้าถึงชุมชนหรือตลาดรวมทั้งโรงพยาบาล ทำให้ความสะดวกในการใช้บริการไม่เป็นไปตามเขตตำบลหรืออำเภอที่บ้านเรือนตั้งอยู่ ดังนั้นการจัดผังการรับบริการและการดูแลประชาชนใหม่ตามข้อมูลภูมิศาสตร์สารสนเทศ (GIS) จึงเป็นสิ่งแรกๆ ที่ CUP ควรจัดการ

เช่น กรณีของ โรงพยาบาลภูกระดึง จังหวัดเลย ได้จัดพื้นที่ใช้บริการปฐมภูมิของชาวบ้านใหม่ ทำให้โรงพยาบาลภูกระดึงที่เดิมรับดูแล 13 หมู่บ้าน มีพื้นที่รับผิดชอบเพิ่มขึ้นเป็น 19 หมู่บ้าน พัฒนา PCU หลักที่หนองหิน ให้เป็นเสมือนโรงพยาบาลสาขา (Extended OPD) จัดให้มีระบบบริการผู้ป่วยนอกแบบครบวงจรเหมือนกับโรงพยาบาลภูกระดึง ยกเว้นไม่มีเตียงรับผู้ป่วย แต่จะมีรถพยาบาลส่งต่อจอดประจำที่ PCU สำหรับส่งผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษาในโรงพยาบาลไปยังโรงพยาบาลภูกระดึงหรือ รพ.เลย ได้แล้วแต่กรณี

3. การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรโดย CUP

การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรโดยเฉพาะในระดับสถานีอนามัยของ CUP นั้น มีพัฒนาการมายาวนาน โดยมีรูปแบบหลักที่พบได้แก่

  1. การสร้างแรงจูงใจในพยาบาลที่ปฏิบัติงานโรงพยาบาลออกไปประจำที่สถานีอนามัย ซึ่งเกือบทุก CUP ได้ทำเช่นนี้ แต่ความสำเร็จด้วยการสมัครใจนั้นมากน้อยแตกต่างกันไป
  2. การจ้างพยาบาลหรือกลุ่มสหเวชศาสตร์ เช่น ทันตาภิบาล หรือ เจ้าพนักงานเภสัชกรรมหรือเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนเป็นลูกจ้างชั่วคราว
  3. การจ้างลูกจ้างชั่วคราวให้กับสถานีอนามัย ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดหรือเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
  4. การส่งเจ้าหน้าที่ในวิชาชีพต่างๆ จากโรงพยาบาลไปปฏิบัติงานในภารกิจเฉพาะ เช่น การส่งทีมสหสาขาวิชาชีพไปช่วยตรวจรักษาที่ศูนย์สุขภาพชุมชนสัปดาห์ละ 1 วัน เป็นต้น
  5. การประสานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการรับสมัครและจัดส่งนักเรียนในพื้นที่เข้ารับการศึกษา โดยมีพันธะสัญญาว่าจะกลับมาปฏิบัติงานใช้ทุนในพื้นที่หลังจบการศึกษา เช่น CUP น้ำพอง จังหวัดขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม การเติมบุคลากรลงในสถานีอนามัยนั้น มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน กล่าวคือการเติมพยาบาลลง PCU ซึ่งมีวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกันกับโรงพยาบาลนั้นดีจริงไหม สำหรับบทเรียนของ CUP หล่มสัก พบว่าการเติมวิชาชีพพยาบาลลงตัวกว่าแพทย์ แต่การเติมนักเรียนทุนในพื้นที่ที่รับทุนไม่ว่า อบต.หรือทุนรัฐบาลนั้นเป็นทางเลือกที่หลายฝ่ายเห็นว่าดีที่สุด

4. การพัฒนาบุคลากรและสนับสนุนทางวิชาการแก่ระบบบริการปฐมภูมิ

บทบาทของ CUP นอกจากจะจัดการกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในระบบบริการปฐมภูมิแล้ว การพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่ให้มีความรู้ความสามารถในการดูแลปัญหาสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่ยังเป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ตัวอย่างของบทบาท CUP ในด้านการพัฒนาบุคลากร ได้แก่

CUP ขามสะแกแสง สนับสนุนให้บุคลากรระดับอนุปริญญาทุกคน ได้มีโอกาสในการเรียนภาคค่ำ เพื่อให้ได้วุฒิปริญญาตรีทุกคน

CUP ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ หมุนเวียนเจ้าหน้าที่จาก PCU มาร่วมเรียนรู้จากผู้ป่วยที่ตึกผู้ป่วยในด้วยการตาม round ward กับแพทย์ ทำให้เจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสในการเห็น sign and symptom หรืออาการและอาการแสดงที่ชัดเจน ได้เรียนรู้แนวทางการดูแลรักษา รวมทั้งทำให้ผู้ป่วยในพื้นที่ได้เกิดความดีใจที่เห็นเจ้าหน้าที่ในสถานีอนามัยมาร่วมเรียนรู้ที่โรงพยาบาล เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถานีอนามัยมากขึ้น แนวทาง on the job training นี้ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2531 จนปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว

CUP หันคา จังหวัดชัยนาท ได้มีการจัดการอบรมแนวคิดและทักษะการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวตามแนวทางเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) ให้กับพยาบาลทุกคน โดยเฉพาะพยาบาลในสถานีอนามัยร่วมกับการจัดพยาบาลลงสนับสนุนการทำงานในสถานีอนามัยให้ครบทุกแห่ง และจัดทำมาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วย (Clinical Practice Guideline)ในระบบบริการปฐมภูมิให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

5. การจัดการทรัพยากรด้านงบประมาณ

การจัดการงบประมาณเป็นภารกิจหลักที่สำคัญมากของ CUP และมักเป็นตัวชี้วัดความสมานฉันท์ภายใน CUP ที่สำคัญ

การจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยบริการภายใน CUP นั้น พอจะแบ่งลักษณะของกรอบการมองความสัมพันธ์ระหว่าง CUP กับ PCU ได้ใน 2 ลักษณะคือ

  1. การจัดความสัมพันธ์ในฐานะที่สถานีอนามัยเป็น Sub-contracting unit ของ CUP อย่างชัดเจน คือมีกฎมีกติกาที่ชัดเจนเป็นฐานของความสัมพันธ์ เน้นการจัดสรรตามผลงาน “ทำมากได้มากทำน้อยได้น้อย”

  2. การมองความสัมพันธ์ระหว่าง CUP กับสถานีอนามัย “เป็นเหมือนแม่ที่ต้องดูแลลูก ซึ่งCUP เป็นเสมือนแม่ที่ต้องให้การดูแลสถานีอนามัยอย่างเต็มที่” ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณก็จะมีการโอบอุ้มกับ PCU มากกว่า เช่น สนับสนุนงบเพิ่มเติมแก่ที่ที่ขาดแคลน ห่างไกล แม้ปริมาณงานจะน้อย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การจัดเงิน minimum ให้ PCU อย่างเพียงพอ เป็นหัวใจของการลดความขัดแย้ง เป็นแนวทางที่หลาย CUP ใช้ในการบริหารจัดการงบประมาณ

6. การพัฒนาระบบบริการด้านการรักษาพยาบาลในระดับภาพรวมอำเภอ

ทุก CUP มักมีจุดมุ่งหมายร่วมในการสร้างระบบการดูแลรักษาโรคที่มีมาตรฐานตามหลักวิชาการสำหรับทั้งในส่วนของโรงพยาบาลและสถานีอนามัย ระบบบริการปฐมภูมิที่ดี เป็นเอกภาพ จะสามารถลดการมารับบริการในความเจ็บป่วยพื้นฐานที่โรงพยาบาลลงได้ และจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพในระดับอำเภอลงได้

การพัฒนาระบบบริการด้านการรักษาพยาบาลที่ทุก CUP ได้พัฒนาระบบงานไปมากน้อยแตกต่างกันไป ได้แก่

ระบบการส่งต่อผู้ป่วย

บาง CUP จัดให้มีช่องทางด่วนสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อจากสถานีอนามัย บาง CUP จัดระบบรถส่งต่อในสถานีอนามัยหลักมายังโรงพยาบาล บาง CUP จัดระบบการส่งต่อกลับจากโรงพยาบาลไปรับการรักษาต่อเนื่องที่สถานีอนามัย บาง CUP เมื่อมีผู้ป่วยมารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในที่โรงพยาบาล จะมีการแจ้งข้อมูลไปให้เจ้าหน้าที่ประจำครอบครัวได้มาเยี่ยมผู้ป่วย และให้ข้อมูลเชิงบริบทของผู้ป่วยและชุมชนเพิ่มเติมใน chart ผู้ป่วย เพื่อประกอบการรักษาพยาบาลที่ลงตัวกับบริบทของผู้ป่วยที่สุด

ระบบการรับคำปรึกษาหรือการปรึกษาทางโทรศัพท์

ระบบการปรึกษาเป็นอีกส่วนหนึ่งของระบบเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลและสถานีอนามัยที่สำคัญในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุด เพราะบ่อยครั้งที่ความเจ็บป่วยไม่ได้รุนแรงถึงขั้นที่ต้องรับการรักษาจากแพทย์ โดยบาง CUP จัดให้มีแพทย์รับผิดชอบเป็นโซน บาง CUP ใช้ระบบปรึกษาแพทย์เวร บาง CUP ไม่มีระบบที่ชัดเจนใช้ระบบความสัมพันธ์ส่วนตัว

ระบบการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ( Home Health Care)

เกือบทุก CUP มีระบบการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน บ้างก็ใช้ทีมจากโรงพยาบาลดูแลรักษาทั้งอำเภอ บ้างใช้ทีมร่วมระหว่างโรงพยาบาลกับสถานีอนามัย บ้างก็ชวน อสม.ร่วมการเยี่ยมบ้านด้วยเสมอ บ้างมีเพียงใบส่งต่อส่งให้เจ้าหน้าที่อนามัยไปดูแลผู้ป่วยเอง ระบบการดูแลผู้ป่วยที่บ้านนั้นเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึง ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัยได้อย่างชัดเจน

ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังนั้นส่วนใหญ่มีแรงจูงใจจากความต้องการของโรงพยาบาลที่ต้องการลดจำนวนผู้ป่วยในคลินิกโรคเรื้อรังในโรงพยาบาลลง โดยเฉพาะคลินิกเบาหวานและความดันโลหิตสูง จึงมีการพัฒนาระบบนี้ขึ้นในหน่วยบริการปฐมภูมิ บางแห่งส่งเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลไปให้การดูแลรักษาที่สถานีอนามัย บางแห่งจัดการอบรมเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยให้ดูแลรักษาเองและจัดระบบส่งต่อไปรับการตรวจเช็คให้ละเอียดที่โรงพยาบาลปีละ 1-2 ครั้ง

ระบบการตรวจรักษาผู้ป่วย

การสนับสนุนทางวิชาการแก่เจ้าหน้าที่ในสถานีอนามัยในการดูแลผู้ป่วยที่มีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับโรงพยาบาล เป็นภารกิจอีกอย่างที่สำคัญ โดยส่วนใหญ่ใช้ระบบการอบรมแก่เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยหรือจัดการเพิ่มพูนทักษะด้วยการหมุนเวียนมาฝึกทักษะต่างๆ ที่โรงพยาบาล

การสนับสนุนทีมสหวิชาชีพจากโรงพยาบาลสู่ศูนย์สุขภาพชุมชนก็เป็นอีกกลวิธีหนึ่งที่ได้ผล โดยนอกจากทีมสหวิชาชีพจะมีภารกิจในการให้บริการแล้ว ยังจำเป็นต้องใส่ใจในการถ่ายทอดประสบการณ์และเรียนรู้การดูแลผู้ป่วยในบริบทที่สอดคล้องกับชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยด้วย นอกจากนี้ก็ยังสามารถสร้างความศรัทธาของประชาชนในพื้นที่ต่อศูนย์สุขภาพชุมชนแห่งนั้นได้เป็นอย่างดีด้วย

7. การสร้างเสริมสุขภาพและการควบคุมโรคในระดับอำเภอ

งานควบคุมโรค โดยเฉพาะโรคติดต่อเป็นภารกิจที่เร่งด่วนของ CUP แต่เนื่องจากการระบาดของโรคนั้นเป็นลักษณะเป็นช่วงๆ (Periodic) ไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น CUP ส่วนใหญ่จึงมักมีนักวิชาการสาธารณสุขในสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเป็นตัวหลักที่รับเรื่องนี้ และเมื่อการระบาดของโรคก็จัดเป็นทีมเฉพาะกิจออกปฏิบัติการ

โดยสรุปแล้ว บทบาทของ CUP ต่อการสร้างเสริมสุขภาพและควบคุมโรคนั้น มี 2 ลักษณะ คือ

การจัดกิจกรรมเอง สำหรับกิจกรรมการสร้างสุขาพและควบคุมโรคในบางกรณี CUP มีหน้าที่เป็นกลไกหลักในการทำเอง เช่นจัดกิจกรรมวันรณรงค์เอดส์โลก จัดการแข่งขันเต้นแอโรบิก จัดมหกรรมคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

การกำกับติดตาม เพราะกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นภารกิจปกติของทุกสถานีอนามัยนั้น CUP อย่างไรก็ตาม บทบาทของ CUP ในการควบคุมกำกับสถานบริการนั้น ยังเป็นเรื่องที่ยังต้องมีการพัฒนาต่อไป

8. การบริหารจัดการระบบสนับสนุนการทำงานของหน่วยบริการปฐมภูมิ

เนื่องจากหน่วยบริการปฐมภูมินั้นมีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัดเฉลี่ยประมาณ 2-4 คน ประกอบกับข้อจำกัดในการบริหารจัดการตามมาตรฐานที่สูงขึ้นตามความก้าวหน้าของระบบบริการ ทำให้ CUP จำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนเพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งหน่วยบริการปฐมภูมิที่เป็นของโรงพยาบาลและหน่วยบริการปฐมภูมิที่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ อันได้แก่

การสนับสนุนการบริหารจัดการเวชภัณฑ์ในรูปแบบของคลังยาระดับอำเภอ เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการยาที่ดีและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน CUP ส่วนใหญ่มีคลังวัคซีนและเวชภัณฑ์ไม่ใช่ยาด้วย

การสนับสนุนการบริหารจัดการด้านงานพัสดุ เช่น ที่โรงพยาบาลเทพาเป็นคลังของทุก PCU สามารถเบิกของทุกอย่างที่คลังมี เช่น วัสดุด้านชันสูตร (Lab) แม้กระทั่งหรือวัสดุสิ้นเปลืองด้วย วัสดุสำนักงาน เช่น ไม้กวาด ถุงดำ กระดาษ ผงซักฟอก แบบพิมพ์ต่างๆ โปสเตอร์ เพื่อลดภาระการจัดซื้อจัดหาเอง และลดต้นทุนในการจัดซื้อ

ระบบการทำให้ปราศจากเชื้อกลางของอำเภอ ซึ่งมีทั้งการสนับสนุนทางวิชาการ การสนับสนุนเครื่องมือในการทำให้ปราศจากเชื้อแก่สถานีอนามัยเช่นเครื่องนึ่งไฟฟ้า หรือการให้สถานีอนามัยส่งของมานึ่งฆ่าเชื้อที่โรงพยาบาล โดยมีการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนเครื่องมือระหว่างกัน

ระบบการกำจัดขยะติดเชื้อกลางของอำเภอ ระบบการกำจัดขยะติดเชื้อเป็นเรื่องยากที่สถานีอนามัยจะจัดการได้ ดังนั้นทางเลือกที่เหมาะสมคือการวางระบบให้สถานีอนามัยนำส่งขยะติดเชื้อมาทำลายโดยผ่านระบบกำจัดขยะติดเชื้อของโรงพยาบาล

ระบบข้อมูลข่าวสารกลาง ควรมีการวางระบบข้อมูลสารสนเทศที่สถานีอนามัยทุกแห่งมีการใช้โปรแกรมลงบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงานที่เหมือนกัน และสามารถสรุปรายงานประจำเดือน ประจำงวดได้ และทำให้ CUP สามารถกำกับความครอบคลุมหรือความก้าวหน้าของงานได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

ระบบการสนับสนุนและดูแลครุภัณฑ์การแพทย์ เช่น กรณีของ CUP นครไท จังหวัดพิษณุโลก มีระบบการดูแลครุภัณฑ์การแพทย์ให้กับสถานีอนามัย หากครุภัณฑ์ใดที่ตั้งไว้แล้วไม่ได้ใช้ ก็จะมีการนำมาสับเปลี่ยนที่โรงพยาบาลเป็นครุภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงกลับไปที่สถานีอนามัย เป็นต้น

ระบบสนับสนุนหน่วยบริการปฐมภูมิกลางเหล่านี้เป็นระบบพื้นฐานที่ทุก CUP ควรมีการจัดระบบเหล่านี้ไว้ เพื่อสร้างมาตรฐานของระบบบริการสาธารณสุข สร้างระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และลดระยะเวลาในการทำหน้าที่ด้านธุรการสำหรับสถานีอนามัย

9. การควบคุมกำกับและการนิเทศงาน

การเรียนรู้ร่วมกันเป็นสิ่งที่พึงประสงค์ในการพัฒนางานมากกว่าการนิเทศงานในระบบดั้งเดิมที่เน้นการตรวจประเมินเป็นข้อๆ ตามแบบประเมินที่แข็งตัว และไม่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน หรือ การเข้าใจบริบทของพื้นที่ที่สอดคล้องกับเหตุและผลของผลงานโครงการในพื้นที่

CUP ต้องพัฒนาทีมงานที่จะนิเทศงานโดยเลือกการยกระดับงานด้วยกระบวนการจัดการความรู้ (KM) เป็นกระบวนหลักแทน “การนิเทศงานแบบคุณครูตรวจการบ้านเด็ก” ซึ่งจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของระบบการควบคุมกำกับและการนิเทศงานที่ CUP บ้านตาก จังหวัดตาก ได้พยายามนำระบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยกระบวนการจัดการความรู้ (KM) มาใช้

พันธกิจที่ 2 การเชื่อมต่อกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เป็นหุ้นส่วน (partnership) ในการทำงานด้านสุขภาพ

หากพันธกิจของ CUP ข้อที่ 1 ในด้านการบริหารจัดการระบบบริการสาธารณสุขในระดับอำเภอเป็นบทบาทขั้นพื้นฐานของการทำหน้าที่ของ CUP แล้ว การเชื่อมต่อกับภาคีภาคส่วนอื่นๆโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็นับได้ว่าเป็นบทบาทขั้นต่อไป

รูปแบบการเชื่อมต่อเป็นหุ้นส่วนสุขภาพกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรูปแบบความสัมพันธ์ที่สำคัญได้แก่

  1. ส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะการประสานเป็นรายโครงการหรือมีการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากท้องถิ่นเป็นโครงการมากน้อยตามเหตุปัจจัย

  2. การเชิญบุคคลผู้นำองค์กรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเป็นคณะกรรมการ

  3. ในหลายพื้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตั้งงบประมาณในการส่งนักเรียนในพื้นที่รับทุนไปเรียนในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ ทันตาภิบาล เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน เป็นต้น เมื่อจบแล้วก็ต้องกลับมาปฏิบัติงานที่สถานบริการสุขภาพในชุมชน

  4. การสนับสนุนงบประมาณให้กับองค์กรภาคประชาชนที่ผูกติดกับงานสาธารณสุข เช่น ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข ชมรมผู้สูงอายุ หรือชมรมผู้ติดเชื้อ เป็นต้น

  5. การสนับสนุนด้านอาคารสถานที่ เช่น กรณีของ CUP ยางตลาด จังหวัดกาฬสินธ์ ที่ทางโรงพยาบาลยางตลาดได้ไปเช่าห้องแถวเพื่อเปิดให้บริการในนามของ “โรงพยาบาลยางตลาด 2” เพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยในเขตเทศบาล จัดแพทย์ เภสัชกร พยาบาล มาให้บริการ มีรถฉุกเฉินเพื่อส่งต่อไปโรงพยาบาล ต่อมาทางเทศบาลเห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ จึงได้อาสาสร้างอาคารให้ในที่สุด

  6. การร่วมลงขันตั้งกองทุนสุขภาพชุมชน โดยการร่วมลงขันของ องค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มองค์กรการเงินชุมชนเช่นกลุ่มออมทรัพย์ และ สปสช.

ข้อเสนอแนะต่อการสร้างการมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  1. สร้างและทำความเข้าใจในบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เห็นว่าสุขภาพคือภารกิจหนึ่งที่สำคัญในการเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน หรืออาจกล่าวให้ concern เรื่องสุขภาพ ซึ่งสำคัญกว่าลงขัน ว่าในโครงการหนึ่งๆ นั้น ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสนับสนุนงบประมาณมากน้อยเพียงใด นั่นคือ ไปให้ไกลกว่า win-win คือ เราได้งบเขาได้เสียง เป้าหมายคือทำให้ชุมชนเข้มแข็ง

  2. ทุก CUP ควรมีการตั้งคณะกรรมการสุขภาพระดับอำเภอที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและผู้ทรงคุณวุฒิในชุมชนมาเป็นคณะกรรมการ เช่นที่ CUP หนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี CUP นครไท จังหวัดพิษณุโลก

  3. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือที่ยั่งยืนกว่าการสนับสนุนเพียงงบประมาณในการจัดทำโครงการ โดยเฉพาะรูปแบบความร่วมมืออันได้แก่

    1. การให้ทุนชุมชนแก่นักเรียนเพื่อเรียนต่อในวิชาชีพด้านสุขภาพแล้วให้กลับมาทำงานใช้ทุนที่สถานบริการใกล้บ้าน เช่น กรณีของ CUP น้ำพอง จังหวัดขอนแก่น CUP หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และ CUP เทพา จังหวัดสงขลา
    2. การตั้งกองทุนสุขภาพชุมชนระดับตำบล โดยขอรับงบอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะเป็นเงินก้อนมาร่วมลงขันกับเงินส่งเสริมป้องกันของ CUP และเงินสมทบจากองค์การการเงินของชุมชนเช่นกลุ่มออมทรัพย์หรือกองทุนหมู่บ้าน เป็นเงินกองทุนสุขภาพชุมชน

พันธกิจที่ 3 การสนับสนุนกลไกการขับเคลื่อนของภาคประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง

ในบริบทของการดูแลสุขภาพในระดับอำเภอนั้น จากแนวคิดและกระบวนทัศน์ด้านสุขภาพที่ว่า “เรื่องสุขภาพไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล แต่อยู่ที่วิธีคิด อยู่ในชุมชน เมื่อก่อนพอพูดเรื่องสุขภาพ เรานึกถึงกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาล แต่ทุกวันนี้เรื่องสุขภาพนิยามไปไกลมาก เชื่อมโยงไปทุกเรื่อง ไม่ว่าเกษตร การคุ้มครองผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ทิศทางการพัฒนาประเทศที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะ” เป็นต้น

ในแง่โครงสร้าง อดีตเรื่องสุขภาพมีแนวเดียวคือแนวดิ่ง ส่วนราชการมาขยายพื้นที่ในภูมิภาค แล้วสร้างความเจริญในพื้นที่ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาได้ในพื้นที่ที่ไม่ซับซ้อน แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ โครงสร้างแนวตั้งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเกิดโครงสร้างโดยการจัดการตนเองของชุมชน เกิดโดยชุมชน โดยมีการเชื่อมประสานกับกลไกปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นข้อต่อสำคัญสำหรับงานแนวตั้งและแนวราบ เป็นการถักทอมิติการทำงานแบบใหม่ เชื่อมต่อกับประชาชนเพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ซับซ้อน

CUP ควรมีบทบาทในการสร้างชมรมกลุ่มภาคประชาชนให้เข้มแข็ง และเชื่อมประสานให้เกิดความเคลื่อนไหวด้านสุขภาพที่หลายภาคส่วนต่างช่วยกันขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลัง

สหวิชาชีพหนองบัวลำภู : พลังขับเคลื่อนสังคมด้วยการลงมือทำ

โดย Admin on January,11 2011 22.41

สหวิชาชีพหนองบัวลำภู : พลังขับเคลื่อนสังคมด้วยการลงมือทำ

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมกราคม-กุมภาพันธ์ 2550

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ทีมสุขภาพชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู ถือกำเนิดขึ้นมาหลังจากที่ผู้เขียนได้รับคำชวนจากคุณหมอวัฒนา (ทพ.วัฒนา ทองปัสโนว์ ทันตแพทย์โรงพยาบาลด่านซ้าย จังหวัดเลย) บรรณาธิการจดหมายข่าวทันตภูธร ในขณะนั้น ทางโทรศัพท์ให้ไปประชุมอะไรซักอย่างที่ สสส. วันนั้นผู้เขียนได้พบกับพี่ๆ น้องๆ หลายคน พี่แพร (ทญ.แพร จิตตินันท์) เล่าให้พวกเราฟังว่า มีการพูดคุยกันของวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และหมออนามัย ที่จะร่วมตั้งทีมทำงานส่งเสริมสุขภาพแบบสหสาขาวิชาชีพ โดยเริ่มจาก 5 สหสาขาวิชาชีพ

ทันตแพทย์หญิงวรางคณา อินทโลหิต จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เล่าถึงที่มาที่ไปและความงดงามของการทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพหนองบัวลำภู เนื้อหาดังกล่าวได้นำเสนอในหนังสือ “ก่อร่างสร้างสุข ด้วยระบบสุขภาพชุมชน” ซึ่งเป็นหนังสือสรุปบทเรียนของการร่วมทำงานเป็นสหสาขาวิชาชีพภายใต้การสนับสนุนของ สถาบันวิชาการเพื่อการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพชุมชน (สวสช.) ซึ่งตั้งขึ้นมาในปี 2546 โดยความร่วมมือของชมรมแพทย์ชนบท ชมรมทันตภูธร ชมรมเภสัชชนบท ชมรมพยาบาลชุมชน และสมาคมหมออนามัย ภายใต้การดูแลของมูลนิธิแพทย์ชนบท ควรค่าแก่การนำมาเผยแพร่ในวงกว้าง จึงนำมาเสนอเป็นเรื่องเด่นประจำฉบับในฉบับนี้

ทีมสหวิชาชีพสามารถทำเรื่องใหญ่ไกลตัวกว่าเรื่องสุขภาพในมิติสาธารณสุขได้มาก ก้าวข้ามสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงาน จากเฉพาะวิชาชีพไปสู่ความร่วมมือของสหสาขาวิชาชีพ จากมิติงานบนโรงพยาบาลสู่การทำงานในชุมชน จากมิติด้านสาธารณสุขที่เน้นไปด้านมดหมอหยูกยาไปสู่ด้านสุขภาวะที่ต้องยุ่งเกี่ยวทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ไว้อย่างน่าสนใจ

สหวิชาชีพ จุดเริ่มต้นกับช่องปากที่แยกส่วน

ความคิดในการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพนี้เป็นแนวทางการทำงานแบบบูรณาการที่ตรงกับใจของคนหลายคน เพราะที่หนองบัวลำภู ได้เริ่มลงมือทำงานส่งเสริมทันตสุขภาพ โดยตั้งทีม “ลูกรักฟันดี” ตั้งแต่ปี 2545 ประกอบด้วยทันตาภิบาลที่อยากเรียนรู้การทำงานกับชุมชน โดยเราเริ่มจากการออกจากห้องฟันสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ พร้อมกับคำถามที่ว่า “ทำไมเด็กเล็กๆ จึงฟันผุมากจัง” คำตอบที่ได้ทำให้พวกเรามองเห็นว่า การที่เด็กๆ มีฟันผุนั้นเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่างที่มากกว่าเด็กกินท๊อฟฟี่แล้วไม่แปรงฟัน เราพบว่า การที่เด็กๆ ไม่ได้เลี้ยงดูโดยพ่อแม่เนื่องจากต้องไปทำงานทั้งในและนอกจังหวัด โดยปล่อยภาระการเลี้ยงดูเด็กไว้กับปู่ยาตายายนั้น ทำให้“ขนม” ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการเติมเต็มในส่วนของความรักที่เด็ก ๆ ขาดไป และพบว่า เรื่องที่ชาวบ้านสนใจไม่ได้เรื่องเด็กฟันผุ แต่เป็นเรื่อง เด็กไม่กินข้าว

ในขณะนั้นทีมลูกรักฟันดีพยายามเข้าไปเรียนรู้การแก้ไขปัญหาแบบชุมชนมีส่วนร่วมโดยการจัดกระบวนการกลุ่มเพื่อให้ชาวบ้านร่วมกันวางแผนจัดการกับปัญหา ตลอด 2 ปี ที่ได้ร่วมกันทำงาน ทีมงานได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจชาวบ้านมากขึ้นแต่ เรากลับพบว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชุมชน เราได้ข้อสรุปร่วมกันหลังจากไปศึกษาดูการทำงานเชิงรุกของทีมสุขภาพโรงพยาบาลเชียงกลาง จังหวัดน่าน ว่าทีมงานที่มีเฉพาะทันตบุคลากรไม่เพียงพอต่อการทำงานที่จะไปส่งเสริมการส่วนร่วมได้ ต้องเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ และอีกส่วนที่สำคัญคือ เรายังไม่ได้มองหาศักยภาพหรือจุดแข็งในชุมชนที่จะเป็นแกนสำคัญที่จะทำให้เกิดส่วนร่วมได้

เริ่มต้นที่สร้างทีม

เมื่อตอนเริ่มจะทำทีม ทีมแกนนำไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาร่วมทีมมากมาย เอาเฉพาะคนที่อยากเรียนรู้ร่วมกันซัก 2-3 ทีมก็พอ ก็เลยโยนคำถามเข้าไปในทีมลูกรักฟันดีว่า อยากทำงานต่ออีกหรือไม่ ถ้าอยากทำให้ไปช่วยพี่ ๆ เพื่อนๆ ที่อยู่ที่สถานีอนามัย ถ้าใครชวนมาได้จึงจะให้สมัครเป็นทีมสุขภาพชุมชน ปรากฏว่า สมัครเข้ามาถึง 12 ทีม (เรียกว่า ทีมลูกรักฟันดีที่ร่วมกันทำงานมา 2 ปี สมัครทุกคน) และได้ร่วมกันตั้งวัตถุประสงค์ว่า ทีมสุขภาพชุมชนจะเป็นทีมทำงานส่งเสริมสุขภาพที่ชุมชนมีส่วนร่วม แต่เนื่องจากทีมยังเป็นมือใหม่หัดขับ จึงต้องมีการพัฒนาทีมเพื่อติดอาวุธทางปัญญาด้านการทำงานชุมชนให้กับทีม

ทีมหนองบัวลำภูมีความโชคดีประการหนึ่งคือได้ที่ปรึกษาที่ดีมาตลอด ตั้งแต่คิดจะเดินออกจากห้องฟัน ก็ได้ไปเล่าให้อาจารย์ทรงวุฒิ (อาจารย์ทันตแพทย์ ภาควิชาทันตกรรมชุมชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ฟังว่า อยากทำงานชุมชนแต่ไม่ทราบจะเริ่มอย่างไร อาจารย์ก็พาทีมมาจัดอบรมให้ พอจะลงมือทำงานจริง ๆ คนที่มาร่วมคิดร่วมทำก็เป็นพี่จากกองทันตสาธารณสุข คือพี่สุรัตน์ (ทพญ.สุรัตน์ มงคลชัยอรัญญา) ที่มาคลุกคลีกับทีมงานลูกรักฟันดีมาตั้งแต่ปี 45-46 ในครั้งนี้ที่จะทำทีมสุขภาพชุมชนหนองบัวลำภู ก็เป็นจังหวะที่โครงการวิจัยการส่งเสริมสุขภาพช่องปากด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ข้าพเจ้า เพื่อน ๆ พี่ ๆ จาก 6 จังหวัด (สงขลา,พัทลุง, หนองบัวลำภู, หนองคาย, เลยและขอนแก่น) ได้ร่วมกันเขียนโครงร่างวิจัยกับพี่สุรัตน์ ได้รับอนุมัติจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งโครงการวิจัยนี้มีส่วนหนึ่งที่เน้นการพัฒนาศักยภาพทีมสุขภาพก่อนที่จะไปดำเนินการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่การทำความเข้าใจระบบชุมชนและการศึกษาชุมชน โดยได้เชิญวิทยากรจากหน่วยงานอิสระที่มีความชำนาญในการพัฒนาทีมงานร่วมกับชุมชนมาเป็นเวลานาน คือ อาจารย์แมน ปุโรทกานนท์ และอาจารย์โกวิท พรหมวิหารสัจจา

เมื่อติดเครื่องได้แล้ว ทันตแพทย์หญิงวรางคณา อินทโลหิต ซึ่งเป็นกลไกหลักในการประสานทีมสหวิชาชีพของหนองบัวลำภู พร้อมด้วย พี่สุรัตน์ และอาจารย์โกวิท ก็เดินหน้าพัฒนาทีม โดยทำทีมวิจัย 2 พื้นที่ (หมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา ของทีม สอ.ทุ่งโปร่ง และหมู่บ้านดอนหัน ทีม สอ.หัวนา) พร้อมกับทีมสุขภาพชุมชนที่เหลืออีก 10 ทีม โดยใช้วิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นตัวนำ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภูโดยงานทันตสาธารณสุข ได้จัดหลักสูตรฝึกทักษะในเรื่องการศึกษาชุมชนและเครื่องมืออื่น ๆ ที่จำเป็นในการทำงานชุมชน จากนั้นให้ทีมสุขภาพชุมชนนำไปปฏิบัติจริง แล้วมาเล่าสู่กันฟังในเวทีการแลกเปลี่ยนระดับจังหวัดและระหว่างจังหวัดทุก 2-3 เดือน พร้อมกับค่อย ๆ ติดอาวุธทางปัญญาให้ทีมโดยมีวิทยากรที่เชี่ยวชาญ ซึ่งนอกจากอาจารย์โกวิท พี่สุรัตน์ แล้ว ยังมี ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คอยเติมแนวคิดการทำงานเชิงรุก และการทำงานชุมชน อาทิเช่น แนวคิดการมีส่วนร่วม (Participation) กับความร่วมมือ (Co-operation) ต่างกันอย่างไร กระบวนการพัฒนาชุมชน (Development Process) เพื่อให้ทีมสุขภาพชุมชนได้ทำความเข้าใจถึงพัฒนาการของทีมตนเอง ส่วนเครื่องมือในการทำงานชุมชนที่เสริมให้กับทีมก็เป็นเรื่อง การวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุ (Problem Analysis) ที่จุดสำคัญเน้นให้ชาวบ้านเป็นผู้วิเคราะห์เองโดยใช้เครื่องมือชิ้นนี้สร้างความตระหนักในปัญหาไปในตัว และการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Analysis) โดยทุกกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชน ทีมสุขภาพยึดปรัชญาการมีส่วนร่วมของชุมชน ในทุกกิจกรรมที่ไปทำกับชุมชน

เสียงจากสมาชิกสหวิชาชีพ

2 ปี กับ การพัฒนาทีมสุขภาพชุมชนหนองบัวลำภู พบว่า ทีมได้เรียนรู้และพัฒนาขึ้นมาก จากคำบอกเล่าของสมาชิกทีม ดังนี้

ทพญ.กัลยา รัศมีมาสเมือง ทันตแพทย์ จากโรงพยาบาลหนองบัวลำภู เล่าว่า “ยังไม่มีความชำนาญในการทำงานในชุมชน แต่เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ด้วยกัน มีปัญหาในการศึกษาชุมชนคือ ชาวบ้านเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล ยังไม่มีส่วนร่วมในการศึกษามากนัก เป็นเพียงผู้ตรวจสอบข้อมูล เสนอแนะว่า น่าจะมีการปรับการทำงานให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมมากกว่านี้ แต่ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากทีมมีทักษะไม่มากพอที่จะกระตุ้นให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมก็เป็นได้”

ส่วนนักโภชนาการ หนึ่งในทีมงานของทีมสุขภาพชุมชน โรงพยาบาลหนองบัวลำภู เล่าว่า “การศึกษาชุมชนทำให้ปรับรูปแบบการทำงาน จากที่แต่ละสาขามองกันคนละจุด คนละประเด็น ต้องเอามาเชื่อมโยงกัน เช่น นักโภชนาการมองด้านอาหารการกิน แต่จากการศึกษาชุมชน พบว่า การเกษตรมีการใช้สารเคมีมาก ดังนั้น งานโภชนาการน่าจะเชื่อมเข้ากับการเกษตรได้ ในแง่อาหารปลอดภัย เพราะฉะนั้น ในกลุ่มเด็ก 0-5 ปี จะดูการเลี้ยงดูเด็ก น่าจะดูในเรื่องของภาวะโภชนาการ โดยนำข้อมูลดิบมาศึกษา มุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละสาขาวิชา ทำให้มองสุขภาพครบด้าน มีความชัดเจนขึ้น และการมีเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จะได้มุมมองใหม่ ๆ จากเพื่อน”

พยาบาลวิชาชีพ จาก PCU 2 แห่ง กล่าวว่า “ได้ทำงานเป็นทีม แต่ก่อนเรื่องฟันก็ยกให้ทันตาภิบาล เมื่อได้ทำงานวิจัยเรื่องทันตสุขภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่ใน PCU ทำให้ตัวเองได้ความรู้ด้านสุขภาพช่องปากเพิ่มเพราะถูกชาวบ้านถามเรื่องฟันซึ่งได้กลับไปถามทันตาภิบาลเพิ่มเติม ในส่วนทำงานสหสาขาวิชาชีพ ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน ไม่แบ่งงาน และชาวบ้านเริ่มรู้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำงานเฉพาะการรักษา ทำงานหลายด้านเป็นสิ่งใหม่ในสายตาชาวบ้าน”

ส่วนทันตาภิบาล ใน PCU ที่เป็นสมาชิกทีมสุขภาพชุมชน เล่าว่า “การจะไปกระตุ้นให้ชาวบ้านคิด เรื่องนั้น ๆ จะต้องเป็นปัญหาของเขา ๆ จึงจะมีส่วนร่วม และเมื่อได้รับการตอบรับจากชาวบ้านดี รู้สึกดี แสดงว่าเขาให้ความสนใจ พบว่าการศึกษาชุมชนเป็นการสร้างสัมพันธภาพของเจ้าหน้าที่กับชุมชนแต่ก่อนไม่มีการศึกษาชุมชน ใช้โครงการนี้เป็นสื่อกลางเป็นการแนะนำตนเอง ชาวบ้านให้การต้อนรับดี มีคนมาถาม แต่ก่อนมองเป็นคนแปลกหน้า เดี๋ยวนี้เรียกดื่มน้ำ กินข้าว”

ส่วนผลงานอันเป็นรูปธรรม หลังจากที่ทีมสุขภาพชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู ได้รับการพัฒนามีกรณีตัวอย่างจะเล่าให้ฟัง 2 ทีม คือ ทีมสุขภาพชุมชนทุ่งโปร่ง และทีมสุขภาพชุมชนนามะเฟือง

ทีมสุขภาพชุมชนทุ่งโปร่ง

ศูนย์สุขภาพชุมชนทุ่งโปร่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 5 คน คือ หัวหน้าสถานีอนามัย พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 2 คน และทันตาภิบาล 1 คน ดูแลประชากร 9 หมู่บ้าน จำนวน 7,160 คน

ปี 2547 ทีมงานได้รับการชักชวนให้เป็นทีมวิจัยในโครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก กลุ่มเด็กเล็ก ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทีมงานได้เลือกหมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา เป็นพื้นที่วิจัย โดยคุณจิรประไพ บุตรกัณหา หัวหน้าสถานีอนามัยให้ความเห็นว่า หมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนาเป็นหมู่บ้านแยกใหม่ เมื่อปี 2546 เหมือนเด็ก จะแต้มสีอะไรก็ได้ นอกจากนี้ยังเป็นหมู่บ้านขนาดไม่ใหญ่ ที่สำคัญ องค์กรชุมชนในพื้นที่ อาทิเช่น ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนขยัน รับผิดชอบสูง สามารถรวมลูกบ้านได้ อสม. เข้มแข็ง ร่วมมือสูง กลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุก็มีความพร้อมในการพัฒนา และมีเหตุการณ์สำคัญคือ ในหมู่บ้านมีผู้ป่วยไข้เลือดออก 2 ปี ติดต่อกัน ศูนย์สุขภาพชุมชนจึงถือวิกฤติเป็นโอกาส และน้องทันตาภิบาลก็จะทำโครงการวิจัย เจ้าหน้าที่ทุกคนจึงปรึกษาหารือกัน ตกลงเลือกบ้านนี้ที่น่าจะเป็นไปได้ในการลงเรื่องสุขภาพ

นายสมบูรณ์ อินทรเพชร ประธานสภา อบต.ซึ่งเป็น อบต.ที่อยู่หมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา ได้เล่าถึงความเป็นมาของโครงการ ดังนี้

โครงการนี้ริเริ่มจากการประชาคมโดยคุณหมอจากสถานีอนามัย ได้เข้ามาประชุมหาหนทางแก้ไขปัญหาในชุมชน ประชุมครั้งแรกที่วัดป่า ครั้งที่สองที่ อบต.กุดจิก มีการแบ่งกลุ่มปัญหา คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพเด็ก และปัญหาสารเคมี เมื่อมาพิจารณาดูปัญหาเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่แก้ยาก แม้แต่ระดับประเทศก็กำลังแก้ไขอยู่ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ส่วนปัญหาสารเคมีก็เป็นในหมู่บ้านเพียง 3 คน จึงมาเลือกปัญหาสุขภาพเด็ก มาดูความเป็นอยู่ของเด็กในหมู่บ้าน "ลูกหลานเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง" (แรกเกิดถึง 5 ปี) อบต.จึงจัดสรรงบเข้าไปดูแลในศูนย์เด็ก จัดให้มีที่นอน สถานที่เรียน ที่พักผ่อนหย่อนใจ การพัฒนาจิตใจ และสมอง ส่วนปัญหาที่พูดกันในที่ประชุมประชาคมคือ เด็กไม่กินข้าว (กินอาหารมื้อหลักในปริมาณที่ไม่เพียงพอ) กับเด็กเล็กฟันผุเป็นจำนวนมาก จะทำอย่างไร ได้ระดม อสม.ทั้งหมดมาคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร (ประธานสภาอบต. มีอีกบทบาทคือ เป็น อสม.ด้วย) ให้ชุมชน พ่อแม่ช่วยกัน ไม่ใช่ให้แต่พ่อแม่ทำ ขอความร่วมมือให้ดูแลครอบครัวก่อน ก่อนจะให้คนอื่นพัฒนาต้องช่วยตัวเองก่อน (หมายถึงจะให้หมอมาช่วย ชุมชนต้องช่วยกันก่อน) ได้ระดมมันสมองช่วยกันคิด และหมอมาให้ด้านวิชาการ (เช่น ความสำคัญของการกินข้าวก่อน)

ปัญหาฟันผุ พบว่า เด็กเล็กมีฟันผุเยอะ ก็เรียกมาประชุม ก็เรียกร้านค้ามาประชาคม อธิบาย ขอความร่วมมือจากร้านค้า (มีจำนวน 3 ร้าน) ไม่ตั้งโชว์สินค้าล่อใจเด็ก (พวกลูกอม) คุณรุ่งรัตน์ โฉมมัจฉา เป็นหัวหน้าทีมดูแล คุณหมอมาประเมินผล ไม่ใช่ฟังแต่รายงานจาก อสม., ก็ลงไปดูร้านค้าด้วย

คุณอารมย์จิตร ดารีย์ ทันตาภิบาลของสถานีอนามัยทุ่งโปร่ง เล่าว่า ทำงานที่สถานีอนามัยแห่งนี้ตั้งแต่รับราชการจนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปี เหตุผลที่เลือกหมู่บ้านนี้คือ เป็นหมู่บ้านตั้งใหม่ และเป็นหมู่บ้านที่มีโรคไข้เลือดออกระบาด จึงอยากจะทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อหาการมีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหา เริ่มการทำงานจากการศึกษาชุมชน 4 ด้าน ตามที่ได้รับการอบรมมา คือ ด้านกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ และสังคม จากนั้นก็หาแกนนำ (Key person) จึงได้กลุ่มคนที่จะมาทำงานด้วย (ประมาณ 45 คน) และในเวทีการนำเสนอข้อมูลการศึกษาชุมชน ชุมชนได้ระบุปัญหา 3 ปัญหา คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพเด็ก และปัญหาสารเคมี ประชุมกัน 5-6 ครั้ง ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การประชุมใช้ประชุมบ่อย ๆ แต่ไม่นาน ชาวบ้านชอบประชุมตอนเช้าตรู่ จะได้ไปทำมาหากิน จากการประชุมได้แนวทางแก้ไขปัญหาคือ จัดระเบียบร้านค้า หมอฟันประจำครอบครัว (คือ เจ้าหน้าที่จะสอนการตรวจฟันแบบง่าย ๆ คือ ฟันผุ หินปูน และแนะนำการแปรงฟัน ถ้าพบว่ามีปัญหาก็ให้ไปรักษาที่สถานีอนามัย)

กระบวนการประชุม ใช้ทีมงานจากพี่พยาบาล (เป็นผู้นำการประชุม) การที่พี่พยาบาลมาช่วยงานด้านทันตฯ คุณอารมย์จิตรให้ข้อคิดว่า "ก่อนที่คนอื่น จะมาช่วยเรา เราต้องช่วยงานคนอื่นก่อน" ดังนั้นพี่พยาบาลจึงมาช่วยดำเนินการประชุม

สุขภาวะเริ่มก่อเกิดที่ทุ่งโปร่ง

ส่วนเรื่องผลการทำงานโครงการนี้ คุณอารมย์จิตร ได้ให้คุณกองสิน สีหัวแฮ อสม. มาช่วยเล่า ดังนี้

คุณกองสิน อสม. ของหมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา เล่าว่า "ขอชื่นชมบ้านเจ้าของ (บ้านของดิฉันเอง) ว่าคนแก่มีประสิทธิภาพ" โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก ทำให้พ่อแม่เอาใจใส่ลูกดีขึ้น ภูมิใจมากที่หมอลงมาทำที่จุดนี้ แต่ก่อนลูกไม่กินข้าวก็ได้แต่ด่ากัน (ด่าลูก) แล้วลูกก็ไม่กินข้าว ได้รู้วิธีว่าลูกไม่กินข้าวจะแก้ยังไง ได้มาระดมความคิดร่วมกัน ลูกใครไม่กินผัก ก็ฟักหมุ่น ๆ (สับให้ละเอียดให้ไม่เห็นผัก) เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรา เรามองไม่เห็น (ปัญหาเด็กไม่ค่อยกินข้าว เป็นปัญหาใกล้ตัวจนไม่ได้ใส่ใจ) เมื่อมาระดมความคิดกัน ได้เห็นความแตกต่างระหว่างลูกเขา ลูกเรา ได้นำมาปรับใช้ แก้ไขปัญหา แต่ก่อนหลานของฉัน(กองสิน) แต่ก่อนไม่กินผัก ตอนนี้กินแครอทก็เป็น ผลไม้ก็กิน (หลอกล่อสารพัด เช่น กินแครอทแล้วแก้มแดง) ตอนนี้ ส่วนรวม "ยามเมื่อแลงก็ล่อป้อนข้าวกัน แต่ก่อนไม่มี" (ตอนเย็น ผู้ปกครองพาลูกหลานออกมาเดินป้อนข้าวมากขึ้น) ส่วนการแปรงฟันที่ศูนย์เด็กเล็ก เด็กเอาแปรงมาจากบ้าน "ไม่ยากแม่ครู" (ไม่ทำให้ครูพี่เลี้ยงลำบากหาแปรงสีฟันให้)

"ร้านค้าจะเสี่ยงขนม (เก็บขนมไม่ล่อตา) ยาสูบ ไม่ให้เด็กเล็กเห็นเป็นสิ่งล่อตา จะมีแต่นมตั้งข้างหน้าร้าน"

เรื่องฟันผุ หมอฟันประจำครอบครัวตรวจ และส่งรายงานไปอนามัย สอ.จะทราบข้อมูลไม่ต้องเสียเวลามาตรวจเอง

ตอนนี้ลูกหลานสุขภาพดี พ่อแม่สุขภาพดี (สบาย) เห็นลูกหลานร่าเริง พ่อแม่ก็ดีใจ โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี และหมออนามัยไม่ทอดทิ้ง จะมาแนะนำตลอด แม้แต่ ยาพารา ฯ ก็ได้ทราบโทษของการกิน (มีคำแนะนำดี ๆ) แต่ก่อนหมอกับไทบ้าน (ชาวบ้าน) ไม่เข้ากัน เพราะไทบ้านกลัวหมอ (หมอไปตรวจลูกน้ำเอง ย่านเฮาตั๋ว : หมอลงไปตรวจลูกน้ำเอง กลัว อสม.พูดไม่จริง) แต่เดี๋ยวนี้สนิทกัน หมอไปเยี่ยมบ้านบ่อย ผู้ใหญ่บ้านเสริมว่า แม่บ้านแต่ก่อนตลาดคลองถมเด็กไม่สนใจผลไม้ ตอนนี้แอ่ว (ขอ) ไปซื้อส้ม เอาน้ำส้มให้หลานกิน หลานก็ไม่กิน บอกว่า เด็กไทยไม่กินหวาน

คุณจิรประไพ เสริมว่า รู้สึกประทับใจหมู่บ้านนี้ ตอนผู้ใหญ่บ้านบอกว่า เวลาไปตลาดนัดส้มเขียวหวานหมดก่อน ก็ไม่เชื่อ ไปแอบดูเวลามีตลาดนัด พบว่า ส้มขายดีจริง ๆ แต่ก่อนเพิ่งทราบว่า ชาวบ้านแพงเงิน (เก็บเงิน) ไว้ ไม่ซื้อผลไม้ เพราะกินแล้วไม่อิ่มเหมือนกินข้าว ขนม ต่อมา ชาวบ้านจึงมีความรู้ว่า การกินขนมให้อิ่ม ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สมอง ต่อมาจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินผลไม้ทุกชนิด แทนขนม (ไปเยี่ยมบ้านก็ไปเก็บ ตะขบกิน)

ทีมงานช่วยกันสรุปบทเรียนแห่งความสำเร็จ คือ การใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ปัญหา Problem Analysis ทำให้ผู้เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการระบุสาเหตุและผลกระทบของปัญหาเด็กไม่กินข้าว และเด็กฟันผุ ซึ่งสาเหตุที่ได้ของ 2 ปัญหามีตัวร่วมคือการกินของเด็ก หลังจากได้สาเหตุของปัญหา ทีมสุขภาพยังไม่รีบให้ชาวบ้านคิดแนวทางการแก้ไขปัญหาเนื่องจากเป็นการระดมความคิดเห็น ยังไม่มีข้อมูลยืนยันสาเหตุที่แท้จริงในหมู่บ้าน ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้ผู้ปกครองเก็บข้อมูลการกินของเด็ก โดยทีมสุขภาพทุ่งโปร่งได้ทำเป็นแบบบันทึกข้อมูลการกินเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งผู้ปกครองให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล และทีมสุขภาพได้จัดเวทีประชาคมอีกครั้งเพื่อนำเสนอผลการเก็บข้อมูลการกิน 7 วันของเด็ก ในเวทีนี้ ชาวบ้านบางคนคาดไม่ถึงกับค่าขนมของเด็กที่มากถึงวันละ 30-40 บาท และมีบางคนที่แข็งขันที่จะกลับไปแก้ไขปัญหาของบุตรหลานตนเอง

ในเวทีประชาคมของบ้านทุ่งโปร่งพัฒนา องค์ประกอบของผู้เข้าประชุมยังมีความหลากหลายและเป็นกลุ่มเดียวกับที่ประชุมในครั้งแรก เมื่อคิดแนวทางแก้ไขปัญหา ส่วนที่เกี่ยวข้องได้แก่ ชุมชน ร้านค้า และผู้ปกครอง จึงมีบทบาทร่วมกันในการช่วยกันแก้ไขปัญหา

ทีมสุขภาพชุมชนนามะเฟือง

การเข้ามาของทีมนี้เกิดจากหัวหน้าสถานีอนามัยนามะเฟือง คุณสมปอง คงผดุง ซึ่งเล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจว่า สถานีอนามัยปรับรูปแบบการพัฒนา อสม.ให้มีการคิดเป็นทำเป็น โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน (ผ่านกระบวนการค่าย) ซึ่งทำให้ทีม อสม.ของตำบลนามะเฟืองรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของชุมชนและเป็นตัวแทนในส่วนของสุขภาพภาคประชาชน ดังนั้นทีมสหวิชาชีพจึงได้ชักชวนให้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายของทีมสุขภาพชุมชนด้วย ซึ่งทีมงานที่สมัครเป็นทีมสุขภาพชุมชน ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ทันตาภิบาล

หลังจากได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์หลายเวทีที่มีการพัฒนาทีมสุขภาพชุมชน ทำให้เห็นความเข้มแข็งของทีมเจ้าหน้าที่และทีม อสม. และได้ชักชวนกันให้เสนอขอทุน สกว.ท้องถิ่น ที่เน้นให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัย ซึ่งทีมสุขภาพชุมชนได้สอบถามทีมอสม. ก็ได้รับคำตอบว่าอยากลองทำวิจัยดู ดังนั้น ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 จึงได้เปิดเวทีชาวบ้านเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการที่ตำบลนามะเฟือง ผู้เข้าร่วมคือ ทีม อสม.หรือทีมสุขภาพภาคประชาชนตำบลนามะเฟืองทั้ง 10 หมู่บ้าน รวมเขตเทศบาลเป็น 12 ชุมชน และเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยตำบลนามะเฟือง อาจารย์บุญเสริฐ เสียงสนั่น เจ้าหน้าที่ประสานงาน สกว.ท้องถิ่น ภาคอีสาน ได้กล่าวถึงความเป็นมาของงานวิจัยท้องถิ่น ที่ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือให้ชาวบ้านแก้ไขปัญหาของตนเองได้

ในเวทีนี้ได้ระดมความคิดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่ทีมสนใจที่จะแก้ไขร่วมกัน ในการจัดประชาคมครั้งนั้นผู้เข้าร่วมประชุมนำเสนอปัญหาสุขภาพเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เบาหวาน , ความดันโลหิตสูง ไข้เลือดออก ปัญหาสุขภาพจิตของชุมชน ปัญหาการก่อการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น และให้แต่ละหมู่บ้านเลือกปัญหาที่สนใจอยากแก้ไขร่วมกัน ซึ่งมีหมู่บ้านละ 3-4 เรื่อง แต่ในที่สุดทีมก็เลือก 1 เรื่อง เนื่องจากทุกคนเห็นพร้อมกัน ว่า ทุกข์ร่วมของทุกหมู่บ้านคือ ปัญหาเด็กวัยรุ่นที่เป็นลูกหลานก่อการทะเลาะวิวาทยกพวกตีกัน ทีมงานใช้เวลาพัฒนาโครงการเป็นเวลา 10 เดือน จึงได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานภาค

จากการเก็บข้อมูลของทีมนักวิจัย แล้วนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นตำบลนามะเฟืองของนักวิจัยท้องถิ่นพบว่า เมื่อมีการทะเลาะวิวาทเกือบทุกครั้งจะมีการดื่มสุราด้วยและทีมนักวิจัยพบว่าเป็นสาเหตุหลักของการทะเลาะวิวาทโดยมีงานมหรสพเป็นปัจจัยเสริมโดยเฉพาะหมอลำเรื่อง หมอลำซิ่ง

เมื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการก่อการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่นตำบลนามะเฟืองในมุมมองนักวิจัยที่เป็นผู้ใหญ่พบว่าพฤติกรรมการดื่มสุรา เป็นสาเหตุของการก่อการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นจากนั้น ได้ทำการค้นหาความจริงว่าสาเหตุที่ทำให้ต้องดื่มเหล้า ในมุมมองของวัยรุ่น คือ ความกลุ้มใจ จากปัญหาครอบครัว ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ ถูกแย่งคนรัก หรือ จากบรรยากาศชวนดื่ม ตั้งแต่มีงานบุญ เพื่อนชวนกิน แก้ลำกัน เป็นต้น

ทีมวิจัยและทีมสุขภาพชุมชนนามะเฟือง มีกระบวนการสร้างการเรียนรู้ของวัยรุ่น โดยใช้กระบวนค่ายเพื่อให้เข้าถึงวัยรุ่น ตรงนี้เองทำให้ผู้ใหญ่มีโอกาสได้เรียนรู้ร่วมกับวัยรุ่น เป็นการลดช่องว่างระหว่างวัย ในการทำงานค่ายซึ่งทีมวิจัยและทีมสุขภาพชุมชนได้ร่วมกันคิด คือ ค่ายเยาวชนสมานฉันท์ ฮักแพง แผ่นดิน ทำให้เกิดองค์กรของเด็กและเยาวชน คือ สภาเด็กและเยาวชนตำบลนามะเฟือง ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างในตำบลนามะเฟือง

กำเนิดสภาเด็กและเยาวชน

จากกระบวนการวิจัยทำให้เกิดสภาเด็กและเยาวชนตำบลนามะเฟืองขึ้น ใช้สถานีอนามัยนามะเฟืองเป็นสำนักงานสภาเด็กฯ มีสมาชิก 350 คนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง (ร่วมเป็นนักวิจัยชาวบ้านเก็บข้อมูลพฤติกรรมของเด็กในชุมชน ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่ออะไร ใครได้ผลประโยชน์) มีการรวมกลุ่มของเด็กและเยาวชนในการเก็บข้อมูลทั้งในระดับ หมู่บ้านและตำบล

โดยมีภารกิจ (ที่เด็กกำหนดเอง) คือ

  1. รวบรวมสมาชิกเพิ่มในระดับหมู่บ้าน

  2. ร่วมเป็นนักวิจัยชุมชนในการค้นหาความจริงในงานวิจัยชุมชนเรื่องการจัดการปัญหาการทะเลาะวิวาทในเด็กวัยรุ่น(กำลังเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ)โดยให้เก็บข้อมูลการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นที่บ้านตัวเอง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 จนถึงปัจจุบัน

3.มีเวทีประชุมสภาเด็กและเยาวชนสัญจรเดือนละ 2 ครั้ง โดยมีพี่เลี้ยงทั้งระดับจังหวัด ตำบล ทีมวิจัยชุมชน ทีมสุขภาพภาคประชาชน องค์กรปกครองท้องถิ่น (เทศบาล อบต.)ร่วมสังเกตการณ์ด้วยทีมนักวิจัยและสภาเด็กได้หาทางออกร่วมกันว่าในการใช้หลักสมานฉันท์ของเด็กเยาวชนทั้งตำบลมีวิธีการคือ

การประชุมสัญจรมีเหตุผลคือเด็กแต่ละบ้านจะได้รู้จักกันเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างหมู่บ้านขณะเดียวกันก็คืนข้อมูลให้กับผู้ปกครองและชุมชนด้วย

สภาเด็กและเยาวชนตำบลนามะเฟืองจัดทำโครงการร่วมกันทั้งตำบลเพราะจะได้มีกิจกรรมร่วมกัน

  1. จัดทำโครงการพี่สอนน้องเพื่อลดความขัดแย้งในหมู่บ้าน-ของเด็กที่จะเติบโตเป็นวัยรุ่นต่อไป
  2. โครงการเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริ
    • โครงการเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา
  3. โครงการรณรงค์ไข้เลือดออกร่วมกับทีมสุขภาพภาคประชาชน
  4. โครงการป้องกันโรคเอดส์
  5. โครงการสถานีวิทยุชุมชน ”สำนักข่าวเด็กและเยาวชน”
  6. โครงการคืนสิ่งแวดล้อมให้ธรรมชาติ

สมานฉันท์ วัยรุ่นนามะเฟือง

จากการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พบว่าปัญหาการทะเลาะวิวาทลดลง 70% ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลลดลงมากกว่าเขตเทศบาลตำบลนามะเฟือง เหตุผลเพราะยังมีเด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนยังไม่กล้าเข้ามาร่วมกระบวนการด้วยนักวิจัยและทีมสภาเด็กจึงใช้กลยุทธ์ให้เด็กที่เป็นแกนนำสภาเด็กชักชวนให้เด็กวัยรุ่นอื่นเข้ามาร่วมกิจกรรม ปัจจุบันมีเด็กที่เคยประพฤติผิดที่ต้องคุมประพฤติและต้องขัง (จำคุก) เข้ามามีกิจกรรมร่วมกับแกนนำสภาเด็ก 2 คน

ในขณะเดียวกันเด็กรักและเคารพในตัวหมออนามัย เด็กบอกว่าหากได้เข้ามาที่สถานีอนามัยเหมือนมาที่บ้าน มีที่ให้เขาได้พูดคุยโสกัน ได้ระบายความคับข้องใจให้หมอฟัง อยากทำอะไรเด็กก็จะบอก เด็กจะเรียกหมออนามัยว่า “แม่ “

ด้านผู้ปกครองก็มีความสบายใจมากขึ้น มีความศรัทธาในตัวนักวิจัยและทีมที่ปรึกษาเมื่อมีกิจกรรมที่ต้องขอความร่วมมือ ต่างก็ให้ความร่วมมือ ไว้วางใจ และมีความสุขที่เด็กมาที่สถานีอนามัย

ด้านผู้นำชุมชนก็ได้เข้าใจและเห็นความสำคัญได้แต่งตั้งเด็กและเยาวชนเป็นกรรมการในการพัฒนาหมู่บ้าน ให้โอกาสในการเป็น อพปร. กรรมการรักษาความสงบในหมู่บ้าน ได้ให้โอกาส มีพื้นที่ทางสังคม มีที่ยืนให้เด็กอยากทำความดีตามความถนัดของเด็ก เช่นกิจกรรมค่ายลูกเสือที่บ้านนาอ่างก็ให้เยาวชนไปช่วย กิจกรรมล้างตลาด กิจกรรมพัฒนาสถานีอนามัย พัฒนาเทศบาล ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ บูรณะวัด ทาสีโรงเรียน กิจกรรมวันแม่แห่งชาติ กิจกรรมวันลอยกระทง เป็นต้น

นอกจากสภาเด็กฯ ยังมีเวทีให้ พ่อ แม่ ลูก ได้มีโอกาสเปิดใจคุยกันโดยบ้านนาอ่างหมู่ที่ 3 ได้จัดการอบรมผู้ปกครองเด็ก 0-5 ปี เนื่องจากการถอดบทเรียนการทำประชาคมและการทำค่ายกิจกรรมพบว่ามีการใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงดูบุตรหลาน และชุมชนเหนือทานตะวันหมู่ที่ 1 จะจัดกิจกรรมค่ายครอบครัวอบอุ่นที่มี พ่อ แม่ ลูก ทำกิจกรรมร่วมกัน

ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ พร้อมที่จะอภัยและให้โอกาสกับลูกศิษย์เสมอ เมื่อเด็กๆ อยากทำโครงการพี่สอนน้องโดยการสอนการบ้านน้องๆในวันเสาร์และอาทิตย์ ก็อำนวยความสะดวกโดยจัดเตรียมเด็กในโรงเรียน จัดอุปกรณ์และสถานที่ให้เป็นที่ปรึกษาของทีมวิจัย และเป็นที่ปรึกษาของทีมที่ปรึกษาด้วย

วัดศรีสระแก้วบ้านนามะเฟืองซึ่งเป็นโรงเรียนปริยัติธรรม มีสามเณรมาเรียนหนังสืออยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ประมาณ 120 รูป ท่านพระครูกล่าวว่า “การที่ภาคประชาชน รวมทั้งหมออนามัยกำลังทำนี่ กับการที่อาตมาทำการสอนปริยัติธรรมเอาเด็กด้อยโอกาสที่พ่อแม่ ยากจน มาเรียนหนังสือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ปัญหาลดลงได้ขอให้ทำต่อไป”

ในส่วนขององค์กรปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าเทศบาลตำบลนามะเฟือง องค์การบริหารส่วนตำบลนามะเฟือง รวมทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู ต่างกระตือรือร้นที่จะทำความดี ให้การสนับสนุนงบประมาณการจัดกิจกรรม

การสร้างกระบวนการแก้ปัญหาเยาวชนของบ้านนามะเฟืองนั้นใช้กลยุทธ์การเป็นจิ๊กซอร์แห่งความดีเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน นั่นคือการเริ่มต้นจากเด็กที่มีความประพฤติดี หรือคนที่มีใจอยากร่วมกระบวนการด้วยซึ่งมีมากมายในสังคมแต่ต้องค้นหาให้พบ หลังจากนั้นให้เด็กดีชวนเพื่อนๆคนอื่นเข้ามาร่วมกิจกรรม ร่วมกับการสนับสนุนและมีส่วนร่วมของผู้ใหญ่ใจดีในทุกๆส่วนทำให้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของเยาวชนนามะเฟืองลดลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ และเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การฟื้นฟูสุขภาวะชุมชนต่อไป

สหสาขาวิชาชีพคือพลังขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชน

การทำงานโดยทีมสหสาขาวิชาชีพหนองบัวลำภูได้ค้นพบเครื่องมือแห่งการทำงานในชุมชนเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับชาวบ้านอย่างจริงใจ คือ ใช้ความรักเป็นเครื่องต่อรอง ใช้ความอดทนเป็นทับหน้า ต้องไม่มีวันพ่ายแพ้

ตัวอย่างของการทำงานของทีมสุขภาพชุมชนที่เน้นการทำงานแบบชุมชนมีส่วนร่วม ที่ตั้งต้นจากความต้องการของชุมชน (สอดคล้องกับสุขภาวะของชุมชน) และการเพิ่มศักยภาพของทีมสหสาขาวิชาชีพที่สนใจด้านสุขภาพชุมชนควบคู่ไปพร้อมกับการทำงานร่วมกับชุมชนนั้น ทำให้สามารถให้การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นอย่างดี

ถ้ามีคนถามว่า ทีมสุขภาพชุมชนหนองบัวลำภู ทำงานสำเร็จขนาดไหน คงต้องยืมคำพูดของคนๆหนึ่ง คือ คุณปรีชา ก้อนทอง เจ้าของร้านเบิกม่าน พุทธมณฑล

โรงพยาบาลชุมชน อุดมคติที่ยังมีตัวตน

โดย Admin on January,11 2011 22.39

โรงพยาบาลชุมชน อุดมคติที่ยังมีตัวตน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ตีพิมพ์ในหนังสือ โรงเรียนแพทย์ชนบทเล่ม 1 คู่มือเวชศาสตร์ชุมชนภาคสนาม

ในท่ามกลางกระแสความเสื่อมศรัทธาต่อวิชาชีพด้านสุขภาพ ประเด็นข่าวการร้องเรียนแพทย์หรือร้องเรียนโรงพยาบาลมีให้เห็นเกือบทุกวัน เสียงบ่นจากคนรอบข้างอีกมากที่ทุกคนล้วนเคยได้ยินว่า “หมอเดี๋ยวนี้เห็นแก่เงิน โรงพยาบาลก็ไม่ต่างกันรักษาสองมาตรฐาน” ในท่ามกลางข่าวด้านลบในวงการแพทย์และการสาธารณสุขไทย ยังมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังสร้างความดีด้วยอุดมคติในการทำงานเพื่อคนทุกข์คนยากในชนบท ทำงานหนักด้วยรอยยิ้มและความเสียสละ มีความฝันและความสุขจากการได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิตให้ทำความดีต่อไป ทุกวันนี้ในโรงพยาบาลชุมชน อุดมคติยังมีตัวตน แม้จะหาได้ยากขึ้นก็ตามที

อุดมคติที่ยังมีตัวตน

ตัวตนของ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ที่เสียสละชีวิตทั้งชีวิต ขลุกอยู่กับการดูแลความป่วยไข้ของชาวบ้านผู้ห่างไกลชายขอบชายแดนไทยพม่า ที่แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีรอยยิ้มแห่งความสุขเสมอ แม้คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีสัญชาติไทย เป็นคนปกากญอ (กะเหรี่ยง) ที่เดินข้ามเขามาพึ่งการแพทย์ตะวันตกที่เป็นความหวังเดียวที่จะบรรเทาความเจ็บป่วยในรัศมี 200 กิโลเมตร ทั้งคุณหมอวรวิทย์และทีมงานของโรงพยาบาลอุ้มผางสมควรได้รับการคารวะในฐานะที่เป็นอุดมคติที่ยิ่งใหญ่ของความเป็นมนุษย์ ผู้มีจิตใจสูงส่งไม่ต่างจากนักบุญ

บทบาทของ นพ.อภิสิทธิ์ และ พญ.ทานทิพย์ ธำรงวรางกูร แห่งโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ที่ก้าวข้ามบทบาทงานด้านการสาธารณสุข มาสู่งานที่ยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนฐานความคิดของคนชนบท ให้หลุดพ้นออกจากบ่วงมรณะของเทพแห่งเงินตรา ที่มุ่งดิ้นรนชีวิตทำงานเพื่อเงิน ปลูกพืชเพื่อหวังขาย แต่ไม่เคยจะได้กำไรพอที่จะเงยหน้าอ้าปากได้เลยตลอด 50 ปี ของการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย ชีวิตสิ้นหวัง ครอบครัวต้องอพยพไปขายแรงงาน หนี้สินรุงรัง ความสุขมีน้อย ความทุกข์เพิ่มพูน แม้โรงพยาบาลจะดี ใส่ใจดูแลความป่วยไข้ เน้นการสร้างสุขภาพให้แข็งแรงปราศจากโรคภัย แต่ปากท้องที่ยังหิว ที่นากำลังจะหลุดจำนอง ความแห้งแล้งที่ซ้ำซาก ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมไป สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่สร้างความทุกข์ให้กับผู้คน คุณหมอทั้ง 2 จึงทุ่มเทพลังกายพลังใจ มุ่งเปลี่ยนความคิดของผู้คน ทำงานสร้างเครือข่าย นำเสนอทางออกจากบ่วงมรณะด้วยแนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน บนพื้นฐานความพอเพียง ส่งเสริมการออม ออมดินออมน้ำออมต้นไม้ เป็นนักพัฒนาชนบทที่มีโรงพยาบาลชุมชนเป็นฐานขับเคลื่อน ไม่ใช่เคลื่อนแค่อำเภออุบลรัตน์ แต่ขับเคลื่อนกระแสเกษตรยั่งยืนกันทั่วทั้งภาคอีสาน เป็นการเกษตรเพื่ออยู่เพื่อกินที่เหลือจึงแจกจึงขาย

ภาพของ นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นอกจากจะพัฒนาโรงพยาบาลสิชลจนมีความเป็นเลิศด้านการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย ให้สามารถพึ่งพาโรงพยาบาลใกล้บ้านไม่ต้องไปไกลถึงตัวจังหวัด ยังทำงานด้านงานชุมชน เน้นการสร้างสุขภาพของคนในพื้นที่จนได้รับการยอมรับ แต่อีกบทบาทหนึ่งที่เมื่อฐานแน่น งานในโรงพยาบาลและในชุมชนสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นภายใต้ทีมงานที่แข็งขันและระบบที่วางไว้ดีแล้ว คุณหมออารักษ์ก็ได้ออกมาขับเคลื่อนภาพใหญ่ของงานสาธารณสุขระดับประเทศ ช่วยให้ความเห็นและผลักดันการกระจายทรัพยากรจากส่วนกลางให้ลงสู่ภาคชนบทให้เกิดความเป็นธรรม วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ไม่ดีงามที่เกิดขึ้นอย่างทรนงอาจหาญ แม้เป็นเพียงผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านนอก แต่จิตใจนั้นมองไกลคิดกว้าง ไม่ละเลยบทบาทในการสร้างสังคมด้วยนโยบายสาธารณะที่สร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับคนชนบท

นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูกระดึง จังหวัดเลย ที่มุ่งสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีคุณภาพ ด้วยการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของประชาชนให้มากช่องทางที่สุด ทั้งการเติมพยาบาลลงปฏิบัติงานในสถานีอนามัย การจัดการให้ศูนย์สุขภาพชุมชนหลักที่บ้านหนองหินมีแพทย์หมุนเวียนไปดูแลรักษาความเจ็บป่วยทุกวัน การวางระบบงานเยี่ยมบ้านที่ควบคู่กับงานกายภาพบำบัดในชุมชน การจัดระบบเพิ่มเวลาบริการของทั้งโรงพยาบาลและสถานีอนามัยในเวลาราษฎร รวมทั้งการบริหารจัดการงบประมาณ 30 บาทรักษาทุกโรคที่มีมาอย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเน้นผลลัพธ์ในการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุก เป็นพลังการจัดการที่สร้างสรรค์มาจากตัวตนภายใน ที่ไม่จำเป็นต้องมีการสั่งการหรือมีตำแหน่งยศศักดิ์ตอบแทนใดๆ มาจูงใจ

นพ.สมยศ ศรีจารนัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งตัวตนของความเป็นอุดมคติที่มองโลกในแง่บวก เห็นพลังของทุกคนที่ควรได้รับโอกาสในการแสดงออกเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์งาน การทำงานเป็นทีมด้วยความเป็นสหสาขาวิชาชีพ ที่มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยผู้เจ็บไข้อย่างเป็นองค์รวม ใส่ใจทั้งมิติด้านกายจิตสังคม โดยที่มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นเพียงนายวงดนตรีผู้ให้จังหวะเท่านั้น ซึ่งเป็นภาพที่งดงามที่สุดของโรงพยาบาลเขาวง ทักษะในการจูงใจให้ผู้คนทุกระดับชั้นทำงานอย่างทุ่มเทและมีความสุข ศิลปะในการนำที่สามารถทำให้ทุกคนแสดงพลังออกมาอย่างไม่รู้สึกว่าตนเองถูกนำนั้น เป็นอีกหนึ่งอุดมคติที่ยากที่จะได้จากการสอนในโรงเรียนใดๆ

นพ.ไกร ดาบธรรม กับการสร้างสรรค์โรงพยาบาลแม่อายจนเกิดศรัทธาจากชุมชนในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมสร้างอาคารปรับปรุงพื้นที่จนทำให้โรงพยาบาลแม่อายเป็นรีสอร์ทที่สวยงามในรั้วโรงพยาบาล และสามารถประสานองค์กรภายนอกให้ร่วมใจกันบริจาคเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนชนบทในอำเภอแม่อาย ภาพของการเยี่ยมบ้านที่แม้อยู่ไกลบนดอยสูงเพื่อดูแลสุขภาพความเจ็บป่วย ดูแลแม้กระทั่งปากท้องด้วยข้าวสารอาหารแห้ง ดูแลทุนการศึกษาให้เด็กยากไร้ การมีศูนย์เด็กเล็กในโรงพยาบาลเพื่อดูแลเด็กที่พ่อแม่จากไปจากโรคเอดส์ หรือแม้แต่การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่ผสมผสานทั้งงานด้านส่งเสริมป้องกันรักษาและฟื้นฟูในพื้นที่ห่างไกลที่ยากจะเข้าถึง ล้วนบ่งบอกถึงอุดมคติที่ยังมีอยู่จริงในท่ามกลางสังคมที่เห็นเงินตราเป็นเทพเจ้า

อุดมคติเหล่านี้ไม่มีใครมีมาตั้งแต่เกิด ไม่มีใครมีมากตั้งแต่เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนแพทย์ แต่อุดมคติเหล่านี้คือการสั่งสมจากการทำงาน จากประสบการณ์ จากการครุ่นคิด จากการต่อยอดทางความคิดจากการแลกเปลี่ยนกับผู้คนมากมาย และด้วยสิ่งแวดล้อมในบริบทของความเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่เอื้อต่อการงอกงามของอุดมคติอันนั้น

ตัวอย่างของแพทย์ทั้ง 6 คน และทีมงามของโรงพยาบาลที่ทุ่มเททำงานอย่างมีความสุขนั้น เป็นเพียงส่วนที่โดดเด่นของผู้คนที่มีอุดมคติที่กระจัดกระจายอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชน ในประเทศไทย และอุดมคตินี่เองที่เป็นหัวใจสำคัญที่ยึดโยงให้เขาเหล่านั้นยังทำงานดูแลสุขภาพของคนชนบทได้ด้วยรอยยิ้ม ในท่ามกลางความขาดแคลนและไกลแสงสี ในสภาวะสังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน แม้ว่าในวันนี้ผู้คนที่มีอุดมคติอันมุ่งมั่นที่ใส่ใจดูแลสุขภาพคนทุกข์คนยากในชนบทจะมีไม่มากนัก แต่นั่นก็ยังเป็นเสมือนแสงดาวแห่งศรัทธาที่ส่องสว่างสุกใสเสมอในยามรัตติกาล

แล้วคนรุ่น 30 หายไปไหน

หากสังเกตดูคร่าวๆ จะพบว่า บุคคลที่เป็นเป็นตัวแบบของอุดมคติในการทำงานอย่างลงตัวด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ของความเป็นคนเล็กคนน้อยในโรงพยาบาลชุมชนนั้น ล้วนเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมามากกว่า 10 ปีทั้งสิ้น อาจต้องมากกว่า 15 ปีด้วยซ้ำ จึงจะสามารถสั่งสมทุนด้านการพัฒนาให้โรงพยาบาลชุมชนและระบบงานสาธารณสุขในอำเภอแห่งนั้นมีระบบงานที่ซับซ้อนเพียงพอที่จะสอดรับกับสภาพปัญหาและบริบทของพื้นที่ได้ ทำให้บุคคลที่เป็นแบบอย่างได้นี้ล้วนแต่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 ไปแล้ว และดูเหมือนว่าคนรุ่นใหม่ที่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 3 นั้นจะหายากพอสมควรที่จะเห็นแววว่าจะเป็นความหวังในการพัฒนาสาธารณสุขของชนบทไทยในอนาคต แล้วคนรุ่น 30 หายไปไหน

ท่ามกลางสภาพสังคมกระแสหลักของโลกในปัจจุบัน มีลักษณะเฉพาะที่น่าเป็นห่วง มีวัฒนธรรมค่านิยมกระบวนทัศน์ในกระแสหลักที่บั่นทอนการมีชีวิตอย่างอุดมคติเพื่อคนทุกข์คนยากในชนบทหลายประการ

สังคมในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยระบอบทุนเป็นตัวตั้ง เงิน คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง คุณงามความดีถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ในสมัยโบราณคุณธรรมเป็นเรื่องใหญ่ อาจารย์พิชัย ศรีใส เคยเล่าให้ผมฟังว่า สมัยก่อนโจรก็ยังมีคุณธรรมของโจร นั่นคือ การปล้นจะไม่ทำร้ายเจ้าทรัพย์หากเขาไม่ต่อสู้ ไม่มีการรังแกผู้หญิง บ้านไหนเคยช่วยเหลือ เคยให้ข้าวกินหรือแม้แต่เคยดื่มน้ำในคนโฑหน้าบ้านก็จะไม่ไปแตะต้องบ้านนั้นเลย ถือว่าเขามีพระคุณ หากจะให้อยู่ยงคงกระพัน ต้องสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน ต้องถือศีลในบางโอกาส แบ่งปันช่วยเหลือแก่ลูกน้องด้วยความยุติธรรม วิถีแห่งโจรตัวจริงก็ยังมีกติกาทางสังคมที่ดีงามในกลุ่มของเขาไว้เป็นหลักยึด นี่คือมิติทางคุณธรรมที่เป็นเสมือนอุดมการณ์ของกลุ่มคนที่ปัจจุบันนั้นหาได้ยาก มีแต่อำนาจเงินเข้าครอบงำทุกซอกทุกมุม การทำคุณงามความดีจึงไม่ใช่อุดมการณ์หลักของสังคมโลกในปัจจุบัน

โลกปัจจุบันมองแยกส่วนมากกว่ามององค์รวม มนุษย์จากเดิมที่เป็นความสอดคล้องลงตัวพลังชีวิตที่ธรรมชาติประทานให้ด้วยการไหลเวียนของธาตุดินน้ำลมไฟที่สมดุล ได้ถูกลดทอนคุณค่าลงเหลือเพียงการรวมกันของโปรตีนและเซลจำนวนมากไป ป่าไม้ที่ปกคลุมโลกนี้อย่างสมบูรณ์เป็นระบบนิเวศน์ที่ซับซ้อนถูกมองค่าเป็นเพียงต้นไม้ที่มาอยู่รวมกัน ไม่เห็นหนอน ไม่เห็นแมลง ไม่เห็นพลังแห่งการอุ้มน้ำ ไม่เห็นคุณค่าต่อการสร้างออกซิเจน เห็นเพียงเนื้อไม้ที่จะมาใช้ประโยชน์ ขายได้เงินได้ทองกอบโกยมาเป็นของตน ไม่ใช่ของส่วนรวม แยกตนเองออกจากโลก รั้วบ้านรั้วหน่วยราชการทุกวันนี้จึงสูงขึ้นทุกครั้งที่สร้างใหม่ วิชาชีพด้านสุขภาพเองก็ถูกหล่อหลอมจากแนวคิดแยกส่วนนี้อย่างหนัก จนในปัจจุบันสนใจรักษาอวัยวะมากกว่ารักษาคน สนใจรักษามะเร็งในตับ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการร่วมผลักดันให้สังคมไทยลดการบริโภคสุราเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ทั้งสองปัญหานี้เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น เพียงแต่อยู่คนละด้านของเหรียญเท่านั้น

โลกปัจจุบันให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่าจิตใจ ในสมัยโบราณ สังคมแม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อย มีวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้าหลัง ป่วยแล้วก็ไม่มียาที่พร้อมใช้ ไม่มีบัตรทอง ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีเครื่องเอ็กซ์เรย์ตรวจเลือดสารพัด เจ็บป่วยก็มีเพียงหมอพื้นบ้าน ที่อาจไม่เก่งที่สุดแต่ก็เป็นหมอคนเดียวของหมู่บ้าน พอญาติของผู้ป่วยไปตามก็รีบมาดูแลถึงบ้าน หากป่วยหนักก็อาจอยู่ดูแลทั้งคืนเหมือนหมอปัจจุบันอยู่เวรโดยไม่มีการเรียกค่ารักษา มีเพียงยาหม้อที่ญาติพี่น้องช่วยกันเข้าป่าไปหายามาต้ม มีน้ำมนต์จากหลวงพ่อที่ทุกคนเคารพศรัทธา มีการสวดขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรผีสางนางไม้ที่ได้ล่วงเกินไป และมีญาติมิตรเพื่อนฝูงห้อมล้อมสลับสับเปลี่ยนมาเยี่ยมให้กำลังใจ ณ วันนั้นการแพทย์ในมิติด้านวัตถุล้าหลังมาก แต่มิติด้านจิตวิญญาณนั้นกลับสูงส่งยิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับในปัจจุบัน

โลกปัจจุบันเชิดชูความเป็นปัจเจกแทนที่ความเป็นชุมชน ก่อนที่ประเทศไทยจะพัฒนาสู่ความทันสมัย ก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดิน สิทธิของปัจเจกบุคคลนั้นมีน้อยมาก และจะถูกครอบด้วยสิทธิชุมชนที่ใหญ่กว่า เป็นกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกันของสังคม ในอดีตสิทธิส่วนบุคคลในการมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงานหรือคนที่ไม่ใช่สามีภรรยากันนั้นไม่มี ใครผิดผีผิดกติกาของชุมชนจะได้รับการลงโทษ อาจถูกขับออกไปจากชุมชน แต่ปัจจุบันสิทธิเสรีภาพของปัจเจกนั้นยิ่งใหญ่ มากจนเกินพอดี จะตัดต้นไม้ใหญ่พันปีในที่ดินของตนเองก็ได้เป็นสิทธิส่วนบุคคล เรียนจบแพทย์มาจะไม่ไปใช้ทุนแม้ว่าโรงพยาบาลนั้นจะไม่มีหมอเลยก็ได้เป็นสิทธิส่วนบุคคล หรือจะครอบครองที่ดินนับแสนไร่โดยไม่เพาะปลูกในขณะที่คนอีกนับหมื่นไม่มีที่ดินทำกินก็ได้เป็นสิทธิส่วนบุคคล แนวคิดเรื่องเป็นสิทธิส่วนบุคคลนี้เมื่อไปสอดรับกับกระแสการสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีฐานะดี ร่ำรวยในสังคมแล้ว อุดมคติก็ย่อมจะชิดซ้ายตกขอบไป

โลกปัจจุบันที่มีเงินคือคำตอบของชีวิต เน้นความเจริญทางวัตถุ เน้นสิทธิแห่งปัจเจกบุคคลจนเกินพอดี และมีมุมมองแบบแยกส่วนเป็นกระบวนทัศน์หลัก ทำให้ในทุกวันนี้ ความเป็นอุดมคติจึงเกิดงอกงามในตัวตนของผู้คนได้ยากกว่าในอดีต คนไม่ว่ารุ่น 40 หรือ 30 ในวันนี้ต้องฝ่าฟันความสับสนบนเส้นทางของการแสวงหาอย่างมุ่งมั่นจริงๆ จึงพอที่จะก้าวข้ามกระแสหลักมาสู่ชีวิตในกระแสทางเลือกที่งดงามกว่าได้ ชีวิตที่มุ่งอุทิศตนเพื่อความดีงาม รับใช้สังคมแทนการรับใช้เงินตรา ให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตวิญญาณไม่น้อยกว่าด้านวัตถุ มีมิติการคิดการมองอย่างบูรณาการเป็นองค์รวมไม่แยกส่วน

เพราะอุดมคติ คือ องค์รวมของชีวิต ตัวตนแบบนี้จึงไม่แปลกที่คนรุ่นหลังๆจะมีน้อยทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ แต่การผ่าเหล่าเป็นธรรมชาติเสมอในวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่คนที่มีอุดมคตินั้นจะยังสืบสานสายธารแห่งความดีงามอยู่เสมอ แม้จะหนึ่งหรือสองคนก็ตามที

แพทยศาสตร์ศึกษา ที่ยังไปไม่ถึงซึ่งอุดมการณ์

ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบทเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่ฉุดรั้งสภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนชนบท และดูเหมือนว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้น คำตอบได้มารวมศูนย์อยู่ที่การรับนักเรียนที่มีภูมิลำเนาในชนบทมาเรียนแพทย์ ด้วยความหวังว่าจะกลับไปรับใช้พัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองต่อไป กรอบความคิดนี้โดยทฤษฎีนั้นสวยงามและพอจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ในความเป็นจริงนั้น การจะอยู่ในชนบทหรือโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนนั้น มีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องมากกว่าภูมิลำเนาบ้านเกิดอีกหลายปัจจัย ซึ่งล้วนมีอิทธิพลสูงและมีพลังมากพอที่จะทำให้เขาเลือกเดินบนเส้นทางที่น่าสนใจกว่า

ทำไมหมอต้องมีอุดมการณ์ อุดมคติของการทำงานเพื่อคนทุกข์คนยากของวิชาชีพด้านสุขภาพโดยเฉพาะแพทย์นั้นหายไปไหน คำถามลักษณะนี้ในวันนี้อาจไม่มีใครถามหรือหาคำตอบอีกต่อไป

โรงเรียนแพทย์ในปัจจุบันมีการเรียนการสอนรูปแบบหลักไม่ต่างจากกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมผลิตปลากระป๋อง ที่มีนักเรียนแพทย์วางมาตามสายพานแล้วใส่ส่วนผสมตามสูตรจนพอเหมาะปิดฉลากด้วยใบประกอบโรคศิลป์แล้วส่งออกไปสู่ท้องตลาดได้ ที่สำคัญส่วนผสมที่ปรุงรสนั้นไม่เข้มพอที่จะทำให้เป็นแพทย์ที่มีอุดมคติได้ ผลผลิตที่ออกมาจึงมีลักษณะคล้ายกันคือ ไม่สู้งานหนัก ชอบงานเบาแต่เงินดี ไม่ใส่ใจปัญหาสังคมขอมีโลกแคบๆ ที่ทำหน้าที่รักษาโรคก็พอ ไม่รู้จักเรียนรู้ด้วยตนเองเพราะถูกฝึกให้เรียนแบบยัดเหยียดมาตลอด 6 ปี และอยากเป็นแพทย์เฉพาะทางไม่เห็นคุณค่าการทำงานในฐานะแพทย์ทั่วไป และไม่เห็นคุณค่าของวิชาชีพอื่น ไม่คิดจะออกไปทำงานในชนบท หวังจะสร้างเนื้อสร้างตัวในสังคมเมือง

ในขณะที่ทุกวันนี้ สังคมต้องการแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าความรู้ด้านการรักษาโรคเท่านั้น ต้องการแพทย์ที่สามารถมองในมุมด้านสังคมศาสตร์ มีมิติการมองเชิงระบบ (systemic thinking) ไม่คิดแยกส่วน ลดทอนปัญหาสุขภาพให้เหลือเพียงปัญหาเรื่องโรคต่างๆ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงนั้น โรคภัยในปัจจุบันนั้นมีความเชื่อมต่อกับปัญหาสังคมอย่างชัดเจน ไม่ว่าเรื่องเอดส์ เบาหวานความดัน อุบัติเหตุ มะเร็ง หรือแม้แต่การทำแท้งและการทำร้ายร่างกาย สังคมไทยต้องการแพทย์ที่ทำงานเป็นทีมกับผู้อื่นได้ ไม่เฉพาะวิชาชีพด้านสุขภาพ แต่รวมถึงการทำงานร่วมกับชาวบ้าน ร่วมกับกรรมกร ร่วมกับครู ร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อปฏิรูปกลไกต่างๆให้หนุนเสริมการสร้างสุขภาวะในสังคม

ซึ่งแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นจากกระบวนผลิตแพทย์กระป๋องยี่ห้อเวชกรรมกระบวนเดียว ต้องมีกระบวนการอื่นหนุนเสริมอีกมากจึงจะได้แพทย์ที่สังคมต้องการ

โรงพยาบาลชุมชนคือโรงหล่ออุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่

หลายคนบอกว่า “ขอเพียงมีแพทย์ที่ดีสัก 1 คน ไปอยู่ในที่ที่มีความเหมาะสม เปรียบเสมือนเมล็ดโพธิ์ที่แข็งแรงได้ไปตกอยู่ในดินที่อุดม ย่อมเติบใหญ่แตกกิ่งก้านจนเป็นต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งโล่งในที่สุด ให้สรรพสัตว์ได้อาศัย เอื้ออำนวยให้นกกาหนอนแมลงได้ทำหน้าที่ตามที่ธรรมชาติได้รังสรรค์มา ผลผลิตของต้นไม้ก็จะยังความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนดินแห่งนั้นยิ่งขึ้นไป”

โรงพยาบาลชุมชนเป็นเสมือนดินที่ดีที่สุดในบรรดาดินทั้งหมดที่เมล็ดโพธิ์หรือแพทย์คนหนึ่งจะไปตั้งต้นชีวิตของความเป็นแพทย์ในอุดมคติได้ เพราะเป็นดินที่มีความพร้อม มีระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นไม่แข็งตัวเหมือนกับกระถางต้นไม้จนยากต่อการเติบโต ไม่มีวัชพืชมากนักที่คอยบั่นทอนกำลังใจกำลังกายในการทำงาน เมื่อฝนฟ้าอำนวย ได้ทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ได้วางกลไกระบบงานภายในอย่างเป็นอิสระตามปัจจัยในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน ได้พัฒนาตนเองจากการฟังการเห็นและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกรูปแบบ รวมทั้งการรับรู้ถึงความรู้สึกที่ดีๆ และปิติจากคำขอบคุณด้วยรอยยิ้มจากคนยากไร้ที่เราได้ช่วยเหลือ ด้วยกล้วยด้วยส้มที่ด้อยราคาแต่มากคุณค่าทางจิตใจ ด้วยสาดเสื่อที่ปูให้เราได้นั่งในยามที่ไปเยี่ยมบ้าน สิ่งเหล่านี้ความรู้สึกที่ดีงามในโรงพยาบาลชุมชนที่เป็นเสมือนโรงหล่อหลอมอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่

ในสังคมไทยยังให้ความสำคัญกับแพทย์สูงมาก ยิ่งในโรงพยาบาลชุมชนด้วยแล้ว หากมีแพทย์ที่ดีสักคนหนึ่งเข้าไปทำงาน ดูแลคนไข้ด้วยความใส่ใจ มีมิติการมองที่กว้างไกลกว่าปัญหาทางกาย แต่เข้าถึงบริบททางจิตสังคมของผู้ป่วยและครอบครัวด้วย มีศิลป์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีวิชาการที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ บริหารอย่างโปร่งใสไม่มีเส้นสายนอกใน มีฉันทะที่จะอยู่ยาวหลายปี ศรัทธาของทั้งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะตามมา โรงพยาบาลชุมชนแห่งนั้นจะเปลี่ยนสถานะจากเดิมในเวลา 5 ปี การพัฒนาจะเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย สีสันแห่งการทำงานอย่างมีชีวิตชีวาและมิติความเป็นโรงพยาบาลที่มากกว่าการเป็นโรงซ่อมสุขภาพจะเกิดขึ้น แต่กว่าจะอยู่ตัวและรักษาระดับการพัฒนาได้ ย่อมต้องใช้เวลาร่วม 10 ปี ต้นโพธิ์ต้นนี้จึงเติบใหญ่แข็งแรง

อุดมคติไม่ได้มีมาแต่แรกเกิด อุดมคติต้องการหล่อหลอมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวตนของคนๆ นั้น และหากไม่ได้รับการกระตุ้นเตือนเติมพลังอยู่เสมอๆ อุดมคติที่เคยเข้มข้นนั้นก็อาจจะเจือจางลงไป

แต่ว่าในสภาพสังคมทุกวันนี้ ตัวตนของบุคคลในหลากหลายวิชาชีพที่ได้เข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนนั้น ได้รับการหล่อหลอมจากมหาวิทยาลัยและสังคมภายนอกมาแล้วอย่างแข็งตัว หลายคนยากที่จะปรับตัวได้กับอุดมคติในการทำงานเพื่อคนชนบทผู้ด้อยโอกาสอย่างที่ควรจะเป็นในโรงพยาบาลชุมชน เมื่อขาดความยืดหยุ่นและมีความยึดมั่นถือมั่นสูง ในที่สุดก็ไม่สามารถอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีความสุข

ในปัจจุบันนี้ จึงมีบุคลากรไม่มากนักที่ทำงานในโรงพยาบาลด้วยจิตใจที่พร้อมปรับตัวและเรียนรู้ การทำงานและกาลเวลาจะหล่อหลอมตัวตนของเขาขึ้นมาใหม่ ชีวิตจะถูกปรับไปสู่ความลงตัวของชีวิตครอบครัว หน้าที่การงานและมิติความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นผลผลิตทางอุดมการณ์อีกหนึ่งคนที่ผลิบานทดแทนต้นเก่า แม้จะนานวันจะงอกงามผลิบานสักต้นหนึ่ง แต่ผลผลิตทางอุดมการณ์เหล่านี้ก็ยังมีตัวตนไม่ขาดสายเสมอมา

คนเล็กๆคือความหวังในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

“คนเล็กๆ และโรงพยาบาลเล็กๆคือพลังสร้างสรรค์สังคมไทยที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน” บทเรียนจาก 6 โรงพยาบาลชุมชนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโรงพยาบาลชุมชนคือพลังที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนชนบท

หากแพทย์ทุกคนรวมทั้งวิชาชีพทางสุขภาพทุกวิชาชีพ ไม่ว่าทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือสหเวชศาสตร์นั้น ได้ค้นหาตนเองและนำความสามารถความรู้ที่ตนเองมีอยู่ นำออกมาปรับใช้กับงานประจำที่ทำอยู่ พัฒนาระบบขึ้นให้ดีกว่าเดิม โดยคำนึงถึงความเป็นจริงในพื้นที่ เข้าใจในวัฒนธรรมคนชนบทแล้ว นี่ย่อมเป็นการพัฒนาชนบทที่ยิ่งใหญ่ ที่พัฒนามาจากฐานรากอย่างแท้จริง ไม่ใช่การพัฒนาแบบผู้ใหญ่สั่งมาจากห้องแอร์ในกรุงเทพ ซึ่งยากที่จะยั่งยืน

สังคมไทยโดยเฉพาะในชนบทยังต้องการคนที่มีสำนึกสาธารณะ ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลคนนั้นมีจิตใจที่มองกว้าง และพร้อมเข้าไปเติม ไปเสริม ไปร่วม ไปเชื่อม หรือผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมที่กำลังเป็นไป (สังคมหรือชุมชนเล็กๆที่เรามีส่วนอยู่ก็ได้) แม้จะไม่ใช่เนื้อหาหลักของการงานอาชีพที่ทำอยู่ก็ตามที

ทุกสังคมต้องการคนที่มีจิตสำนึกสาธารณะออกไปอยู่กระจัดกระจายในทุกภาคส่วนให้มากที่สุด ด้วยความหวังว่า คนกลุ่มนี้จะเป็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยจากสองมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มที่สิ่งใกล้ตัว อาจเริ่มที่โรงพยาบาลชุมชนนั้นๆ ด้วยการสร้างระบบงานภายในที่ดี แล้วขยายออกมาสู่การดูแลประชาชนในอำเภอให้มีสุขภาวะที่แข็งแรงรอบด้าน และนำมาสู่การผลักดันเชิงนโยบายในบางประเด็น หรือผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงระบบในสังคมในระยะยาว

การทำงานในโรงพยาบาลชุมชนนั้นเป็นอะไรที่อิสระมาก จึงเป็นจุดที่สามารถปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์และพลังทางวิชาการได้ดีที่สุด ยิ่งถ้าคนที่มาอยู่มาทำงานสามารถจัดการกับชีวิตได้ รู้จักการทำงานเป็นทีม รู้จักเรียนรู้สภาพความเป็นจริงในพื้นที่แล้วนำมาปรับใช้กับความรู้ในตำราที่ร่ำเรียนมา ไม่สับสนคิดจะย้ายในเร็ววันแล้ว จะสามารถนำความรู้ที่มีเต็มสมองมาใช้ได้อย่างมีชีวิตชีวา และมีความสุขกับการได้ทำประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์

“เธอคือความหวัง คือ พลังของประชา เป็นดาราชี้นำทางสดใส เป็นอาทิตย์ส่องแสงทั่วแดนไทย เป็นดวงใจประจำผู้ทุกข์ทน” บทเพลงแห่งเดือนตุลานี้เคยดังกังวานในจิตใจของนักแสวงหานักอุดมคติในอดีต วันนี้คนรุ่นใหม่คงต้องฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนาม เป็นแสงหิ่งห้อยในความมืด เป็นแสงเทียนแห่งความหวัง เพื่อสานต่ออุดมคติที่ยังมีตัวตนของรุ่นพี่ๆให้ได้ดังตั้งใจ

การสร้างสังคมเล็กๆ ให้ดีพร้อมจากระดับรากหญ้าเท่านั้นที่จะสร้างสังคมใหญ่ระดับชาติที่อยู่เย็นเป็นสุขได้ เกิดมาครั้งหนึ่งในโลกนี้ ขอให้ประวัติศาสตร์ในสังคมเล็กๆได้จารึกไว้ว่า ด้วยหนึ่งสมองสองมือนี้ มีส่วนทำให้ชุมชนเล็กๆที่เราใช้ชีวิตอยู่นั้นยั่งยืนและงดงาม ดังเช่นพี่ๆ ใน 6 โรงพยาบาลชุมชน ที่ได้เดินเป็นแบบอย่างไว้ เพื่อร่วมในกระแสการสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามว่า “อุดมคติยังมีตัวตนเสมอในสังคมโลก”

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

โรงพยาบาลหนองหญ้าไซ 4 ปี ของการก้าวกระโดด ด้วยพลังแห่งศรัทธา

โดย Admin on January,11 2011 22.38

โรงพยาบาลหนองหญ้าไซ

4 ปี ของการก้าวกระโดด ด้วยพลังแห่งศรัทธา

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมีนาคม-เมษายน 2550

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอำเภอชนบทห่างไกลจากตัวเมืองสุพรรณบุรี ประมาณ 54 กิโลเมตร ได้รับขนานนามว่า “อีสานตะวันตก” เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง ในขณะที่บางอำเภอยังมีน้ำท่วมอยู่ แต่อำเภอหนองหญ้าไซประสบภัยแล้งทุกปี แบ่งการปกครองออกเป็น 6 ตำบล มีประชากร 48,162 คน อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ 36,025 คน ขึ้นทะเบียนบัตรทอง 28,558 คน ที่เหลือในเขตรอยต่อของพื้นที่ ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลด่านช้าง มีสถานีอนามัยหรือหน่วยบริการปฐมภูมิ จำนวน 9 แห่ง

เนื่องจากประสบภัยแล้งเป็นเวลานานในทุกปี ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ฐานะยากจน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งผลผลิตก็ได้ไม่เต็มที่ ประชาชนส่วนใหญ่ต่อสู้เรื่องปากเรื่องท้อง บางครั้งละเลยสุขภาพไปบ้าง ทั้งยังมีแรงงานอพยพ ทำให้เหลือเด็กและผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ทีมงานทางด้านสาธารณสุข ก็ไม่ย่อท้อในการดูแลสุขภาพของประชาชน

โรงพยาบาลหนองหญ้าไซเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง จากการเข้าร่วมโครงการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้มีวิกฤติการณ์รุนแรงเมื่อปี 2545 – 2546 โดยเฉพาะวิกฤติการเงิน นอกจากนี้ประชาชนขาดศรัทธาในการบริการของโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ขาดขวัญกำลังใจอย่างหนัก จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยการเปลี่ยนผู้นำกลางปี 2546 เพื่อลดแรงเสียดทานของประชาชน โดยการให้ผู้หญิงมาบริหารงาน คือ พญ.สมพิศ จำปาเงิน ซึ่งมีความมุ่งมั่นพัฒนาด้านคุณภาพบริการ และระบบบริหารจัดการพลิกฟื้นวิกฤติดังกล่าว จากการทุ่มเทและเสียสละ เป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการทั่วไป จนได้รับ “รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2548”

พญ.สมพิศ จำปาเงิน หญิงแกร่งแห่งหนองหญ้าไซ

พญ.สมพิศ จำปาเงิน เกิดในชนบทสุดเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จากครอบครัวชาวนา เรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดใกล้บ้าน มานะพยายามจนได้เรียนโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด และสอบเข้าแพทย์ได้ในโครงการแพทย์ชนบท ซึ่งมีสัญญาเกียรติยศว่าต้องกลับมาดูแลและพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง และยังมีแรงดึงดูดที่สำคัญคือครอบครัวที่อบอุ่น และเป็นครอบครัวต้นแบบที่ได้รับ “รางวัลครอบครัวประชาธิปไตยตัวอย่าง ประจำปี 2548”

คุณหมอสมพิศ ทำงานเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลบางปลาม้า ตั้งแต่จบจนครบ 14 ปี ตั้งแต่โรงพยาบาลขนาด 10 เตียง เป็น 30 เตียง และ 60 เตียง ได้ประสบการณ์มากมายจากการทำงานที่ยาวนาน ทั้งด้านการบริการ สร้างเสริมป้องกัน รักษาและฟื้นฟู งานพัฒนาคุณภาพ และงานด้านบริหารในบางเรื่อง ประสบการณ์ที่ประทับใจและมีคุณค่ามากคือ ได้ทำงานกับชมรมผู้สูงอายุ ในอำเภอบางปลาม้า และงานบุกเบิก PCU ซึ่งไม่รู้แนวทางการดำเนินงานมาก่อน จนอยู่แนวหน้าของจังหวัด

หลังการทำงานได้ 11 ปี เริ่มสนใจในงานบริหารมากขึ้น จึงได้เรียนต่อจนจบปริญญาโท ทางด้านบริหารธุรกิจ และชีวิตก็ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการ เมื่อ มิถุนายน 2546 จึงรวบรวมประสบการณ์จากการเป็นผู้ปฏิบัติงานมานานถึง 14 ปี และวิชาการที่ได้ร่ำเรียนมาใช้ในการบริหารจัดการ จึงทำให้มีมุมมองทั้ง 3 ด้าน คือ ผู้ปฏิบัติ นักวิชาการ และผู้บริหาร

จากโอกาสที่ได้เป็นผู้บริหารหญิงในท่ามกลางผู้บริหารชายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เป็นจุดที่โดดเด่น มีข้อที่ได้เปรียบ คือ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมได้โดยง่าย ประกอบกับบุคลิกเป็นคนติดดิน อ่อนน้อม จริงใจ มุ่งมั่น และกล้าแกร่ง ทำให้เกิดการร่วมมือประสานงานกันทำงานเพื่อประชาชนใช้ระยะเวลาเพียงไม่ถึง 4 ปี สร้างผลงานที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนในท้องที่ ผู้บังคับบัญชาเหนือระดับขึ้นไป และองค์กรทั่วไปทั้งภาครัฐและเอกชน ในด้านการบริหารจัดการ จนเป็นที่ศึกษาดูงานจากองค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ และเป็นวิทยากรถ่ายทอด ความรู้และประสบการณ์ ด้านการบริหารจัดการและงานคุณภาพ

18 ปี ของชีวิตการทำงานในชนบทซึ่งไม่เคยทำเวชปฏิบัติส่วนตัวเลย ได้ทำให้คุณหมอสมพิศทำให้มีเวลามองเห็นสิ่งสวยงามมากมาย ความสุขในครอบครัวส่วนตัว ความสุขในครอบครัวคนทำงานร่วมกัน ความสุขของผู้รับบริการ และประชาชนนั้นเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดใจให้ทำงานในชนบท เพื่อให้ประชาชนได้รับสิ่งที่ดี ทัดเทียมกับผู้อื่น เป็นพลังใจให้ยามท้อแท้ ทำให้ไม่เคยท้อถอย แม้ยามอ่อนล้า ก็ไม่เคยอ่อนแอเกิดในชนบทสุดขอบอำเภอเมือง จากครอบครัวชาวนา เรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนว

เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

จากวิกฤติดังกล่าวทั้งด้านการเงิน ด้านบุคลากร และประชาชนขาดศรัทธา เป็นผลที่เชื่อมโยงจากวิกฤติการเงินนั่นเอง ในครั้งนั้นแม้แต่บริษัทยาหลายบริษัทไม่ส่งยาให้กับโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ ต้องทำการเจรจาต่อรองใหม่เกือบทั้งหมด ทางทีมบริหารจึงร่วมกันคิดและวางแผนด้านต่าง ๆ โดยเริ่มต้นที่การไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน และสังคมทุกภาคส่วนแม้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีการประชาคมหมู่บ้าน งานบุญ งานกีฬา เป็นต้น โดย ผู้อำนวยการไปร่วมงานด้วยตนเอง และเข้าร่วมประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกเดือน

มีการเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลขึ้น ประกอบด้วย ตัวแทนส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ตัวแทนชมรมสมาคมต่าง ๆ พ่อค้าประชาชน โดยมีนายอำเภอและเจ้าคณะอำเภอเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ มีการประชุมทุก 2 เดือน ปัญหาดังกล่าวก็ได้นำเข้าวาระการประชุมเพื่อแก้ไข ทำให้ปัญหาเบาบางลงไป และมีการริเริ่มแผนงานโครงการใหม่ ๆ ขึ้นมาโดยเฉพาะโครงการสร้างตึกสงฆ์ เพื่อการบริการพระและประชาชนทั่วไป โดยเป็นห้องพิเศษเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเงินบริจาคทั้งสิ้นทั้งตึกและอุปกรณ์ประมาณ 15 ล้านบาท

ทีมงานร่วมพลังสรรค์สร้างงานคุณภาพ

จากปัญหาเรื่องความศรัทธาประชาชน ทีมงานจึงคิดว่าการปรับปรุงเรื่องการบริการ และคุณภาพเป็นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้ จึงเริ่มที่การพัฒนาคุณภาพด้วยงาน 5 ส จนได้รับ “ป้ายทอง 5 ส ดีเด่นระดับประเทศ” เมื่อมิถุนายน 2547 ทำให้ผู้รับบริการสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างเห็นเป็นรูปธรรม พร้อมกันนั้นเราได้ปรับปรุงเรื่อง การบริการที่เป็นเลิศ โดยการเขียนมาตรฐานพฤติกรรมการบริการทุกหน่วยงาน

นอกจากนี้ยังนำร่องโครงการพัฒนาคุณภาพประจำเครือข่ายโรงพยาบาล (HNQA) ทำคุณภาพตามมาตรฐานบริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นงานคุณภาพในมุมมองของผู้รับบริการ จนทำให้โรงพยาบาลหนองหญ้าไซที่เคยอยู่อันดับท้ายที่สุดของจังหวัด ได้รางวัลชนะเลิศอันดับสองของจังหวัดสุพรรณบุรีในโครงการพัฒนาศักยภาพการบริการประชาชน ปี 2548 และได้รับ “รางวัลโรงพยาบาลคุณภาพตามมาตรฐานบริการสาธารณสุข ของกระทรวงสาธารณสุข” เมื่อ ปี 2549

ส่วนมาตรฐานโรงพยาบาล (HA) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (HPH) ก็ไม่ได้ทอดทิ้งที่จะดำเนินงาน จนสามารถผ่านมาตรฐาน HA บันไดขั้นที่ 1 เมื่อปี 2548 และขั้นที่ 2 เมื่อปี 2550 และมุ่งมั่นดำเนินงานต่อจนกว่าจะผ่านมาตรฐาน HA

จุดประกายให้ส่วนราชการอื่น ๆ

หลังจากได้ป้ายทอง 5 ส เมื่อปี 2547 ผลงานเป็นที่ยอมรับของส่วนราชการ ส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป จึงหารือกับนายอำเภอหนองหญ้าไซ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองหญ้าไซ และสาธารณสุขอำเภอหนองหญ้าไซ จัดกิจกรรมร่วมกันโดยได้งบประมาณจากผู้ว่า CEO ในชื่อ “โครงการสามประสานพัฒนาองค์การและการบริการเพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล” โดยการทำกิจกรรม OD และกิจกรรม 5 ส ร่วมกัน จนทำให้ทั้ง 14 หน่วยงานในอำเภอได้รับป้ายทอง 5 ส ดีเด่น ระดับประเทศ เมื่อปี 2548 โดยมีที่ว่าการอำเภอหนองหญ้าไซ และสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองหญ้าไซได้ป้ายทองเป็นที่แรกและที่เดียวแห่งประเทศไทย พร้อมกับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอหนองหญ้าไซ รวมทั้งสถานีอนามัยทุกแห่ง เกษตรอำเภอ และที่ดินอำเภอ จากโครงการดังกล่าวที่ดินอำเภอยังได้รับรางวัล 1 ใน 2 Best Practice ระดับประเทศอีกด้วย

นอกจากส่วนราชการแล้ว เทศบาลตำบลหนองหญ้าไซ วิทยุชุมชน และวัด ยังนำแนวทาง 5 ส ไปดำเนินการ นับว่าเป็นความร่วมมือกันอย่างดีมากที่ทุกส่วนราชการ ในอำเภอหนองหญ้าไซ เริ่มต้นที่พื้นฐานเดียวกัน ทำให้การประสานงานหรือการดำเนินงานเรื่องต่าง ๆ สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

PCU หรือสถานีอนามัย ขยายโครงการต่อยอดงานคุณภาพ

จากผลที่มีการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายซึ่งประสบความสำเร็จร่วมกัน ทำให้ทีม คปสอ. หนองหญ้าไซ ร่วมกันทำโครงการพัฒนามาตรฐาน PCU เมื่อปี 2549 จนถึงวันนี้ สถานีอนามัยที่ได้มาตรฐาน PCU มี 6 ใน 9 แห่ง ในเวลาไม่ถึง 1 ปี นับว่าเป็นความโชคดีของประชาชนอำเภอหนองหญ้าไซ ที่มีโอกาสได้รับการบริการที่ได้มาตรฐานจากสถานพยาบาลทุกแห่ง รวมทั้งส่วนราชการอื่น ๆ ในอำเภอหนอง หญ้าไซ

PCU มีความสามารถในการดูแลโรคเรื้อรัง โดยร่วมกับทางโรงพยาบาลในการทำแนวทางการดูแลประชาชนในทางเดียวกัน โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของอำเภอหนองหญ้าไซ นอกจากนี้ยังมีโครงการหนึ่งสถานีอนามัย หนึ่งพยาบาล ซึ่งประสานความร่วมมือกันเป็นอย่างดี แต่ละ PCU ก็มีความโดดเด่นในเรื่องต่าง ๆ ในการดูแลประชาชน ที่แตกต่างกันตามความถนัดและบริบทของพื้นที่ นับว่าเป็นความสามารถของ PCU แต่ละแห่งโดยแท้

หมออนามัยที่ให้ใจกับชุมชน

สถานีอนามัยโค้งบ่อแร่เป็นสถานีอนามัยเล็ก ๆ มีสองสามีภรรยาร่วมกันดูแลประชาชน คุณพิชิตศักดิ์ จำปาเงิน หรือ หมอโจ้ ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวบ้านทั่วไปเรียก หมอโจ้ ทำงานทุ่มเทจนทุกคนเห็นตรงกันว่า งานคือชีวิตและความสุขของหมอโจ้ เป็นคนมีน้ำใจช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ แต่สุดท้ายก็สุขใจทุกครั้ง ไม่ว่าหมอโจ้จะริเริ่มงานอะไร ทุกคนในหมู่บ้านร่วมแรงร่วมใจเป็นอย่างดียิ่ง อย่างเช่นโครงการป้องกันยาเสพติดเมื่อ ปี 2546 งานร่วมกับ ปปส. ภาคประชาชน ทำงานจนได้รับ “พระราชทานโล่ห์รางวัลผู้ประสานพลังแผ่นดินดีเด่นระดับประเทศ” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาโดยเริ่มจาก 1หมู่บ้าน เป็น 4 หมู่บ้าน ในเขตรับผิดชอบของสถานีอนามัย จนขยายเป็น 40 หมู่บ้าน กับ 4 ชุมชน ในทุกตำบลของอำเภอหนองหญ้าไซ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก ปปส.ภาคกลางราว 900,000 บาท ใช้ในการป้องกันยาเสพติด การอบรมเยาวชน อาสาสมัคร มีการฝึกอาชีพ สร้างชุมชนเข้มแข็ง ทำให้ลดผู้เสพลงและไม่มีผู้ค้าในท้องที่

ได้รับสนับสนุนจากงบประมาณ สสส. ทำโครงการหมู่บ้านสร้างสุขภาพตามแนวทางพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเงิน 120,000 บาท ในปี 2550 ทำกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อร่วมกับการทำงานประจำตามอาชีพ เช่น ตัดอ้อย ทำไร่ ทำนา ทุกเช้ามีการยืดเหยียด ออกกำลังกาย วัดผลโดยให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาวัดสมรรถนะทางกาย และเจาะไขมัน เบาหวาน ก่อนและหลังดำเนินการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลซ้ำ อีกกิจกรรมในโครงการนี้คือ การนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้มีการทำลูกประคบลดอาการปวดเมื่อย โดยใช้วัตถุดิบในชุมชนไม่ต้องซื้อ และมีการอบรมทักษะการนวดจากหมอนวดในหมู่บ้าน มีผลิตภัณฑ์หมอนสมุนไพร ช่วยบรรเทาอาการหวัด ภูมิแพ้ ซึ่งผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของกรมอุตสาหกรรมแล้ว นอกจากนี้ มีการปลูกสบู่ดำเพื่อผลิตน้ำมันไบโอดีเซล เนื่องจากเครื่องบีบน้ำมันราคาแพงจึงไม่ได้จัดซื้อเอง จึงนำเอาลูกสบู่ดำไปแลกน้ำมันจากวัดพยัคฆาราม อำเภอศรีประจันต์ สบู่ดำ 5 กิโลกรัม แลกน้ำมันได้ 1 กิโลกรัม นำน้ำมันที่ได้มาใช้ผสมน้ำยาเครื่องพ่นหมอกควันแทนน้ำมันดีเซล

อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจของอนามัยนี้คือ โครงการลด- เลิก เหล้าเพื่อตัวเองและคนที่เรารัก โดยร่วมกับแกนนำหมู่บ้าน อบต. อสม. ร่วมกันสำรวจกลุ่มเสี่ยง แบ่งหมู่บ้านออกเป็น 8 คุ้ม แบ่งกันรับผิดชอบมีการตรวจสุขภาพร่างกาย คัดกรองโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เจาะตรวจเอมไซน์ตับ ตรวจสุขภาพจิต และตรวจภาวะการทำงานของสมอง คนที่เข้าร่วมโครงการ ลด-เลิก เหล้าทั้งหมด 15 คน เลิกได้ 6 คน ดื่มลดลง 5 คน ดื่มเท่าเดิม 4 คน นับว่าเป็นความตั้งใจของหมอโจ้ และทีมนำของชุมชนและยังมีโครงการดี ๆ ในชุมชนแห่งนี้อีกมากมาย

หมอแมวอนามัยสามัคคีธรรม

สามัคคีธรรม เป็นอนามัยหนึ่งในตำบลหนองโพธิ์ที่อยู่กัน 2 สามีภรรยาเช่นกัน ที่ทำงานร่วมประสานอย่างดี โดยสามีเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ส่งให้สตรีผู้โดดเด่นด้วยความภาคภูมิใจที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จ คุณชนิษฐ์ฎา ทวีเดช หรือ หมอแมว เธอเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ทำงานประสานกับชุมชนท้องถิ่นได้ดีมาก ได้รับสนับสนุนงบประมาณและความร่วมมือจาก อบต. เป็นอย่างดี มีโครงการเด่น ๆ มากมาย แต่ขอเล่าเพียงตัวอย่างเท่านั้น

โครงการผู้สูงอายุ ในตำบลหนองโพธิ์ มี 2 สถานีอนามัยที่ร่วมมือกันทำงานเพื่อผู้สูงอายุ มีการก่อตั้ง “ชมรมผู้สูงอายุในฝันตำบลหนองโพธิ์” ได้รับสนับสนุนงบประมาณจาก สสส. เป็นโครงการดูแลผู้สูงอายุโดยการตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุในชุมชนทุกคน ดูแลเรื่องสุขภาพต่างๆ คัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือด และ มีการจัดตั้ง “กองทุนศรีลำดวน” เพื่อสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่เสียชีวิต

โครงการดูแลผู้พิการได้รับสนับสนุนงบประมาณ สปสช. ในการดูแลผู้พิการ มีการจดทะเบียนผู้พิการ จัดตั้งกองทุนส่งเสริมอาชีพผู้พิการ โดยการส่งเสริมการเลี้ยงหมูหลุมขายให้ชุมชน เลี้ยงปลาตะเพียน ขายส่งให้กลุ่มสินค้า OTOP “ปลาส้มหนองกระโดนมน” เลี้ยงปลาดุก ปลูกสมุนไพร และสบู่ดำ

โครงการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ได้งบประมาณ 170,000 บาท จาก สพช. ในการพัฒนาศักยภาพองค์กรในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงโดยมีการสร้างเครือข่าย ตรวจเยี่ยมผู้ป่วย ประกอบด้วย อสม. และ กลุ่มผู้ป่วยด้วยกันเอง ช่วยกันดูแลกันเอง เรื่องการกินยาที่ถูกต้อง ตรวจภาวะแทรกซ้อน และการประเมินระดับน้ำตาล โดยแบ่งละแวกกันทำงาน

โครงการดูแลผู้ป่วยเอดส์และครอบครัว ในโครงการ บวรส.ร่วมใจต้านภัยเอดส์ บวรส. คือ บ้าน วัด โรงเรียน สถานีอนามัย และสำนักงาน อบต. มีการทำงานเป็นเครือข่าย ดูแลผู้ติดเชื้อ และผู้ที่ได้รับผลกระทบ มีทุนการศึกษาแก่บุตรผู้ติดเชื้อ โดยต้องเปิดเผยข้อมูลด้วยเต็มใจ มีการทำงานเชื่อมต่อกับคณะกรรมการระดับอำเภอ ซึ่งนายอำเภอให้ความสำคัญและสนใจ ดูแลเป็นอย่างดียิ่ง

ตื่นตัวกลัวเส้นแดง

PCU หนองโพธิ์ เป็นอีก PCU ที่โรงพยาบาลที่โดดเด่น เดิม PCU นี้มีข่าวเข้าหูว่า ไม่ร่วมมืออะไรกับใครเลย เป็นที่ส่งต่อของผู้บริหาร แต่พอลงไปสัมผัสพบว่า การทำงานในเนื้อแท้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพแตกต่างจากที่อื่นๆ โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังพบว่า ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ในเขตรับผิดชอบของ PCU มีอยู่ 255 คน ดูแลที่ PCU 211 คน ที่เหลือเป็นผู้ป่วยเบิกได้ที่ขึ้นทะเบียนจ่ายตรง หรืออยู่ใกล้กับโรงพยาบาล หรือ มีภาวะแทรกซ้อนมาก จึงไปใช้บริการที่โรงพยาบาล

เริ่มที่แผนการปฏิบัติงานการเยี่ยมบ้านโครงการอนามัยใกล้บ้านบริการใกล้ใจ ตื่นตอนเช้าวันคลินิกเบาหวาน และความดันโลหิตสูง เวลา 05.00 น คุณเพ็ญศรี ผลจุลพันธ์ จะต้มข้าวต้มไว้เพื่อผู้ป่วยที่เจาะเบาหวาน แล้วจะได้กิน แล้วออกมาเจาะเลือดแต่เช้า ก่อนทีมโรงพยาบาลจะไปร่วมให้บริการ หลังจากตรวจรักษาแล้วก็มีการคุยก่อนจาก ลงผลความดันโลหิตสูง ผลน้ำตาลในเลือด ในทะเบียนติดตามเฝ้าระวังผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งทำเป็นกราฟ ง่าย ๆ “ขีดเส้นแดงไว้” ถ้าเกินเส้นแดงก็มีภาวะเสี่ยงแล้ว ผู้ป่วยก็ตื่นตัวกลัวเส้นแดง จนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง กราฟที่เขียนนี้มี 2 แผ่น แผ่นแรกติดกับสมุดประจำตัวผู้ป่วย อีกแผ่นอยู่ในทะเบียน เก็บที่สถานีอนามัย เพื่อที่เจ้าหน้าที่ สอ. กับ อสม.จะได้ลงเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามเฝ้าระวังผู้ป่วยเรื้อรัง มีบันทึกไว้ทุกคน แม้ผู้ป่วยที่รับยาจากโรงพยาบาลก็ตามไปเยี่ยมและสอบถามอาการแล้วลงบันทึกในกราฟด้วย

จากการลงเยี่ยมถึงที่บ้านพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เกือบ 80 % กินยาไม่ค่อยถูกต้องนัก สะท้อนทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนเรื่องคำแนะนำการใช้ยาให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและชัดเจน ผู้ที่ต้องลงไปเยี่ยมอันดับต้น ๆ คือ คนที่ผิดนัด จะมีหมายเรียกให้มาตามนัด ถ้าไม่มาอีกก็จะรีบลงไป นอกจากนี้ก็คือผู้ที่รับยาจากที่อื่น เช่น โรงพยาบาล คลินิก อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ที่อยู่ในเส้นแดงติดต่อกัน 3 ครั้ง ขึ้นไป พี่เพ็ญศรีเล่าอย่างภาคภูมิใจ เรื่องผู้ป่วยหญิงอายุ 56 ปี เป็นเบาหวาน และความดันโลหิตสูง น้ำตาลสูงตลอดปี 2549 พี่เพ็ญศรี ลงไปที่บ้านดูเรื่องการกินอาหาร ครอบครัว สภาพแวดล้อม สภาพจิตใจ นอนคุยกันในเรื่องต่าง ๆ เพราะเคยคุยที่ PCU แล้วไม่ได้ผล ยกตัวอย่างสุขภาพของพี่เพ็ญศรีเองในการดูแลโรคประจำตัวตนเอง สามารถทำให้ผู้ป่วยผู้นี้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้ จากตุลาคม 2549 จนถึงมีนาคม 2550 ผลน้ำตาลปกติในเกณฑ์ที่ ดีมากทุกเดือน

จากการลงเยี่ยมบ้านพบปัญหาเรื่องการใช้ยา ทำให้คิดวิธีการต่อ ซึ่งกำลังของบ อบต. เรื่อง หิ้วถุงยามาตามนัด เป็นกระเป๋าใส่ยาใบเล็ก ๆ ที่พอใส่ยา สมุดประจำตัว บัตรนัด เป็นการประหยัดในระยะยาว และเก็บง่ายเป็นที่เป็นทาง ถ้ายาเหลือหรือขาดจะทราบทันทีได้ว่ากินยาเป็นอย่างไร จะเห็นได้ว่าทีมงาน PCU “ทำงานด้วยใจไม่เคยประกาศไปทั่ว เพียงรู้ตัวว่าทำอะไร เพื่อใคร” เก็บความภาคภูมิใจไว้กับตนเอง

เรื่องราวของ PCU ต่างๆ ก็มีหลากหลาย บางแห่งแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลได้มาก บางแห่งก็มีกิจกรรมที่หลากหลายอย่าง เช่น PCU แจงงาม มีปฏิทิน อสม. เป็นปฏิทินการปฏิบัติงานของ อสม. เป็นกล่องติดชื่อและรูปใส่เรื่องราวที่จะสื่อข่าวแนวทางการทำงาน ติดตามผลการทำงานด้านสุขภาพของแต่ละ อสม. ที่รับผิดชอบ ทำให้ผลงานของ PCU บรรลุความสำเร็จได้มากขึ้นและเร็วขึ้น

ผู้นำศาสนาให้การสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข

คราวเมื่อมีวิกฤติการเงินและประชาชนขาดศรัทธาโรงพยาบาล ทางผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันหาเงินบริจาคให้กับทางโรงพยาบาลนับสิบล้านบาท นอกจากทุนทรัพย์แล้ว วัดยังเป็นแหล่งศูนย์กลางให้ส่วนราชการเข้าไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยสร้างศรัทธาแก่ประชาชนได้ เช่นโครงการอำเภอเคลื่อนที่ในวันพระสิ้นเดือน โครงการชวนกันไปวัดเดือนละครั้งที่ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหิ้วปิ่นโตไปทำบุญที่วัดในเขตอำเภอหนองหญ้าไซ จึงทำให้โรงพยาบาลและสถานีอนามัยได้รับความช่วยเหลือจากผู้นำศาสนาอย่างดียิ่ง เช่นเดียวกันทางโรงพยาบาลและสถานีอนามัยก็ดูแลสุขภาพผู้นำทางศาสนาเป็นอย่างดี ให้บริการฟรีโดยพักห้องพิเศษ

นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยด้านจิตใจของผู้ให้บริการ ทุกปีเราจะมีการทำบุญโรงพยาบาล และเจ้าคณะอำเภอหนองหญ้าไซ ก็แสดงพระธรรมเทศนาให้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนให้มีจิตเมตตา เป็นผู้ให้เป็นผู้มีจิตอาสาด้วยความเต็มใจ จากการทำบุญตามวัดต่าง ๆ ทุกเดือน เป็นการพัฒนาจิตใจเจ้าหน้าที่ และเข้าถึงประชาชนได้โดยง่ายในงานด้านสาธารณสุขต่าง ๆ โดยมีผู้นำทางศาสนาเป็นสื่อกลาง ทำให้งานสาธารณสุขบรรลุผลได้ไม่ยากนัก

การดูแลด้วยใจที่ใครๆก็พูดถึง

พฤติกรรมบริการที่มีมาตรฐานกำกับ หาเพียงพอไม่ถ้าใจทุกคนไม่ได้ให้กับการบริการ ทีมงานทุกคนมองผู้รับบริการและประชาชนเสมือนญาติ ซึ่งบางคนก็คือญาติของเจ้าหน้าที่จริง ๆ เพราะกว่าครึ่งของผู้ให้บริการเป็นคนในพื้นที่ความใกล้ชิดสนิทสนม พูดจาพูดคุยกันระหว่างผู้ป่วย ญาติกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ทำให้เกิดความร่วมมือกันในการดูแลด้านสุขภาพ

มีผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง (COPD) ซึ่งเป็นพระรูปหนึ่ง เข้าออกโรงพยาบาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทีมงานพบว่ากลับไปที่วัดก็ไม่มีใครดูแล ญาติก็อยู่ต่างจังหวัดจึงปรึกษากันเพื่อหาสถานที่ให้อยู่ใหม่ โดยติดต่อกับเจ้าอาวาสอีกวัดหนึ่งซึ่งพอมีพระลูกวัดที่ดูแลได้ จัดสภาพแวดล้อม เตรียมเครื่องพ่นยาพร้อมกับคำแนะนำและฝึกฝนให้ จนปัจจุบันมากกว่า 6 เดือนแล้ว พระรูปดังกล่าวไม่เคยเข้ามาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกเลย

ผู้ป่วยระยะสุดท้าย เช่น เอดส์ มะเร็ง ไตวาย ถ้าญาติต้องการอยู่โรงพยาบาลก็ยินดีดูแลให้ ถ้าประสงค์อยู่ที่บ้านก็จะฝึกฝนทักษะญาติจนดูแลได้ และมีทีมงานตามลงไปเยี่ยมบ้าน ผู้ป่วยเรื้อรังทุกรายที่นอนโรงพยาบาล จะมีการร่วมมือระหว่างญาติกับเจ้าหน้าที่ในการวางแผนการดูแลรักษา และผู้ป่วยทุกคนที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลหรือขอกลับไปเสียชีวิตที่บ้านทางโรงพยาบาลจะมีทีมงานลูกค้าสัมพันธ์เข้าไปวางพวงหรีด และดูแลจิตใจของญาติด้วย

มีผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นมะเร็งที่สมอง ผ่าตัดสมองแล้วมีอาการชัก สามีและลูกก็ทราบว่าต้องเสียชีวิต ดูแลที่โรงพยาบาลจนเสียชีวิต แต่ญาติไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว ทางทีมงานผู้ป่วยในที่ดูแลก็ร่วมกันรวบรวมเงินจากเจ้าหน้าที่ ญาติผู้ป่วยคนอื่น ๆ ตามจิตศรัทธา เพียงเวลาแค่ 2 ชั่วโมงระหว่างรอรับศพ สามารถรวมรวมเงินทำบุญได้ถึง 3,000 พันกว่าบาท

เรื่องราวดี ๆ อย่างนี้มีให้เห็นได้เกือบทุกวัน ทุกคนแม้เหน็ดเหนื่อยเพียงใด ก็พบรอยยิ้มในการบริการ จนคนที่มาดูงานกว่า 20 คณะ ทั้งภาครัฐและเอกชนเกือบทุกรุ่น ถาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลว่า สร้างทีมงานอย่างนี้ได้อย่างไร ซึ่งคุณหมอสมพิศก็ยิ้มและตอบอย่างภาคภูมิใจว่า ใช้ “การบริหารด้วยใจ” และเป็นความดีในตัวบุคลากรเองนั่นแหละ...

เรื่องราวของแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร

ก่อนปี 2546 บุคลากรทางการแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร มีการหมุนเวียนบ่อยมาก อยู่กันไม่เกินคนละ 1 – 2 ปี เท่านั้นและขาดแคลนตลอด ณ ปัจจุบันมีแพทย์ 4 คน ทันตแพทย์ 3 คน เภสัชกร 3 คน และทุกคนช่วยเหลืองานต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากงานประจำ บางครั้งแพทย์ต้องไปช่วยโรงพยาบาลอื่น ๆ ซึ่งขาดแคลนแพทย์

หัวหน้าเภสัชกร ภญ.สุปราณี จามรจินดามณี ซึ่งคนทั่วไปเรียก หมอไนท์ แต่เป็นแสงไฟส่องสว่างให้กับหลาย ๆ คน เนื่องจากมีใจมุ่งมั่นหวังให้ประชาชน ลด ละ เลิก อบายมุข จึงริเริ่มโครงการอดบุหรี่โดยที่ไม่เคยผ่านการอบรมทั้งสิ้น เริ่มจาก 1 คนโดยเป็นที่ปรึกษาทั้งในและนอกเวลาราชการ จนเดี๋ยวนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 100 คน ทั้งข้าราชการในและนอกอำเภอ ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป หลายคนมีการชักชวนบอกต่อกันจนเลิกได้จากคำแนะนำของผู้ที่เคยเลิกได้

แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ทุกคนมีบทบาทช่วยเหลืองานมากกว่างานประจำ ถือว่าเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินงานทีเดียวและทั้ง 10 ชีวิตในปี 2550 ก็ยังไม่คิดจะโยกย้ายไปไหนซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่ครบปีก็ขอย้ายเข้าใกล้ตัวเมืองกันหมด แต่ด้วยใจทั้ง 10 ดวงของทีมงานแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ที่คิดจะทำงานในชนบทที่ห่างไกลโดยหวังผลเพียงเพื่อสุขใจ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ปัจจัยเรื่องเงินเท่านั้นที่จะดึงดูดบุคลากรระดับนี้ไว้ได้ ถ้าไม่ใช่เสน่ห์ของชุมชนหรือทีมงานที่ทำให้ทุกคนอยู่ด้วยใจ

ใช้การจัดการเชิงกลยุทธ์

ในเวลาไม่ถึง 4 ปี ที่แก้ปัญหาวิกฤติให้เบาบางลง ขณะที่มีการพัฒนางานด้านต่าง ๆ มากมาย ทำได้อย่างไร คำตอบก็คือเราใช้การจัดการเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเมื่อปี 2547 ทางโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ ได้เป็น 1 ใน 3 โรงพยาบาลนำร่องในโครงการพัฒนาการจัดการเชิงกลยุทธ์ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งมีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาลพระพุทธบาทสระบุรี และโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ โดยใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award /TQA) ในการพัฒนา เป็นการบริหารจัดการทั่วทั้งองค์กร ซึ่งเป็นการพัฒนาความสามารถด้านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ตามแนวทางของ Malcolm Baldrige National Quality Award / Thailand Quality Award (TQA) ซึ่งสามารถบริหารจัดการจนเห็น เป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบในการขยายผลโครงการ สู่หน่วยงานอีก 24 แห่งในประเทศไทยในปี 2548 พร้อมกันนั้นได้ร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการในภาคกลาง และภาคเหนือ

เริ่มด้วยการวิเคราะห์ตนเองตามเกณฑ์ TQA ร่วมกับการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมภายนอก กำหนดเป้าหมายระยะยาว ระยะกลางและระยะสั้น จากนั้นมีการวางแผนกลยุทธ์แบบมีส่วนร่วม แล้วดำเนินการ ตามแผนงานดังกล่าว จัดการประเมินผล และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จากกรอบ TQA นี้เองที่ทำให้ทีมงานมีมุมมองเชิงระบบ สามารถบูรณาการงานคุณภาพทุกเรื่องเข้าด้วยกันและทำไปพร้อมกันโดยไม่ยุ่งยาก โดยการใช้ TQA เป็นกรอบการบริหารจัดการ ใช้มาตรฐาน HA HPH และมาตรฐานบริการสาธารณสุขเป็นสิ่งที่มุ่งหวัง ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น 5 ส ESB BSC HNQA เป็นต้น ในการดำเนินการพัฒนาตามบริบทของตนเอง

ทีมงานในโรงพยาบาลดีใจที่ได้ใช้เกณฑ์ TQA มาพัฒนาองค์กร ซึ่งกระแสที่ตามมาในปัจจุบัน คือมาตรฐานHA ปี 2549 PMQA ที่ กพร. นำมาใช้ในปี 2550 และมาตรฐาน PCU ก็ได้นำกรอบแนวคิดเดียวกันนี้มาใช้เช่นกัน ทำให้ทีมงานไม่สับสน และไม่เคยกลัวงานใหม่ ๆ ที่เข้ามา

พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

จากการที่ได้พัฒนาการจัดการเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่านโยบายอะไรจะออกมาใหม่แบบไหน โรงพยาบาลก็สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ เช่นโรงพยาบาลพอเพียง ถ้าเข้าใจแนวคิด 3 ห่วง 2 เงื่อน คือ ห่วงที่ 1 ความพอประมาณ คือการที่เรารู้จักตนเอง ใช้การวิเคราะห์ตนเองนั่นเอง ห่วงที่ 2 ความมีเหตุผล คือการทำงานที่มีที่มาที่ไป มีแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสม มีการปฏิบัติที่ควรเกิดผลอย่างไร เป็นต้น ห่วงที่ 3 ความมีภูมิคุ้มกัน ก็คือความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง สามารถอยู่รอดได้ เงื่อนที่ 1 ความรู้ มีการพัฒนาการจัดการองค์ความรู้ และเงื่อนที่ 2 คุณธรรม คือการทำงานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และทำงานด้วยหัวใจ ความเป็นมนุษย์นั่นเอง ก็ย่อมสามารถเดินไปสู่เป้าหมายที่บรรลุเกณฑ์ได้ไม่ยาก

โรงพยาบาลจิตอาสาก็เช่นกัน ก่อนที่จะให้ใครต่อใคร มาอาสาทำร่วมกับเรา เจ้าหน้าที่ทุกคน ควรมีจิตใจที่เป็นผู้ให้ เป็นผู้อาสาก่อน และการทำงานที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมก่อนถึงจะเกิดโครงการจิตอาสาที่ทำด้วยใจจริง ๆ ไม่ใช่การเกณฑ์กันมาทำ ตามนโยบายเท่านั้น การทำงานด้วยใจจะทำให้ลึกซึ้งกับคำว่า “เป็นผู้ให้จะสุขใจกว่าผู้รับ”

หนองหญ้าไซ โรงพยาบาลเล็กพริกขี้หนู

ภายในระยะเวลาเพียง 3-4 ปีของการเปลี่ยนแปลง โรงพยาบาลหนองหญ้าไซสามารถเร่งจังหวะการขับเคลื่อนมาสู่การเป็นโรงพยาบาลแนวหน้าของจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นแถวหน้าของภาคกลางได้อย่างน่าทึ่ง โรงพยาบาลหนองหญ้าไซได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาโรงพยาบาลและสถานีอนามัยสู่การบริการประชาชนอย่างมีคุณภาพนั้น ขอเวลาเพียง 3-4 ปีก็เพียงพอที่จะเร่งเครื่องแซงทางโค้งสู่จุดหมายได้ ขอเพียงแต่มีความร่วมมือร่วมใจของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทุกระดับ ร่วมกับความมุ่งมั่นและใส่ใจดูแลของผู้อำนวยการโรงพยาบาล

โรงพยาบาลชุมชนหนองหญ้าไซได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นหน่วยงานที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาแล้ว ยังสามารถเหนี่ยวนำให้ส่วนราชการอื่นๆร่วมกันเดินในเส้นทางการบริการประชาชนอย่างมีคุณภาพร่วมกันได้ด้วย นับเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ไม่ง่ายนักในประเทศไทย

@@@@@@@@@@@@@

โรงพยาบาลเวียงแก่น จิ๋วแต่แจ๋วริมแดนโขง

โดย Admin on January,11 2011 22.37

โรงพยาบาลเวียงแก่น จิ๋วแต่แจ๋วริมแดนโขง

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับ พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

นั่งรถเมล์แบบบ้านๆ ตีจากตัวเมืองเชียงรายพุ่งเข้าหาแม่น้ำโขงด้วยความเร็วที่ยังพอชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทางได้อย่างไม่ลำบากสายตาจนเกินไป มุ่งหน้าสู่ อำเภอเวียงแก่น อำเภอแสนสงบแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ที่นั่นซุกตัวอยู่เงียบๆ ท่ามกลางขุนเขา แมกไม้ และสายหมอกห่มคลุม มีแม่น้ำ 2 สายล่องไหลอยู่ชั่วนาตาปี –น้ำงาว และน้ำของ -อากาศเย็นสบาย กับผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขตามสมควรแห่งอัตภาพ

ถ้าร้านสะดวกซื้อชื่อติดปากคนเมืองร้านนั้นถือเป็นตัววัดความเป็นเมืองประเภทหนึ่ง ตัวอำเภอเวียงแก่นก็คงไม่ใช่ ‘เมือง’ ในความหมายที่คนเมืองทั่วไปเข้าใจกัน ที่นั่นไม่มีร้านสะดวกซื้ออย่างที่ว่า ความพลุกพล่านยังรังควานไปไม่ถึง เมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน เมืองทั้งเมืองก็เหมือนจะหมดหน้าที่ตามแสงแดดไปด้วย สำหรับคนที่ติดความสะดวกสบาย เวียงแก่นย่อมไม่เหมาะ แต่ถ้าต้องการปลดเปลื้องความวุ่นวาย เวียงแก่นคือคำตอบที่เหมาะยิ่ง

ห่างออกไปจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร โรงพยาบาลเวียงแก่น นิ่งสงบรอคอยเยียวยาความเจ็บไข้ การที่รัฐบาลมีนโยบายสร้างโรงพยาบาลชุมชนให้กระจายในทุกอำเภอแม้แต่อำเภอชายแดนที่ห่างไกลนั้น เป็นนโยบายที่นอกจากจะสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการให้แก่ประชาชนแล้ว ที่สำคัญที่สุด โรงพยาบาลชุมชนริมชายแดนที่ห่างไกลนั้น ได้กลายเป็นที่บ่มเพาะอุดมคติของวิชาชีพสุขภาพหลายๆ คน ที่พร้อมละทิ้งความสุขสบายและการแสวงหาความร่ำรวย มาใช้ชีวิตตามอุดมการณ์ ดูแลสุขภาพคนยากคนจนในชนบท ตามแบบอย่างพระบรมราชชนก เวียงแก่นคืออีกที่หนึ่งที่จิ๋วแต่แจ๋วริมฝั่งโขง

ย้อนอดีต กว่าจะถึงวันนี้

อำเภอเวียงแก่นอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดเชียงราย ติดชายฝั่งแม่น้ำโขงตรงข้ามริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 150 กิโลเมตร นับเป็นอีกโรงพยาบาลชายแดนที่ห่างไกลแสงสีนีออน แต่ใกล้แสงเดือนแสงดาว

อำเภอเวียงแก่นมี 4 ตำบล 41 หมู่บ้าน มีพื้นที่ 526 ตารางกิโลเมตรประชากรที่ขึ้นทะเบียน 33,600 คน ส่วนใหญ่ประชากรเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ รวม 6 ชนเผ่า ได้แก่ ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เย้า ไทลื้อ มูเซอ ขมุ จีนฮ้อ ร้อยละ 70 ส่วนที่เหลือเป็นชาวพื้นเมืองเมืองล้านนาและชาวไทยเชื้อสายลาวที่ข้ามฝั่งมาแต่งงานกับชาวพื้นเมืองล้านนาแล้วอพยพถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในอำเภอเวียงแก่น นอกจากนี้ยังมีประชากรที่ไม่มีบัตรไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นลักษณะปกติของโรงพยาบาลชายแดน เป็นอำเภอที่มีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ด้านเศรษฐกิจนั้นไม่ค่อยดี ชาวบ้านส่วนใหญ่มีการทำนา สวนยาสูบ สวนขิง สวนยางพารา ไร่ข้าวโพดและสวนผลไม้โดยเฉพาะส้มโอ สถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอเวียงแก่นมีภูผาตั้ง แก่งผาได และห่างจากภูชี้ฟ้าประมาณ 52 กิโลเมตร

เมื่อปีพ.ศ. 2532 คุณแม่พิสมัย ชินะข่าย พ่อทอง แม่ผัน นุธรรม พร้อมบุตรธิดาบริจาคที่รวมจำนวน 25 ไร่ เพื่อก่อตั้งโรงพยาบาลสาขาของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ อาคารหลังแรกที่มีขนาดเล็ก และได้ถูกดัดแปลงต่อเติมให้เกิดการใช้ประโยชน์ตามภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไปโดยมีนายแพทย์สมชาติ รัตนพิทยารักษ์ เป็นผู้อำนวยการคนแรก ต่อมาพ.ศ. 2535 ขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง ในสมัยของนายแพทย์สุชาญ ปริญญาป็้็็้้้ฯ และขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียงในพ.ศ. 2540 ในสมัยของนายแพทย์ทวนทศพร สุวรรณจูฑะ และใน พ.ศ.2541 มีนายแพทย์กิติพัฒน์ ลาชโรจน์เป็นผู้อำนวยการจนถึงปัจจุบัน

แม่ทัพแห่งริมโขง

โรงพยาบาลเวียงแก่นภายใต้การนำของนายแพทย์กิติพัฒน์ ลาชโรจน์ และมีเหล่าแม่ทัพเป็นคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลซึ่งประกอบไปด้วย คุณพิสมัย รวมจิตรแม่ทัพฝ่ายการพยาบาล ทันตแพทย์หญิงพจนา พงษ์พานิช คุณประภาศรี ทิพย์อุทัย คุณเสถียร ฉันทะ เภสัชกรประพันธ์ แซ่เฮ่อ คุณเบญจวรรณ กันติ๊บซึ่งเหล่าแม่ทัพกลุ่มนี้เป็นกำลังหลักสำคัญให้กับโรงพยาบาลในการดูแลสุขภาพของประชาชนชาวเมืองเวียงแก่นให้มีสุขภาวะที่ดี

นายแพทย์กิติพัฒน์ ลาชโรจน์ เป็นคนกรุงเทพมหานคร เรียนจบคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นในปีพ.ศ. 2539 เริ่มชีวิตแพทย์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลแม่ลาว จังหวัดเชียงรายต่อมาย้ายมาที่โรงพยาบาลขุนตาลได้ 4 เดือน ก็ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวียงแก่นในปี พ.ศ. 2541จนถึงปัจจุบัน

ในปี 2540 เป็นต้นมาโรงพยาบาลเวียงแก่นได้เปลี่ยนไป มีการพัฒนาขึ้นมากและเนื่องด้วยอำเภอเวียงแก่นอยู่ห่างไกลจากจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ส่วนใหญ่เป็นคนต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัดทำให้โรงพยาบาลเกิดปัญหาว่าเจ้าหน้าที่มีอัตราการโยกย้ายในแต่ละปีสูงโดยเฉพาะวิชาชีพแพทย์ และพยาบาล ทำให้มีผลกระทบด้านความต่อเนื่องของงานบางงาน ดังนั้นเหล่าแม่ทัพและขุนพลของโรงพยาบาลนำโดยนายแพทย์กิติพัฒน์ ได้ปรับกรอบแนวคิดที่ว่า “ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงานด้านการรักษา ส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชน และการป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ” เป็นธงนำในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยมีนโยบายหลัก 3 ข้อคือ

  1. ปรับปรุงและ พัฒนาโครงสร้างทางกายภาพและ ภูมิสถาปัตย์ ให้น่าอยู่น่าทำงาน เสริมสร้างองค์กรด้วยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพให้ประชาชนพึ่งได้

  2. พัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการทางการแพทย์

  3. ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์ใฝ่เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง และผลักดันให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพของตนเอง

และจากการพัฒนาโรงพยาบาลเล็กริมฝั่งโขงอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมแม่ทัพที่ไม่เปลี่ยนคน ทำให้ปัญหาการโยกย้ายของบุคลากรลดลง การพัฒนาโรงพยาบาลเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น

ปัจจุบันโรงพยาบาลเวียงแก่นมีแพทย์ 3 คน (แพทย์ประจำ 2 คน แพทย์อินเทิร์น 1 คน) ทันตแพทย์ 2 คน เภสัชกร 2 คน พยาบาลวิชาชีพ 34 คน และมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นกองทัพเสริมให้กับโรงพยาบาลเวียงแก่นทำงานบริการได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องอีก 68 คนรวมเจ้าหน้าที่ 109 คน

นายแพทย์กิติพัฒน์ และทีมงานได้ให้ความสำคัญกับการจัดวางภูมิสถาปัตย์ในโรงพยาบาล ให้มีความสวยงามน่าอยู่น่าทำงาน การจัดสถานที่ให้เอื้อต่อการดูแลสุขภาพของเจ้าหน้าที่ เช่น การปรับปรุงสนามกีฬาให้เจ้าหน้าที่ได้ออกกำลังกาย เป็นต้น เนื่องด้วยผู้อำนวยการเป็นนักกีฬาทีมฟุตบอล นักแบดมินตันของโรงพยาบาล จึงทำให้ทีมกีฬาของเวียงแก่นไปคว้าแชมป์ถ้วยรวมในกีฬาโซนของจังหวัดได้เกือบทุกปี เจ้าหน้าที่ของเวียงแก่น ส่วนใหญ่มีอายุใกล้เคียงกัน เพราะมักเป็นพื้นที่ที่รับบรรจุข้าราชการใหม่ส่วนใหญ่ชอบเล่นกีฬาทำให้ผู้อำนวยการของโรงพยาบาลให้การสนับสนุนเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพของเจ้าหน้าที่ไปด้วย

พัฒนาด้านการรักษา

โรงพยาบาลเวียงแก่นพยายามจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ครุภัณฑ์การแพทย์ให้มีความทันสมัย ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพและภูมิสถาปัตย์ให้น่าอยู่น่าทำงาน รวมทั้งพัฒนาภารกิจหลักด้านการรักษา และการส่งเสริมป้องกันโรค

ทางโรงพยาบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็นเครือข่ายสุขภาพที่มีทั้งโรงพยาบาลซึ่งรวมไปถึงสถานีอนามัย และ PCU อีก 10 แห่ง ที่เป็นกำลังหลักให้กับการดูแลสุขภาพของประชาชนอำเภอเวียงแก่นให้ทั่วถึง ประชาชนของอำเภอเวียงแก่นส่วนใหญ่มีฐานะยากจน หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่สูง และพื้นราบบางหมู่บ้านส่วนใหญ่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล การเดินทางไม่สะดวกผู้มารับบริการบางคนเป็นชาวไทยภูเขาเดินเท้าจากหมู่บ้านมาโรงพยาบาลรวมระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร

ในฤดูฝนรถยนต์จะขึ้นไปหมู่บ้านไม่ได้ ฝ่ายการพยาบาลภายใต้การนำของคุณพิสมัย รวมจิตร หัวหน้าฝ่ายการพยาบาลได้เห็นปัญหาและให้ความสำคัญได้จัดพยาบาลพี่เลี้ยงไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงด้านการรักษา วินิจฉัยโรคและอื่นๆ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกสถานีอนามัยโดยพยาบาลพี่เลี้ยงจะเลือกสถานีอนามัยตามความสมัครใจ และมีการจัดเวรให้พยาบาลพี่เลี้ยงออกปฏิบัติการทุกสัปดาห์ นอกจากสนับสนุนบุคลากรแล้วกรรมการบริหารโรงพยาบาลยังสนับสนุนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เครื่องมือ อุปกรณ์ และงบประมาณให้แต่ละสถานีอนามัยมีความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

การให้การรักษาในโรงพยาบาลในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ทางโรงพยาบาลจัดให้มีบริการผู้ป่วยแบบ One stop service ได้แก่ คลินิกรุ่งอรุณโรคเบาหวาน คลินิกCOPD คลินิกโรคความดันโลหิตสูง คลินิก ARV นอกจากนั้นเรายังมีการพัฒนารูปแบบการให้บริการในรูปแบบเครือข่ายร่วมกับโรงพยาบาลอื่นๆ ของโรคเบาหวานเป็นเครือข่ายที่มีชื่อว่า “เครือข่ายอิงโขง” คลินิกอดบุหรี่ในผู้ป่วย และการออกทำคลินิกอดบุหรี่ให้กับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการในชุมชนของหน่วยงานสุขภาพจิตของโรงพยาบาล

การรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลผู้อำนวยการเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่มีการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่เข้ารับการอบรมความรู้ด้านการดูแลรักษาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มารับบริการ เช่น สนับสนุนพยาบาลวิชาชีพเข้าอบรมเวชปฎิบัติชุมชน เป็นต้น นอกจากนั้นโรงพยาบาลยังได้มีนโยบาย HA มาตรฐานสาธารณสุข (HNQA) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (HPH) เพื่อจะจะพัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ดูแลทีมงานให้เข้มแข็ง

ด้านการส่งเสริมสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้อำนวยการได้สนับสนุนให้มีสิ่งแวดล้อมน่าอยู่ น่าทำงานนอกจากการปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพและ ภูมิสถาปัตย์ แล้วยังสนับสนุนให้มีสนามกีฬา อุปกรณ์ และสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมกีฬาทั้งภายนอกและภายในรพ. เช่น กิจกรรมกีฬาควายซึ่งเป็นกีฬาสีประเพณีของโรงพยาบาล กีฬาหน่วยงานของอำเภอเวียงแก่น กีฬาโซน กีฬาสาธารณสุขจังหวัด

นอกจากนี้ เพื่อให้ยังมีการส่งเสริมสุขภาพเจ้าหน้าที่มีแข็งแรงในกลุ่มต่างๆ โดยแบ่งตามวัย และสภาพความแข็งแรงของร่างกายพบว่าเจ้าหน้าที่ของเรามี 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยงต่อโรค และกลุ่มป่วย ผู้อำนวยการได้มีการสนับสนุนและดูแลสุขภาพเจ้าหน้าที่โดยในกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่พบภาวะเสี่ยงของโรค ทีมงานได้รับสมัครและจัดโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เจ้าหน้าที่และครอบครัวร่วมกับข้าราชาการและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการตรวจสุขภาพแล้วพบภาวะเสี่ยงร่วมกัน ปัจจุบันโรงพยาบาลเวียงแก่นได้ทำดำเนินกิจกรรมโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี

นอกจากนี้ยังมีโครงการอดบุหรี่เทิดไทในหลวงของกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่สูบบุหรี่ และกลุ่มโรคก็มีการดูแลและส่งเสริมให้มีการรักษาอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มเจ้าหน้าที่กลุ่มปกติสนับสนุนให้มีการออกกำลังกาย ทำประโยชน์ให้กับสังคม การจัดโครงการให้เจ้าหน้าที่ได้พัฒนาศักยภาพตัวเอง มีโอกาสได้เรียนรู้ด้วยการได้อยู่ ได้ใคร่ครวญชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเอง การค้นหาแรงบันดาลใจ ความฝันของตัวเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข และจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความหมาย และสร้างสรรค์ชีวิตครอบครัว การงานให้มีชีวิตชีวา มีความสุขมากยิ่งขึ้นซึ่งมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น โครงการสร้างเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเครือข่ายพันธมิตรภาคประชาชนอำเภอเวียงแก่น (ใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา) โครงการแรงบันดาลใจ ตามหาฝัน สร้างสรรค์ชีวิตสู่งานประจำ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น สัตว์สี่ทิศ ฯลฯ และ THEORY U sensing เป็นต้น

เข้าใจในความแตกต่าง

การทำงานด้านการรักษา การส่งเสริมป้องกัน การสร้างเสริมสุขภาพประชาชนให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ครอบคลุมพื้นที่นั้นยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องด้วยประชากรส่วนของเราเป็นชาวไทยภูเขาที่เข้ามาเกิด หรือพำนักอยู่ในเมืองไทยมานานกว่า 20 ปี แล้วก็ตาม แต่ก็ยังพบว่ามีการตกหล่นจากหน่วยงานของรัฐ หรือ เป็นกลุ่มคนที่สังคมไทยให้คุณค่าว่าไร้สัญชาติอยู่อีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับกรมการปกครองแล้ว เขามีสิทธิแตกต่างตามบัตรว่าเป็นคนสัญชาติใด แต่เมื่อเขาเจ็บป่วยมาถึงโรงพยาบาล เราไม่มีการแบ่งแยก ดูแลรักษาทุกคนเท่าเทียมกัน ในฐานะที่เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ทุกคนไม่ว่ารวยจน เชื้อชาติ ศาสนาใด ก็ล้วนมีความเป็นคนเท่าเทียมกัน

การสื่อสารด้านภาษาพูดของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง จากการที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลเป็นชาวต่างอำเภอ และต่างจังหวัดซึ่งมักจะไม่เข้าใจภาษาของชาวเขา ทำให้เกิดปัญหาการสื่อสาร นอกจากนั้นการที่พื้นที่มีชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ หลายเผ่าพันธุ์ก็ทำให้มีวัฒนธรรมหลากหลายตามไปด้วย การที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไม่เข้าใจเข้าใจวัฒนธรรมการเรียนรู้ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตการกินการอยู่ของผู้มารับบริการในพื้นที่ จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่เราจะหวังผลการรักษาที่ดี เพราะช่องว่างทั้งทางการสื่อสารและทางวัฒนธรรมนั้นกว้างเหลือเกิน

เช่น กรณีชาวไทยภูเขาเผ่าม้งมีความเชื่อว่าทารกแรกเกิดเกิดมาจะต้องมีรกเอาไปฝังไว้ที่เสาบ้านด้านหน้าประตูเข้าหนึ่ง ต้นไม้ใหญ่ในป่าใหญ่ใกล้บ้านถือเป็นต้นไม้ประจำตัวอีกหนึ่ง ถ้าเด็กมาคลอดที่โรงพยาบาลพ่อแม่จะไม่ได้รกของเด็กกลับไป ซึ่งชาวไทยภูเขาเผ่าม้งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก รวมทั้งการที่ผู้ชายเข้าอกห้องคลอดนั้นก็เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ทำให้ระยะแรกๆ ผู้หญิงชาวม้งไม่นิยมมาคลอดกับโรงพยาบาล ปัจจุบันโรงพยาบาลก็ได้ให้มีผู้ช่วยพยาบาลห้องคลอดเป็นผู้หญิงทั้งหมด และยินดีนำรกใส่ถุงให้พ่อแม่นำกลับไปฝังตามความเชื่อ การทำความเข้าใจวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อของผู้มารับบริการเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นผู้อำนวยการให้การสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ทำงานวิจัยเชิงคุณภาพในชุมชนเพื่อจะทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจผู้มารับบริการ และมีทัศนคติที่ดีกับผู้มารับบริการในพื้นที่ให้มากขึ้นและปรับกระบวนทัศน์และพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เช่น งานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้น เรื้อรังชาวไทยลื้อ ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย” ของ คุณนิตยา แก้วสอน และคณะ เป็นต้น

การสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่เข้าเรียนรู้ในชุมชนอย่างเดียวยังไม่พอ คณะเจ้าหน้าที่ยังรับเป็นอาจารย์พิเศษภาคสนามให้กับนักศึกษาทันตแพทย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น ม.เชียงใหม่ ม.มหิดล มศว. เป็นต้นมาร่วมเรียนรู้ควบคู่กับการเรียนรู้ชุมชนเวียงแก่นร่วมกับเจ้าหน้าที่ ด้วยการเรียนรู้ในแต่ละปีทำให้เจ้าหน้าที่เข้ามาร่วมกันเป็นอาจารย์พี่เลี้ยงภาคสนามเพิ่มขึ้น มีการทำวิจัยเชิงคุณภาพที่เหนือไปจากเรื่องของช่องฟันมากมายหลายเรื่องทำให้เจ้าหน้าที่รู้จักขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อของผู้คนในหมู่บ้าน และชุมชนใกล้โรงพยาบาลมากขึ้นกว่าเดิม

หน่วยแพทย์-ประชาอาสา

การทำงานด้านการรักษา การส่งเสริมป้องกัน การสร้างเสริมสุขภาพประชาชนให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้านั้น โรงพยาบาลเวียงแก่นให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายสุขภาพที่เป็นองค์กรภาครัฐ แกนนำชุมชน ผู้เฒ่าผู้แก่ ชมรมรักษ์สุขภาพในชุมชนในอำเภอเวียงแก่น ตามแต่ภารกิจที่หลากหลายว่าในเรื่องนั้นๆ มีใครสนใจเกี่ยวข้องบ้าง

กิจกรรมสำคัญของเครือข่ายกัลยาณมิตรเริ่มตั้งแต่การออกหน่วย พอสว.ร่วมกันทุกปีในพื้นที่ทุรกันดาร และการผ่าตัดต้อกระจกและผ่าตัดตาร่วมกับสภากาชาดไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกภาคส่วนรวมถึงงบประมาณ และสนับสนุนบุคลากร แรงใจที่ปรารถนาจะให้ประชาชนชาวเมืองเวียงแก่นได้รับบริการผ่าตัดตาอย่างทั่วถึงจากองค์การบริหารส่วนตำบลทุกตำบลรวม 4 แห่งรวมไปถึงกำลังกาย กำลังใจของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ตั้งแต่ อสม. หมออนามัย แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาล นอกจากนั้นยังรวมไปถึงเด็กและเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ที่มีใจอาสาสมัครมาช่วยเป็นล่ามภาษาของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ พาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยไปผ่าตัดตา รวมถึงการพันผ้าก๊อส เด็กขนวัสดุทางการแพทย์ที่ใช้ผ่าตัดตา การสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับชุมชนให้มีการทำงานร่วมกับองค์กรภาครัฐและแกนนำในชุมชนที่มีอยู่ในอำเภอเวียงแก่น

อบต. คือเครือข่ายกัลยาณมิตร

การทำงานกับองค์กรภาครัฐโดยเฉพาะกับองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 4 แห่งได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าข้าม อบต.ปอ อบต. ม่วงยาย อบต.หล่ายงาว ทางโรงพยาบาลได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในรูปการทำงานร่วมกัน และการสนับสนุนงบประมาณในการทำงานด้านสุขภาพของประชาชน กรณีการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ อบต.ทั้ง 4 แห่ง ให้ความสำคัญกับงานด้านนี้ของโรงพยาบาล โดย อบต.ทั้ง 4 แห่ง จะให้การสนับสนุนงบประมาณในเรื่องของการดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ที่บ้านของชมรมสายธารรัก ภายใต้การดูแลของแผนงานสุขภาพองค์รวม การมีส่วนร่วมของบุคลากรและสนับสนุนงบประมาณในการป้องกันโรคไข้เลือดออก การสนับสนุนงบประมาณ และการส่งบุคลากรเข้าร่วมโครงการสร้างเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเครือข่ายพันธมิตรภาคประชาชน (สุนทรียสนทนา)

ส่วนการดูแลรักษา ป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพด้านอื่นๆ จะมีความหลากหลายดังต่อไปนี้ การสนับสนุนงบประมาณของอบต.ปอ ในหลายกรณี เช่น

เรื่องการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองในชาวไทยเผ่าไทลื้อ ร่วมกับการทำงานวิจัยเชิงคุณภาพของพยาบาลวิชาชีพภายใต้การดูแลของแผนงานฝ่ายการพยาบาลและชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย

การออกหน่วยองค์การบริหารส่วนตำบลปอสัมพันธ์ให้การรักษาและดูแลสุขภาพของประชาชนร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในท้องถิ่นให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลปอ

การสนับสนุนงบประมาณในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง และผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในชุมชนของตำบลปอ

การมีส่วนร่วมและเป็นภาคีหุ้นส่วนรวมถึงการสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรในโครงการเยาวชนตำบลปอตามรอยพระบาทพ่อแบบพอเพียงให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนเป้าหมาย 45 คนจากโรงเรียน 2 แห่งในตำบลปอภายใต้การดูแลของทีมรักษ์สุขภาพอำเภอเวียงแก่น (การร่วมมือการทำงานของบุคลากรในภาครัฐ และแกนนำชุมชนในอำเภอเวียงแก่น เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพชุมชน ประกอบด้วย โรงพยาบาลเวียงแก่น อบต.ปอ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเวียงแก่น (กศน.) ชมรมผู้สูงอายุในตำบลปอ ผู้ใหญ่บ้าน พระภิกษุ กลุ่มแม่บ้านบ้านปอกลาง กลุ่มแม่บ้านบ้านปางหัด โรงเรียนปอวิทยา และโรงเรียนปางหัดสหศาสตร์) และการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันวิชาการเพื่อสุขภาพชุมชน (สวสช.) ร่วมด้วย

ในส่วนอีก 3 อบต.นั้น ก็มีการสนับสนุนบุคลากรและงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม เช่น จาก อบต.ม่วงยายมีโครงการที่จะมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพของเกษตรกร ด้วยการเฝ้าระวังสุขภาพ และการตรวจสารหาสารเคมีในเลือดเป็นผลจากการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงเพราะพืชเศรษฐกิจของตำบลม่วงยายเป็นส้มโอที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาก และการสร้างเสริมสุขภาพของกลุ่มแม่บ้านในรูปแบบของชมรมรักษ์สุขภาพ เช่น กลุ่มแอโรบิค กลุ่มตระกร้อ เป็นต้น

ในเรื่องของโรคติดต่อชายแดน และการทำงานวิจัยและเฝ้าระวังสุขภาพเกี่ยวกับกลุ่มป่วย และกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ส่งเสริมการดูแลสุขภาพของกลุ่มแม่บ้าน และผู้สูงอายุ เช่น ชมรมแอโรบิค กลุ่มปั่นจักรยานจะเป็นการสนับสนุนบุคลากรและงบประมาณของอบต.หล่ายงาว และอบต.ท่าข้าม การดูแลสุขภาพของกลุ่มแม่บ้าน และผู้สูงอายุ เช่น ชมรมแอโรบิค กลุ่มปั่นจักรยาน

การทำงานร่วมกับแกนนำในชุมชนโรงพยาบาลมีเครือข่ายสุขภาพที่มีความร่วมมือในการทำงานกับองค์กรอื่นๆ ที่หลากหลาย เช่น มูลนิธิศุภนิมิตรที่ร่วมกันดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ กลุ่มอสม.ทุกหมู่บ้านทุกตำบลที่จะร่วมกันดูแลทุกข์สุขของประชาชนในเมืองเวียงแก่น มูลนิธิโครงการหลวงและกศน. ในการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มหมอเมืองล้านนาอำเภอเวียงแก่นภายใต้การดูแลร่วมกับแผนงานแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาล กลุ่ม อส.และตำรวจน้ำจากที่ว่าการอำเภอเวียงแก่นร่วมกับงานเวชปฏิบัติชุมชนในการดูแลพี่น้องชาวไทย และชาวลาวตามจุดผ่อนปรนในตำบลหล่ายงาว และตำบลม่วงยายเพื่อเฝ้าระวังเรื่องติดต่อตามเขตชายแดน การรณรงค์โรคการดูแลสุขภาพ สิทธิของเด็กและสตรีของกลุ่มสตรีอำเภอเวียงแก่น นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือจากวิทยุชุมชนที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการให้ข้อมูลข่าวสารด้านการดูแลสุขภาพ และการกระจายข่าวของโรงพยาบาล

เหล่านี้คือความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันของโรงพยาบาลและเครือข่ายพันธมิตรสุขภาพ

ถักร้อยสุขภาพดี ความรักโรคปอด

การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้นเป็นงานบริการผู้ป่วยนอกที่เราให้บริการกับผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลเวียงแก่นปกติก็จะมีผู้ป่วยมายื่นบัตร พยาบาลสัมภาษณ์ซักประวัติเกี่ยวกับการเจ็บป่วยที่ต้องมารับการรักษา มีการชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ส่งพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรค พบคุณพยาบาลหน้าห้องตรวจเพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติม รับใบนัดครั้งต่อไปในเดือนต่อไป จากนั้นยื่นใบสั่งยา รอรับยาจากห้องยาแล้วก็กลับบ้าน การทำงานเป็นปกติๆ แบบนี้เรื่อยๆ ก็ทำให้ทราบว่าจำนวนผู้ป่วยก็ไม่ได้ลดลง สุขภาพของผู้ป่วยก็แย่ลง มีโรคแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ผู้มารับบริการก็เพิ่มขึ้น ทำงานดีเท่าไรผู้ป่วยก็ไม่ได้ดูแลตัวเองดีขึ้น

ทีมงานงานบริการผู้ป่วยนอกก็ได้ร่วมคิดเพื่อหาแนวทางเพื่อว่าจะทำอย่างไรที่จะให้บริการผู้ป่วยโรคเรื้อรังดีขึ้น คุณหมอและผู้ป่วยมีเวลาได้พูดคุยสื่อสารกันได้มากขึ้น มีเจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายๆ ในรพ.เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยร่วมกันเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพมากขึ้น หนึ่งในคลินิกที่ให้บริการผู้ป่วยก็มีคลินิกการให้บริการผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง หรือ “ชมรมปอดแข็งแรง” การให้บริการในคลินิกนี้เป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service ) เริ่มตั้งแต่การให้บริการสัมภาษณ์ซักประวัติการเจ็บป่วย แพทย์ลงมาทำการตรวจวินิจฉัยโรค ให้การรักษา เภสัชกรหรือเจ้าหน้าที่ห้องยาลงมาจ่ายยาที่จุดให้บริการ หลังจากผู้ป่วยยื่นบัตรโรงพยาบาลเพื่อขอรับการรักษา เจ้าหน้าที่ห้องบัตรก็จะเชิญให้ผู้ป่วยซึ่งเป็นพ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย ของเราแล้วลงไปรอที่ห้องประชุมชั้นล่างเลยช่วงที่พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยรอกันจนครบ หรือจนถึงเวลาก็จะมีวงการสนทนาพูดคุยกันแลกเปลี่ยนกันและกันเป็นจุดๆ คุยไปหัวเราะไปเป็นภาพที่สวยงามและละมุนหัวใจสำหรับผู้ที่พบเห็นมาก

แจ๋วตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าโรงพยาบาล

ในวัน Asthma / COPD clinic พยาบาลงานบริการผู้ป่วยนอกจะคอยอำนวยความสะดวกโดยการติดต่อประสานงานกับทุกฝ่ายไว้ตั้งแต่ก่อนวันให้บริการก็จะมีคนคอยบริการตั้งแต่สถานที่ คือ พนักงานทำความสะอาดเขาจะไปถูห้องประชุมรอเตรียมเสื่อ เก้าอี้ บางคนพอวันกิจกรรมก็จะลงมาช่วยเตรียมอาหารว่างให้บรรดาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย เจ้าหน้าที่ห้องบัตรก็จะอำนวยความสะดวกในเรื่องประวัติผู้ป่วย หรือ OPD card วันกิจกรรมบรรดาพี่ๆ ก็จะเตรียมแล้วลงเอามาให้เจ้าหน้าที่หลักที่จะทำกิจกรรมในวันนั้นระหว่างการเข้าคิวสัมภาษณ์ซักประวัติโดยคุณพยาบาล ในวงสนทนาก็จะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนต่างๆ ที่เรากำหนดไว้ตามตารางคอยมาพูดคุยถามทุกข์ – สุขของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยไปพรางๆ พอผู้คนเริ่มมาพร้อมเพรียงกันแล้วก็เริ่มกิจกรรมเลยกิจกรรมผ่อนคลายหรือ Body scan หรือ “ วิมานนอนหลับ”

กิจกรรมก็จะมีเพลงบรรเลง พร้อมกับการพูดนำของกระบวนการหลักที่นำกิจกรรมนำพาให้สมาชิกในชมรมอยู่กับตัวเอง อยู่กับข้างในของตัวเองเอาความรู้สึกของแต่ละคนสัมผัสกับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้ารับรู้ถึงความตรึง และความผ่อนคลายของทุกสัดส่วนในร่างกายใช้เวลาทำกิจกรรมนี้โดยประมาณไม่ต่ำกว่า 20 นาทีถ้ามากกว่านี้ยิ่งดี แรกๆ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยก็อยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยได้พากันคุยกันอาจจะเกิดมาจากความที่เรายังไม่ไว้วางใจกันและกันกระมัง แต่พอหลังๆ มาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเริ่มคุ้นชิน ถึงเวลาเดี๋ยวนี้เราจะรู้กันว่าเราจะได้นอนก่อน แต่ด้วยความจำกัดของเจ้าหน้าที่บางทีเจ้าหน้าที่ติดประชุมซ้อนก็จะไม่ค่อยได้ทำในระยะหลัง

กิจกรรมเหล่านี้เริ่มทำตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 ปีแรกเราก็ประเมินแค่เรื่องพยาธิสภาพของโรค การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพของตัวเอง การปฏิบัติตัวของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยดีขึ้นไหม การใช้ยาโดยเฉพาะยาพ่นถูกต้องไหมส่วนใหญ่ระดับไหน เป็นต้น กิจกรรมผ่อนคลายเรานำเข้ามาใช้ในปี 2548 บางสัปดาห์ เช่น ช่วงฤดูหนาวอากาศในห้องประชุมหนาวมากเราก็จะมาร่วมทำกิจกรรมให้บริการหน้าห้องประชุมก่อนจนสายเวลาประมาณ 09.30 น. เราถึงเข้าไปรับประทานอาหารว่างและให้บริการกันต่อข้างในจากการทำกิจกรรมผ่อนคลายท่านอนเราก็ประยุกต์และปรับกิจกรรมเป็นการเดินสมาธิฝึกการมองอย่างลึกซึ้งฝึกการเดินอย่างมีสติ เดินจงกรมตามหลักศาสนาพุทธ

ศิลป์แห่งการปรับเปลี่ยน

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทีมงานได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ การให้บริการผู้ป่วยเราอาจจะต้องปรับตามฤดูกาล หมายถึงการออกแบบกิจกรรมในแต่ละฤดูกาลอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น ในฤดูหนาวอาจจะต้องให้บริการกลางแจ้ง มีกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวบ้างแต่เป็นการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม อาหารว่างที่ให้บริการอาจจะต้องเป็นเครื่องดื่มอุ่น เป็นต้น องค์ความรู้ข้างต้นได้ผ่านการนำไปปฎิบัติจากทีมงานซึ่งแล้วแต่ว่าทีมงานท่านไหนมีความชอบและสนใจทดลองทำกิจกรรมอะไรจากนั้นทีมงานนำกลับมาประเมินร่วมกัน ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่หลายท่านชอบและสนุกที่ได้ลองออกแบบและดำเนินกิจกรรมเอง จากนั้นพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยค่อยชอบทีหลัง เหตุผลที่เจ้าหน้าที่ชอบก็เพราะว่า หลังจากทำกิจกรรมผ่อนคลายบรรดาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยมีความผ่อนคลาย สงบ รับรู้ข้อมูลของเรามากขึ้น ไม่ค่อยคุยกันเหมือนระยะแรกๆ หรือปีแรกๆ ของกิจกรรม แต่ก็ไม่หมดไปเสียทีเดียวท่านๆ ก็ยังมีวงสนทนาย่อยๆ กันอยู่เวลาเจ้าหน้าที่ให้ความรู้แต่ก็ไม่เป็นไร

หลังๆ มาทั้งทีมงานและพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยที่มาเข้าร่วมกิจกรรมจะรู้จังหวะ รู้ธรรมชาติของกันและกันแล้วโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เราเริ่มได้เรียนรู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยสนใจส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปตามเทศกาลเช่น เทศกาลกินข้าวฉลาก วันศีลของแต่ละหมู่บ้าน วันเข้าพรรษา เป็นต้น นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของฤดูกาล สภาพอากาศที่ผ่านมาก็จะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแก่น เรื่องหมอกควันที่เป็นปัญหาและมีผลกระทบกับชาวเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอนที่ผ่านมา เรื่องลูกหลาน เรื่องสุขภาพพลานามัยโดยรวม เป็นต้น

นอกจากเราจะคุยกันเรื่องเทศกาลและเรายังร่วมวางแผน ร่วมเตรียมข้าวของเพื่อจะร่วมทำพิธีกรรมร่วมกัน เช่น เทศกาลวันสงกรานต์ของแต่ละปีเราจะร่วมกันนัดหมายวันที่ทำกิจกรรมเตรียมน้ำส้มป่อย ดอกไม้ธูปเทียน ผ้าผูกข้อมือ เป็นต้นเหล่าบรรดาเจ้าหน้าที่ทีมงานมาร่วมกันทำพิธีขอขมาที่ได้ล่วงเกินพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยไปบ้าง และก็รดน้ำดำหัว นอกจากกิจกรรมรดน้ำดำหัวในวันสงกรานต์แล้วเวลามีสมาชิกในกลุ่มโรคถุงลมโป่งพองที่เราเคยร่วมกิจกรรมด้วยกันส่วนใหญ่ก็จะรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีซึ่งก็ได้เสียชีวิตไปหลายคนแล้วก่อนดำเนินกิจกรรมในแต่ละครั้งเราร่วมกันนั่งสมาธิประมาณ 10 นาทีเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับท่านที่ได้เสียชีวิตไปจากนั้นเราก็ร่วมกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้วายชนม์

มิตรภาพในคลินิกหอบหืด

พ่ออุ๊ย

205 items|« First « Prev 4 5 (6/21) 7 8 Next » Last »|

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!