Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

สุขภาพชุมชน เริ่มที่ PCU - เรื่องเล่าดีๆ จาก 9 PCU

โดย Admin on January,11 2011 22.44

สุขภาพชุมชน เริ่มที่ PCU - เรื่องเล่าดีๆ จาก 9 PCU

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกันยายน-ตุลาคม 2549 ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ระบบสุขภาพชุมชน เป็นคำใหม่มีเริ่มส่องประกายเป็นความหวังระดับรากฐานของการแพทย์การสาธารณสุขไทยในยุคโลกาภิวัตน์ ในท่ามกลางเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ตึกโรงพยาบาลสูงเสียดฟ้า หมอพยาบาลเพิ่มจำนวนขึ้นกว่าอดีตหลายเท่าตัว แต่สุขภาพของประชาชนส่วนใหญ่ยังทรงๆ ทั้งนี้เพราะการพัฒนาระบบสุขภาพที่ผ่านมานั้น พัฒนาเพื่อรองรับการดูแลสุขภาพในขณะเจ็บป่วยเป็นหลัก พัฒนาการรักษาโรคโดยใช้โรงพยาบาลเป็นฐาน โดยละเลยการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชนควบคู่กันไปด้วย

ระบบสุขภาพชุมชนนั้นจึงเป็นทิศทางของการสร้างสุขภาวะที่ต้องเดินควบคู่กับระบบสุขภาพแบบโรงพยาบาล คำตอบของระบบสุขภาพชุมชนจึงไปอยู่ที่หมู่บ้าน ไปอยู่ที่สถานีอนามัย จุดที่เล็กที่สุดของระบบสุขภาพไทย เล็กแต่กลับเป็นความหวังที่สำคัญที่สุด

ชื่อที่เรียกว่า “ศูนย์สุขภาพชุมชนหรือสถานีอนามัย” นั้นมีความหมายที่ต่างกันน้อยมากสำหรับทั้งชาวบ้านและเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในสถานบริการแห่งนั้น จะเรียกชื่อว่าอะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับคุณภาพของการดูแลสุขภาพของผู้คนในชุมชน เรื่องเล่าจาก 9 PCU จะสะท้อนให้เห็นถึงระบบสุขภาพชุมชน ที่เป็นความหวังของการสร้างสรรค์สุขภาวะให้กับสังคมไทย แม้จะเริ่มจากจุดเล็กๆ แต่แสงหิ่งห้อยที่งดงามเหล่านี้เมื่อรวมกันนับพันนับหมื่น ย่อมสามารถส่องสว่างเป็นแสงธรรมแห่งความหวังสู่สังคมแห่งสุขภาวะได้

เรียนรู้กับมื้อกลางวันที่หนองแขม

ศูนย์สุขภาพชุมชนหนองแขม อำเภอพรหมพิราม เป็น PCU แม่ข่าย ที่มีสถานีอนามัยในเครือข่าย อีก 3 แห่งตามสภาพภูมิศาสตร์ ที่นี่มีการทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ประจำสถานีอนามัยและโรงพยาบาลพรหมพิราม โดยทุกวันอังคารจะเป็นวันให้บริการผู้ป่วยเรื้อรัง โรงพยาบาลพรหมพิรามจะส่งเภสัชกรหรือเจ้าพนักงานเภสัชกรรมและแพทย์มาให้บริการที่สถานีอนามัย โดยเป็นแพทย์และเภสัชกรที่ประจำ PCU นั้นจะไม่เปลี่ยนกันมา จะเป็นคนเดิมเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องในการดูแลแบบองค์รวม และเมื่อมีผู้ป่วยในเขตศูนย์สุขภาพชุมชนหนองแขมไปที่โรงพยาบาล แพทย์และเภสัชกรคนนี้ก็จะดูแลต่อได้เพราะรู้จักมักคุ้นกับผู้ป่วยและครอบครัวอยู่แล้ว

สำหรับสถานีอนามัยเครือข่ายอีก 3 แห่ง ในทุกวันอังคารก็จะส่งเจ้าหน้าที่มาช่วยแห่งละ 1 คนโดยตามมาดูแลผู้ป่วยในเขตรับผิดชอบของตนที่ส่งต่อมาที่ PCU หลัก เพราะจะได้ทราบข้อมูลผู้ป่วยของตนที่จะไปดูแลติดตามต่อเนื่อง

ทุกวันอังคารได้เป็นวันแห่งความเคลื่อนไหวของทุกคนในชุมชนหนองแขม คือ ในช่วงเช้าเป็นการให้บริการตรวจรักษาที่ PCU ชาวบ้านมีรอยยิ้ม มีความสุขที่หมอมาใกล้บ้าน หลังจากการช่วยกันดูแลคนไข้จนหมดแล้ว เวลาสำหรับอาหารกลางวันจึงเป็นช่วงเวลาแห่งความสุขของเจ้าหน้าที่ ด้วยการทานข้าวร่วมกันทั้งหมด นอกจากอิ่มท้องแล้วยังสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างทีมโรงพยาบาลและทีมจากสถานีอนามัย

ระหว่างมื้อเที่ยงนั้นจะเป็นบรรยากาศการเรียนรู้พูดคุยเรื่องงานหรือเป็นการประชุมแบบไม่เป็นทางการร่วมกัน หาส่วนขาดเพื่อปรับปรุงการบริการเช่น “วันนี้หมอตรวจเสร็จตั้งแต่ยังไม่เที่ยง แต่ทำไมกว่าจะได้กินข้าวเกือบบ่ายช้าตรงจุดไหน” เป็นต้น เมื่อพบว่าการจัดยานั้นมีความล่าช้า ก็ร่วมแก้ไขปรับระบบให้ลงตัว ด้วยทัศนะการมองในเชิงบวก เป็นการพัฒนางานที่แม้หนักแต่ก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

ในช่วงบ่าย บางวันทาง PCU ก็จะขอให้แพทย์สอนในเรื่องที่เจ้าหน้าที่อยากรู้ หรือมี case ที่น่าสนใจแพทย์ก็จะนำมาพูดคุยกัน บางวันเภสัชกรก็จะสอนเรื่องการใช้ยาหรือผลข้างเคียงของยา หรือมีการพูดคุยเรื่องระบบการจัดเก็บยา โดยเจ้าหน้าที่ที่มาช่วยทั้งหมดรวมทั้งเครือข่ายก็จะร่วมเรียนรู้ด้วยกัน หรือ บางวันก็ออกเยี่ยมบ้านโดยไปเป็นทีมสหวิชาชีพ เภสัชกรไปดูเรื่องยาเพราะเคยเจอคนไข้เหน็บยาไว้ตามข้างฝาบ้าน เช่น ผู้ป่วยคนหนึ่ง มารับบริการที่สถานีอนามัยบ่อยมากโดยมาขอยา อีก 2-3 วัน ก็ไปที่ โรงพยาบาลต่อ น้องเภสัชกรที่รับผิดชอบ PCU ก็จำได้ ก็ถามว่า “เห็น ไป PCU แล้วทำไมมาโรงพยาบาลอีก” เป็นอย่างนี้บ่อยมาก ก็เลยมีการพูดคุยกันจนในที่สุดเราจึงรู้ว่าลุงอยากมาคุยกับหมอ และเมื่อเดือนที่ผ่านมาลุงเอายาที่ไปรับโรงพยาบาลมาให้ที่ศูนย์สุขภาพชุมชน เมื่อรู้เช่นนี้ก็จะได้เข้าใจลุง คุยแทนการเขียนใบสั่งยา ลุงก็กลับบ้านด้วยรอยยิ้มได้

คุณศิริวรรณ ภู่สามสาย ได้เล่าเรื่องดีๆจากศูนย์สุขภาพชุมชนหนองแขม ที่สะท้อนว่า “สุขภาพชุมชนต้องผสานความร่วมมือของโรงพยาบาลและสถานีอนามัย”

หมอน้อยขาด้วนที่เฉลิมพระเกียรติ

สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี มีผู้มารับบริการจำนวนมาก ประชากรรับผิดชอบกว่า 10,000 คน แต่มีเจ้าหน้าที่เพียง 4 คน งานที่หนักที่สุดในวันนี้ของที่นี่คืองานรักษาพยาบาล เพราะมีคนไข้มากกว่าโรงพยาบาล 10 เตียง บางแห่งเสียอีก จำนวนผู้ป่วยที่มารับบริการมากขึ้นจากศรัทธาต่อสถานีอนามัยที่สะสมมานาน ทำให้เกิดความแออัดและรอนาน จนดูเหมือนว่าความพึงพอใจและคุณภาพบริการจะแย่ลง

เนื่องจากระบบงานเดิม เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยที่อยู่สำนักงานในแต่ละวัน ต้องทำทุกขั้นตอนด้วยตนเอง ตั้งแต่ รับบัตร วัดความดัน ตรวจรักษา จ่ายยา แนะนำให้สุขศึกษากลับบ้าน ทำให้งานช้ามาก รอนาน ผู้ป่วย 1 คน ใช้เวลาอย่างน้อย 10 นาที จึงจะเสร็จ ดังนั้นการปรับระบบบริการงานตรวจโรคทั่วไปจึงสำคัญมาก และมีการปรับปรุงมาหลายครั้ง

กรณีที่น่าสนใจที่สุดครั้งหนึ่งในการปรับระบบบริการงานตรวจรักษาที่สถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ ได้แก่ การที่เจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยซึ่งขาด้วน ชื่อ คุณอนงค์ ซึ่งเรียนจบม.6 แต่รู้สึกชีวิตด้อยค่า หลังจากประสบเหตุต้องตัดขา มีความรู้สึกอยากฆ่าตัวตาย ทางคุณทิพย์วรรณ ศรีพันธุ์ หัวหน้าสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติจึงชวนไปช่วยงานที่สถานีอนามัย ซึ่งแรกๆ ก็ไม่มีใครยอมรับในการนำคนพิการเข้ามาช่วยงาน เพราะอาจจะสร้างปัญหา จึงนับเป็นช่วงเวลาของการพิสูจน์ตนเองของทั้งคุณทิพวัลย์และคุณอนงค์

คุณอนงค์ก็ได้ฝึกในการค้น โฟลเดอร์ ชั่งน้ำหนัก วัดส่วนสูง วัดความดัน วัดปรอทจนเก่ง รวมถึงการซักประวัติ อาการสำคัญ เพื่อที่จะช่วยงานตรงส่วนนั้น โดยได้รับค่าตอบแทนด้วย แรกๆ เริ่มที่ 500 บาท เพิ่มมาเป็น 700 บาท 1,300 บาท ต่อเดือน งานบริการตรวจรักษาดีขึ้นอย่างมาก รอนานน้อยลง เจ้าหน้าที่มีเวลาพูดคุยให้สุขศึกษามากขึ้น สำหรับคุณอนงค์แล้ว ชีวิตที่สิ้นหวังกลับมีคุณค่าขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อ คุณอนงค์ได้กลายเป็นหมอน้อยของชุมชนไปโดยไม่มีการแต่งตั้งจากใคร และเป็นบทพิสูจน์ว่า ผู้พิการคือคนที่ยังมีคุณค่าในสังคม

นอกจากคุณอนงค์แล้ว ยังมียายเล็กซึ่งทำหน้าที่ทำความสะอาดสถานีอนามัย ก็ได้รับการฝึกให้วัดความดัน นึ่งของ ห่อของ วัดไข้ หากพบว่าเด็กไข้สูงก็เช็ดตัวลดไข้ให้เด็กด้วย ทำให้ระบบงานดีขึ้น รวมทั้งการฝึกให้ป้าเล็กสามารถทำแผลได้ เนื่องจากบ้านที่ป้าเล็กอยู่ใกล้กับบ้านที่มีผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งต้องการทำแผลทุกวัน และป้าเล็กก็ทำได้ เจ้าหน้าที่แวะไปเยี่ยมดูเป็นครั้งคราว สิ่งเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า การหาคนช่วยนั้นเป็นสิ่งจำเป็น สำหรับสถานีอนามัย และสามารถแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรได้เป็นอย่างดี

PCU ที่ไม่โดดเดี่ยวที่อ่าวลึก

PCU นาเหนือ อำเภออ่าวลึก จังหวัดกระบี่ นั้น แม้จะอยู่ไกลจากโรงพยาบาลอ่าวลึก เป็น PCU ที่ห่างไกล แต่ก็ไม่ได้ห่างหายไปจากการสนับสนุนของ CUP อ่าวลึก คุณธนิศรา คำเลี้ยง หัวหน้า PCU นาเหนือ ได้เล่าถึงนโยบายของ CUP อ่าวลึกที่จะให้ทุกสถานีอนามัยยกฐานะเป็นศูนย์สุขภาพชุมชน ( PCU ) ว่าที่นี่มีจุดเด่นที่ระบบการสนับสนุนที่ทั่วถึงเท่าเทียมในทุก PCU

ระบบการจัดการที่น่าสนใจที่ทำให้ PCU ไม่โดดเดี่ยว ได้แก่

  1. มีการจัดการภายในโรงพยาบาล ให้มีการจัดส่งพยาบาลไปอยู่ใน PCU แบบ Full Time ได้ครบทุก PCU โดย PCU ในอำเภออ่าวลึกจัดเป็น PCU ที่ไม่มีแพทย์ พยาบาลที่ไปอยู่ใน PCU จะมีค่าตอบแทน OT มีค่าน้ำมันรถให้ และยังสามารถกลับขึ้นมาอยู่เวรบ่าย – ดึกที่โรงพยาบาลได้อีกด้วย เพื่อจูงใจและตอบแทนให้กับพยาบาลมีความสนใจในการไปทำงานที่ PCU
  2. มีการส่ง Case ผู้ป่วยโรคเรื้อรังกลับลงไปยัง PCU ด้วยการจัดระบบมาตรฐานการดูแลรักษาและเจ้าหน้าที่จะต้องเยี่ยมบ้านทุกราย หากมีปัญหาก็สามารถส่งต่อมายังโรงพยาบาลได้
  3. โรงพยาบาลอ่าวลึกได้จัดให้มีระบบช่องทางการส่งต่อและการปรึกษา (Consult) แพทย์ที่โรงพยาบาลได้อย่างสะดวก โดยมีช่องทาง 3 ช่องทาง คือ
    1. Consult ทางโทรศัพท์ซึ่งเป็นระบบที่ใช้มากที่สุด
    2. การ Consult แพทย์ผ่านทาง Internet ผ่าน Teleconference ซึ่งระบบนี้มีปัญหาอยู่พอสมควรเนื่องจากเป็น Internet ความเร็วต่ำ และบ่อยครั้งที่มีปัญหา เชื่อมต่อระบบ (Connect) ไม่ได้
    3. การ Refer ผู้ป่วยมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาล ซึ่งมีการจัดช่องทางด่วนไว้ สำหรับผู้ป่วยที่มีใบ Referจาก PCU ให้ไม่ต้องรอคิวพบแพทย์อีกที่โรงพยาบาล และได้รับการอำนวยความสะดวกจากทุกแผนก
  4. จัดให้มีรถเครือข่ายวิ่งจาก CUP ไปยัง PCUต่างๆ สัปดาห์ละ 2ครั้ง/แห่ง เพื่อให้มีการจัดส่งเอกสาร ส่ง Lab ฝากยาที่เบิกได้จาก PCUไปให้ ส่งของที่นึ่งไปให้หรือรับขยะติดเชื้อกลับมาทำลาย เป็นต้น
  5. ให้มีคลังแห่งสรรพสิ่งทั้งยา เวชภัณฑ์ไม่ใช่ยา วัสดุสิ้นเปลือง โดยสิ่งใดที่ฝ่ายต่างๆ ในโรงพยาบาลเบิกได้ ที่ PCUก็สามารถเบิกได้เช่นเดียวกัน โดยมีการหักค่าใช้จ่ายตามที่จ่ายจริง ตามที่เบิกจริง
  6. จัดให้มีครุภัณฑ์ในทุก PCU ให้ลงตัวกับการที่มีพยาบาลไปอยู่โดยใช้งบประมาณจาก CUP
  7. จัดให้มี OT ให้กับเจ้าหน้าที่ใน PCUให้สามารถเบิกได้อย่างเต็มที่ ทำให้ PCU ส่วนใหญ่สามารถเปิดให้บริการนอกเวลาราชการ หรือปฏิบัติงานในช่วงเสาร์ – อาทิตย์ได้

เมื่อทางโรงพยาบาลได้วางระบบที่ดีเป็นเอกภาพเช่นนี้แล้ว ก็จัดให้มีการประชาสัมพันธ์ให้ชาวบ้านเห็นความแตกต่างว่าในปัจจุบัน สถานีอนามัยทุกแห่งในอำเภออ่าวลึกได้รับการพัฒนาจนเป็น PCU แล้ว เพื่อเพิ่มความมั่นใจให้กับประชาชนในการไปใช้บริการปฐมภูมิที่ PCU ผลพลอยได้ที่สำคัญนอกจากชาวบ้านไม่ต้องเดินทางไกลในยุคน้ำมันแพงแล้ว ยังสามารถลดความแออัดของโรงพยาบาลลงได้มาก

เมื่อโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัยเป็นระบบที่เป็นอันหนึ่งเดียวกัน เจ้าหน้าที่สุขใจแล้ว ชาวบ้านอบอุ่นใจยิ่งกว่า

ปิดเพื่อเปิดที่สันทราย

เมื่อเริ่มแรกที่มีการตั้ง PCU ตามกระแสของนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้านั้น ทางโรงพยาบาลสันทรายก็ได้เปิด PCU ของโรงพยาบาลขึ้นบนโรงพยาบาลและตั้งห่างจากOPDเพียงเล็กน้อย มีการจัดแพทย์มาประจำทั้ง5วันเพื่อดูแลประชากรในเขตรับผิดชอบของโรงพยาบาล ทำให้ขณะนั้น PCU ของโรงพยาบาล ซึ่งตั้งอยู่ในโรงพยาบาลนั้นมีภาระงานที่สูงมาก เนื่องจากต้องทำทั้ง Primary care และ Secondary care นั่นคือหากต้อง Admit รับผู้ป่วยไว้นอนในโรงพยาบาล พยาบาลที่ PCU ก็ต้องทำ Admit ด้วย ต้องทำแผล ต้องดูแลผู้ป่วยโรคทั่วไปหรือการบาดเจ็บด้วย แม้จะไม่เท่า ER ก็ตาม

เมื่อเวลาผ่านไป แพทย์เริ่มขาดแคลนทำให้มาๆ หยุดๆ ต่อมาแพทย์สามารถมาประจำที่ PCU ได้เพียงสัปดาห์ละ 1 วัน และในที่สุดก็ไม่ได้มีแพทย์มาประจำเลย ด้วยความที่เป็น PCU บนโรงพยาบาลเมื่อไม่มีแพทย์มาประจำกับภาระงานที่หนักเกินตัว ทำให้การบริการนั้นด้อยคุณภาพลงไป ไม่มีจุดเด่น จนมีข้อสรุปเฉกเช่นเดียวกับบทเรียนจากทั่วประเทศว่า “การเปิดบริการ PCU ของโรงพยาบาลในโรงพยาบาลนั้นส่วนใหญ่มีข้อสรุปตรงกันคือ ไม่รุ่ง” เนื่องจากสร้างศรัทธาจากชุมชนได้ยากกว่า PCU ในชุมชนมาก

ในที่สุด PCUในโรงพยาบาลก็ตัดสินใจปิดตัวเองลง แล้วไปเช่าอาคารพาณิชย์ในตลาดแทน ซึ่งเป็นการตัดสินใจร่วมกันของเจ้าหน้าที่ทุกคนใน PCU เพื่อให้สามารถทำงานในเชิงรุกได้มากขึ้นและตั้งเป้าหมายร่วมกันว่าใช้เวลา 1 ปี ในการศึกษาชุมชนและแก้ปัญหาสร้างสุขภาพใน 3 หมู่บ้านนำร่อง

คุณจิระนันท์ วงศ์มา หัวหน้า PCU เล่าว่า การออกไปตั้งนอกโรงพยาบาลนั้น ทำให้ PCUของโรงพยาบาลสันทรายมีความเป็นอิสระในการบริหารจัดการมากขึ้น โดยบริหารและมีการบริหารแบบทุกคนรับผิดชอบงานเป็นเหมือนหัวหน้างาน (Project Manager) ในงานนั้นๆ และทุกคนก็ต้องรับผิดชอบหมู่บ้าน แต่เมื่อแบ่งงานแยกส่วนเช่นนี้ ทุกวันจันทร์จึงเป็นวันที่ทุกคนต้องมาพบปะกัน กินข้าวร่วมกันและจัดให้เกิดเวทีของการประสานงานกัน

อย่างไรก็ตาม PCU ของโรงพยาบาลนั้น มีระบบที่เอื้อต่อการทำงานสร้างสุขภาพในชุมชนมากกว่าสถานีอนามัยเดิม เพราะ PCU ของโรงพยาบาลถูกรบกวนโดยปัจจัยภายนอก เช่นนโยบายเร่งด่วน งานด่วน ภารกิจเฉพาะหน้า น้อยกว่าสถานีอนามัยมาก PCU ที่เป็น สอ.เดิมนั้น มีงานเต็มมือ งานกว่าครึ่งอาจไม่ใช่งานที่จะเกิดประโยชน์กับประชาชนในพื้นที่รับผิดชอบ งานเอกสาร การทำรายงาน ในปัจจุบันสถานีอนามัยมีรายงานที่ต้องทำมากกว่า 100 รายงานต่อปี มีทะเบียนที่ต้องลงมากกว่า 30 ทะเบียน นอกจากนี้ยังมีงานด่วนจากทางอำเภอหรือทางกระทรวง เช่น การสำรวจจำนวนไก่ งานนโยบายที่ไม่สอดคล้องกับบริบทในพื้นที่บ่อยครั้ง และงานบริการด้านรักษาที่มีปริมาณงานมากจนไม่มีเวลาออกทำงานในชุมชน ผิดกับ PCU ที่โรงพยาบาลไปตั้งใหม่ มีความคล่องตัวและโอกาสในการทำงานชุมชนมากกว่ามาก เพราะโรงพยาบาลสามารถดูดซับเนื้องานที่ไม่จำเป็นไปได้ โดยไม่ต้องเป็นภาระแก่ PCU

การปิดเพื่อเปิดใหม่ของ PCU โรงพยาบาลสันทรายนั้น คือ เส้นทางแห่งความมุ่งมั่นเพื่อสร้างสรรค์ระบบสุขภาพชุมชน

เมื่อโรคเรื้อรังทะลัก PCU ที่เหล่ายาว

จากการที่กระทรวงสาธารณสุขและ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ต่างก็เร่งรัดการรณรงค์คัดกรองโรคเรื้อรัง โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ทำให้พบผู้ป่วยเพิ่มขึ้นจำนวนมาก ประกอบกับทิศทางการดูแลรักษาโรคเหล่านี้ จะเป็นบทบาทหนึ่งของศูนย์สุขภาพชุมชน จึงมีการส่งผู้ป่วยให้มารับบริการที่ PCU เพื่อลดความแออัดในโรงพยาบาล และด้วยความเชื่อมั่นว่า การจัดบริการใกล้บ้าน ด้วยความเข้าใจในบริบทแวดล้อมที่เขาอยู่อาศัย จะทำให้การควบคุมโรคซึ่งเน้นไปในด้านการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพจะได้ผลมากกว่าการพึ่งพายาเป็นหลักแบบที่รับการรักษาจากโรงพยาบาล ปรากฏการณ์โรคเรื้อรังทะลัก PCU จึงหลีกเลี่ยงไม่พ้น

บทเรียนจาก PCU เหล่ายาว ในอำเภอบ้านโฮ่ง จ.ลำพูน พบว่าเมื่อโรงพยาบาลส่งต่อผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันกลับมาที่ PCU นั้นทำให้เป็นภาระแก่ PCU ในการดูแลอย่างมาก ทาง PCU มีผู้ป่วยถึง120ราย แม้ว่าในขณะนี้จะนัดหมายผู้ป่วยมาตรวจติดตามโรค 2เดือน/ครั้ง แล้ว ก็ยังมีผู้ป่วยมากถึง 60 ราย/เดือน ทำให้การบริการองค์รวมไม่มีคุณภาพ มีเวลาพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ป่วยไม่มากกว่าคนละ 5 นาที เช่น เดียวกับการไปรับบริการโรงพยาบาล

เจ้าหน้าที่ PCU ต้องตื่นตี 5 เพื่อมาเจาะเลือด และดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้เสร็จสิ้นก่อน8โมงครึ่ง เพื่อที่จะสามารถตรวจผู้ป่วยทั่วไปได้ มิเช่นนั้น ทั้งผู้ป่วยนอกปกติและผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เมื่อมารวมกันแล้ว ความแออัดและความกดดันของเจ้าหน้าที่ก็จะเป็นทวีคูณ

คุณชอาบ ชิงดวง หัวหน้าสถานีอนามัยเหล่ายาว จึงแก้ปัญหาด้วยการจัดระบบให้ อสม.มาช่วยในภารกิจนี้ มีการฝึกอบรม อสม.ให้เข้าใจและมีทักษะพื้นฐานในด้านการดูแลโรคเรื้อรังได้ เพื่อที่ให้สามารถช่วยเหลือระบบงานของสถานีอนามัยได้ และสามารถให้การดูแลต่อเนื่องที่บ้านได้

ดังนั้นในช่วงเช้าตรู่ของวันนัดก่อนที่เจ้าหน้าที่จะขึ้นปฏิบัติงาน อสม.จะช่วยทำหน้าที่ชั่งน้ำหนัก เจาะเลือด วัดความดันและซักประวัติเบื้องต้นให้ทั้งหมด หลังจากนั้นจึงนัดชาวบ้านมารับยาในตอนบ่าย รายใดที่มีปัญหาการควบคุมเบาหวานความดันโลหิตสูงก็จะได้โอกาสในการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยได้อย่างเต็มที่ สถานการณ์แออัดในช่วงเช้าก็เบาบางไป ชุมชนเองก็มีส่วนร่วมในการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง วันนัดในหมู่บ้านก็เป็นเหมือนจุดสาธิตให้ชุมชนตระหนักถึงปัญหาสุขภาพ ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงก็เกิดกระบวนการเรียนรู้กันเองในชุมชนด้วย

มองมุมใหม่เคล้าน้ำตาที่หนองคูน้อย

คุณมณีรัตน์ จันทลักษณ์ เจ้าหน้าที่น้องใหม่ของ PCU หนองคูน้อย ต.น้ำคำ อ.ไทยเจริญ ยโสธร ได้สะท้อนเห็นถึงความสำคัญของการเยี่ยมบ้านว่า การเยี่ยมบ้านนั้น ได้อะไรมากกว่าการแวะเยี่ยมเยียน ลงข้อมูลให้ครบถ้วน

มีผู้ป่วยรายหนึ่งชื่อมะลิ ป่วยเป็นโรคเป็นเบาหวาน อายุยังน้อย เพียง 20 กว่าปี เป็นเบาหวานชนิดรุนแรง (IDDM) แต่ไม่ยอมมารับบริการที่โรงพยาบาล ซึ่งก็ได้ถูกตำหนิจากเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยทุกครั้งที่พบกันว่า “ทำไมไม่รักตัวเอง เป็นเด็กดื้อที่สุดในหมู่บ้าน”

แต่เมื่อเจ้าหน้าที่อนามัยได้ไปเยี่ยมบ้านก็พบความจริงยิ่งกว่ารายการวงเวียนชีวิตที่ว่า คุณแม่ของมะลิก็เป็นเบาหวานเพิ่งเสียชีวิตไป ทำให้มะลิต้องมีหน้าที่เลี้ยงหลานที่เกิดจากญาติที่เพิ่งเสียชีวิตไปจาก HIV คนในชุมชนมีความรู้สึกรังเกลียดหลานคนนี้มาก ไม่มีใครยอมช่วยดูแลให้ ครอบครัวของมะลินั้นยากจนมาก บางวันไม่มีเงินติดตัวสักบาท ในหมู่บ้านไม่มีรถโดยสารประจำทางที่ไปโรงพยาบาลต้องเหมารถไป ไป – กลับ เป็นเงินประมาณ 200 บาท เงินค่ารถก็ไม่มีแล้วจะไปโรงพยาบาลตามหมอนัดได้อย่างไร ใครจะดูหลานให้ ชีวิตก็ต้องดิ้นรนให้ท้องอิ่มก่อน หาเช้ากิน-ค่ำ ต้องเก็บหอมรอมริบจึงได้ไปโรงพยาบาล เมื่อเจ้าหน้าที่ได้ไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยจึงเกิดความรู้สึกที่เปลี่ยนไป เกิดการเปลี่ยนกระบวนทัศน์จนน้ำตาไหล

วันนี้ ความเข้าใจผู้ป่วยมากขึ้น ทำให้เจ้าหน้าที่ที่นี่เข้าใจแล้วว่าที่ผ่านมาเราเอาความคิดส่วนตัวเป็นตัวตั้ง ไม่เคยเอาความจริงในวิถีชีวิตจริงของผู้ป่วยเป็นตัวตั้งเลย

บทเรียนบทนี้ ทำให้เกิดความคิดว่า หมอ พยาบาล เภสัชกร หรือเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกคนควรมีโอกาสไปเยี่ยมบ้านได้ไปพูดคุยกับผู้ป่วยที่บ้านของผู้ป่วย เพราะจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติในการทำงานทำให้เป็นแนวทางของการแพทย์ที่มีหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์หรือผู้ป่วยเป็นศูนย์กลางได้อย่างแท้จริง

อบต. อสม. และพยาบาลสร้างสุขภาพที่มะนาวหวาน

จากประสบการณ์ของคุณจิราพร คนมั่น หัวหน้าสถานีอนามัยมะนาวหวาน อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรีนั้น นอกจากเจ้าหน้าที่จะไปเยี่ยมบ้านด้วยตัวเองแล้ว ยังมีการชวนนายกอบต.ไปเยี่ยมบ้านด้วย ซึ่งพบว่าการที่นายก อบต.ได้ไปเยี่ยมบ้านผู้ป่วยเบาหวานนั้น ได้อะไรมากมาย นอกจากผู้ป่วยจะได้รับความช่วยเหลือเชิงสังคมสงเคราะห์เพิ่มเติมจาก อบต.แล้ว ที่สำคัญคือ ได้ทำให้นายก อบต.เอง เกิดการเปลี่ยนความคิดของอบต. ต่องานด้านสุขภาพ ว่างานด้านสุขภาพไม่เท่ากับการพ่นหมอกควัน การพา อสม.ผู้สูงอายุไปดูงาน หรือการสนับสนุนกิจกรรมออกกำลังกายเท่านั้น เป็นการสื่อสารด้วยการให้เขาสัมผัสความจริง เพื่อให้นายกเล็กได้เห็นความสำคัญของการทำงานด้านสุขภาพ และสนับสนุนบทบาทของเจ้าหน้าที่สาธารณสุข/ในการทำงานด้านสุขภาพมากขึ้นอย่างชัดเจน

ไม่เฉพาะนายก อบต.เท่านั้น แม้แต่นายอำเภอหรือปลัดอำเภอก็ได้รับการชักชวนจากทางสถานีอนามัยให้ร่วมเยี่ยมบ้านผู้ป่วยบางคนด้วย เพื่ออย่างน้อยก็จะได้เกิดการบูรณาการงานสุขภาพชุมชนในระดับพื้นที่ได้บ้าง

นอกจากนี้ ที่สถานีอนามัยมะนาวหวานมี อสม. เป็นพันธมิตรที่เข้มแข็งในการทำงานด้านสุขภาพชุมชน โดยมีการแบ่ง อสม.แบ่งออกเป็น 3 ระดับ กล่าวคือ อสม.เกรด A คืออสม.ที่จะต้องส่งรายงานตามแบบฟอร์มที่เจ้าหน้าที่ออกแบบให้ทุกเดือนเป็นประจำ สำหรับอสม.คนใด ถ้าจบปริญญาตรี ก็ได้ฝึกฝนให้มีศักยภาพได้มากขึ้น เช่น สกรีนเบาหวานทั้งหมู่บ้านได้ โดยเจ้าหน้าที่อนามัยลงไปช่วย หรือ หากจบชั้นป.6 ป.4 ก็จะให้ดูแลงานที่ง่ายกว่านั้น เช่น งานด้านสุขาภิบาล หรือเรื่องเกี่ยวกับการควบคุมลูกน้ำ ยุงลาย พ่นหมอกควัน เป็นต้น สุขภาพชุมชนนั้นมีภาระหน้าที่ที่ต้องทำมากมาย เจ้าหน้าที่มีเพียง 3-4 คนย่อมทำไม่ไหว อสม.คือพลังพันธมิตรที่ดีที่สุด

ที่สถานีอนามัยมะนาวหวานเนื่องจากพยาบาลจากโรงพยาบาลพัฒนานิคมไปปฏิบัติงานประจำ จึงได้มีการจัดเวทีพูดคุย เรียนรู้ Case conference กันเอง ซึ่งทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนความรู้และพัฒนาระบบงานไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งจากประสบการณ์ที่ทำมาหลายรูปแบบพบว่า การสอนเจ้าหน้าที่ใน PCU กันเองนั้นสามารถสอนได้หลายทางด้วยกัน แต่การสอนผ่านเรื่องเล่าจากเหตุต่างๆ ที่ไปประสบและแก้ปัญหาให้เขานั้น จะสามารถชักนำให้เพื่อนร่วมงานหันมาจัดบริการหรือดูแลผู้ป่วยในด้านที่เป็นองค์รวมมากขึ้นได้มากที่สุด การสอนผ่าน Case conference อย่างเป็นทางการและเป็นวิชาการร่วมกับกระบวนการเยี่ยมบ้าน ซึ่งทำให้แต่ละคนสามารถเกิดความผุดบังเกิด (Emergence) ทัศนคติของการดูแลผู้ป่วยด้วยหัวใจแห่งความเป็นมนุษย์ได้ด้วยตนเอง

เด็กอาสาอนามัยที่หนองบัวน้อย

คุณนิตยา หาญรักษ์ จาก PCUหนองบัวน้อย อำเภอสุวรรณคูหา จังหวัดหนองบัวลำภู เดิมเป็นพยาบาลห้องคลอด พยายามสอนให้แม่ที่มาคลอดที่โรงพยาบาลว่าต้องให้กินนมแม่ 4-6 เดือน แต่ก็พบว่าแม่ส่วนใหญ่ไม่สามารถทำตามนั้นได้ เมื่อมาปฏิบัติงานที่เป็นพยาบาลประจำ PCU จึงพบว่าคำตอบไม่ได้อยู่ที่การให้สุขศึกษาในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่อยู่ที่บริบทแวดล้อมชุมชน

เพราะเมื่อไปเยี่ยมบ้าน เมื่อเป็นพยาบาล PCU จึงพบว่าอย่าว่าแต่นมแม่จะได้กินเลย แม่นั้นยังไม่มีเวลาที่จะเลี้ยงลูกด้วยซ้ำ เนื่องจากต้องไปทำงานตั้งแต่หลังคลอดได้เพียง 1 เดือน เด็กเล็กๆ ส่วนใหญ่ต้องอยู่กับย่า ยายที่ไม่แข็งแรง ส่วนพ่อแม่ต้องกลับไปทำงาน ณ ศูนย์กลางทางเศรษฐกิจหาเงินค่านมให้ลูก พอบ้างไม่พอบ้าง พ่อแม่เห็นหน้าลูกทางภาพถ่าย พูดคุยกับลูกผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ไม่ต้องถามถึงนมแม่ 4 - 6 เดือน หรือความผูกพันระหว่างพ่อ แม่ ลูก จะเป็นอย่างไร

เด็กเล็กหลายคนถูกทอดทิ้ง เด็กขาดการสัมผัส การโอบกอด การได้รับความรักจากพ่อแม่ พัฒนาการและอนาคตของเด็กเหล่านี้แทบไม่ต้องพูดถึง เมื่อเด็กโตขึ้นก็มีปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัย เกิดปัญหาท้องไม่มีพ่อ หรือ ปัญหาการทำแท้งมาให้ตามแก้ปัญหาไม่รู้จบ เด็กผู้ชายก็มีปัญหาดื่มสุรา ลักขโมย ทั้งโรงเรียนและสถานีอนามัยก็โดนขโมยมาแล้ว เมื่อเราโยนปัญหาเหล่านี้ให้ชุมชนได้คิด คำตอบที่ได้คือ “ช่างมันเถอะหมอ มันเป็นเด็กเหลือเดน เด็กโสทิ้ง ไม่รู้จะไปช่วยพวกมันยังไง”

โครงการเด็กอาสาอนามัยจึงเกิดขึ้นที่สถานีอนามัยหนองบัวน้อย คือ เปิดสถานีอนามัยให้เป็นแหล่งเรียนรู้ด้านสุขภาพสำหรับเด็ก เด็กเหลือเดนเหล่านั้นได้รับการชักชวนให้มาช่วยงานที่สถานีอนามัย และแฝงการเรียนรู้เข้าไปทุกขั้นตอน เช่น การจัดบอร์ดเรื่องอะไร ก็จะให้เด็กไปอ่าน ไปศึกษาค้นคว้า ให้เขาเลือกว่าเขาจะเอาหัวข้ออะไรขึ้นบอร์ด ตกแต่งบอร์ดด้วยตัวเด็กเอง บอร์ดที่นี่จึงมีรูปแบบไม่เหมือนที่อื่น แต่เด็กเขาจะภูมิใจมากและทำให้เขาได้ความรู้ด้วย หรือเมื่อเด็กมาช่วยจัดยา ก็จะแทรกเรื่องการใช้ยา เด็กมาช่วยบริการผู้ป่วย เขาก็จะได้ความภาคภูมิใจ รู้สึกตนเองมีคุณค่ากลับไป สิ่งเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินใช้ทอง แต่ใช้ความรัก ความเข้าใจ ให้โอกาสและให้อภัยเด็กได้ในทุกกรณี และบางครั้งต้องทำหน้าที่ปกป้องเด็กด้วย

สถานีอนามัยได้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้สุขภาพของเด็ก เดิมของทุกอย่างบนสถานีอนามัยจะเป็นของหมอ คอมพิวเตอร์ก็ของหมอ พื้นที่ก็ของหมอ ห้ามไปยุ่ง แต่ปัจจุบันทุกอย่างบนสถานีอนามัยเป็นเด็กๆ เหล่านั้นด้วย เด็กจะมีความภาคภูมิใจรู้สึกว่า สถานีอนามัยเป็นของเขา เด็กอาสาเฝ้าสถานีอนามัยให้ช่วยบอกกับคนไข้ว่า “รอแป๊บนะคะ หมออกไปเยี่ยมบ้านอีกแป๊บก็มา”

เด็กม.2 ม.3 ได้รับการพัฒนาให้เป็นหมอน้อย โดยเลือกลูกหลานในบ้านของผู้ป่วยที่มีแผลเรื้อรังมาสอนให้ทำแผล ซึ่งสอนไม่ยาก และพบว่าเด็กเชื่อฟัง ใส่ใจ และกลับไปล้างแผลให้ญาติ ให้คุณปู่ของตนเองได้อย่างถูกต้อง เห็นแววตาที่มีความสุขของคุณปู่ และแววตาแห่งความภาคภูมิใจของเด็กน้อยด้วย

สุขภาพชุมชนนั้นกว้างไกลกว่ามิติทางสาธารณสุขมาก สิ่งดีๆ ที่หนองบัวน้อยได้แสดงให้เห็นพลังอันยิ่งใหญ่ของคนเล็กคนน้อยในสถานีอนามัย ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ด้วยอาคารสถานที่ แต่ยิ่งใหญ่ด้วยพลังแห่งอุดมการณ์เพื่อผู้ด้อยโอกาสในแผ่นดินชนบท

PCU นอกกรอบที่คลองหวะ

บ้านคลองหวะ ตำบลคอหงส์ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา อยู่ชายขอบของตำบลคอหงส์ ซึ่งเป็นตำบลชานเมืองหาดใหญ่ อยู่ห่างจากสถานีอนามัยประมาณ 10 กิโลเมตร มีประชากร 5,000 คน เป็นชุมชนชนบทใกล้เมืองที่เผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงของการพัฒนา

แต่ที่นี่เป็นชุมชนที่มีภาคประชาสังคมเข้มแข็ง มีกลุ่มออมทรัพย์หมู่บ้านที่มั่นคง “สอนให้คนในชุมชนมีจิตสำนึกในการออมเพื่อสร้างให้มีความเป็นอยู่ดี” กลุ่มออมทรัพย์ดำเนินการมา 26 ปี มีเงินทุน 9 ล้านบาท สมาชิกกว่า 400 คน

เมื่อมีความเห็นร่วมกันของโรงพยาบาลหาดใหญ่และความต้องการของชุมชน จึงเปิดศูนย์สุขภาพชุมชนขึ้นเมื่อ พฤษภาคม 2546 เรียกกันง่ายๆ ในพื้นที่ว่า PCU ชาวบ้าน คือ ใช้ศาลาอเนกประสงค์ของชุมชน ซึ่งอยู่รวมกับที่ทำการขององค์กรภาคประชาชนอื่นๆ ในชุมชน เช่น กลุ่มสัจจะออมทรัพย์ กองทุนหมู่บ้าน เป็นต้น โดยชาวบ้านให้สถานที่ โต๊ะ เก้าอี้ สาธารณูปโภค น้ำประปาและไฟฟ้า รวมทั้งให้คนในชุมชนร่วมทีมให้บริการ ส่วน รพ.หาดใหญ่สนับสนุนเวชภัณฑ์ ภายหลังจากดำเนินการไปแล้ว 8 เดือน อบต.เข้ามาสนับสนุนโดยกั้นฝ้าเพดานและเปลี่ยนประตูเหล็กเป็นบานเลื่อนให้

คุณอนงค์ ปึงพิพัฒน์ตระกูล พยาบาลจากกลุ่มงานเวชกรรมสังคม โรงพยาบาลหาดใหญ่ ที่อาสาออกไปจัดบริการที่ PCU ชาวบ้าน ได้เล่าว่า ทีมพยาบาลจะออกไปให้บริการในวันอังคาร พุธ พฤหัส ซึ่งเน้นหนักด้านงานการพยาบาล ตรวจรักษา เยี่ยมบ้าน การทำโครงการพิเศษที่ชุมชนต้องการ เช่นการโครงการคัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและมะเร็งปากมดลูก/เต้านม การอบรมผู้ดูแลผู้ป่วย โครงการชวนเพื่อนเดิน โครงการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ โครงการนั่งสมาธิ โครงการฝึกอาชีพทำดอกไม้ โครงการสืบสานวัฒนธรรม งานอนามัยโรงเรียน เป็นต้น

ความแปลกที่โดดเด่นยิ่งของ PCU คลองหวะคือ แม้จะมีการตั้ง PCU ขึ้นมาใหม่ แต่สถานีอนามัยคอหงส์ที่เป็นเจ้าของพื้นที่ที่แท้จริงยังคงบทบาทเต็มร้อยในการดูแลพื้นที่เช่นเดิม ไม่มีการขอแบ่งพื้นที่ไปดูแลเอง ดังนั้นทีม PCU คลองหวะจึงเป็น Functional team ที่เป็นกลไกเสริมคุณภาพในการดูแลประชากร เติมเต็มส่วนของสถานีอนามัยโดยเฉพาะในส่วนที่วิชาชีพพยาบาลถนัด เช่นการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง การรักษาพยาบาล การให้สุขศึกษาความรู้ในการดูแลสุขภาพ การบูรณาการงานรักษาและงานส่งเสริมป้องกันรายบุคคลและครอบครัวด้วยการเยี่ยมบ้าน การดูแลผู้พิการเป็นหลัก

การจัดบริการในลักษณะของ PCU ตั้งใหม่ในชุมชนที่พร้อม โดยส่งพยาบาลวิชาชีพลงไปทำงานใน PCU เป็นการเสริมงาน โดยไม่ได้แบ่งพื้นที่รับผิดชอบมาจากสถานีอนามัย ในลักษณะเดียวกันกับ PCU คลองหวะนั้นมีอีก 3 พื้นที่ในอำเภอหาดใหญ่ ได้แก่ PCU ท่าเคียน PCU ทุ่งรี PCU 3 ตำบล ซึ่งดูเหมือนว่า กลวิธีดังกล่าวจะเป็น win-win strategy กล่าวคือ สสอ.และ สอ.ยังคงมีบทบาทเช่นเดิม โรงพยาบาลหาดใหญ่ซึ่งมีเจ้าหน้าที่มากพอก็ได้ทำงานในชุมชนเต็มที่อย่างอิสระในแนวทางที่วิชาชีพพยาบาลถนัด ชุมชนเองก็ได้รับบริการและโอกาสในการเข้าถึงบริการทางสุขภาพที่เพิ่มมากขึ้น

เป้าหมายร่วมกันของระบบสุขภาพชุมชน

ศ.นพ.ประเวศ วะสี ได้เขียนบทความชิ้นที่เป็นเสมือนแผนที่ลายแทงของระบบสุขภาพชุมชนไว้ว่า ระบสุขภาพชุมชนนั้น คือรากฐานของการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยมีสถานีอนามัยเป็นเสาหลักของการพัฒนาระบบสุขภาพชุมชน ซึ่งเบื้องต้นขอให้ประกอบภารกิจเพียง 6 ประการก่อน กล่าวคือ

  1. สำรวจและช่วยเหลือผู้ที่ถูกทอดทิ้งทุกคนในชุมชน เช่น คนแก่ คนตาบอด ไม่มีลูกหลานเลี้ยงดู ต้องอดมื้อกินมื้อ หรือเด็กๆ ที่ถูกทอดทิ้งอยู่ตามลำพัง

  2. รักษาคนที่เป็นหวัดเจ็บคอได้ทุกคน โดยการดูแลตนเอง การดูแลในครอบครัวหรือในชุมชน โดยไม่ต้องไปโรงพยาบาล ซึ่งสามารถทำได้ดีกว่าและถูกกว่าการรักษาในโรงพยาบาล

  3. รักษาคนเป็นเบาหวานและความดันโลหิตสูงได้ท

CUP management ศาสตร์และศิลป์ของการบริหารงานสาธารณสุข

โดย Admin on January,11 2011 22.42

CUP management

ศาสตร์และศิลป์ของการบริหารงานสาธารณสุข

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤศจิกายน-ธันวาคม 2550

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

CUP หรือ contracting unit of primary care คือองค์กรบริหารจัดการด้านสุขภาพระดับพื้นที่ (ส่วนใหญ่คือระดับอำเภอ) นับเป็นองค์กรบริหารจัดการรูปแบบใหม่ที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ทั้งนี้เนื่องจากระบบการจัดสรรงบประมาณในระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ ที่คิดวิธีการจัดสรรงบประมาณตามรายหัวประชากร ดังนั้น CUP จึงเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่รับจัดบริการตามพันธะสัญญาที่ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) กำหนดไว้ในเงื่อนไขของการขอขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยคู่สัญญาในการจัดบริการสุขภาพด้านปฐมภูมิ

สำหรับโรงพยาบาลเอกชนแล้ว การขอขึ้นทะเบียนเป็น CUP นั้น ไม่มีอะไรซับซ้อนมากไปกว่าการลงนามเป็นหน่วยบริการในการดูแลสุขภาพประชาชนตามมาตรฐานและเงื่อนไขการซื้อบริการของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งขาติ (สปสช.) แต่สำหรับกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีโครงสร้างหน่วยงานภายใต้ระบบราชการเดิมนั้น CUP จึงเป็นสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นในท่ามกลางโครงการแบบเก่า ภายใต้วัฒนธรรมการบริหารจัดการแบบเดิม และด้วยข้อจำกัดมากมาย การบริหารจัดการเพื่อเครือข่ายบริการสุขภาพระดับปฐมภูมิในระดับพื้นที่ จึงเป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ที่ผู้เกี่ยวข้องต้องให้ความสำคัญ

สถานการณ์ความท้าทายของ CUP ในปัจจุบัน

โครงสร้างในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขในระดับอำเภอนั้น มีโครงสร้างที่ยึดถือกันมายาวนานตามกฎหมาย โดยมีองค์กรทั้งสิ้น 3 องค์กรคือ โรงพยาบาล สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และสถานีอนามัย หรือ ศูนย์สุขภาพชุมชน

ก่อนมีนโยบายหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า กลไกการประสานงานในระดับอำเภอมีเป็นระบบอยู่ก่อนแล้วเรียกว่า “คณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ หรือ คปสอ.” โดยเนื้อหาการประชุมเพื่อประสานงานนั้น จะเป็นเรื่องการติดตามงานและการประสานงานหรือแก้ปัญหาสุขภาพในระดับอำเภอ มีเรื่องการจัดสรรทรัพยากรบ้างไม่มากนัก

แต่ในปัจจุบัน เมื่อระบบงานของ CUP ได้กลายมาเป็นองค์กรในการจัดสรรทรัพยากรระดับอำเภอ ทั้งในด้านบุคลากร งบประมาณ และครุภัณฑ์ การจัดสรรต้องมีคนได้มาก ได้น้อยการจัดสรรให้เป็นแบบ win-win นั้นยาก ประกอบกับค่านิยมเรื่องเงินตราได้แทรกไปในทุกองค์กรทำให้การจัดการในระดับ CUP ยากกว่าการจัดการในกลไกของคณะกรรมการประสานงานสาธารณสุขระดับอำเภอ หรือ คปสอ.

จากโครงสร้างดังกล่าว ทำให้การประสานงานระหว่างหน่วยงานจึงเป็นเรื่องใหญ่ที่สำคัญมาก และเป็นหัวใจของ CUP Management เพราะไม่ใช่องค์กรแนวดิ่งในสายการบังคับบัญชา แต่เป็นองค์กรแนวราบที่ต้องประสานและทำงานร่วมกัน เป็น Functional Organization ซึ่งเป็นสิ่งที่พูดง่าย แต่ทำได้ไม่ง่ายนัก

อย่างไรก็ตาม แม้งานของ CUP นั้นมีมากและสำคัญเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนด้านสุขภาพในระดับอำเภอ แต่องค์กร CUP ส่วนใหญ่ไม่มีตัวตนชัดเจน ฝากไว้กับความขยันและการเห็นความสำคัญของผู้อำนวยการโรงพยาบาลและสาธารณสุขอำเภอ

นคราสาธารณสุข: อุปสรรคหรือดุลยภาพ

โจทย์ใหญ่ของ CUP Management คือ การที่องค์กรนำในระดับอำเภอมี 2 องค์กร คือสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และโรงพยาบาลชุมชน หรือ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป นั้น เป็นปัญหาหรือไม่เพียงใด เป็นปรากฏการณ์ 2 นคราสาธารณสุข ที่เป็นอุปสรรคหรือดุลยภาพ

แต่ปรากฏการณ์ที่เด่นชัดก็คือ

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลไม่ได้บริหารดีทุกคน เช่นเดียวกับสาธารณสุขอำเภอ

ผู้อำนวยโรงพยาบาลที่อายุน้อย แต่สาธารณสุขอำเภออาวุโสมาก ยากจะเข้าใจกัน

คำถามที่มาจาก CUP และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่า “แพทย์จบใหม่จำเป็นต้องเป็นผู้อำนวยการหรือไม่”

แพทย์ส่วนใหญ่มักละเลยงานด้าน primary care ควรมาดูแลงานสร้างเสริมสุขภาพระดับอำเภอไหม

ดังนั้น รูปแบบ 2 นคราสาธารณสุขอาจจะเป็นรูปแบบที่จำเป็นต้องยอมรับในปัจจุบัน แม้จะมีข้อจำกัดมาก แต่ก็มี Balance of Management มีสมดุลแห่งการจัดการในระดับหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการอย่างมากก็พอจะพากันไปได้

หากยอมรับแนวคิดนี้ ก็ต้องเป็นการบริหารจัดการแบบที่นำมาสู่ความสมานฉันท์อย่างมีทิศทางในระดับอำเภอ หรืออาจกล่าวได้ว่า เป้าหมายของ CUP Management คือ สร้างความสอดคล้องกลมกลืนของความเป็นเอกภาพองค์กร (Harmonize Unity of Organization) แต่ยอมรับความหลากหลาย (Diversity) ได้

การหมั่นประชุมเป็นเนืองนิตย์นั้นเป็นแนวทางสำคัญในการสร้างองค์กร CUP ให้เป็นองค์กรการจัดการที่มีความสมานฉันท์ เพราะถึงแม้ว่าการประสานนอกรูปแบบจะมีความจำเป็นในการขับเคลื่อนงานของ CUP แต่การจัดให้มีเวทีในการประสานความเข้าใจและแก้ปัญหาอย่างเป็นทางก็มีความสำคัญยิ่งต่อการสร้างเอกภาพในการบริหารจัดการภายใน CUP

อย่างไรก็ตามในระยะยาว ควรต้องมีการเตรียมการและการแสวงหารูปแบบที่ดีกว่า เพื่อให้เป็นองค์กรที่มีทั้งเอกภาพ และประสิทธิภาพในการบริหารจัดการอย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่และยากที่ต้องขบคิดอย่างจริงจังต่อไป

ภาวะการเป็นผู้นำของผู้นำ CUP (Leadership)

ด้วยโครงสร้างของ 2 นคราสาธารณสุขในระดับอำเภอ ที่ทำให้ CUP ต้องมีการบริหารจัดการไปสู่การเป็น Harmonize Organization หรือ องค์กรที่มีจังหวะขับเคลื่อนด้วยความสมานฉันท์ที่มีเอกภาพ (Unity) แต่ยอมรับความหลากหลาย (Diversity) ได้ ภาวะผู้นำของทั้งผู้อำนวยการโรงพยาบาลชุมชนและสาธารณสุขอำเภอ รวมทั้งทีมงานหลักๆ ของ CUP จึงเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จขององค์กรประสานงานเช่น CUP

ผู้นำต้องมีแนวคิดแบบ Positive Thinking ในการทำงาน เห็นปัญหาเป็นสิ่งท้าทายไม่ใช่เป็นอุปสรรค ต้องมีความสามารถในการให้โอกาสทีมงานและเจ้าหน้าที่ทั้งจากส่วนของโรงพยาบาลและสถานีอนามัยได้แสดงออกถึงความสามารถในศักยภาพที่มีอยู่ออกมาขับเคลื่อนงานของ CUP รู้จักใช้กระบวนการเรียนรู้จากการทำงานร่วมกันเป็นเครื่องมือในการสร้างองค์กร CUP ให้เข้มแข็งและเป็นหนึ่งเดียวกัน

นอกจากกรอบการคิดการมองและทักษะในข้างต้นแล้ว ทักษะเบื้องต้นที่จำเป็นสำหรับผู้บริหารองค์กรสาธารณสุขในระดับอำเภอได้แก่

  1. การจัดการความขัดแย้ง (Conflict Management) ซึ่งนอกจากจะช่วยในการบริหารจัดการระดับ CUP แล้ว ยังสามารถใช้รับมือกับการร้องเรียนจากการให้บริการได้ด้วย

  2. การบริหารจัดการองค์กรแบบเครือข่าย (Network Management) กระบวนทัศน์ในการจัดการแบบเครือข่าย เทคนิคการนำประชุมแบบต่างๆ การใช้ Mind Mapping การจัดกระบวนการเรียนรู้เพื่อการพัฒนางาน เป็นต้น

CUP Board หัวใจของการจัดการแบบเครือข่าย

เนื่องจาก CUP คือ องค์กรที่มีการบริหารลักษณะเป็นตามบทบาทหน้าที่ในรูปของคณะกรรมการ (Functional Committee) เป็นองค์กรที่มีหลายองค์กรย่อยมาประสานงานกัน โดยไม่ได้เป็นระบบสายการบังคับบัญชาโดยตรง แต่เน้นการทำความเข้าใจ วางกรอบการประสานงาน และพิจารณาประเด็นทั้งหมดให้เป็นข้อตกลงของที่ประชุมเพื่อถือปฏิบัตินั้น ดังนั้นกลไกของคณะกรรมการบริหารเครือข่ายสุขภาพระดับพื้นที่ (CUP Board) จึงมีความสำคัญยิ่ง

CUP Board คือ กลไกหลักในภาวะ 2 นครา โดยมีตัวอย่างรูปแบบข้อเสนอแนะที่น่าสนใจได้แก่

  1. ประธาน CUP ควรเลือกคนที่มีความสามารถ อาจเป็นผู้อำนวยการหรือสาธารณสุขอำเภอก็ได้

  2. มีทีมกองเลขานุการ CUP ที่ผสมผสานทั้งเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลและสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ

  3. สร้างการมีส่วนร่วมในการร่วมบริหารและควบคุมกำกับโดยให้ตัวแทนจากทั้ง 2 ภาคส่วนเข้ามาร่วมเป็นกรรมการ

  4. มีตัวแทนจากสถานีอนามัยเป็นกรรมการ CUP ด้วย

  5. มีการถ่ายทอดสื่อสารต่อให้รับรู้สถานการณ์และทิศทางของการขับเคลื่อนงานสาธารณสุขในระดับอำเภอ เช่น ที่ CUP ปัว การประชุมเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลปัวนั้น จะมีการเชิญเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยมาร่วมรับรู้ด้วยเสมอ

  6. มีที่ทำการ CUP ที่ชัดเจน จัดพื้นที่ให้เน้นการพูดคุยประสานงานกันให้เป็นเอกภาพ เป็นทีมเดียวกัน อาจเป็นห้องที่สามารถให้มีการพูดคุยไม่เป็นทางการได้คล้ายห้องกาแฟ เช่น ที่ CUP เทพา

  7. ในโครงสร้างการจัดการสาธารณสุขระดับอำเภอ แม้จะมีองค์กรเช่น CUP แล้ว ก็ยังสามารถคงบทบาทของ คปสอ.ไว้ได้ด้วย เช่น กรณีของ CUP อำเภอหัวไทร จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งจะเป็นบทบาทในการประสานงานกันเฉพาะเครือข่ายสาธารณสุขในระดับเภอ โดยไม่มีคนนอกเข้าร่วม ทำให้สามารถประสานงานลงรายละเอียดหรือปรึกษาหารือในบางประเด็นที่ไม่จำเป็นต้องให้เสียเวลากับกรรมการภาคส่วนอื่นได้

จากประสบการณ์ของหลาย CUP ต่างก็มีข้อสรุปที่ตรงกันว่า “CUP ต้องคุยเรื่องเงินให้น้อยๆ คุยเรื่องงานและการประสานกันให้มาก จึงจะไปได้ดี ดีทั้งต่อผู้ปฏิบัติงานและประชาชน”

พันธกิจ 3 ประการของการเป็น CUP

ท่ามกลางความหลากหลายของการบริหารจัดการและการวางบทบาทหน้าที่ของ CUP นั้น พอที่จะขมวดพันธกิจที่สำคัญของ CUP ได้ 3 ประการ กล่าวคือ

  1. เป็นกลไกการประสานงานภายในและขับเคลื่อนระบบสุขภาพในระดับอำเภอทั้งของภาคส่วนหน่วยบริการในกระทรวงสาธารณสุขหรือหน่วยบริการขององค์กรนอกกระทรวงสาธารณสุข( ถ้ามี)

  2. การเชื่อมต่อกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) เป็นหุ้นส่วน (partnership) ในการทำงานด้านสุขภาพ

  3. การขับเคลื่อนองค์กรภาคประชาชนในการร่วมสร้างสุขภาพ

แผนภูมิแสดงหุ้นส่วนหลัก (partnership) ของ CUP

พันธกิจที่ 1 บทบาทในการบริหารจัดการและดูแลสถานบริการสาธารณสุขระดับอำเภอ

บทบาทของ CUP ในการบริหารจัดการและดูแลสถานบริการสาธารณสุขระดับอำเภอนั้นเป็นพันธกิจขั้นพื้นฐานที่ทุก CUP ต้องทำให้ได้ เป็นเสมือนรากฐานของ CUP ที่จำเป็นต้องแน่นต้องแข็งแรง ก่อนที่จะต่อยอดสู่การพัฒนาตนเองไปสู่การทำพันธกิจที่ 2 และ 3 ต่อไป

บทบาทของ CUP ในการบริหารจัดการระบบสาธารณสุขในระดับอำเภอที่ควรจะเป็น

1. การ balance สร้างสมดุลระหว่างนโยบายจากระดับจังหวัดหรือส่วนกลางกับการจัดการปัญหาในระดับพื้นที่

เนื่องจากในปัจจุบัน ระบบงานด้านสุขภาพนั้นกินความกว้างขวางมาก และมีงานเชิงนโยบายจากส่วนกลางที่สั่งการจากกรมกองต่างๆเข้ามามาก ทุกงานล้วนลงมาปฏิบัติการในระดับหมู่บ้านตำบล ทำให้เจ้าหน้าที่ของสถานีอนามัยและศูนย์สุขภาพชุมชนมีปัญหาในการทำงานพอสมควร

บทบาท CUP จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างสมดุลของนโยบายจากส่วนกลางกับปัญหาสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ ด้วยการออกแบบแนวทางการทำงานต่อนโยบายที่เข้ามาให้ลงตัวกับบริบทในพื้นที่ จัดลำดับความสำคัญของนโยบายโดยใช้สภาพจริงในพื้นที่เป็นปัจจัยหลักในการจัดลำดับความสำคัญ

บทบาทในระดับจังหวัดก็มีความสำคัญอย่างยิ่ง หากในระดับจังหวัดมีการกลั่นกรองและปรับแนวทางการทำงานให้เหมาะสมโดยเบื้องต้นก่อน โดยไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงนายไปรษณีย์ส่งผ่านหนังสือแล้ว ก็จะสามารถช่วยให้การทำงานในระดับ CUP ง่ายขึ้น

2. การจัดพื้นที่การดูแล ใหม่ตามเหมาะสม (re-catchment area)

เนื่องจากระบบการวางโครงสร้างที่ตั้งสถานบริการที่ผ่านมาในอดีต ยึดตามรูปแบบการแบ่งเขตการปกครองของกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเมื่อเวลาเปลี่ยนไป บ้านเมืองเจริญขึ้น มีถนน มีสะพาน มีทางลัดในการเข้าถึงชุมชนหรือตลาดรวมทั้งโรงพยาบาล ทำให้ความสะดวกในการใช้บริการไม่เป็นไปตามเขตตำบลหรืออำเภอที่บ้านเรือนตั้งอยู่ ดังนั้นการจัดผังการรับบริการและการดูแลประชาชนใหม่ตามข้อมูลภูมิศาสตร์สารสนเทศ (GIS) จึงเป็นสิ่งแรกๆ ที่ CUP ควรจัดการ

เช่น กรณีของ โรงพยาบาลภูกระดึง จังหวัดเลย ได้จัดพื้นที่ใช้บริการปฐมภูมิของชาวบ้านใหม่ ทำให้โรงพยาบาลภูกระดึงที่เดิมรับดูแล 13 หมู่บ้าน มีพื้นที่รับผิดชอบเพิ่มขึ้นเป็น 19 หมู่บ้าน พัฒนา PCU หลักที่หนองหิน ให้เป็นเสมือนโรงพยาบาลสาขา (Extended OPD) จัดให้มีระบบบริการผู้ป่วยนอกแบบครบวงจรเหมือนกับโรงพยาบาลภูกระดึง ยกเว้นไม่มีเตียงรับผู้ป่วย แต่จะมีรถพยาบาลส่งต่อจอดประจำที่ PCU สำหรับส่งผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษาในโรงพยาบาลไปยังโรงพยาบาลภูกระดึงหรือ รพ.เลย ได้แล้วแต่กรณี

3. การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรโดย CUP

การแก้ไขปัญหาการขาดแคลนบุคลากรโดยเฉพาะในระดับสถานีอนามัยของ CUP นั้น มีพัฒนาการมายาวนาน โดยมีรูปแบบหลักที่พบได้แก่

  1. การสร้างแรงจูงใจในพยาบาลที่ปฏิบัติงานโรงพยาบาลออกไปประจำที่สถานีอนามัย ซึ่งเกือบทุก CUP ได้ทำเช่นนี้ แต่ความสำเร็จด้วยการสมัครใจนั้นมากน้อยแตกต่างกันไป
  2. การจ้างพยาบาลหรือกลุ่มสหเวชศาสตร์ เช่น ทันตาภิบาล หรือ เจ้าพนักงานเภสัชกรรมหรือเจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชนเป็นลูกจ้างชั่วคราว
  3. การจ้างลูกจ้างชั่วคราวให้กับสถานีอนามัย ทั้งในส่วนของเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดหรือเจ้าหน้าที่บันทึกข้อมูล
  4. การส่งเจ้าหน้าที่ในวิชาชีพต่างๆ จากโรงพยาบาลไปปฏิบัติงานในภารกิจเฉพาะ เช่น การส่งทีมสหสาขาวิชาชีพไปช่วยตรวจรักษาที่ศูนย์สุขภาพชุมชนสัปดาห์ละ 1 วัน เป็นต้น
  5. การประสานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการรับสมัครและจัดส่งนักเรียนในพื้นที่เข้ารับการศึกษา โดยมีพันธะสัญญาว่าจะกลับมาปฏิบัติงานใช้ทุนในพื้นที่หลังจบการศึกษา เช่น CUP น้ำพอง จังหวัดขอนแก่น

อย่างไรก็ตาม การเติมบุคลากรลงในสถานีอนามัยนั้น มีประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญเช่นกัน กล่าวคือการเติมพยาบาลลง PCU ซึ่งมีวัฒนธรรมการทำงานที่แตกต่างกันกับโรงพยาบาลนั้นดีจริงไหม สำหรับบทเรียนของ CUP หล่มสัก พบว่าการเติมวิชาชีพพยาบาลลงตัวกว่าแพทย์ แต่การเติมนักเรียนทุนในพื้นที่ที่รับทุนไม่ว่า อบต.หรือทุนรัฐบาลนั้นเป็นทางเลือกที่หลายฝ่ายเห็นว่าดีที่สุด

4. การพัฒนาบุคลากรและสนับสนุนทางวิชาการแก่ระบบบริการปฐมภูมิ

บทบาทของ CUP นอกจากจะจัดการกับปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในระบบบริการปฐมภูมิแล้ว การพัฒนาบุคลากรที่มีอยู่ให้มีความรู้ความสามารถในการดูแลปัญหาสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่ยังเป็นบทบาทหนึ่งที่สำคัญอย่างยิ่ง

ตัวอย่างของบทบาท CUP ในด้านการพัฒนาบุคลากร ได้แก่

CUP ขามสะแกแสง สนับสนุนให้บุคลากรระดับอนุปริญญาทุกคน ได้มีโอกาสในการเรียนภาคค่ำ เพื่อให้ได้วุฒิปริญญาตรีทุกคน

CUP ตาคลี จังหวัดนครสวรรค์ หมุนเวียนเจ้าหน้าที่จาก PCU มาร่วมเรียนรู้จากผู้ป่วยที่ตึกผู้ป่วยในด้วยการตาม round ward กับแพทย์ ทำให้เจ้าหน้าที่ได้มีโอกาสในการเห็น sign and symptom หรืออาการและอาการแสดงที่ชัดเจน ได้เรียนรู้แนวทางการดูแลรักษา รวมทั้งทำให้ผู้ป่วยในพื้นที่ได้เกิดความดีใจที่เห็นเจ้าหน้าที่ในสถานีอนามัยมาร่วมเรียนรู้ที่โรงพยาบาล เกิดความเชื่อมั่นศรัทธาต่อสถานีอนามัยมากขึ้น แนวทาง on the job training นี้ได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2531 จนปัจจุบันนี้ได้กลายเป็นวัฒนธรรมองค์กรไปแล้ว

CUP หันคา จังหวัดชัยนาท ได้มีการจัดการอบรมแนวคิดและทักษะการดูแลผู้ป่วยและครอบครัวตามแนวทางเวชศาสตร์ครอบครัว (Family Medicine) ให้กับพยาบาลทุกคน โดยเฉพาะพยาบาลในสถานีอนามัยร่วมกับการจัดพยาบาลลงสนับสนุนการทำงานในสถานีอนามัยให้ครบทุกแห่ง และจัดทำมาตรฐานการดูแลรักษาผู้ป่วย (Clinical Practice Guideline)ในระบบบริการปฐมภูมิให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน

5. การจัดการทรัพยากรด้านงบประมาณ

การจัดการงบประมาณเป็นภารกิจหลักที่สำคัญมากของ CUP และมักเป็นตัวชี้วัดความสมานฉันท์ภายใน CUP ที่สำคัญ

การจัดสรรงบประมาณให้กับหน่วยบริการภายใน CUP นั้น พอจะแบ่งลักษณะของกรอบการมองความสัมพันธ์ระหว่าง CUP กับ PCU ได้ใน 2 ลักษณะคือ

  1. การจัดความสัมพันธ์ในฐานะที่สถานีอนามัยเป็น Sub-contracting unit ของ CUP อย่างชัดเจน คือมีกฎมีกติกาที่ชัดเจนเป็นฐานของความสัมพันธ์ เน้นการจัดสรรตามผลงาน “ทำมากได้มากทำน้อยได้น้อย”

  2. การมองความสัมพันธ์ระหว่าง CUP กับสถานีอนามัย “เป็นเหมือนแม่ที่ต้องดูแลลูก ซึ่งCUP เป็นเสมือนแม่ที่ต้องให้การดูแลสถานีอนามัยอย่างเต็มที่” ดังนั้นการจัดสรรงบประมาณก็จะมีการโอบอุ้มกับ PCU มากกว่า เช่น สนับสนุนงบเพิ่มเติมแก่ที่ที่ขาดแคลน ห่างไกล แม้ปริมาณงานจะน้อย เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม การจัดเงิน minimum ให้ PCU อย่างเพียงพอ เป็นหัวใจของการลดความขัดแย้ง เป็นแนวทางที่หลาย CUP ใช้ในการบริหารจัดการงบประมาณ

6. การพัฒนาระบบบริการด้านการรักษาพยาบาลในระดับภาพรวมอำเภอ

ทุก CUP มักมีจุดมุ่งหมายร่วมในการสร้างระบบการดูแลรักษาโรคที่มีมาตรฐานตามหลักวิชาการสำหรับทั้งในส่วนของโรงพยาบาลและสถานีอนามัย ระบบบริการปฐมภูมิที่ดี เป็นเอกภาพ จะสามารถลดการมารับบริการในความเจ็บป่วยพื้นฐานที่โรงพยาบาลลงได้ และจะสามารถลดค่าใช้จ่ายในระบบสุขภาพในระดับอำเภอลงได้

การพัฒนาระบบบริการด้านการรักษาพยาบาลที่ทุก CUP ได้พัฒนาระบบงานไปมากน้อยแตกต่างกันไป ได้แก่

ระบบการส่งต่อผู้ป่วย

บาง CUP จัดให้มีช่องทางด่วนสำหรับผู้ป่วยที่ได้รับการส่งต่อจากสถานีอนามัย บาง CUP จัดระบบรถส่งต่อในสถานีอนามัยหลักมายังโรงพยาบาล บาง CUP จัดระบบการส่งต่อกลับจากโรงพยาบาลไปรับการรักษาต่อเนื่องที่สถานีอนามัย บาง CUP เมื่อมีผู้ป่วยมารับการรักษาเป็นผู้ป่วยในที่โรงพยาบาล จะมีการแจ้งข้อมูลไปให้เจ้าหน้าที่ประจำครอบครัวได้มาเยี่ยมผู้ป่วย และให้ข้อมูลเชิงบริบทของผู้ป่วยและชุมชนเพิ่มเติมใน chart ผู้ป่วย เพื่อประกอบการรักษาพยาบาลที่ลงตัวกับบริบทของผู้ป่วยที่สุด

ระบบการรับคำปรึกษาหรือการปรึกษาทางโทรศัพท์

ระบบการปรึกษาเป็นอีกส่วนหนึ่งของระบบเชื่อมต่อระหว่างโรงพยาบาลและสถานีอนามัยที่สำคัญในปัจจุบัน เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลที่ดีที่สุด เพราะบ่อยครั้งที่ความเจ็บป่วยไม่ได้รุนแรงถึงขั้นที่ต้องรับการรักษาจากแพทย์ โดยบาง CUP จัดให้มีแพทย์รับผิดชอบเป็นโซน บาง CUP ใช้ระบบปรึกษาแพทย์เวร บาง CUP ไม่มีระบบที่ชัดเจนใช้ระบบความสัมพันธ์ส่วนตัว

ระบบการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน ( Home Health Care)

เกือบทุก CUP มีระบบการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน บ้างก็ใช้ทีมจากโรงพยาบาลดูแลรักษาทั้งอำเภอ บ้างใช้ทีมร่วมระหว่างโรงพยาบาลกับสถานีอนามัย บ้างก็ชวน อสม.ร่วมการเยี่ยมบ้านด้วยเสมอ บ้างมีเพียงใบส่งต่อส่งให้เจ้าหน้าที่อนามัยไปดูแลผู้ป่วยเอง ระบบการดูแลผู้ป่วยที่บ้านนั้นเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดที่สะท้อนให้เห็นถึง ความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลชุมชนและสถานีอนามัยได้อย่างชัดเจน

ระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง

การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรังนั้นส่วนใหญ่มีแรงจูงใจจากความต้องการของโรงพยาบาลที่ต้องการลดจำนวนผู้ป่วยในคลินิกโรคเรื้อรังในโรงพยาบาลลง โดยเฉพาะคลินิกเบาหวานและความดันโลหิตสูง จึงมีการพัฒนาระบบนี้ขึ้นในหน่วยบริการปฐมภูมิ บางแห่งส่งเจ้าหน้าที่จากโรงพยาบาลไปให้การดูแลรักษาที่สถานีอนามัย บางแห่งจัดการอบรมเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยให้ดูแลรักษาเองและจัดระบบส่งต่อไปรับการตรวจเช็คให้ละเอียดที่โรงพยาบาลปีละ 1-2 ครั้ง

ระบบการตรวจรักษาผู้ป่วย

การสนับสนุนทางวิชาการแก่เจ้าหน้าที่ในสถานีอนามัยในการดูแลผู้ป่วยที่มีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกับโรงพยาบาล เป็นภารกิจอีกอย่างที่สำคัญ โดยส่วนใหญ่ใช้ระบบการอบรมแก่เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยหรือจัดการเพิ่มพูนทักษะด้วยการหมุนเวียนมาฝึกทักษะต่างๆ ที่โรงพยาบาล

การสนับสนุนทีมสหวิชาชีพจากโรงพยาบาลสู่ศูนย์สุขภาพชุมชนก็เป็นอีกกลวิธีหนึ่งที่ได้ผล โดยนอกจากทีมสหวิชาชีพจะมีภารกิจในการให้บริการแล้ว ยังจำเป็นต้องใส่ใจในการถ่ายทอดประสบการณ์และเรียนรู้การดูแลผู้ป่วยในบริบทที่สอดคล้องกับชุมชนร่วมกับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยด้วย นอกจากนี้ก็ยังสามารถสร้างความศรัทธาของประชาชนในพื้นที่ต่อศูนย์สุขภาพชุมชนแห่งนั้นได้เป็นอย่างดีด้วย

7. การสร้างเสริมสุขภาพและการควบคุมโรคในระดับอำเภอ

งานควบคุมโรค โดยเฉพาะโรคติดต่อเป็นภารกิจที่เร่งด่วนของ CUP แต่เนื่องจากการระบาดของโรคนั้นเป็นลักษณะเป็นช่วงๆ (Periodic) ไม่ต่อเนื่อง ดังนั้น CUP ส่วนใหญ่จึงมักมีนักวิชาการสาธารณสุขในสำนักงานสาธารณสุขอำเภอเป็นตัวหลักที่รับเรื่องนี้ และเมื่อการระบาดของโรคก็จัดเป็นทีมเฉพาะกิจออกปฏิบัติการ

โดยสรุปแล้ว บทบาทของ CUP ต่อการสร้างเสริมสุขภาพและควบคุมโรคนั้น มี 2 ลักษณะ คือ

การจัดกิจกรรมเอง สำหรับกิจกรรมการสร้างสุขาพและควบคุมโรคในบางกรณี CUP มีหน้าที่เป็นกลไกหลักในการทำเอง เช่นจัดกิจกรรมวันรณรงค์เอดส์โลก จัดการแข่งขันเต้นแอโรบิก จัดมหกรรมคัดกรองมะเร็งปากมดลูก เป็นต้น

การกำกับติดตาม เพราะกิจกรรมส่วนใหญ่เป็นภารกิจปกติของทุกสถานีอนามัยนั้น CUP อย่างไรก็ตาม บทบาทของ CUP ในการควบคุมกำกับสถานบริการนั้น ยังเป็นเรื่องที่ยังต้องมีการพัฒนาต่อไป

8. การบริหารจัดการระบบสนับสนุนการทำงานของหน่วยบริการปฐมภูมิ

เนื่องจากหน่วยบริการปฐมภูมินั้นมีเจ้าหน้าที่จำนวนจำกัดเฉลี่ยประมาณ 2-4 คน ประกอบกับข้อจำกัดในการบริหารจัดการตามมาตรฐานที่สูงขึ้นตามความก้าวหน้าของระบบบริการ ทำให้ CUP จำเป็นต้องมีระบบสนับสนุนเพื่อให้เกิดมาตรฐานเดียวกันทั้งหน่วยบริการปฐมภูมิที่เป็นของโรงพยาบาลและหน่วยบริการปฐมภูมิที่อยู่ภายใต้การควบคุมกำกับของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ อันได้แก่

การสนับสนุนการบริหารจัดการเวชภัณฑ์ในรูปแบบของคลังยาระดับอำเภอ เพื่อสร้างระบบบริหารจัดการยาที่ดีและมีประสิทธิภาพ ปัจจุบัน CUP ส่วนใหญ่มีคลังวัคซีนและเวชภัณฑ์ไม่ใช่ยาด้วย

การสนับสนุนการบริหารจัดการด้านงานพัสดุ เช่น ที่โรงพยาบาลเทพาเป็นคลังของทุก PCU สามารถเบิกของทุกอย่างที่คลังมี เช่น วัสดุด้านชันสูตร (Lab) แม้กระทั่งหรือวัสดุสิ้นเปลืองด้วย วัสดุสำนักงาน เช่น ไม้กวาด ถุงดำ กระดาษ ผงซักฟอก แบบพิมพ์ต่างๆ โปสเตอร์ เพื่อลดภาระการจัดซื้อจัดหาเอง และลดต้นทุนในการจัดซื้อ

ระบบการทำให้ปราศจากเชื้อกลางของอำเภอ ซึ่งมีทั้งการสนับสนุนทางวิชาการ การสนับสนุนเครื่องมือในการทำให้ปราศจากเชื้อแก่สถานีอนามัยเช่นเครื่องนึ่งไฟฟ้า หรือการให้สถานีอนามัยส่งของมานึ่งฆ่าเชื้อที่โรงพยาบาล โดยมีการแลกเปลี่ยนหมุนเวียนเครื่องมือระหว่างกัน

ระบบการกำจัดขยะติดเชื้อกลางของอำเภอ ระบบการกำจัดขยะติดเชื้อเป็นเรื่องยากที่สถานีอนามัยจะจัดการได้ ดังนั้นทางเลือกที่เหมาะสมคือการวางระบบให้สถานีอนามัยนำส่งขยะติดเชื้อมาทำลายโดยผ่านระบบกำจัดขยะติดเชื้อของโรงพยาบาล

ระบบข้อมูลข่าวสารกลาง ควรมีการวางระบบข้อมูลสารสนเทศที่สถานีอนามัยทุกแห่งมีการใช้โปรแกรมลงบันทึกข้อมูลการปฏิบัติงานที่เหมือนกัน และสามารถสรุปรายงานประจำเดือน ประจำงวดได้ และทำให้ CUP สามารถกำกับความครอบคลุมหรือความก้าวหน้าของงานได้สะดวกรวดเร็วขึ้น

ระบบการสนับสนุนและดูแลครุภัณฑ์การแพทย์ เช่น กรณีของ CUP นครไท จังหวัดพิษณุโลก มีระบบการดูแลครุภัณฑ์การแพทย์ให้กับสถานีอนามัย หากครุภัณฑ์ใดที่ตั้งไว้แล้วไม่ได้ใช้ ก็จะมีการนำมาสับเปลี่ยนที่โรงพยาบาลเป็นครุภัณฑ์ หรือเครื่องมือแพทย์ที่ใช้ประโยชน์ได้จริงกลับไปที่สถานีอนามัย เป็นต้น

ระบบสนับสนุนหน่วยบริการปฐมภูมิกลางเหล่านี้เป็นระบบพื้นฐานที่ทุก CUP ควรมีการจัดระบบเหล่านี้ไว้ เพื่อสร้างมาตรฐานของระบบบริการสาธารณสุข สร้างระบบการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และลดระยะเวลาในการทำหน้าที่ด้านธุรการสำหรับสถานีอนามัย

9. การควบคุมกำกับและการนิเทศงาน

การเรียนรู้ร่วมกันเป็นสิ่งที่พึงประสงค์ในการพัฒนางานมากกว่าการนิเทศงานในระบบดั้งเดิมที่เน้นการตรวจประเมินเป็นข้อๆ ตามแบบประเมินที่แข็งตัว และไม่ก่อให้เกิดความคิดสร้างสรรค์ในการทำงาน หรือ การเข้าใจบริบทของพื้นที่ที่สอดคล้องกับเหตุและผลของผลงานโครงการในพื้นที่

CUP ต้องพัฒนาทีมงานที่จะนิเทศงานโดยเลือกการยกระดับงานด้วยกระบวนการจัดการความรู้ (KM) เป็นกระบวนหลักแทน “การนิเทศงานแบบคุณครูตรวจการบ้านเด็ก” ซึ่งจะเป็นปรากฏการณ์ใหม่ของระบบการควบคุมกำกับและการนิเทศงานที่ CUP บ้านตาก จังหวัดตาก ได้พยายามนำระบบการเรียนรู้ร่วมกันโดยกระบวนการจัดการความรู้ (KM) มาใช้

พันธกิจที่ 2 การเชื่อมต่อกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เป็นหุ้นส่วน (partnership) ในการทำงานด้านสุขภาพ

หากพันธกิจของ CUP ข้อที่ 1 ในด้านการบริหารจัดการระบบบริการสาธารณสุขในระดับอำเภอเป็นบทบาทขั้นพื้นฐานของการทำหน้าที่ของ CUP แล้ว การเชื่อมต่อกับภาคีภาคส่วนอื่นๆโดยเฉพาะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นก็นับได้ว่าเป็นบทบาทขั้นต่อไป

รูปแบบการเชื่อมต่อเป็นหุ้นส่วนสุขภาพกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีรูปแบบความสัมพันธ์ที่สำคัญได้แก่

  1. ส่วนใหญ่เป็นไปในลักษณะการประสานเป็นรายโครงการหรือมีการขอรับการสนับสนุนงบประมาณจากท้องถิ่นเป็นโครงการมากน้อยตามเหตุปัจจัย

  2. การเชิญบุคคลผู้นำองค์กรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาเป็นคณะกรรมการ

  3. ในหลายพื้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ตั้งงบประมาณในการส่งนักเรียนในพื้นที่รับทุนไปเรียนในตำแหน่งพยาบาลวิชาชีพ ทันตาภิบาล เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน เป็นต้น เมื่อจบแล้วก็ต้องกลับมาปฏิบัติงานที่สถานบริการสุขภาพในชุมชน

  4. การสนับสนุนงบประมาณให้กับองค์กรภาคประชาชนที่ผูกติดกับงานสาธารณสุข เช่น ชมรมอาสาสมัครสาธารณสุข ชมรมผู้สูงอายุ หรือชมรมผู้ติดเชื้อ เป็นต้น

  5. การสนับสนุนด้านอาคารสถานที่ เช่น กรณีของ CUP ยางตลาด จังหวัดกาฬสินธ์ ที่ทางโรงพยาบาลยางตลาดได้ไปเช่าห้องแถวเพื่อเปิดให้บริการในนามของ “โรงพยาบาลยางตลาด 2” เพื่อให้บริการแก่ผู้ป่วยในเขตเทศบาล จัดแพทย์ เภสัชกร พยาบาล มาให้บริการ มีรถฉุกเฉินเพื่อส่งต่อไปโรงพยาบาล ต่อมาทางเทศบาลเห็นถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ จึงได้อาสาสร้างอาคารให้ในที่สุด

  6. การร่วมลงขันตั้งกองทุนสุขภาพชุมชน โดยการร่วมลงขันของ องค์การบริหารส่วนตำบล กลุ่มองค์กรการเงินชุมชนเช่นกลุ่มออมทรัพย์ และ สปสช.

ข้อเสนอแนะต่อการสร้างการมีส่วนร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

  1. สร้างและทำความเข้าใจในบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้เห็นว่าสุขภาพคือภารกิจหนึ่งที่สำคัญในการเพิ่มคุณภาพชีวิตประชาชน หรืออาจกล่าวให้ concern เรื่องสุขภาพ ซึ่งสำคัญกว่าลงขัน ว่าในโครงการหนึ่งๆ นั้น ทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะสนับสนุนงบประมาณมากน้อยเพียงใด นั่นคือ ไปให้ไกลกว่า win-win คือ เราได้งบเขาได้เสียง เป้าหมายคือทำให้ชุมชนเข้มแข็ง

  2. ทุก CUP ควรมีการตั้งคณะกรรมการสุขภาพระดับอำเภอที่มีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคประชาสังคมและผู้ทรงคุณวุฒิในชุมชนมาเป็นคณะกรรมการ เช่นที่ CUP หนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี CUP นครไท จังหวัดพิษณุโลก

  3. ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือที่ยั่งยืนกว่าการสนับสนุนเพียงงบประมาณในการจัดทำโครงการ โดยเฉพาะรูปแบบความร่วมมืออันได้แก่

    1. การให้ทุนชุมชนแก่นักเรียนเพื่อเรียนต่อในวิชาชีพด้านสุขภาพแล้วให้กลับมาทำงานใช้ทุนที่สถานบริการใกล้บ้าน เช่น กรณีของ CUP น้ำพอง จังหวัดขอนแก่น CUP หล่มสัก จังหวัดเพชรบูรณ์ และ CUP เทพา จังหวัดสงขลา
    2. การตั้งกองทุนสุขภาพชุมชนระดับตำบล โดยขอรับงบอุดหนุนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในลักษณะเป็นเงินก้อนมาร่วมลงขันกับเงินส่งเสริมป้องกันของ CUP และเงินสมทบจากองค์การการเงินของชุมชนเช่นกลุ่มออมทรัพย์หรือกองทุนหมู่บ้าน เป็นเงินกองทุนสุขภาพชุมชน

พันธกิจที่ 3 การสนับสนุนกลไกการขับเคลื่อนของภาคประชาชนในการดูแลสุขภาพตนเอง

ในบริบทของการดูแลสุขภาพในระดับอำเภอนั้น จากแนวคิดและกระบวนทัศน์ด้านสุขภาพที่ว่า “เรื่องสุขภาพไม่ได้อยู่ที่โรงพยาบาล แต่อยู่ที่วิธีคิด อยู่ในชุมชน เมื่อก่อนพอพูดเรื่องสุขภาพ เรานึกถึงกระทรวงสาธารณสุข โรงพยาบาล แต่ทุกวันนี้เรื่องสุขภาพนิยามไปไกลมาก เชื่อมโยงไปทุกเรื่อง ไม่ว่าเกษตร การคุ้มครองผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม นโยบายสาธารณะด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ทิศทางการพัฒนาประเทศที่มีผลกระทบต่อสุขภาวะ” เป็นต้น

ในแง่โครงสร้าง อดีตเรื่องสุขภาพมีแนวเดียวคือแนวดิ่ง ส่วนราชการมาขยายพื้นที่ในภูมิภาค แล้วสร้างความเจริญในพื้นที่ ซึ่งจะสามารถแก้ปัญหาได้ในพื้นที่ที่ไม่ซับซ้อน แต่ทุกวันนี้ไม่ใช่ โครงสร้างแนวตั้งอย่างเดียวไม่พอ แต่ต้องเกิดโครงสร้างโดยการจัดการตนเองของชุมชน เกิดโดยชุมชน โดยมีการเชื่อมประสานกับกลไกปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นข้อต่อสำคัญสำหรับงานแนวตั้งและแนวราบ เป็นการถักทอมิติการทำงานแบบใหม่ เชื่อมต่อกับประชาชนเพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมที่ซับซ้อน

CUP ควรมีบทบาทในการสร้างชมรมกลุ่มภาคประชาชนให้เข้มแข็ง และเชื่อมประสานให้เกิดความเคลื่อนไหวด้านสุขภาพที่หลายภาคส่วนต่างช่วยกันขับเคลื่อนมาอย่างต่อเนื่อง ด้วยพลัง

สหวิชาชีพหนองบัวลำภู : พลังขับเคลื่อนสังคมด้วยการลงมือทำ

โดย Admin on January,11 2011 22.41

สหวิชาชีพหนองบัวลำภู : พลังขับเคลื่อนสังคมด้วยการลงมือทำ

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมกราคม-กุมภาพันธ์ 2550

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ทีมสุขภาพชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู ถือกำเนิดขึ้นมาหลังจากที่ผู้เขียนได้รับคำชวนจากคุณหมอวัฒนา (ทพ.วัฒนา ทองปัสโนว์ ทันตแพทย์โรงพยาบาลด่านซ้าย จังหวัดเลย) บรรณาธิการจดหมายข่าวทันตภูธร ในขณะนั้น ทางโทรศัพท์ให้ไปประชุมอะไรซักอย่างที่ สสส. วันนั้นผู้เขียนได้พบกับพี่ๆ น้องๆ หลายคน พี่แพร (ทญ.แพร จิตตินันท์) เล่าให้พวกเราฟังว่า มีการพูดคุยกันของวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และหมออนามัย ที่จะร่วมตั้งทีมทำงานส่งเสริมสุขภาพแบบสหสาขาวิชาชีพ โดยเริ่มจาก 5 สหสาขาวิชาชีพ

ทันตแพทย์หญิงวรางคณา อินทโลหิต จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เล่าถึงที่มาที่ไปและความงดงามของการทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพหนองบัวลำภู เนื้อหาดังกล่าวได้นำเสนอในหนังสือ “ก่อร่างสร้างสุข ด้วยระบบสุขภาพชุมชน” ซึ่งเป็นหนังสือสรุปบทเรียนของการร่วมทำงานเป็นสหสาขาวิชาชีพภายใต้การสนับสนุนของ สถาบันวิชาการเพื่อการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพชุมชน (สวสช.) ซึ่งตั้งขึ้นมาในปี 2546 โดยความร่วมมือของชมรมแพทย์ชนบท ชมรมทันตภูธร ชมรมเภสัชชนบท ชมรมพยาบาลชุมชน และสมาคมหมออนามัย ภายใต้การดูแลของมูลนิธิแพทย์ชนบท ควรค่าแก่การนำมาเผยแพร่ในวงกว้าง จึงนำมาเสนอเป็นเรื่องเด่นประจำฉบับในฉบับนี้

ทีมสหวิชาชีพสามารถทำเรื่องใหญ่ไกลตัวกว่าเรื่องสุขภาพในมิติสาธารณสุขได้มาก ก้าวข้ามสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงาน จากเฉพาะวิชาชีพไปสู่ความร่วมมือของสหสาขาวิชาชีพ จากมิติงานบนโรงพยาบาลสู่การทำงานในชุมชน จากมิติด้านสาธารณสุขที่เน้นไปด้านมดหมอหยูกยาไปสู่ด้านสุขภาวะที่ต้องยุ่งเกี่ยวทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ไว้อย่างน่าสนใจ

สหวิชาชีพ จุดเริ่มต้นกับช่องปากที่แยกส่วน

ความคิดในการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพนี้เป็นแนวทางการทำงานแบบบูรณาการที่ตรงกับใจของคนหลายคน เพราะที่หนองบัวลำภู ได้เริ่มลงมือทำงานส่งเสริมทันตสุขภาพ โดยตั้งทีม “ลูกรักฟันดี” ตั้งแต่ปี 2545 ประกอบด้วยทันตาภิบาลที่อยากเรียนรู้การทำงานกับชุมชน โดยเราเริ่มจากการออกจากห้องฟันสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ พร้อมกับคำถามที่ว่า “ทำไมเด็กเล็กๆ จึงฟันผุมากจัง” คำตอบที่ได้ทำให้พวกเรามองเห็นว่า การที่เด็กๆ มีฟันผุนั้นเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่างที่มากกว่าเด็กกินท๊อฟฟี่แล้วไม่แปรงฟัน เราพบว่า การที่เด็กๆ ไม่ได้เลี้ยงดูโดยพ่อแม่เนื่องจากต้องไปทำงานทั้งในและนอกจังหวัด โดยปล่อยภาระการเลี้ยงดูเด็กไว้กับปู่ยาตายายนั้น ทำให้“ขนม” ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการเติมเต็มในส่วนของความรักที่เด็ก ๆ ขาดไป และพบว่า เรื่องที่ชาวบ้านสนใจไม่ได้เรื่องเด็กฟันผุ แต่เป็นเรื่อง เด็กไม่กินข้าว

ในขณะนั้นทีมลูกรักฟันดีพยายามเข้าไปเรียนรู้การแก้ไขปัญหาแบบชุมชนมีส่วนร่วมโดยการจัดกระบวนการกลุ่มเพื่อให้ชาวบ้านร่วมกันวางแผนจัดการกับปัญหา ตลอด 2 ปี ที่ได้ร่วมกันทำงาน ทีมงานได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจชาวบ้านมากขึ้นแต่ เรากลับพบว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชุมชน เราได้ข้อสรุปร่วมกันหลังจากไปศึกษาดูการทำงานเชิงรุกของทีมสุขภาพโรงพยาบาลเชียงกลาง จังหวัดน่าน ว่าทีมงานที่มีเฉพาะทันตบุคลากรไม่เพียงพอต่อการทำงานที่จะไปส่งเสริมการส่วนร่วมได้ ต้องเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ และอีกส่วนที่สำคัญคือ เรายังไม่ได้มองหาศักยภาพหรือจุดแข็งในชุมชนที่จะเป็นแกนสำคัญที่จะทำให้เกิดส่วนร่วมได้

เริ่มต้นที่สร้างทีม

เมื่อตอนเริ่มจะทำทีม ทีมแกนนำไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาร่วมทีมมากมาย เอาเฉพาะคนที่อยากเรียนรู้ร่วมกันซัก 2-3 ทีมก็พอ ก็เลยโยนคำถามเข้าไปในทีมลูกรักฟันดีว่า อยากทำงานต่ออีกหรือไม่ ถ้าอยากทำให้ไปช่วยพี่ ๆ เพื่อนๆ ที่อยู่ที่สถานีอนามัย ถ้าใครชวนมาได้จึงจะให้สมัครเป็นทีมสุขภาพชุมชน ปรากฏว่า สมัครเข้ามาถึง 12 ทีม (เรียกว่า ทีมลูกรักฟันดีที่ร่วมกันทำงานมา 2 ปี สมัครทุกคน) และได้ร่วมกันตั้งวัตถุประสงค์ว่า ทีมสุขภาพชุมชนจะเป็นทีมทำงานส่งเสริมสุขภาพที่ชุมชนมีส่วนร่วม แต่เนื่องจากทีมยังเป็นมือใหม่หัดขับ จึงต้องมีการพัฒนาทีมเพื่อติดอาวุธทางปัญญาด้านการทำงานชุมชนให้กับทีม

ทีมหนองบัวลำภูมีความโชคดีประการหนึ่งคือได้ที่ปรึกษาที่ดีมาตลอด ตั้งแต่คิดจะเดินออกจากห้องฟัน ก็ได้ไปเล่าให้อาจารย์ทรงวุฒิ (อาจารย์ทันตแพทย์ ภาควิชาทันตกรรมชุมชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ฟังว่า อยากทำงานชุมชนแต่ไม่ทราบจะเริ่มอย่างไร อาจารย์ก็พาทีมมาจัดอบรมให้ พอจะลงมือทำงานจริง ๆ คนที่มาร่วมคิดร่วมทำก็เป็นพี่จากกองทันตสาธารณสุข คือพี่สุรัตน์ (ทพญ.สุรัตน์ มงคลชัยอรัญญา) ที่มาคลุกคลีกับทีมงานลูกรักฟันดีมาตั้งแต่ปี 45-46 ในครั้งนี้ที่จะทำทีมสุขภาพชุมชนหนองบัวลำภู ก็เป็นจังหวะที่โครงการวิจัยการส่งเสริมสุขภาพช่องปากด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ข้าพเจ้า เพื่อน ๆ พี่ ๆ จาก 6 จังหวัด (สงขลา,พัทลุง, หนองบัวลำภู, หนองคาย, เลยและขอนแก่น) ได้ร่วมกันเขียนโครงร่างวิจัยกับพี่สุรัตน์ ได้รับอนุมัติจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งโครงการวิจัยนี้มีส่วนหนึ่งที่เน้นการพัฒนาศักยภาพทีมสุขภาพก่อนที่จะไปดำเนินการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่การทำความเข้าใจระบบชุมชนและการศึกษาชุมชน โดยได้เชิญวิทยากรจากหน่วยงานอิสระที่มีความชำนาญในการพัฒนาทีมงานร่วมกับชุมชนมาเป็นเวลานาน คือ อาจารย์แมน ปุโรทกานนท์ และอาจารย์โกวิท พรหมวิหารสัจจา

เมื่อติดเครื่องได้แล้ว ทันตแพทย์หญิงวรางคณา อินทโลหิต ซึ่งเป็นกลไกหลักในการประสานทีมสหวิชาชีพของหนองบัวลำภู พร้อมด้วย พี่สุรัตน์ และอาจารย์โกวิท ก็เดินหน้าพัฒนาทีม โดยทำทีมวิจัย 2 พื้นที่ (หมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา ของทีม สอ.ทุ่งโปร่ง และหมู่บ้านดอนหัน ทีม สอ.หัวนา) พร้อมกับทีมสุขภาพชุมชนที่เหลืออีก 10 ทีม โดยใช้วิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นตัวนำ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภูโดยงานทันตสาธารณสุข ได้จัดหลักสูตรฝึกทักษะในเรื่องการศึกษาชุมชนและเครื่องมืออื่น ๆ ที่จำเป็นในการทำงานชุมชน จากนั้นให้ทีมสุขภาพชุมชนนำไปปฏิบัติจริง แล้วมาเล่าสู่กันฟังในเวทีการแลกเปลี่ยนระดับจังหวัดและระหว่างจังหวัดทุก 2-3 เดือน พร้อมกับค่อย ๆ ติดอาวุธทางปัญญาให้ทีมโดยมีวิทยากรที่เชี่ยวชาญ ซึ่งนอกจากอาจารย์โกวิท พี่สุรัตน์ แล้ว ยังมี ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คอยเติมแนวคิดการทำงานเชิงรุก และการทำงานชุมชน อาทิเช่น แนวคิดการมีส่วนร่วม (Participation) กับความร่วมมือ (Co-operation) ต่างกันอย่างไร กระบวนการพัฒนาชุมชน (Development Process) เพื่อให้ทีมสุขภาพชุมชนได้ทำความเข้าใจถึงพัฒนาการของทีมตนเอง ส่วนเครื่องมือในการทำงานชุมชนที่เสริมให้กับทีมก็เป็นเรื่อง การวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุ (Problem Analysis) ที่จุดสำคัญเน้นให้ชาวบ้านเป็นผู้วิเคราะห์เองโดยใช้เครื่องมือชิ้นนี้สร้างความตระหนักในปัญหาไปในตัว และการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Analysis) โดยทุกกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชน ทีมสุขภาพยึดปรัชญาการมีส่วนร่วมของชุมชน ในทุกกิจกรรมที่ไปทำกับชุมชน

เสียงจากสมาชิกสหวิชาชีพ

2 ปี กับ การพัฒนาทีมสุขภาพชุมชนหนองบัวลำภู พบว่า ทีมได้เรียนรู้และพัฒนาขึ้นมาก จากคำบอกเล่าของสมาชิกทีม ดังนี้

ทพญ.กัลยา รัศมีมาสเมือง ทันตแพทย์ จากโรงพยาบาลหนองบัวลำภู เล่าว่า “ยังไม่มีความชำนาญในการทำงานในชุมชน แต่เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ด้วยกัน มีปัญหาในการศึกษาชุมชนคือ ชาวบ้านเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล ยังไม่มีส่วนร่วมในการศึกษามากนัก เป็นเพียงผู้ตรวจสอบข้อมูล เสนอแนะว่า น่าจะมีการปรับการทำงานให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมมากกว่านี้ แต่ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากทีมมีทักษะไม่มากพอที่จะกระตุ้นให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมก็เป็นได้”

ส่วนนักโภชนาการ หนึ่งในทีมงานของทีมสุขภาพชุมชน โรงพยาบาลหนองบัวลำภู เล่าว่า “การศึกษาชุมชนทำให้ปรับรูปแบบการทำงาน จากที่แต่ละสาขามองกันคนละจุด คนละประเด็น ต้องเอามาเชื่อมโยงกัน เช่น นักโภชนาการมองด้านอาหารการกิน แต่จากการศึกษาชุมชน พบว่า การเกษตรมีการใช้สารเคมีมาก ดังนั้น งานโภชนาการน่าจะเชื่อมเข้ากับการเกษตรได้ ในแง่อาหารปลอดภัย เพราะฉะนั้น ในกลุ่มเด็ก 0-5 ปี จะดูการเลี้ยงดูเด็ก น่าจะดูในเรื่องของภาวะโภชนาการ โดยนำข้อมูลดิบมาศึกษา มุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละสาขาวิชา ทำให้มองสุขภาพครบด้าน มีความชัดเจนขึ้น และการมีเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จะได้มุมมองใหม่ ๆ จากเพื่อน”

พยาบาลวิชาชีพ จาก PCU 2 แห่ง กล่าวว่า “ได้ทำงานเป็นทีม แต่ก่อนเรื่องฟันก็ยกให้ทันตาภิบาล เมื่อได้ทำงานวิจัยเรื่องทันตสุขภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่ใน PCU ทำให้ตัวเองได้ความรู้ด้านสุขภาพช่องปากเพิ่มเพราะถูกชาวบ้านถามเรื่องฟันซึ่งได้กลับไปถามทันตาภิบาลเพิ่มเติม ในส่วนทำงานสหสาขาวิชาชีพ ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน ไม่แบ่งงาน และชาวบ้านเริ่มรู้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำงานเฉพาะการรักษา ทำงานหลายด้านเป็นสิ่งใหม่ในสายตาชาวบ้าน”

ส่วนทันตาภิบาล ใน PCU ที่เป็นสมาชิกทีมสุขภาพชุมชน เล่าว่า “การจะไปกระตุ้นให้ชาวบ้านคิด เรื่องนั้น ๆ จะต้องเป็นปัญหาของเขา ๆ จึงจะมีส่วนร่วม และเมื่อได้รับการตอบรับจากชาวบ้านดี รู้สึกดี แสดงว่าเขาให้ความสนใจ พบว่าการศึกษาชุมชนเป็นการสร้างสัมพันธภาพของเจ้าหน้าที่กับชุมชนแต่ก่อนไม่มีการศึกษาชุมชน ใช้โครงการนี้เป็นสื่อกลางเป็นการแนะนำตนเอง ชาวบ้านให้การต้อนรับดี มีคนมาถาม แต่ก่อนมองเป็นคนแปลกหน้า เดี๋ยวนี้เรียกดื่มน้ำ กินข้าว”

ส่วนผลงานอันเป็นรูปธรรม หลังจากที่ทีมสุขภาพชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู ได้รับการพัฒนามีกรณีตัวอย่างจะเล่าให้ฟัง 2 ทีม คือ ทีมสุขภาพชุมชนทุ่งโปร่ง และทีมสุขภาพชุมชนนามะเฟือง

ทีมสุขภาพชุมชนทุ่งโปร่ง

ศูนย์สุขภาพชุมชนทุ่งโปร่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 5 คน คือ หัวหน้าสถานีอนามัย พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 2 คน และทันตาภิบาล 1 คน ดูแลประชากร 9 หมู่บ้าน จำนวน 7,160 คน

ปี 2547 ทีมงานได้รับการชักชวนให้เป็นทีมวิจัยในโครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก กลุ่มเด็กเล็ก ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทีมงานได้เลือกหมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา เป็นพื้นที่วิจัย โดยคุณจิรประไพ บุตรกัณหา หัวหน้าสถานีอนามัยให้ความเห็นว่า หมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนาเป็นหมู่บ้านแยกใหม่ เมื่อปี 2546 เหมือนเด็ก จะแต้มสีอะไรก็ได้ นอกจากนี้ยังเป็นหมู่บ้านขนาดไม่ใหญ่ ที่สำคัญ องค์กรชุมชนในพื้นที่ อาทิเช่น ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนขยัน รับผิดชอบสูง สามารถรวมลูกบ้านได้ อสม. เข้มแข็ง ร่วมมือสูง กลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุก็มีความพร้อมในการพัฒนา และมีเหตุการณ์สำคัญคือ ในหมู่บ้านมีผู้ป่วยไข้เลือดออก 2 ปี ติดต่อกัน ศูนย์สุขภาพชุมชนจึงถือวิกฤติเป็นโอกาส และน้องทันตาภิบาลก็จะทำโครงการวิจัย เจ้าหน้าที่ทุกคนจึงปรึกษาหารือกัน ตกลงเลือกบ้านนี้ที่น่าจะเป็นไปได้ในการลงเรื่องสุขภาพ

นายสมบูรณ์ อินทรเพชร ประธานสภา อบต.ซึ่งเป็น อบต.ที่อยู่หมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา ได้เล่าถึงความเป็นมาของโครงการ ดังนี้

โครงการนี้ริเริ่มจากการประชาคมโดยคุณหมอจากสถานีอนามัย ได้เข้ามาประชุมหาหนทางแก้ไขปัญหาในชุมชน ประชุมครั้งแรกที่วัดป่า ครั้งที่สองที่ อบต.กุดจิก มีการแบ่งกลุ่มปัญหา คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพเด็ก และปัญหาสารเคมี เมื่อมาพิจารณาดูปัญหาเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่แก้ยาก แม้แต่ระดับประเทศก็กำลังแก้ไขอยู่ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ส่วนปัญหาสารเคมีก็เป็นในหมู่บ้านเพียง 3 คน จึงมาเลือกปัญหาสุขภาพเด็ก มาดูความเป็นอยู่ของเด็กในหมู่บ้าน "ลูกหลานเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง" (แรกเกิดถึง 5 ปี) อบต.จึงจัดสรรงบเข้าไปดูแลในศูนย์เด็ก จัดให้มีที่นอน สถานที่เรียน ที่พักผ่อนหย่อนใจ การพัฒนาจิตใจ และสมอง ส่วนปัญหาที่พูดกันในที่ประชุมประชาคมคือ เด็กไม่กินข้าว (กินอาหารมื้อหลักในปริมาณที่ไม่เพียงพอ) กับเด็กเล็กฟันผุเป็นจำนวนมาก จะทำอย่างไร ได้ระดม อสม.ทั้งหมดมาคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร (ประธานสภาอบต. มีอีกบทบาทคือ เป็น อสม.ด้วย) ให้ชุมชน พ่อแม่ช่วยกัน ไม่ใช่ให้แต่พ่อแม่ทำ ขอความร่วมมือให้ดูแลครอบครัวก่อน ก่อนจะให้คนอื่นพัฒนาต้องช่วยตัวเองก่อน (หมายถึงจะให้หมอมาช่วย ชุมชนต้องช่วยกันก่อน) ได้ระดมมันสมองช่วยกันคิด และหมอมาให้ด้านวิชาการ (เช่น ความสำคัญของการกินข้าวก่อน)

ปัญหาฟันผุ พบว่า เด็กเล็กมีฟันผุเยอะ ก็เรียกมาประชุม ก็เรียกร้านค้ามาประชาคม อธิบาย ขอความร่วมมือจากร้านค้า (มีจำนวน 3 ร้าน) ไม่ตั้งโชว์สินค้าล่อใจเด็ก (พวกลูกอม) คุณรุ่งรัตน์ โฉมมัจฉา เป็นหัวหน้าทีมดูแล คุณหมอมาประเมินผล ไม่ใช่ฟังแต่รายงานจาก อสม., ก็ลงไปดูร้านค้าด้วย

คุณอารมย์จิตร ดารีย์ ทันตาภิบาลของสถานีอนามัยทุ่งโปร่ง เล่าว่า ทำงานที่สถานีอนามัยแห่งนี้ตั้งแต่รับราชการจนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปี เหตุผลที่เลือกหมู่บ้านนี้คือ เป็นหมู่บ้านตั้งใหม่ และเป็นหมู่บ้านที่มีโรคไข้เลือดออกระบาด จึงอยากจะทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อหาการมีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหา เริ่มการทำงานจากการศึกษาชุมชน 4 ด้าน ตามที่ได้รับการอบรมมา คือ ด้านกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ และสังคม จากนั้นก็หาแกนนำ (Key person) จึงได้กลุ่มคนที่จะมาทำงานด้วย (ประมาณ 45 คน) และในเวทีการนำเสนอข้อมูลการศึกษาชุมชน ชุมชนได้ระบุปัญหา 3 ปัญหา คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพเด็ก และปัญหาสารเคมี ประชุมกัน 5-6 ครั้ง ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การประชุมใช้ประชุมบ่อย ๆ แต่ไม่นาน ชาวบ้านชอบประชุมตอนเช้าตรู่ จะได้ไปทำมาหากิน จากการประชุมได้แนวทางแก้ไขปัญหาคือ จัดระเบียบร้านค้า หมอฟันประจำครอบครัว (คือ เจ้าหน้าที่จะสอนการตรวจฟันแบบง่าย ๆ คือ ฟันผุ หินปูน และแนะนำการแปรงฟัน ถ้าพบว่ามีปัญหาก็ให้ไปรักษาที่สถานีอนามัย)

กระบวนการประชุม ใช้ทีมงานจากพี่พยาบาล (เป็นผู้นำการประชุม) การที่พี่พยาบาลมาช่วยงานด้านทันตฯ คุณอารมย์จิตรให้ข้อคิดว่า "ก่อนที่คนอื่น จะมาช่วยเรา เราต้องช่วยงานคนอื่นก่อน" ดังนั้นพี่พยาบาลจึงมาช่วยดำเนินการประชุม

สุขภาวะเริ่มก่อเกิดที่ทุ่งโปร่ง

ส่วนเรื่องผลการทำงานโครงการนี้ คุณอารมย์จิตร ได้ให้คุณกองสิน สีหัวแฮ อสม. มาช่วยเล่า ดังนี้

คุณกองสิน อสม. ของหมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา เล่าว่า "ขอชื่นชมบ้านเจ้าของ (บ้านของดิฉันเอง) ว่าคนแก่มีประสิทธิภาพ" โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก ทำให้พ่อแม่เอาใจใส่ลูกดีขึ้น ภูมิใจมากที่หมอลงมาทำที่จุดนี้ แต่ก่อนลูกไม่กินข้าวก็ได้แต่ด่ากัน (ด่าลูก) แล้วลูกก็ไม่กินข้าว ได้รู้วิธีว่าลูกไม่กินข้าวจะแก้ยังไง ได้มาระดมความคิดร่วมกัน ลูกใครไม่กินผัก ก็ฟักหมุ่น ๆ (สับให้ละเอียดให้ไม่เห็นผัก) เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรา เรามองไม่เห็น (ปัญหาเด็กไม่ค่อยกินข้าว เป็นปัญหาใกล้ตัวจนไม่ได้ใส่ใจ) เมื่อมาระดมความคิดกัน ได้เห็นความแตกต่างระหว่างลูกเขา ลูกเรา ได้นำมาปรับใช้ แก้ไขปัญหา แต่ก่อนหลานของฉัน(กองสิน) แต่ก่อนไม่กินผัก ตอนนี้กินแครอทก็เป็น ผลไม้ก็กิน (หลอกล่อสารพัด เช่น กินแครอทแล้วแก้มแดง) ตอนนี้ ส่วนรวม "ยามเมื่อแลงก็ล่อป้อนข้าวกัน แต่ก่อนไม่มี" (ตอนเย็น ผู้ปกครองพาลูกหลานออกมาเดินป้อนข้าวมากขึ้น) ส่วนการแปรงฟันที่ศูนย์เด็กเล็ก เด็กเอาแปรงมาจากบ้าน "ไม่ยากแม่ครู" (ไม่ทำให้ครูพี่เลี้ยงลำบากหาแปรงสีฟันให้)

"ร้านค้าจะเสี่ยงขนม (เก็บขนมไม่ล่อตา) ยาสูบ ไม่ให้เด็กเล็กเห็นเป็นสิ่งล่อตา จะมีแต่นมตั้งข้างหน้าร้าน"

เรื่องฟันผุ หมอฟันประจำครอบครัวตรวจ และส่งรายงานไปอนามัย สอ.จะทราบข้อมูลไม่ต้องเสียเวลามาตรวจเอง

ตอนนี้ลูกหลานสุขภาพดี พ่อแม่สุขภาพดี (สบาย) เห็นลูกหลานร่าเริง พ่อแม่ก็ดีใจ โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี และหมออนามัยไม่ทอดทิ้ง จะมาแนะนำตลอด แม้แต่ ยาพารา ฯ ก็ได้ทราบโทษของการกิน (มีคำแนะนำดี ๆ) แต่ก่อนหมอกับไทบ้าน (ชาวบ้าน) ไม่เข้ากัน เพราะไทบ้านกลัวหมอ (หมอไปตรวจลูกน้ำเอง ย่านเฮาตั๋ว : หมอลงไปตรวจลูกน้ำเอง กลัว อสม.พูดไม่จริง) แต่เดี๋ยวนี้สนิทกัน หมอไปเยี่ยมบ้านบ่อย ผู้ใหญ่บ้านเสริมว่า แม่บ้านแต่ก่อนตลาดคลองถมเด็กไม่สนใจผลไม้ ตอนนี้แอ่ว (ขอ) ไปซื้อส้ม เอาน้ำส้มให้หลานกิน หลานก็ไม่กิน บอกว่า เด็กไทยไม่กินหวาน

คุณจิรประไพ เสริมว่า รู้สึกประทับใจหมู่บ้านนี้ ตอนผู้ใหญ่บ้านบอกว่า เวลาไปตลาดนัดส้มเขียวหวานหมดก่อน ก็ไม่เชื่อ ไปแอบดูเวลามีตลาดนัด พบว่า ส้มขายดีจริง ๆ แต่ก่อนเพิ่งทราบว่า ชาวบ้านแพงเงิน (เก็บเงิน) ไว้ ไม่ซื้อผลไม้ เพราะกินแล้วไม่อิ่มเหมือนกินข้าว ขนม ต่อมา ชาวบ้านจึงมีความรู้ว่า การกินขนมให้อิ่ม ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สมอง ต่อมาจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินผลไม้ทุกชนิด แทนขนม (ไปเยี่ยมบ้านก็ไปเก็บ ตะขบกิน)

ทีมงานช่วยกันสรุปบทเรียนแห่งความสำเร็จ คือ การใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ปัญหา Problem Analysis ทำให้ผู้เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการระบุสาเหตุและผลกระทบของปัญหาเด็กไม่กินข้าว และเด็กฟันผุ ซึ่งสาเหตุที่ได้ของ 2 ปัญหามีตัวร่วมคือการกินของเด็ก หลังจากได้สาเหตุของปัญหา ทีมสุขภาพยังไม่รีบให้ชาวบ้านคิดแนวทางการแก้ไขปัญหาเนื่องจากเป็นการระดมความคิดเห็น ยังไม่มีข้อมูลยืนยันสาเหตุที่แท้จริงในหมู่บ้าน ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้ผู้ปกครองเก็บข้อมูลการกินของเด็ก โดยทีมสุขภาพทุ่งโปร่งได้ทำเป็นแบบบันทึกข้อมูลการกินเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งผู้ปกครองให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล และทีมสุขภาพได้จัดเวทีประชาคมอีกครั้งเพื่อนำเสนอผลการเก็บข้อมูลการกิน 7 วันของเด็ก ในเวทีนี้ ชาวบ้านบางคนคาดไม่ถึงกับค่าขนมของเด็กที่มากถึงวันละ 30-40 บาท และมีบางคนที่แข็งขันที่จะกลับไปแก้ไขปัญหาของบุตรหลานตนเอง

ในเวทีประชาคมของบ้านทุ่งโปร่งพัฒนา องค์ประกอบของผู้เข้าประชุมยังมีความหลากหลายและเป็นกลุ่มเดียวกับที่ประชุมในครั้งแรก เมื่อคิดแนวทางแก้ไขปัญหา ส่วนที่เกี่ยวข้องได้แก่ ชุมชน ร้านค้า และผู้ปกครอง จึงมีบทบาทร่วมกันในการช่วยกันแก้ไขปัญหา

ทีมสุขภาพชุมชนนามะเฟือง

การเข้ามาของทีมนี้เกิดจากหัวหน้าสถานีอนามัยนามะเฟือง คุณสมปอง คงผดุง ซึ่งเล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจว่า สถานีอนามัยปรับรูปแบบการพัฒนา อสม.ให้มีการคิดเป็นทำเป็น โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน (ผ่านกระบวนการค่าย) ซึ่งทำให้ทีม อสม.ของตำบลนามะเฟืองรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของชุมชนและเป็นตัวแทนในส่วนของสุขภาพภาคประชาชน ดังนั้นทีมสหวิชาชีพจึงได้ชักชวนให้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายของทีมสุขภาพชุมชนด้วย ซึ่งทีมงานที่สมัครเป็นทีมสุขภาพชุมชน ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ทันตาภิบาล

หลังจากได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์หลายเวทีที่มีการพัฒนาทีมสุขภาพชุมชน ทำให้เห็นความเข้มแข็งของทีมเจ้าหน้าที่และทีม อสม. และได้ชักชวนกันให้เสนอขอทุน สกว.ท้องถิ่น ที่เน้นให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัย ซึ่งทีมสุขภาพชุมชนได้สอบถามทีมอสม. ก็ได้รับคำตอบว่าอยากลองทำวิจัยดู ดังนั้น ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 จึงได้เปิดเวทีชาวบ้านเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการที่ตำบลนามะเฟือง ผู้เข้าร่วมคือ ทีม อสม.หรือทีมสุขภาพภาคประชาชนตำบลนามะเฟืองทั้ง 10 หมู่บ้าน รวมเขตเทศบาลเป็น 12 ชุมชน และเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยตำบลนามะเฟือง อาจารย์บุญเสริฐ เสียงสนั่น เจ้าหน้าที่ประสานงาน สกว.ท้องถิ่น ภาคอีสาน ได้กล่าวถึงความเป็นมาของงานวิจัยท้องถิ่น ที่ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือให้ชาวบ้านแก้ไขปัญหาของตนเองได้

ในเวทีนี้ได้ระดมความคิดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่ทีมสนใจที่จะแก้ไขร่วมกัน ในการจัดประชาคมครั้งนั้นผู้เข้าร่วมประชุมนำเสนอปัญหาสุขภาพเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เบาหวาน , ความดันโลหิตสูง ไข้เลือดออก ปัญหาสุขภาพจิตของชุมชน ปัญหาการก่อการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น และให้แต่ละหมู่บ้านเลือกปัญหาที่สนใจอยากแก้ไขร่วมกัน ซึ่งมีหมู่บ้านละ 3-4 เรื่อง แต่ในที่สุดทีมก็เลือก 1 เรื่อง เนื่องจากทุกคนเห็นพร้อมกัน ว่า ทุกข์ร่วมของทุกหมู่บ้านคือ ปัญหาเด็กวัยรุ่นที่เป็นลูกหลานก่อการทะเลาะวิวาทยกพวกตีกัน ทีมงานใช้เวลาพัฒนาโครงการเป็นเวลา 10 เดือน จึงได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานภาค

จากการเก็บข้อมูลของทีมนักวิจัย แล้วนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นตำบลนามะเฟืองของนักวิจัยท้องถิ่นพบว่า เมื่อมีการทะเลาะวิวาทเกือบทุกครั้งจะมีการดื่มสุราด้วยและทีมนักวิจัยพบว่าเป็นสาเหตุหลักของการทะเลาะวิวาทโดยมีงานมหรสพเป็นปัจจัยเสริมโดยเฉพาะหมอลำเรื่อง หมอลำซิ่ง

เมื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการก่อการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่นตำบลนามะเฟืองในมุมมองนักวิจัยที่เป็นผู้ใหญ่พบว่าพฤติกรรมการดื่มสุรา เป็นสาเหตุของการก่อการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นจากนั้น ได้ทำการค้นหาความจริงว่าสาเหตุที่ทำให้ต้องดื่มเหล้า ในมุมมองของวัยรุ่น คือ ความกลุ้มใจ จากปัญหาครอบครัว ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ ถูกแย่งคนรัก หรือ จากบรรยากาศชวนดื่ม ตั้งแต่มีงานบุญ เพื่อนชวนกิน แก้ลำกัน เป็นต้น

ทีมวิจัยและทีมสุขภาพชุมชนนามะเฟือง มีกระบวนการสร้างการเรียนรู้ของวัยรุ่น โดยใช้กระบวนค่ายเพื่อให้เข้าถึงวัยรุ่น ตรงนี้เองทำให้ผู้ใหญ่มีโอกาสได้เรียนรู้ร่วมกับวัยรุ่น เป็นการลดช่องว่างระหว่างวัย ในการทำงานค่ายซึ่งทีมวิจัยและทีมสุขภาพชุมชนได้ร่วมกันคิด คือ ค่ายเยาวชนสมานฉันท์ ฮักแพง แผ่นดิน ทำให้เกิดองค์กรของเด็กและเยาวชน คือ สภาเด็กและเยาวชนตำบลนามะเฟือง ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างในตำบลนามะเฟือง

กำเนิดสภาเด็กและเยาวชน

จากกระบวนการวิจัยทำให้เกิดสภาเด็กและเยาวชนตำบลนามะเฟืองขึ้น ใช้สถานีอนามัยนามะเฟืองเป็นสำนักงานสภาเด็กฯ มีสมาชิก 350 คนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง (ร่วมเป็นนักวิจัยชาวบ้านเก็บข้อมูลพฤติกรรมของเด็กในชุมชน ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่ออะไร ใครได้ผลประโยชน์) มีการรวมกลุ่มของเด็กและเยาวชนในการเก็บข้อมูลทั้งในระดับ หมู่บ้านและตำบล

โดยมีภารกิจ (ที่เด็กกำหนดเอง) คือ

  1. รวบรวมสมาชิกเพิ่มในระดับหมู่บ้าน

  2. ร่วมเป็นนักวิจัยชุมชนในการค้นหาความจริงในงานวิจัยชุมชนเรื่องการจัดการปัญหาการทะเลาะวิวาทในเด็กวัยรุ่น(กำลังเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ)โดยให้เก็บข้อมูลการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นที่บ้านตัวเอง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 จนถึงปัจจุบัน

3.มีเวทีประชุมสภาเด็กและเยาวชนสัญจรเดือนละ 2 ครั้ง โดยมีพี่เลี้ยงทั้งระดับจังหวัด ตำบล ทีมวิจัยชุมชน ทีมสุขภาพภาคประชาชน องค์กรปกครองท้องถิ่น (เทศบาล อบต.)ร่วมสังเกตการณ์ด้วยทีมนักวิจัยและสภาเด็กได้หาทางออกร่วมกันว่าในการใช้หลักสมานฉันท์ของเด็กเยาวชนทั้งตำบลมีวิธีการคือ

การประชุมสัญจรมีเหตุผลคือเด็กแต่ละบ้านจะได้รู้จักกันเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างหมู่บ้านขณะเดียวกันก็คืนข้อมูลให้กับผู้ปกครองและชุมชนด้วย

สภาเด็กและเยาวชนตำบลนามะเฟืองจัดทำโครงการร่วมกันทั้งตำบลเพราะจะได้มีกิจกรรมร่วมกัน

  1. จัดทำโครงการพี่สอนน้องเพื่อลดความขัดแย้งในหมู่บ้าน-ของเด็กที่จะเติบโตเป็นวัยรุ่นต่อไป
  2. โครงการเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริ
    • โครงการเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา
  3. โครงการรณรงค์ไข้เลือดออกร่วมกับทีมสุขภาพภาคประชาชน
  4. โครงการป้องกันโรคเอดส์
  5. โครงการสถานีวิทยุชุมชน ”สำนักข่าวเด็กและเยาวชน”
  6. โครงการคืนสิ่งแวดล้อมให้ธรรมชาติ

สมานฉันท์ วัยรุ่นนามะเฟือง

จากการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พบว่าปัญหาการทะเลาะวิวาทลดลง 70% ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลลดลงมากกว่าเขตเทศบาลตำบลนามะเฟือง เหตุผลเพราะยังมีเด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนยังไม่กล้าเข้ามาร่วมกระบวนการด้วยนักวิจัยและทีมสภาเด็กจึงใช้กลยุทธ์ให้เด็กที่เป็นแกนนำสภาเด็กชักชวนให้เด็กวัยรุ่นอื่นเข้ามาร่วมกิจกรรม ปัจจุบันมีเด็กที่เคยประพฤติผิดที่ต้องคุมประพฤติและต้องขัง (จำคุก) เข้ามามีกิจกรรมร่วมกับแกนนำสภาเด็ก 2 คน

ในขณะเดียวกันเด็กรักและเคารพในตัวหมออนามัย เด็กบอกว่าหากได้เข้ามาที่สถานีอนามัยเหมือนมาที่บ้าน มีที่ให้เขาได้พูดคุยโสกัน ได้ระบายความคับข้องใจให้หมอฟัง อยากทำอะไรเด็กก็จะบอก เด็กจะเรียกหมออนามัยว่า “แม่ “

ด้านผู้ปกครองก็มีความสบายใจมากขึ้น มีความศรัทธาในตัวนักวิจัยและทีมที่ปรึกษาเมื่อมีกิจกรรมที่ต้องขอความร่วมมือ ต่างก็ให้ความร่วมมือ ไว้วางใจ และมีความสุขที่เด็กมาที่สถานีอนามัย

ด้านผู้นำชุมชนก็ได้เข้าใจและเห็นความสำคัญได้แต่งตั้งเด็กและเยาวชนเป็นกรรมการในการพัฒนาหมู่บ้าน ให้โอกาสในการเป็น อพปร. กรรมการรักษาความสงบในหมู่บ้าน ได้ให้โอกาส มีพื้นที่ทางสังคม มีที่ยืนให้เด็กอยากทำความดีตามความถนัดของเด็ก เช่นกิจกรรมค่ายลูกเสือที่บ้านนาอ่างก็ให้เยาวชนไปช่วย กิจกรรมล้างตลาด กิจกรรมพัฒนาสถานีอนามัย พัฒนาเทศบาล ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ บูรณะวัด ทาสีโรงเรียน กิจกรรมวันแม่แห่งชาติ กิจกรรมวันลอยกระทง เป็นต้น

นอกจากสภาเด็กฯ ยังมีเวทีให้ พ่อ แม่ ลูก ได้มีโอกาสเปิดใจคุยกันโดยบ้านนาอ่างหมู่ที่ 3 ได้จัดการอบรมผู้ปกครองเด็ก 0-5 ปี เนื่องจากการถอดบทเรียนการทำประชาคมและการทำค่ายกิจกรรมพบว่ามีการใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงดูบุตรหลาน และชุมชนเหนือทานตะวันหมู่ที่ 1 จะจัดกิจกรรมค่ายครอบครัวอบอุ่นที่มี พ่อ แม่ ลูก ทำกิจกรรมร่วมกัน

ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ พร้อมที่จะอภัยและให้โอกาสกับลูกศิษย์เสมอ เมื่อเด็กๆ อยากทำโครงการพี่สอนน้องโดยการสอนการบ้านน้องๆในวันเสาร์และอาทิตย์ ก็อำนวยความสะดวกโดยจัดเตรียมเด็กในโรงเรียน จัดอุปกรณ์และสถานที่ให้เป็นที่ปรึกษาของทีมวิจัย และเป็นที่ปรึกษาของทีมที่ปรึกษาด้วย

วัดศรีสระแก้วบ้านนามะเฟืองซึ่งเป็นโรงเรียนปริยัติธรรม มีสามเณรมาเรียนหนังสืออยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ประมาณ 120 รูป ท่านพระครูกล่าวว่า “การที่ภาคประชาชน รวมทั้งหมออนามัยกำลังทำนี่ กับการที่อาตมาทำการสอนปริยัติธรรมเอาเด็กด้อยโอกาสที่พ่อแม่ ยากจน มาเรียนหนังสือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ปัญหาลดลงได้ขอให้ทำต่อไป”

ในส่วนขององค์กรปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าเทศบาลตำบลนามะเฟือง องค์การบริหารส่วนตำบลนามะเฟือง รวมทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู ต่างกระตือรือร้นที่จะทำความดี ให้การสนับสนุนงบประมาณการจัดกิจกรรม

การสร้างกระบวนการแก้ปัญหาเยาวชนของบ้านนามะเฟืองนั้นใช้กลยุทธ์การเป็นจิ๊กซอร์แห่งความดีเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน นั่นคือการเริ่มต้นจากเด็กที่มีความประพฤติดี หรือคนที่มีใจอยากร่วมกระบวนการด้วยซึ่งมีมากมายในสังคมแต่ต้องค้นหาให้พบ หลังจากนั้นให้เด็กดีชวนเพื่อนๆคนอื่นเข้ามาร่วมกิจกรรม ร่วมกับการสนับสนุนและมีส่วนร่วมของผู้ใหญ่ใจดีในทุกๆส่วนทำให้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของเยาวชนนามะเฟืองลดลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ และเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การฟื้นฟูสุขภาวะชุมชนต่อไป

สหสาขาวิชาชีพคือพลังขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชน

การทำงานโดยทีมสหสาขาวิชาชีพหนองบัวลำภูได้ค้นพบเครื่องมือแห่งการทำงานในชุมชนเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับชาวบ้านอย่างจริงใจ คือ ใช้ความรักเป็นเครื่องต่อรอง ใช้ความอดทนเป็นทับหน้า ต้องไม่มีวันพ่ายแพ้

ตัวอย่างของการทำงานของทีมสุขภาพชุมชนที่เน้นการทำงานแบบชุมชนมีส่วนร่วม ที่ตั้งต้นจากความต้องการของชุมชน (สอดคล้องกับสุขภาวะของชุมชน) และการเพิ่มศักยภาพของทีมสหสาขาวิชาชีพที่สนใจด้านสุขภาพชุมชนควบคู่ไปพร้อมกับการทำงานร่วมกับชุมชนนั้น ทำให้สามารถให้การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นอย่างดี

ถ้ามีคนถามว่า ทีมสุขภาพชุมชนหนองบัวลำภู ทำงานสำเร็จขนาดไหน คงต้องยืมคำพูดของคนๆหนึ่ง คือ คุณปรีชา ก้อนทอง เจ้าของร้านเบิกม่าน พุทธมณฑล

โรงพยาบาลชุมชน อุดมคติที่ยังมีตัวตน

โดย Admin on January,11 2011 22.39

โรงพยาบาลชุมชน อุดมคติที่ยังมีตัวตน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ตีพิมพ์ในหนังสือ โรงเรียนแพทย์ชนบทเล่ม 1 คู่มือเวชศาสตร์ชุมชนภาคสนาม

ในท่ามกลางกระแสความเสื่อมศรัทธาต่อวิชาชีพด้านสุขภาพ ประเด็นข่าวการร้องเรียนแพทย์หรือร้องเรียนโรงพยาบาลมีให้เห็นเกือบทุกวัน เสียงบ่นจากคนรอบข้างอีกมากที่ทุกคนล้วนเคยได้ยินว่า “หมอเดี๋ยวนี้เห็นแก่เงิน โรงพยาบาลก็ไม่ต่างกันรักษาสองมาตรฐาน” ในท่ามกลางข่าวด้านลบในวงการแพทย์และการสาธารณสุขไทย ยังมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังสร้างความดีด้วยอุดมคติในการทำงานเพื่อคนทุกข์คนยากในชนบท ทำงานหนักด้วยรอยยิ้มและความเสียสละ มีความฝันและความสุขจากการได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิตให้ทำความดีต่อไป ทุกวันนี้ในโรงพยาบาลชุมชน อุดมคติยังมีตัวตน แม้จะหาได้ยากขึ้นก็ตามที

อุดมคติที่ยังมีตัวตน

ตัวตนของ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ที่เสียสละชีวิตทั้งชีวิต ขลุกอยู่กับการดูแลความป่วยไข้ของชาวบ้านผู้ห่างไกลชายขอบชายแดนไทยพม่า ที่แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีรอยยิ้มแห่งความสุขเสมอ แม้คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีสัญชาติไทย เป็นคนปกากญอ (กะเหรี่ยง) ที่เดินข้ามเขามาพึ่งการแพทย์ตะวันตกที่เป็นความหวังเดียวที่จะบรรเทาความเจ็บป่วยในรัศมี 200 กิโลเมตร ทั้งคุณหมอวรวิทย์และทีมงานของโรงพยาบาลอุ้มผางสมควรได้รับการคารวะในฐานะที่เป็นอุดมคติที่ยิ่งใหญ่ของความเป็นมนุษย์ ผู้มีจิตใจสูงส่งไม่ต่างจากนักบุญ

บทบาทของ นพ.อภิสิทธิ์ และ พญ.ทานทิพย์ ธำรงวรางกูร แห่งโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ที่ก้าวข้ามบทบาทงานด้านการสาธารณสุข มาสู่งานที่ยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนฐานความคิดของคนชนบท ให้หลุดพ้นออกจากบ่วงมรณะของเทพแห่งเงินตรา ที่มุ่งดิ้นรนชีวิตทำงานเพื่อเงิน ปลูกพืชเพื่อหวังขาย แต่ไม่เคยจะได้กำไรพอที่จะเงยหน้าอ้าปากได้เลยตลอด 50 ปี ของการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย ชีวิตสิ้นหวัง ครอบครัวต้องอพยพไปขายแรงงาน หนี้สินรุงรัง ความสุขมีน้อย ความทุกข์เพิ่มพูน แม้โรงพยาบาลจะดี ใส่ใจดูแลความป่วยไข้ เน้นการสร้างสุขภาพให้แข็งแรงปราศจากโรคภัย แต่ปากท้องที่ยังหิว ที่นากำลังจะหลุดจำนอง ความแห้งแล้งที่ซ้ำซาก ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมไป สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่สร้างความทุกข์ให้กับผู้คน คุณหมอทั้ง 2 จึงทุ่มเทพลังกายพลังใจ มุ่งเปลี่ยนความคิดของผู้คน ทำงานสร้างเครือข่าย นำเสนอทางออกจากบ่วงมรณะด้วยแนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน บนพื้นฐานความพอเพียง ส่งเสริมการออม ออมดินออมน้ำออมต้นไม้ เป็นนักพัฒนาชนบทที่มีโรงพยาบาลชุมชนเป็นฐานขับเคลื่อน ไม่ใช่เคลื่อนแค่อำเภออุบลรัตน์ แต่ขับเคลื่อนกระแสเกษตรยั่งยืนกันทั่วทั้งภาคอีสาน เป็นการเกษตรเพื่ออยู่เพื่อกินที่เหลือจึงแจกจึงขาย

ภาพของ นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นอกจากจะพัฒนาโรงพยาบาลสิชลจนมีความเป็นเลิศด้านการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย ให้สามารถพึ่งพาโรงพยาบาลใกล้บ้านไม่ต้องไปไกลถึงตัวจังหวัด ยังทำงานด้านงานชุมชน เน้นการสร้างสุขภาพของคนในพื้นที่จนได้รับการยอมรับ แต่อีกบทบาทหนึ่งที่เมื่อฐานแน่น งานในโรงพยาบาลและในชุมชนสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นภายใต้ทีมงานที่แข็งขันและระบบที่วางไว้ดีแล้ว คุณหมออารักษ์ก็ได้ออกมาขับเคลื่อนภาพใหญ่ของงานสาธารณสุขระดับประเทศ ช่วยให้ความเห็นและผลักดันการกระจายทรัพยากรจากส่วนกลางให้ลงสู่ภาคชนบทให้เกิดความเป็นธรรม วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ไม่ดีงามที่เกิดขึ้นอย่างทรนงอาจหาญ แม้เป็นเพียงผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านนอก แต่จิตใจนั้นมองไกลคิดกว้าง ไม่ละเลยบทบาทในการสร้างสังคมด้วยนโยบายสาธารณะที่สร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับคนชนบท

นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูกระดึง จังหวัดเลย ที่มุ่งสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีคุณภาพ ด้วยการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของประชาชนให้มากช่องทางที่สุด ทั้งการเติมพยาบาลลงปฏิบัติงานในสถานีอนามัย การจัดการให้ศูนย์สุขภาพชุมชนหลักที่บ้านหนองหินมีแพทย์หมุนเวียนไปดูแลรักษาความเจ็บป่วยทุกวัน การวางระบบงานเยี่ยมบ้านที่ควบคู่กับงานกายภาพบำบัดในชุมชน การจัดระบบเพิ่มเวลาบริการของทั้งโรงพยาบาลและสถานีอนามัยในเวลาราษฎร รวมทั้งการบริหารจัดการงบประมาณ 30 บาทรักษาทุกโรคที่มีมาอย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเน้นผลลัพธ์ในการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุก เป็นพลังการจัดการที่สร้างสรรค์มาจากตัวตนภายใน ที่ไม่จำเป็นต้องมีการสั่งการหรือมีตำแหน่งยศศักดิ์ตอบแทนใดๆ มาจูงใจ

นพ.สมยศ ศรีจารนัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งตัวตนของความเป็นอุดมคติที่มองโลกในแง่บวก เห็นพลังของทุกคนที่ควรได้รับโอกาสในการแสดงออกเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์งาน การทำงานเป็นทีมด้วยความเป็นสหสาขาวิชาชีพ ที่มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยผู้เจ็บไข้อย่างเป็นองค์รวม ใส่ใจทั้งมิติด้านกายจิตสังคม โดยที่มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นเพียงนายวงดนตรีผู้ให้จังหวะเท่านั้น ซึ่งเป็นภาพที่งดงามที่สุดของโรงพยาบาลเขาวง ทักษะในการจูงใจให้ผู้คนทุกระดับชั้นทำงานอย่างทุ่มเทและมีความสุข ศิลปะในการนำที่สามารถทำให้ทุกคนแสดงพลังออกมาอย่างไม่รู้สึกว่าตนเองถูกนำนั้น เป็นอีกหนึ่งอุดมคติที่ยากที่จะได้จากการสอนในโรงเรียนใดๆ

นพ.ไกร ดาบธรรม กับการสร้างสรรค์โรงพยาบาลแม่อายจนเกิดศรัทธาจากชุมชนในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมสร้างอาคารปรับปรุงพื้นที่จนทำให้โรงพยาบาลแม่อายเป็นรีสอร์ทที่สวยงามในรั้วโรงพยาบาล และสามารถประสานองค์กรภายนอกให้ร่วมใจกันบริจาคเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนชนบทในอำเภอแม่อาย ภาพของการเยี่ยมบ้านที่แม้อยู่ไกลบนดอยสูงเพื่อดูแลสุขภาพความเจ็บป่วย ดูแลแม้กระทั่งปากท้องด้วยข้าวสารอาหารแห้ง ดูแลทุนการศึกษาให้เด็กยากไร้ การมีศูนย์เด็กเล็กในโรงพยาบาลเพื่อดูแลเด็กที่พ่อแม่จากไปจากโรคเอดส์ หรือแม้แต่การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่ผสมผสานทั้งงานด้านส่งเสริมป้องกันรักษาและฟื้นฟูในพื้นที่ห่างไกลที่ยากจะเข้าถึง ล้วนบ่งบอกถึงอุดมคติที่ยังมีอยู่จริงในท่ามกลางสังคมที่เห็นเงินตราเป็นเทพเจ้า

อุดมคติเหล่านี้ไม่มีใครมีมาตั้งแต่เกิด ไม่มีใครมีมากตั้งแต่เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนแพทย์ แต่อุดมคติเหล่านี้คือการสั่งสมจากการทำงาน จากประสบการณ์ จากการครุ่นคิด จากการต่อยอดทางความคิดจากการแลกเปลี่ยนกับผู้คนมากมาย และด้วยสิ่งแวดล้อมในบริบทของความเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่เอื้อต่อการงอกงามของอุดมคติอันนั้น

ตัวอย่างของแพทย์ทั้ง 6 คน และทีมงามของโรงพยาบาลที่ทุ่มเททำงานอย่างมีความสุขนั้น เป็นเพียงส่วนที่โดดเด่นของผู้คนที่มีอุดมคติที่กระจัดกระจายอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชน ในประเทศไทย และอุดมคตินี่เองที่เป็นหัวใจสำคัญที่ยึดโยงให้เขาเหล่านั้นยังทำงานดูแลสุขภาพของคนชนบทได้ด้วยรอยยิ้ม ในท่ามกลางความขาดแคลนและไกลแสงสี ในสภาวะสังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน แม้ว่าในวันนี้ผู้คนที่มีอุดมคติอันมุ่งมั่นที่ใส่ใจดูแลสุขภาพคนทุกข์คนยากในชนบทจะมีไม่มากนัก แต่นั่นก็ยังเป็นเสมือนแสงดาวแห่งศรัทธาที่ส่องสว่างสุกใสเสมอในยามรัตติกาล

แล้วคนรุ่น 30 หายไปไหน

หากสังเกตดูคร่าวๆ จะพบว่า บุคคลที่เป็นเป็นตัวแบบของอุดมคติในการทำงานอย่างลงตัวด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ของความเป็นคนเล็กคนน้อยในโรงพยาบาลชุมชนนั้น ล้วนเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมามากกว่า 10 ปีทั้งสิ้น อาจต้องมากกว่า 15 ปีด้วยซ้ำ จึงจะสามารถสั่งสมทุนด้านการพัฒนาให้โรงพยาบาลชุมชนและระบบงานสาธารณสุขในอำเภอแห่งนั้นมีระบบงานที่ซับซ้อนเพียงพอที่จะสอดรับกับสภาพปัญหาและบริบทของพื้นที่ได้ ทำให้บุคคลที่เป็นแบบอย่างได้นี้ล้วนแต่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 ไปแล้ว และดูเหมือนว่าคนรุ่นใหม่ที่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 3 นั้นจะหายากพอสมควรที่จะเห็นแววว่าจะเป็นความหวังในการพัฒนาสาธารณสุขของชนบทไทยในอนาคต แล้วคนรุ่น 30 หายไปไหน

ท่ามกลางสภาพสังคมกระแสหลักของโลกในปัจจุบัน มีลักษณะเฉพาะที่น่าเป็นห่วง มีวัฒนธรรมค่านิยมกระบวนทัศน์ในกระแสหลักที่บั่นทอนการมีชีวิตอย่างอุดมคติเพื่อคนทุกข์คนยากในชนบทหลายประการ

สังคมในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยระบอบทุนเป็นตัวตั้ง เงิน คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง คุณงามความดีถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ในสมัยโบราณคุณธรรมเป็นเรื่องใหญ่ อาจารย์พิชัย ศรีใส เคยเล่าให้ผมฟังว่า สมัยก่อนโจรก็ยังมีคุณธรรมของโจร นั่นคือ การปล้นจะไม่ทำร้ายเจ้าทรัพย์หากเขาไม่ต่อสู้ ไม่มีการรังแกผู้หญิง บ้านไหนเคยช่วยเหลือ เคยให้ข้าวกินหรือแม้แต่เคยดื่มน้ำในคนโฑหน้าบ้านก็จะไม่ไปแตะต้องบ้านนั้นเลย ถือว่าเขามีพระคุณ หากจะให้อยู่ยงคงกระพัน ต้องสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน ต้องถือศีลในบางโอกาส แบ่งปันช่วยเหลือแก่ลูกน้องด้วยความยุติธรรม วิถีแห่งโจรตัวจริงก็ยังมีกติกาทางสังคมที่ดีงามในกลุ่มของเขาไว้เป็นหลักยึด นี่คือมิติทางคุณธรรมที่เป็นเสมือนอุดมการณ์ของกลุ่มคนที่ปัจจุบันนั้นหาได้ยาก มีแต่อำนาจเงินเข้าครอบงำทุกซอกทุกมุม การทำคุณงามความดีจึงไม่ใช่อุดมการณ์หลักของสังคมโลกในปัจจุบัน

โลกปัจจุบันมองแยกส่วนมากกว่ามององค์รวม มนุษย์จากเดิมที่เป็นความสอดคล้องลงตัวพลังชีวิตที่ธรรมชาติประทานให้ด้วยการไหลเวียนของธาตุดินน้ำลมไฟที่สมดุล ได้ถูกลดทอนคุณค่าลงเหลือเพียงการรวมกันของโปรตีนและเซลจำนวนมากไป ป่าไม้ที่ปกคลุมโลกนี้อย่างสมบูรณ์เป็นระบบนิเวศน์ที่ซับซ้อนถูกมองค่าเป็นเพียงต้นไม้ที่มาอยู่รวมกัน ไม่เห็นหนอน ไม่เห็นแมลง ไม่เห็นพลังแห่งการอุ้มน้ำ ไม่เห็นคุณค่าต่อการสร้างออกซิเจน เห็นเพียงเนื้อไม้ที่จะมาใช้ประโยชน์ ขายได้เงินได้ทองกอบโกยมาเป็นของตน ไม่ใช่ของส่วนรวม แยกตนเองออกจากโลก รั้วบ้านรั้วหน่วยราชการทุกวันนี้จึงสูงขึ้นทุกครั้งที่สร้างใหม่ วิชาชีพด้านสุขภาพเองก็ถูกหล่อหลอมจากแนวคิดแยกส่วนนี้อย่างหนัก จนในปัจจุบันสนใจรักษาอวัยวะมากกว่ารักษาคน สนใจรักษามะเร็งในตับ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการร่วมผลักดันให้สังคมไทยลดการบริโภคสุราเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ทั้งสองปัญหานี้เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น เพียงแต่อยู่คนละด้านของเหรียญเท่านั้น

โลกปัจจุบันให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่าจิตใจ ในสมัยโบราณ สังคมแม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อย มีวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้าหลัง ป่วยแล้วก็ไม่มียาที่พร้อมใช้ ไม่มีบัตรทอง ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีเครื่องเอ็กซ์เรย์ตรวจเลือดสารพัด เจ็บป่วยก็มีเพียงหมอพื้นบ้าน ที่อาจไม่เก่งที่สุดแต่ก็เป็นหมอคนเดียวของหมู่บ้าน พอญาติของผู้ป่วยไปตามก็รีบมาดูแลถึงบ้าน หากป่วยหนักก็อาจอยู่ดูแลทั้งคืนเหมือนหมอปัจจุบันอยู่เวรโดยไม่มีการเรียกค่ารักษา มีเพียงยาหม้อที่ญาติพี่น้องช่วยกันเข้าป่าไปหายามาต้ม มีน้ำมนต์จากหลวงพ่อที่ทุกคนเคารพศรัทธา มีการสวดขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรผีสางนางไม้ที่ได้ล่วงเกินไป และมีญาติมิตรเพื่อนฝูงห้อมล้อมสลับสับเปลี่ยนมาเยี่ยมให้กำลังใจ ณ วันนั้นการแพทย์ในมิติด้านวัตถุล้าหลังมาก แต่มิติด้านจิตวิญญาณนั้นกลับสูงส่งยิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับในปัจจุบัน

โลกปัจจุบันเชิดชูความเป็นปัจเจกแทนที่ความเป็นชุมชน ก่อนที่ประเทศไทยจะพัฒนาสู่ความทันสมัย ก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดิน สิทธิของปัจเจกบุคคลนั้นมีน้อยมาก และจะถูกครอบด้วยสิทธิชุมชนที่ใหญ่กว่า เป็นกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกันของสังคม ในอดีตสิทธิส่วนบุคคลในการมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงานหรือคนที่ไม่ใช่สามีภรรยากันนั้นไม่มี ใครผิดผีผิดกติกาของชุมชนจะได้รับการลงโทษ อาจถูกขับออกไปจากชุมชน แต่ปัจจุบันสิทธิเสรีภาพของปัจเจกนั้นยิ่งใหญ่ มากจนเกินพอดี จะตัดต้นไม้ใหญ่พันปีในที่ดินของตนเองก็ได้เป็นสิทธิส่วนบุคคล เรียนจบแพทย์มาจะไม่ไปใช้ทุนแม้ว่าโรงพยาบาลนั้นจะไม่มีหมอเลยก็ได้เป็นสิทธิส่วนบุคคล หรือจะครอบครองที่ดินนับแสนไร่โดยไม่เพาะปลูกในขณะที่คนอีกนับหมื่นไม่มีที่ดินทำกินก็ได้เป็นสิทธิส่วนบุคคล แนวคิดเรื่องเป็นสิทธิส่วนบุคคลนี้เมื่อไปสอดรับกับกระแสการสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีฐานะดี ร่ำรวยในสังคมแล้ว อุดมคติก็ย่อมจะชิดซ้ายตกขอบไป

โลกปัจจุบันที่มีเงินคือคำตอบของชีวิต เน้นความเจริญทางวัตถุ เน้นสิทธิแห่งปัจเจกบุคคลจนเกินพอดี และมีมุมมองแบบแยกส่วนเป็นกระบวนทัศน์หลัก ทำให้ในทุกวันนี้ ความเป็นอุดมคติจึงเกิดงอกงามในตัวตนของผู้คนได้ยากกว่าในอดีต คนไม่ว่ารุ่น 40 หรือ 30 ในวันนี้ต้องฝ่าฟันความสับสนบนเส้นทางของการแสวงหาอย่างมุ่งมั่นจริงๆ จึงพอที่จะก้าวข้ามกระแสหลักมาสู่ชีวิตในกระแสทางเลือกที่งดงามกว่าได้ ชีวิตที่มุ่งอุทิศตนเพื่อความดีงาม รับใช้สังคมแทนการรับใช้เงินตรา ให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตวิญญาณไม่น้อยกว่าด้านวัตถุ มีมิติการคิดการมองอย่างบูรณาการเป็นองค์รวมไม่แยกส่วน

เพราะอุดมคติ คือ องค์รวมของชีวิต ตัวตนแบบนี้จึงไม่แปลกที่คนรุ่นหลังๆจะมีน้อยทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ แต่การผ่าเหล่าเป็นธรรมชาติเสมอในวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่คนที่มีอุดมคตินั้นจะยังสืบสานสายธารแห่งความดีงามอยู่เสมอ แม้จะหนึ่งหรือสองคนก็ตามที

แพทยศาสตร์ศึกษา ที่ยังไปไม่ถึงซึ่งอุดมการณ์

ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบทเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่ฉุดรั้งสภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนชนบท และดูเหมือนว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้น คำตอบได้มารวมศูนย์อยู่ที่การรับนักเรียนที่มีภูมิลำเนาในชนบทมาเรียนแพทย์ ด้วยความหวังว่าจะกลับไปรับใช้พัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองต่อไป กรอบความคิดนี้โดยทฤษฎีนั้นสวยงามและพอจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ในความเป็นจริงนั้น การจะอยู่ในชนบทหรือโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนนั้น มีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องมากกว่าภูมิลำเนาบ้านเกิดอีกหลายปัจจัย ซึ่งล้วนมีอิทธิพลสูงและมีพลังมากพอที่จะทำให้เขาเลือกเดินบนเส้นทางที่น่าสนใจกว่า

ทำไมหมอต้องมีอุดมการณ์ อุดมคติของการทำงานเพื่อคนทุกข์คนยากของวิชาชีพด้านสุขภาพโดยเฉพาะแพทย์นั้นหายไปไหน คำถามลักษณะนี้ในวันนี้อาจไม่มีใครถามหรือหาคำตอบอีกต่อไป

โรงเรียนแพทย์ในปัจจุบันมีการเรียนการสอนรูปแบบหลักไม่ต่างจากกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมผลิตปลากระป๋อง ที่มีนักเรียนแพทย์วางมาตามสายพานแล้วใส่ส่วนผสมตามสูตรจนพอเหมาะปิดฉลากด้วยใบประกอบโรคศิลป์แล้วส่งออกไปสู่ท้องตลาดได้ ที่สำคัญส่วนผสมที่ปรุงรสนั้นไม่เข้มพอที่จะทำให้เป็นแพทย์ที่มีอุดมคติได้ ผลผลิตที่ออกมาจึงมีลักษณะคล้ายกันคือ ไม่สู้งานหนัก ชอบงานเบาแต่เงินดี ไม่ใส่ใจปัญหาสังคมขอมีโลกแคบๆ ที่ทำหน้าที่รักษาโรคก็พอ ไม่รู้จักเรียนรู้ด้วยตนเองเพราะถูกฝึกให้เรียนแบบยัดเหยียดมาตลอด 6 ปี และอยากเป็นแพทย์เฉพาะทางไม่เห็นคุณค่าการทำงานในฐานะแพทย์ทั่วไป และไม่เห็นคุณค่าของวิชาชีพอื่น ไม่คิดจะออกไปทำงานในชนบท หวังจะสร้างเนื้อสร้างตัวในสังคมเมือง

ในขณะที่ทุกวันนี้ สังคมต้องการแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าความรู้ด้านการรักษาโรคเท่านั้น ต้องการแพทย์ที่สามารถมองในมุมด้านสังคมศาสตร์ มีมิติการมองเชิงระบบ (systemic thinking) ไม่คิดแยกส่วน ลดทอนปัญหาสุขภาพให้เหลือเพียงปัญหาเรื่องโรคต่างๆ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงนั้น โรคภัยในปัจจุบันนั้นมีความเชื่อมต่อกับปัญหาสังคมอย่างชัดเจน ไม่ว่าเรื่องเอดส์ เบาหวานความดัน อุบัติเหตุ มะเร็ง หรือแม้แต่การทำแท้งและการทำร้ายร่างกาย สังคมไทยต้องการแพทย์ที่ทำงานเป็นทีมกับผู้อื่นได้ ไม่เฉพาะวิชาชีพด้านสุขภาพ แต่รวมถึงการทำงานร่วมกับชาวบ้าน ร่วมกับกรรมกร ร่วมกับครู ร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อปฏิรูปกลไกต่างๆให้หนุนเสริมการสร้างสุขภาวะในสังคม

ซึ่งแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นจากกระบวนผลิตแพทย์กระป๋องยี่ห้อเวชกรรมกระบวนเดียว ต้องมีกระบวนการอื่นหนุนเสริมอีกมากจึงจะได้แพทย์ที่สังคมต้องการ

โรงพยาบาลชุมชนคือโรงหล่ออุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่

หลายคนบอกว่า “ขอเพียงมีแพทย์ที่ดีสัก 1 คน ไปอยู่ในที่ที่มีความเหมาะสม เปรียบเสมือนเมล็ดโพธิ์ที่แข็งแรงได้ไปตกอยู่ในดินที่อุดม ย่อมเติบใหญ่แตกกิ่งก้านจนเป็นต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งโล่งในที่สุด ให้สรรพสัตว์ได้อาศัย เอื้ออำนวยให้นกกาหนอนแมลงได้ทำหน้าที่ตามที่ธรรมชาติได้รังสรรค์มา ผลผลิตของต้นไม้ก็จะยังความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนดินแห่งนั้นยิ่งขึ้นไป”

โรงพยาบาลชุมชนเป็นเสมือนดินที่ดีที่สุดในบรรดาดินทั้งหมดที่เมล็ดโพธิ์หรือแพทย์คนหนึ่งจะไปตั้งต้นชีวิตของความเป็นแพทย์ในอุดมคติได้ เพราะเป็นดินที่มีความพร้อม มีระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นไม่แข็งตัวเหมือนกับกระถางต้นไม้จนยากต่อการเติบโต ไม่มีวัชพืชมากนักที่คอยบั่นทอนกำลังใจกำลังกายในการทำงาน เมื่อฝนฟ้าอำนวย ได้ทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ได้วางกลไกระบบงานภายในอย่างเป็นอิสระตามปัจจัยในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน ได้พัฒนาตนเองจากการฟังการเห็นและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกรูปแบบ รวมทั้งการรับรู้ถึงความรู้สึกที่ดีๆ และปิติจากคำขอบคุณด้วยรอยยิ้มจากคนยากไร้ที่เราได้ช่วยเหลือ ด้วยกล้วยด้วยส้มที่ด้อยราคาแต่มากคุณค่าทางจิตใจ ด้วยสาดเสื่อที่ปูให้เราได้นั่งในยามที่ไปเยี่ยมบ้าน สิ่งเหล่านี้ความรู้สึกที่ดีงามในโรงพยาบาลชุมชนที่เป็นเสมือนโรงหล่อหลอมอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่

ในสังคมไทยยังให้ความสำคัญกับแพทย์สูงมาก ยิ่งในโรงพยาบาลชุมชนด้วยแล้ว หากมีแพทย์ที่ดีสักคนหนึ่งเข้าไปทำงาน ดูแลคนไข้ด้วยความใส่ใจ มีมิติการมองที่กว้างไกลกว่าปัญหาทางกาย แต่เข้าถึงบริบททางจิตสังคมของผู้ป่วยและครอบครัวด้วย มีศิลป์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีวิชาการที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ บริหารอย่างโปร่งใสไม่มีเส้นสายนอกใน มีฉันทะที่จะอยู่ยาวหลายปี ศรัทธาของทั้งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะตามมา โรงพยาบาลชุมชนแห่งนั้นจะเปลี่ยนสถานะจากเดิมในเวลา 5 ปี การพัฒนาจะเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย สีสันแห่งการทำงานอย่างมีชีวิตชีวาและมิติความเป็นโรงพยาบาลที่มากกว่าการเป็นโรงซ่อมสุขภาพจะเกิดขึ้น แต่กว่าจะอยู่ตัวและรักษาระดับการพัฒนาได้ ย่อมต้องใช้เวลาร่วม 10 ปี ต้นโพธิ์ต้นนี้จึงเติบใหญ่แข็งแรง

อุดมคติไม่ได้มีมาแต่แรกเกิด อุดมคติต้องการหล่อหลอมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวตนของคนๆ นั้น และหากไม่ได้รับการกระตุ้นเตือนเติมพลังอยู่เสมอๆ อุดมคติที่เคยเข้มข้นนั้นก็อาจจะเจือจางลงไป

แต่ว่าในสภาพสังคมทุกวันนี้ ตัวตนของบุคคลในหลากหลายวิชาชีพที่ได้เข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนนั้น ได้รับการหล่อหลอมจากมหาวิทยาลัยและสังคมภายนอกมาแล้วอย่างแข็งตัว หลายคนยากที่จะปรับตัวได้กับอุดมคติในการทำงานเพื่อคนชนบทผู้ด้อยโอกาสอย่างที่ควรจะเป็นในโรงพยาบาลชุมชน เมื่อขาดความยืดหยุ่นและมีความยึดมั่นถือมั่นสูง ในที่สุดก็ไม่สามารถอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีความสุข

ในปัจจุบันนี้ จึงมีบุคลากรไม่มากนักที่ทำงานในโรงพยาบาลด้วยจิตใจที่พร้อมปรับตัวและเรียนรู้ การทำงานและกาลเวลาจะหล่อหลอมตัวตนของเขาขึ้นมาใหม่ ชีวิตจะถูกปรับไปสู่ความลงตัวของชีวิตครอบครัว หน้าที่การงานและมิติความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นผลผลิตทางอุดมการณ์อีกหนึ่งคนที่ผลิบานทดแทนต้นเก่า แม้จะนานวันจะงอกงามผลิบานสักต้นหนึ่ง แต่ผลผลิตทางอุดมการณ์เหล่านี้ก็ยังมีตัวตนไม่ขาดสายเสมอมา

คนเล็กๆคือความหวังในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

“คนเล็กๆ และโรงพยาบาลเล็กๆคือพลังสร้างสรรค์สังคมไทยที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน” บทเรียนจาก 6 โรงพยาบาลชุมชนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโรงพยาบาลชุมชนคือพลังที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนชนบท

หากแพทย์ทุกคนรวมทั้งวิชาชีพทางสุขภาพทุกวิชาชีพ ไม่ว่าทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือสหเวชศาสตร์นั้น ได้ค้นหาตนเองและนำความสามารถความรู้ที่ตนเองมีอยู่ นำออกมาปรับใช้กับงานประจำที่ทำอยู่ พัฒนาระบบขึ้นให้ดีกว่าเดิม โดยคำนึงถึงความเป็นจริงในพื้นที่ เข้าใจในวัฒนธรรมคนชนบทแล้ว นี่ย่อมเป็นการพัฒนาชนบทที่ยิ่งใหญ่ ที่พัฒนามาจากฐานรากอย่างแท้จริง ไม่ใช่การพัฒนาแบบผู้ใหญ่สั่งมาจากห้องแอร์ในกรุงเทพ ซึ่งยากที่จะยั่งยืน

สังคมไทยโดยเฉพาะในชนบทยังต้องการคนที่มีสำนึกสาธารณะ ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลคนนั้นมีจิตใจที่มองกว้าง และพร้อมเข้าไปเติม ไปเสริม ไปร่วม ไปเชื่อม หรือผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมที่กำลังเป็นไป (สังคมหรือชุมชนเล็กๆที่เรามีส่วนอยู่ก็ได้) แม้จะไม่ใช่เนื้อหาหลักของการงานอาชีพที่ทำอยู่ก็ตามที

ทุกสังคมต้องการคนที่มีจิตสำนึกสาธารณะออกไปอยู่กระจัดกระจายในทุกภาคส่วนให้มากที่สุด ด้วยความหวังว่า คนกลุ่มนี้จะเป็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยจากสองมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มที่สิ่งใกล้ตัว อาจเริ่มที่โรงพยาบาลชุมชนนั้นๆ ด้วยการสร้างระบบงานภายในที่ดี แล้วขยายออกมาสู่การดูแลประชาชนในอำเภอให้มีสุขภาวะที่แข็งแรงรอบด้าน และนำมาสู่การผลักดันเชิงนโยบายในบางประเด็น หรือผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงระบบในสังคมในระยะยาว

การทำงานในโรงพยาบาลชุมชนนั้นเป็นอะไรที่อิสระมาก จึงเป็นจุดที่สามารถปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์และพลังทางวิชาการได้ดีที่สุด ยิ่งถ้าคนที่มาอยู่มาทำงานสามารถจัดการกับชีวิตได้ รู้จักการทำงานเป็นทีม รู้จักเรียนรู้สภาพความเป็นจริงในพื้นที่แล้วนำมาปรับใช้กับความรู้ในตำราที่ร่ำเรียนมา ไม่สับสนคิดจะย้ายในเร็ววันแล้ว จะสามารถนำความรู้ที่มีเต็มสมองมาใช้ได้อย่างมีชีวิตชีวา และมีความสุขกับการได้ทำประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์

“เธอคือความหวัง คือ พลังของประชา เป็นดาราชี้นำทางสดใส เป็นอาทิตย์ส่องแสงทั่วแดนไทย เป็นดวงใจประจำผู้ทุกข์ทน” บทเพลงแห่งเดือนตุลานี้เคยดังกังวานในจิตใจของนักแสวงหานักอุดมคติในอดีต วันนี้คนรุ่นใหม่คงต้องฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนาม เป็นแสงหิ่งห้อยในความมืด เป็นแสงเทียนแห่งความหวัง เพื่อสานต่ออุดมคติที่ยังมีตัวตนของรุ่นพี่ๆให้ได้ดังตั้งใจ

การสร้างสังคมเล็กๆ ให้ดีพร้อมจากระดับรากหญ้าเท่านั้นที่จะสร้างสังคมใหญ่ระดับชาติที่อยู่เย็นเป็นสุขได้ เกิดมาครั้งหนึ่งในโลกนี้ ขอให้ประวัติศาสตร์ในสังคมเล็กๆได้จารึกไว้ว่า ด้วยหนึ่งสมองสองมือนี้ มีส่วนทำให้ชุมชนเล็กๆที่เราใช้ชีวิตอยู่นั้นยั่งยืนและงดงาม ดังเช่นพี่ๆ ใน 6 โรงพยาบาลชุมชน ที่ได้เดินเป็นแบบอย่างไว้ เพื่อร่วมในกระแสการสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามว่า “อุดมคติยังมีตัวตนเสมอในสังคมโลก”

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

โรงพยาบาลหนองหญ้าไซ 4 ปี ของการก้าวกระโดด ด้วยพลังแห่งศรัทธา

โดย Admin on January,11 2011 22.38

โรงพยาบาลหนองหญ้าไซ

4 ปี ของการก้าวกระโดด ด้วยพลังแห่งศรัทธา

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมีนาคม-เมษายน 2550

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอำเภอชนบทห่างไกลจากตัวเมืองสุพรรณบุรี ประมาณ 54 กิโลเมตร ได้รับขนานนามว่า “อีสานตะวันตก” เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง ในขณะที่บางอำเภอยังมีน้ำท่วมอยู่ แต่อำเภอหนองหญ้าไซประสบภัยแล้งทุกปี แบ่งการปกครองออกเป็น 6 ตำบล มีประชากร 48,162 คน อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ 36,025 คน ขึ้นทะเบียนบัตรทอง 28,558 คน ที่เหลือในเขตรอยต่อของพื้นที่ ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลด่านช้าง มีสถานีอนามัยหรือหน่วยบริการปฐมภูมิ จำนวน 9 แห่ง

เนื่องจากประสบภัยแล้งเป็นเวลานานในทุกปี ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ฐานะยากจน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งผลผลิตก็ได้ไม่เต็มที่ ประชาชนส่วนใหญ่ต่อสู้เรื่องปากเรื่องท้อง บางครั้งละเลยสุขภาพไปบ้าง ทั้งยังมีแรงงานอพยพ ทำให้เหลือเด็กและผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ทีมงานทางด้านสาธารณสุข ก็ไม่ย่อท้อในการดูแลสุขภาพของประชาชน

โรงพยาบาลหนองหญ้าไซเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง จากการเข้าร่วมโครงการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้มีวิกฤติการณ์รุนแรงเมื่อปี 2545 – 2546 โดยเฉพาะวิกฤติการเงิน นอกจากนี้ประชาชนขาดศรัทธาในการบริการของโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ขาดขวัญกำลังใจอย่างหนัก จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยการเปลี่ยนผู้นำกลางปี 2546 เพื่อลดแรงเสียดทานของประชาชน โดยการให้ผู้หญิงมาบริหารงาน คือ พญ.สมพิศ จำปาเงิน ซึ่งมีความมุ่งมั่นพัฒนาด้านคุณภาพบริการ และระบบบริหารจัดการพลิกฟื้นวิกฤติดังกล่าว จากการทุ่มเทและเสียสละ เป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการทั่วไป จนได้รับ “รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2548”

พญ.สมพิศ จำปาเงิน หญิงแกร่งแห่งหนองหญ้าไซ

พญ.สมพิศ จำปาเงิน เกิดในชนบทสุดเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จากครอบครัวชาวนา เรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดใกล้บ้าน มานะพยายามจนได้เรียนโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด และสอบเข้าแพทย์ได้ในโครงการแพทย์ชนบท ซึ่งมีสัญญาเกียรติยศว่าต้องกลับมาดูแลและพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง และยังมีแรงดึงดูดที่สำคัญคือครอบครัวที่อบอุ่น และเป็นครอบครัวต้นแบบที่ได้รับ “รางวัลครอบครัวประชาธิปไตยตัวอย่าง ประจำปี 2548”

คุณหมอสมพิศ ทำงานเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลบางปลาม้า ตั้งแต่จบจนครบ 14 ปี ตั้งแต่โรงพยาบาลขนาด 10 เตียง เป็น 30 เตียง และ 60 เตียง ได้ประสบการณ์มากมายจากการทำงานที่ยาวนาน ทั้งด้านการบริการ สร้างเสริมป้องกัน รักษาและฟื้นฟู งานพัฒนาคุณภาพ และงานด้านบริหารในบางเรื่อง ประสบการณ์ที่ประทับใจและมีคุณค่ามากคือ ได้ทำงานกับชมรมผู้สูงอายุ ในอำเภอบางปลาม้า และงานบุกเบิก PCU ซึ่งไม่รู้แนวทางการดำเนินงานมาก่อน จนอยู่แนวหน้าของจังหวัด

หลังการทำงานได้ 11 ปี เริ่มสนใจในงานบริหารมากขึ้น จึงได้เรียนต่อจนจบปริญญาโท ทางด้านบริหารธุรกิจ และชีวิตก็ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการ เมื่อ มิถุนายน 2546 จึงรวบรวมประสบการณ์จากการเป็นผู้ปฏิบัติงานมานานถึง 14 ปี และวิชาการที่ได้ร่ำเรียนมาใช้ในการบริหารจัดการ จึงทำให้มีมุมมองทั้ง 3 ด้าน คือ ผู้ปฏิบัติ นักวิชาการ และผู้บริหาร

จากโอกาสที่ได้เป็นผู้บริหารหญิงในท่ามกลางผู้บริหารชายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เป็นจุดที่โดดเด่น มีข้อที่ได้เปรียบ คือ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมได้โดยง่าย ประกอบกับบุคลิกเป็นคนติดดิน อ่อนน้อม จริงใจ มุ่งมั่น และกล้าแกร่ง ทำให้เกิดการร่วมมือประสานงานกันทำงานเพื่อประชาชนใช้ระยะเวลาเพียงไม่ถึง 4 ปี สร้างผลงานที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนในท้องที่ ผู้บังคับบัญชาเหนือระดับขึ้นไป และองค์กรทั่วไปทั้งภาครัฐและเอกชน ในด้านการบริหารจัดการ จนเป็นที่ศึกษาดูงานจากองค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ และเป็นวิทยากรถ่ายทอด ความรู้และประสบการณ์ ด้านการบริหารจัดการและงานคุณภาพ

18 ปี ของชีวิตการทำงานในชนบทซึ่งไม่เคยทำเวชปฏิบัติส่วนตัวเลย ได้ทำให้คุณหมอสมพิศทำให้มีเวลามองเห็นสิ่งสวยงามมากมาย ความสุขในครอบครัวส่วนตัว ความสุขในครอบครัวคนทำงานร่วมกัน ความสุขของผู้รับบริการ และประชาชนนั้นเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดใจให้ทำงานในชนบท เพื่อให้ประชาชนได้รับสิ่งที่ดี ทัดเทียมกับผู้อื่น เป็นพลังใจให้ยามท้อแท้ ทำให้ไม่เคยท้อถอย แม้ยามอ่อนล้า ก็ไม่เคยอ่อนแอเกิดในชนบทสุดขอบอำเภอเมือง จากครอบครัวชาวนา เรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนว

เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

จากวิกฤติดังกล่าวทั้งด้านการเงิน ด้านบุคลากร และประชาชนขาดศรัทธา เป็นผลที่เชื่อมโยงจากวิกฤติการเงินนั่นเอง ในครั้งนั้นแม้แต่บริษัทยาหลายบริษัทไม่ส่งยาให้กับโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ ต้องทำการเจรจาต่อรองใหม่เกือบทั้งหมด ทางทีมบริหารจึงร่วมกันคิดและวางแผนด้านต่าง ๆ โดยเริ่มต้นที่การไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน และสังคมทุกภาคส่วนแม้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีการประชาคมหมู่บ้าน งานบุญ งานกีฬา เป็นต้น โดย ผู้อำนวยการไปร่วมงานด้วยตนเอง และเข้าร่วมประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกเดือน

มีการเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลขึ้น ประกอบด้วย ตัวแทนส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ตัวแทนชมรมสมาคมต่าง ๆ พ่อค้าประชาชน โดยมีนายอำเภอและเจ้าคณะอำเภอเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ มีการประชุมทุก 2 เดือน ปัญหาดังกล่าวก็ได้นำเข้าวาระการประชุมเพื่อแก้ไข ทำให้ปัญหาเบาบางลงไป และมีการริเริ่มแผนงานโครงการใหม่ ๆ ขึ้นมาโดยเฉพาะโครงการสร้างตึกสงฆ์ เพื่อการบริการพระและประชาชนทั่วไป โดยเป็นห้องพิเศษเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเงินบริจาคทั้งสิ้นทั้งตึกและอุปกรณ์ประมาณ 15 ล้านบาท

ทีมงานร่วมพลังสรรค์สร้างงานคุณภาพ

จากปัญหาเรื่องความศรัทธาประชาชน ทีมงานจึงคิดว่าการปรับปรุงเรื่องการบริการ และคุณภาพเป็นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้ จึงเริ่มที่การพัฒนาคุณภาพด้วยงาน 5 ส จนได้รับ “ป้ายทอง 5 ส ดีเด่นระดับประเทศ” เมื่อมิถุนายน 2547 ทำให้ผู้รับบริการสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างเห็นเป็นรูปธรรม พร้อมกันนั้นเราได้ปรับปรุงเรื่อง การบริการที่เป็นเลิศ โดยการเขียนมาตรฐานพฤติกรรมการบริการทุกหน่วยงาน

นอกจากนี้ยังนำร่องโครงการพัฒนาคุณภาพประจำเครือข่ายโรงพยาบาล (HNQA) ทำคุณภาพตามมาตรฐานบริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นงานคุณภาพในมุมมองของผู้รับบริการ จนทำให้โรงพยาบาลหนองหญ้าไซที่เคยอยู่อันดับท้ายที่สุดของจังหวัด ได้รางวัลชนะเลิศอันดับสองของจังหวัดสุพรรณบุรีในโครงการพัฒนาศักยภาพการบริการประชาชน ปี 2548 และได้รับ “รางวัลโรงพยาบาลคุณภาพตามมาตรฐานบริการสาธารณสุข ของกระทรวงสาธารณสุข” เมื่อ ปี 2549

ส่วนมาตรฐานโรงพยาบาล (HA) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (HPH) ก็ไม่ได้ทอดทิ้งที่จะดำเนินงาน จนสามารถผ่านมาตรฐาน HA บันไดขั้นที่ 1 เมื่อปี 2548 และขั้นที่ 2 เมื่อปี 2550 และมุ่งมั่นดำเนินงานต่อจนกว่าจะผ่านมาตรฐาน HA

จุดประกายให้ส่วนราชการอื่น ๆ

หลังจากได้ป้ายทอง 5 ส เมื่อปี 2547 ผลงานเป็นที่ยอมรับของส่วนราชการ ส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป จึงหารือกับนายอำเภอหนองหญ้าไซ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองหญ้าไซ และสาธารณสุขอำเภอหนองหญ้าไซ จัดกิจกรรมร่วมกันโดยได้งบประมาณจากผู้ว่า CEO ในชื่อ “โครงการสามประสานพัฒนาองค์การและการบริการเพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล” โดยการทำกิจกรรม OD และกิจกรรม 5 ส ร่วมกัน จนทำให้ทั้ง 14 หน่วยงานในอำเภอได้รับป้ายทอง 5 ส ดีเด่น ระดับประเทศ เมื่อปี 2548 โดยมีที่ว่าการอำเภอหนองหญ้าไซ และสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองหญ้าไซได้ป้ายทองเป็นที่แรกและที่เดียวแห่งประเทศไทย พร้อมกับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอหนองหญ้าไซ รวมทั้งสถานีอนามัยทุกแห่ง เกษตรอำเภอ และที่ดินอำเภอ จากโครงการดังกล่าวที่ดินอำเภอยังได้รับรางวัล 1 ใน 2 Best Practice ระดับประเทศอีกด้วย

นอกจากส่วนราชการแล้ว เทศบาลตำบลหนองหญ้าไซ วิทยุชุมชน และวัด ยังนำแนวทาง 5 ส ไปดำเนินการ นับว่าเป็นความร่วมมือกันอย่างดีมากที่ทุกส่วนราชการ ในอำเภอหนองหญ้าไซ เริ่มต้นที่พื้นฐานเดียวกัน ทำให้การประสานงานหรือการดำเนินงานเรื่องต่าง ๆ สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

PCU หรือสถานีอนามัย ขยายโครงการต่อยอดงานคุณภาพ

จากผลที่มีการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายซึ่งประสบความสำเร็จร่วมกัน ทำให้ทีม คปสอ. หนองหญ้าไซ ร่วมกันทำโครงการพัฒนามาตรฐาน PCU เมื่อปี 2549 จนถึงวันนี้ สถานีอนามัยที่ได้มาตรฐาน PCU มี 6 ใน 9 แห่ง ในเวลาไม่ถึง 1 ปี นับว่าเป็นความโชคดีของประชาชนอำเภอหนองหญ้าไซ ที่มีโอกาสได้รับการบริการที่ได้มาตรฐานจากสถานพยาบาลทุกแห่ง รวมทั้งส่วนราชการอื่น ๆ ในอำเภอหนอง หญ้าไซ

PCU มีความสามารถในการดูแลโรคเรื้อรัง โดยร่วมกับทางโรงพยาบาลในการทำแนวทางการดูแลประชาชนในทางเดียวกัน โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของอำเภอหนองหญ้าไซ นอกจากนี้ยังมีโครงการหนึ่งสถานีอนามัย หนึ่งพยาบาล ซึ่งประสานความร่วมมือกันเป็นอย่างดี แต่ละ PCU ก็มีความโดดเด่นในเรื่องต่าง ๆ ในการดูแลประชาชน ที่แตกต่างกันตามความถนัดและบริบทของพื้นที่ นับว่าเป็นความสามารถของ PCU แต่ละแห่งโดยแท้

หมออนามัยที่ให้ใจกับชุมชน

สถานีอนามัยโค้งบ่อแร่เป็นสถานีอนามัยเล็ก ๆ มีสองสามีภรรยาร่วมกันดูแลประชาชน คุณพิชิตศักดิ์ จำปาเงิน หรือ หมอโจ้ ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวบ้านทั่วไปเรียก หมอโจ้ ทำงานทุ่มเทจนทุกคนเห็นตรงกันว่า งานคือชีวิตและความสุขของหมอโจ้ เป็นคนมีน้ำใจช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ แต่สุดท้ายก็สุขใจทุกครั้ง ไม่ว่าหมอโจ้จะริเริ่มงานอะไร ทุกคนในหมู่บ้านร่วมแรงร่วมใจเป็นอย่างดียิ่ง อย่างเช่นโครงการป้องกันยาเสพติดเมื่อ ปี 2546 งานร่วมกับ ปปส. ภาคประชาชน ทำงานจนได้รับ “พระราชทานโล่ห์รางวัลผู้ประสานพลังแผ่นดินดีเด่นระดับประเทศ” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาโดยเริ่มจาก 1หมู่บ้าน เป็น 4 หมู่บ้าน ในเขตรับผิดชอบของสถานีอนามัย จนขยายเป็น 40 หมู่บ้าน กับ 4 ชุมชน ในทุกตำบลของอำเภอหนองหญ้าไซ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก ปปส.ภาคกลางราว 900,000 บาท ใช้ในการป้องกันยาเสพติด การอบรมเยาวชน อาสาสมัคร มีการฝึกอาชีพ สร้างชุมชนเข้มแข็ง ทำให้ลดผู้เสพลงและไม่มีผู้ค้าในท้องที่

ได้รับสนับสนุนจากงบประมาณ สสส. ทำโครงการหมู่บ้านสร้างสุขภาพตามแนวทางพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเงิน 120,000 บาท ในปี 2550 ทำกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อร่วมกับการทำงานประจำตามอาชีพ เช่น ตัดอ้อย ทำไร่ ทำนา ทุกเช้ามีการยืดเหยียด ออกกำลังกาย วัดผลโดยให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาวัดสมรรถนะทางกาย และเจาะไขมัน เบาหวาน ก่อนและหลังดำเนินการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลซ้ำ อีกกิจกรรมในโครงการนี้คือ การนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้มีการทำลูกประคบลดอาการปวดเมื่อย โดยใช้วัตถุดิบในชุมชนไม่ต้องซื้อ และมีการอบรมทักษะการนวดจากหมอนวดในหมู่บ้าน มีผลิตภัณฑ์หมอนสมุนไพร ช่วยบรรเทาอาการหวัด ภูมิแพ้ ซึ่งผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของกรมอุตสาหกรรมแล้ว นอกจากนี้ มีการปลูกสบู่ดำเพื่อผลิตน้ำมันไบโอดีเซล เนื่องจากเครื่องบีบน้ำมันราคาแพงจึงไม่ได้จัดซื้อเอง จึงนำเอาลูกสบู่ดำไปแลกน้ำมันจากวัดพยัคฆาราม อำเภอศรีประจันต์ สบู่ดำ 5 กิโลกรัม แลกน้ำมันได้ 1 กิโลกรัม นำน้ำมันที่ได้มาใช้ผสมน้ำยาเครื่องพ่นหมอกควันแทนน้ำมันดีเซล

อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจของอนามัยนี้คือ โครงการลด- เลิก เหล้าเพื่อตัวเองและคนที่เรารัก โดยร่วมกับแกนนำหมู่บ้าน อบต. อสม. ร่วมกันสำรวจกลุ่มเสี่ยง แบ่งหมู่บ้านออกเป็น 8 คุ้ม แบ่งกันรับผิดชอบมีการตรวจสุขภาพร่างกาย คัดกรองโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เจาะตรวจเอมไซน์ตับ ตรวจสุขภาพจิต และตรวจภาวะการทำงานของสมอง คนที่เข้าร่วมโครงการ ลด-เลิก เหล้าทั้งหมด 15 คน เลิกได้ 6 คน ดื่มลดลง 5 คน ดื่มเท่าเดิม 4 คน นับว่าเป็นความตั้งใจของหมอโจ้ และทีมนำของชุมชนและยังมีโครงการดี ๆ ในชุมชนแห่งนี้อีกมากมาย

หมอแมวอนามัยสามัคคีธรรม

สามัคคีธรรม เป็นอนามัยหนึ่งในตำบลหนองโพธิ์ที่อยู่กัน 2 สามีภรรยาเช่นกัน ที่ทำงานร่วมประสานอย่างดี โดยสามีเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ส่งให้สตรีผู้โดดเด่นด้วยความภาคภูมิใจที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จ คุณชนิษฐ์ฎา ทวีเดช หรือ หมอแมว เธอเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ทำงานประสานกับชุมชนท้องถิ่นได้ดีมาก ได้รับสนับสนุนงบประมาณและความร่วมมือจาก อบต. เป็นอย่างดี มีโครงการเด่น ๆ มากมาย แต่ขอเล่าเพียงตัวอย่างเท่านั้น

โครงการผู้สูงอายุ ในตำบลหนองโพธิ์ มี 2 สถานีอนามัยที่ร่วมมือกันทำงานเพื่อผู้สูงอายุ มีการก่อตั้ง “ชมรมผู้สูงอายุในฝันตำบลหนองโพธิ์” ได้รับสนับสนุนงบประมาณจาก สสส. เป็นโครงการดูแลผู้สูงอายุโดยการตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุในชุมชนทุกคน ดูแลเรื่องสุขภาพต่างๆ คัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือด และ มีการจัดตั้ง “กองทุนศรีลำดวน” เพื่อสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่เสียชีวิต

โครงการดูแลผู้พิการได้รับสนับสนุนงบประมาณ สปสช. ในการดูแลผู้พิการ มีการจดทะเบียนผู้พิการ จัดตั้งกองทุนส่งเสริมอาชีพผู้พิการ โดยการส่งเสริมการเลี้ยงหมูหลุมขายให้ชุมชน เลี้ยงปลาตะเพียน ขายส่งให้กลุ่มสินค้า OTOP “ปลาส้มหนองกระโดนมน” เลี้ยงปลาดุก ปลูกสมุนไพร และสบู่ดำ

โครงการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ได้งบประมาณ 170,000 บาท จาก สพช. ในการพัฒนาศักยภาพองค์กรในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงโดยมีการสร้างเครือข่าย ตรวจเยี่ยมผู้ป่วย ประกอบด้วย อสม. และ กลุ่มผู้ป่วยด้วยกันเอง ช่วยกันดูแลกันเอง เรื่องการกินยาที่ถูกต้อง ตรวจภาวะแทรกซ้อน และการประเมินระดับน้ำตาล โดยแบ่งละแวกกันทำงาน

โครงการดูแลผู้ป่วยเอดส์และครอบครัว ในโครงการ บวรส.ร่วมใจต้านภัยเอดส์ บวรส. คือ บ้าน วัด โรงเรียน สถานีอนามัย และสำนักงาน อบต. มีการทำงานเป็นเครือข่าย ดูแลผู้ติดเชื้อ และผู้ที่ได้รับผลกระทบ มีทุนการศึกษาแก่บุตรผู้ติดเชื้อ โดยต้องเปิดเผยข้อมูลด้วยเต็มใจ มีการทำงานเชื่อมต่อกับคณะกรรมการระดับอำเภอ ซึ่งนายอำเภอให้ความสำคัญและสนใจ ดูแลเป็นอย่างดียิ่ง

ตื่นตัวกลัวเส้นแดง

PCU หนองโพธิ์ เป็นอีก PCU ที่โรงพยาบาลที่โดดเด่น เดิม PCU นี้มีข่าวเข้าหูว่า ไม่ร่วมมืออะไรกับใครเลย เป็นที่ส่งต่อของผู้บริหาร แต่พอลงไปสัมผัสพบว่า การทำงานในเนื้อแท้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพแตกต่างจากที่อื่นๆ โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังพบว่า ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ในเขตรับผิดชอบของ PCU มีอยู่ 255 คน ดูแลที่ PCU 211 คน ที่เหลือเป็นผู้ป่วยเบิกได้ที่ขึ้นทะเบียนจ่ายตรง หรืออยู่ใกล้กับโรงพยาบาล หรือ มีภาวะแทรกซ้อนมาก จึงไปใช้บริการที่โรงพยาบาล

เริ่มที่แผนการปฏิบัติงานการเยี่ยมบ้านโครงการอนามัยใกล้บ้านบริการใกล้ใจ ตื่นตอนเช้าวันคลินิกเบาหวาน และความดันโลหิตสูง เวลา 05.00 น คุณเพ็ญศรี ผลจุลพันธ์ จะต้มข้าวต้มไว้เพื่อผู้ป่วยที่เจาะเบาหวาน แล้วจะได้กิน แล้วออกมาเจาะเลือดแต่เช้า ก่อนทีมโรงพยาบาลจะไปร่วมให้บริการ หลังจากตรวจรักษาแล้วก็มีการคุยก่อนจาก ลงผลความดันโลหิตสูง ผลน้ำตาลในเลือด ในทะเบียนติดตามเฝ้าระวังผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งทำเป็นกราฟ ง่าย ๆ “ขีดเส้นแดงไว้” ถ้าเกินเส้นแดงก็มีภาวะเสี่ยงแล้ว ผู้ป่วยก็ตื่นตัวกลัวเส้นแดง จนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง กราฟที่เขียนนี้มี 2 แผ่น แผ่นแรกติดกับสมุดประจำตัวผู้ป่วย อีกแผ่นอยู่ในทะเบียน เก็บที่สถานีอนามัย เพื่อที่เจ้าหน้าที่ สอ. กับ อสม.จะได้ลงเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามเฝ้าระวังผู้ป่วยเรื้อรัง มีบันทึกไว้ทุกคน แม้ผู้ป่วยที่รับยาจากโรงพยาบาลก็ตามไปเยี่ยมและสอบถามอาการแล้วลงบันทึกในกราฟด้วย

จากการลงเยี่ยมถึงที่บ้านพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เกือบ 80 % กินยาไม่ค่อยถูกต้องนัก สะท้อนทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนเรื่องคำแนะนำการใช้ยาให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและชัดเจน ผู้ที่ต้องลงไปเยี่ยมอันดับต้น ๆ คือ คนที่ผิดนัด จะมีหมายเรียกให้มาตามนัด ถ้าไม่มาอีกก็จะรีบลงไป นอกจากนี้ก็คือผู้ที่รับยาจากที่อื่น เช่น โรงพยาบาล คลินิก อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ที่อยู่ในเส้นแดงติดต่อกัน 3 ครั้ง ขึ้นไป พี่เพ็ญศรีเล่าอย่างภาคภูมิใจ เรื่องผู้ป่วยหญิงอายุ 56 ปี เป็นเบาหวาน และความดันโลหิตสูง น้ำตาลสูงตลอดปี 2549 พี่เพ็ญศรี ลงไปที่บ้านดูเรื่องการกินอาหาร ครอบครัว สภาพแวดล้อม สภาพจิตใจ นอนคุยกันในเรื่องต่าง ๆ เพราะเคยคุยที่ PCU แล้วไม่ได้ผล ยกตัวอย่างสุขภาพของพี่เพ็ญศรีเองในการดูแลโรคประจำตัวตนเอง สามารถทำให้ผู้ป่วยผู้นี้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้ จากตุลาคม 2549 จนถึงมีนาคม 2550 ผลน้ำตาลปกติในเกณฑ์ที่ ดีมากทุกเดือน

จากการลงเยี่ยมบ้านพบปัญหาเรื่องการใช้ยา ทำให้คิดวิธีการต่อ ซึ่งกำลังของบ อบต. เรื่อง หิ้วถุงยามาตามนัด เป็นกระเป๋าใส่ยาใบเล็ก ๆ ที่พอใส่ยา สมุดประจำตัว บัตรนัด เป็นการประหยัดในระยะยาว และเก็บง่ายเป็นที่เป็นทาง ถ้ายาเหลือหรือขาดจะทราบทันทีได้ว่ากินยาเป็นอย่างไร จะเห็นได้ว่าทีมงาน PCU “ทำงานด้วยใจไม่เคยประกาศไปทั่ว เพียงรู้ตัวว่าทำอะไร เพื่อใคร” เก็บความภาคภูมิใจไว้กับตนเอง

เรื่องราวของ PCU ต่างๆ ก็มีหลากหลาย บางแห่งแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลได้มาก บางแห่งก็มีกิจกรรมที่หลากหลายอย่าง เช่น PCU แจงงาม มีปฏิทิน อสม. เป็นปฏิทินการปฏิบัติงานของ อสม. เป็นกล่องติดชื่อและรูปใส่เรื่องราวที่จะสื่อข่าวแนวทางการทำงาน ติดตามผลการทำงานด้านสุขภาพของแต่ละ อสม. ที่รับผิดชอบ ทำให้ผลงานของ PCU บรรลุความสำเร็จได้มากขึ้นและเร็วขึ้น

ผู้นำศาสนาให้การสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข

คราวเมื่อมีวิกฤติการเงินและประชาชนขาดศรัทธาโรงพยาบาล ทางผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันหาเงินบริจาคให้กับทางโรงพยาบาลนับสิบล้านบาท นอกจากทุนทรัพย์แล้ว วัดยังเป็นแหล่งศูนย์กลางให้ส่วนราชการเข้าไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยสร้างศรัทธาแก่ประชาชนได้ เช่นโครงการอำเภอเคลื่อนที่ในวันพระสิ้นเดือน โครงการชวนกันไปวัดเดือนละครั้งที่ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหิ้วปิ่นโตไปทำบุญที่วัดในเขตอำเภอหนองหญ้าไซ จึงทำให้โรงพยาบาลและสถานีอนามัยได้รับความช่วยเหลือจากผู้นำศาสนาอย่างดียิ่ง เช่นเดียวกันทางโรงพยาบาลและสถานีอนามัยก็ดูแลสุขภาพผู้นำทางศาสนาเป็นอย่างดี ให้บริการฟรีโดยพักห้องพิเศษ

นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยด้านจิตใจของผู้ให้บริการ ทุกปีเราจะมีการทำบุญโรงพยาบาล และเจ้าคณะอำเภอหนองหญ้าไซ ก็แสดงพระธรรมเทศนาให้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนให้มีจิตเมตตา เป็นผู้ให้เป็นผู้มีจิตอาสาด้วยความเต็มใจ จากการทำบุญตามวัดต่าง ๆ ทุกเดือน เป็นการพัฒนาจิตใจเจ้าหน้าที่ และเข้าถึงประชาชนได้โดยง่ายในงานด้านสาธารณสุขต่าง ๆ โดยมีผู้นำทางศาสนาเป็นสื่อกลาง ทำให้งานสาธารณสุขบรรลุผลได้ไม่ยากนัก

การดูแลด้วยใจที่ใครๆก็พูดถึง

พฤติกรรมบริการที่มีมาตรฐานกำกับ หาเพียงพอไม่ถ้าใจทุกคนไม่ได้ให้กับการบริการ ทีมงานทุกคนมองผู้รับบริการและประชาชนเสมือนญาติ ซึ่งบางคนก็คือญาติของเจ้าหน้าที่จริง ๆ เพราะกว่าครึ่งของผู้ให้บริการเป็นคนในพื้นที่ความใกล้ชิดสนิทสนม พูดจาพูดคุยกันระหว่างผู้ป่วย ญาติกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ทำให้เกิดความร่วมมือกันในการดูแลด้านสุขภาพ

มีผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง (COPD) ซึ่งเป็นพระรูปหนึ่ง เข้าออกโรงพยาบาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทีมงานพบว่ากลับไปที่วัดก็ไม่มีใครดูแล ญาติก็อยู่ต่างจังหวัดจึงปรึกษากันเพื่อหาสถานที่ให้อยู่ใหม่ โดยติดต่อกับเจ้าอาวาสอีกวัดหนึ่งซึ่งพอมีพระลูกวัดที่ดูแลได้ จัดสภาพแวดล้อม เตรียมเครื่องพ่นยาพร้อมกับคำแนะนำและฝึกฝนให้ จนปัจจุบันมากกว่า 6 เดือนแล้ว พระรูปดังกล่าวไม่เคยเข้ามาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกเลย

ผู้ป่วยระยะสุดท้าย เช่น เอดส์ มะเร็ง ไตวาย ถ้าญาติต้องการอยู่โรงพยาบาลก็ยินดีดูแลให้ ถ้าประสงค์อยู่ที่บ้านก็จะฝึกฝนทักษะญาติจนดูแลได้ และมีทีมงานตามลงไปเยี่ยมบ้าน ผู้ป่วยเรื้อรังทุกรายที่นอนโรงพยาบาล จะมีการร่วมมือระหว่างญาติกับเจ้าหน้าที่ในการวางแผนการดูแลรักษา และผู้ป่วยทุกคนที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลหรือขอกลับไปเสียชีวิตที่บ้านทางโรงพยาบาลจะมีทีมงานลูกค้าสัมพันธ์เข้าไปวางพวงหรีด และดูแลจิตใจของญาติด้วย

มีผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นมะเร็งที่สมอง ผ่าตัดสมองแล้วมีอาการชัก สามีและลูกก็ทราบว่าต้องเสียชีวิต ดูแลที่โรงพยาบาลจนเสียชีวิต แต่ญาติไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว ทางทีมงานผู้ป่วยในที่ดูแลก็ร่วมกันรวบรวมเงินจากเจ้าหน้าที่ ญาติผู้ป่วยคนอื่น ๆ ตามจิตศรัทธา เพียงเวลาแค่ 2 ชั่วโมงระหว่างรอรับศพ สามารถรวมรวมเงินทำบุญได้ถึง 3,000 พันกว่าบาท

เรื่องราวดี ๆ อย่างนี้มีให้เห็นได้เกือบทุกวัน ทุกคนแม้เหน็ดเหนื่อยเพียงใด ก็พบรอยยิ้มในการบริการ จนคนที่มาดูงานกว่า 20 คณะ ทั้งภาครัฐและเอกชนเกือบทุกรุ่น ถาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลว่า สร้างทีมงานอย่างนี้ได้อย่างไร ซึ่งคุณหมอสมพิศก็ยิ้มและตอบอย่างภาคภูมิใจว่า ใช้ “การบริหารด้วยใจ” และเป็นความดีในตัวบุคลากรเองนั่นแหละ...

เรื่องราวของแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร

ก่อนปี 2546 บุคลากรทางการแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร มีการหมุนเวียนบ่อยมาก อยู่กันไม่เกินคนละ 1 – 2 ปี เท่านั้นและขาดแคลนตลอด ณ ปัจจุบันมีแพทย์ 4 คน ทันตแพทย์ 3 คน เภสัชกร 3 คน และทุกคนช่วยเหลืองานต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากงานประจำ บางครั้งแพทย์ต้องไปช่วยโรงพยาบาลอื่น ๆ ซึ่งขาดแคลนแพทย์

หัวหน้าเภสัชกร ภญ.สุปราณี จามรจินดามณี ซึ่งคนทั่วไปเรียก หมอไนท์ แต่เป็นแสงไฟส่องสว่างให้กับหลาย ๆ คน เนื่องจากมีใจมุ่งมั่นหวังให้ประชาชน ลด ละ เลิก อบายมุข จึงริเริ่มโครงการอดบุหรี่โดยที่ไม่เคยผ่านการอบรมทั้งสิ้น เริ่มจาก 1 คนโดยเป็นที่ปรึกษาทั้งในและนอกเวลาราชการ จนเดี๋ยวนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 100 คน ทั้งข้าราชการในและนอกอำเภอ ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป หลายคนมีการชักชวนบอกต่อกันจนเลิกได้จากคำแนะนำของผู้ที่เคยเลิกได้

แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ทุกคนมีบทบาทช่วยเหลืองานมากกว่างานประจำ ถือว่าเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินงานทีเดียวและทั้ง 10 ชีวิตในปี 2550 ก็ยังไม่คิดจะโยกย้ายไปไหนซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่ครบปีก็ขอย้ายเข้าใกล้ตัวเมืองกันหมด แต่ด้วยใจทั้ง 10 ดวงของทีมงานแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ที่คิดจะทำงานในชนบทที่ห่างไกลโดยหวังผลเพียงเพื่อสุขใจ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ปัจจัยเรื่องเงินเท่านั้นที่จะดึงดูดบุคลากรระดับนี้ไว้ได้ ถ้าไม่ใช่เสน่ห์ของชุมชนหรือทีมงานที่ทำให้ทุกคนอยู่ด้วยใจ

ใช้การจัดการเชิงกลยุทธ์

ในเวลาไม่ถึง 4 ปี ที่แก้ปัญหาวิกฤติให้เบาบางลง ขณะที่มีการพัฒนางานด้านต่าง ๆ มากมาย ทำได้อย่างไร คำตอบก็คือเราใช้การจัดการเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเมื่อปี 2547 ทางโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ ได้เป็น 1 ใน 3 โรงพยาบาลนำร่องในโครงการพัฒนาการจัดการเชิงกลยุทธ์ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งมีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาลพระพุทธบาทสระบุรี และโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ โดยใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award /TQA) ในการพัฒนา เป็นการบริหารจัดการทั่วทั้งองค์กร ซึ่งเป็นการพัฒนาความสามารถด้านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ตามแนวทางของ Malcolm Baldrige National Quality Award / Thailand Quality Award (TQA) ซึ่งสามารถบริหารจัดการจนเห็น เป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบในการขยายผลโครงการ สู่หน่วยงานอีก 24 แห่งในประเทศไทยในปี 2548 พร้อมกันนั้นได้ร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการในภาคกลาง และภาคเหนือ

เริ่มด้วยการวิเคราะห์ตนเองตามเกณฑ์ TQA ร่วมกับการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมภายนอก กำหนดเป้าหมายระยะยาว ระยะกลางและระยะสั้น จากนั้นมีการวางแผนกลยุทธ์แบบมีส่วนร่วม แล้วดำเนินการ ตามแผนงานดังกล่าว จัดการประเมินผล และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จากกรอบ TQA นี้เองที่ทำให้ทีมงานมีมุมมองเชิงระบบ สามารถบูรณาการงานคุณภาพทุกเรื่องเข้าด้วยกันและทำไปพร้อมกันโดยไม่ยุ่งยาก โดยการใช้ TQA เป็นกรอบการบริหารจัดการ ใช้มาตรฐาน HA HPH และมาตรฐานบริการสาธารณสุขเป็นสิ่งที่มุ่งหวัง ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น 5 ส ESB BSC HNQA เป็นต้น ในการดำเนินการพัฒนาตามบริบทของตนเอง

ทีมงานในโรงพยาบาลดีใจที่ได้ใช้เกณฑ์ TQA มาพัฒนาองค์กร ซึ่งกระแสที่ตามมาในปัจจุบัน คือมาตรฐานHA ปี 2549 PMQA ที่ กพร. นำมาใช้ในปี 2550 และมาตรฐาน PCU ก็ได้นำกรอบแนวคิดเดียวกันนี้มาใช้เช่นกัน ทำให้ทีมงานไม่สับสน และไม่เคยกลัวงานใหม่ ๆ ที่เข้ามา

พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

จากการที่ได้พัฒนาการจัดการเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่านโยบายอะไรจะออกมาใหม่แบบไหน โรงพยาบาลก็สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ เช่นโรงพยาบาลพอเพียง ถ้าเข้าใจแนวคิด 3 ห่วง 2 เงื่อน คือ ห่วงที่ 1 ความพอประมาณ คือการที่เรารู้จักตนเอง ใช้การวิเคราะห์ตนเองนั่นเอง ห่วงที่ 2 ความมีเหตุผล คือการทำงานที่มีที่มาที่ไป มีแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสม มีการปฏิบัติที่ควรเกิดผลอย่างไร เป็นต้น ห่วงที่ 3 ความมีภูมิคุ้มกัน ก็คือความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง สามารถอยู่รอดได้ เงื่อนที่ 1 ความรู้ มีการพัฒนาการจัดการองค์ความรู้ และเงื่อนที่ 2 คุณธรรม คือการทำงานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และทำงานด้วยหัวใจ ความเป็นมนุษย์นั่นเอง ก็ย่อมสามารถเดินไปสู่เป้าหมายที่บรรลุเกณฑ์ได้ไม่ยาก

โรงพยาบาลจิตอาสาก็เช่นกัน ก่อนที่จะให้ใครต่อใคร มาอาสาทำร่วมกับเรา เจ้าหน้าที่ทุกคน ควรมีจิตใจที่เป็นผู้ให้ เป็นผู้อาสาก่อน และการทำงานที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมก่อนถึงจะเกิดโครงการจิตอาสาที่ทำด้วยใจจริง ๆ ไม่ใช่การเกณฑ์กันมาทำ ตามนโยบายเท่านั้น การทำงานด้วยใจจะทำให้ลึกซึ้งกับคำว่า “เป็นผู้ให้จะสุขใจกว่าผู้รับ”

หนองหญ้าไซ โรงพยาบาลเล็กพริกขี้หนู

ภายในระยะเวลาเพียง 3-4 ปีของการเปลี่ยนแปลง โรงพยาบาลหนองหญ้าไซสามารถเร่งจังหวะการขับเคลื่อนมาสู่การเป็นโรงพยาบาลแนวหน้าของจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นแถวหน้าของภาคกลางได้อย่างน่าทึ่ง โรงพยาบาลหนองหญ้าไซได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาโรงพยาบาลและสถานีอนามัยสู่การบริการประชาชนอย่างมีคุณภาพนั้น ขอเวลาเพียง 3-4 ปีก็เพียงพอที่จะเร่งเครื่องแซงทางโค้งสู่จุดหมายได้ ขอเพียงแต่มีความร่วมมือร่วมใจของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทุกระดับ ร่วมกับความมุ่งมั่นและใส่ใจดูแลของผู้อำนวยการโรงพยาบาล

โรงพยาบาลชุมชนหนองหญ้าไซได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นหน่วยงานที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาแล้ว ยังสามารถเหนี่ยวนำให้ส่วนราชการอื่นๆร่วมกันเดินในเส้นทางการบริการประชาชนอย่างมีคุณภาพร่วมกันได้ด้วย นับเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ไม่ง่ายนักในประเทศไทย

@@@@@@@@@@@@@

โรงพยาบาลเวียงแก่น จิ๋วแต่แจ๋วริมแดนโขง

โดย Admin on January,11 2011 22.37

โรงพยาบาลเวียงแก่น จิ๋วแต่แจ๋วริมแดนโขง

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับ พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

นั่งรถเมล์แบบบ้านๆ ตีจากตัวเมืองเชียงรายพุ่งเข้าหาแม่น้ำโขงด้วยความเร็วที่ยังพอชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทางได้อย่างไม่ลำบากสายตาจนเกินไป มุ่งหน้าสู่ อำเภอเวียงแก่น อำเภอแสนสงบแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ที่นั่นซุกตัวอยู่เงียบๆ ท่ามกลางขุนเขา แมกไม้ และสายหมอกห่มคลุม มีแม่น้ำ 2 สายล่องไหลอยู่ชั่วนาตาปี –น้ำงาว และน้ำของ -อากาศเย็นสบาย กับผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขตามสมควรแห่งอัตภาพ

ถ้าร้านสะดวกซื้อชื่อติดปากคนเมืองร้านนั้นถือเป็นตัววัดความเป็นเมืองประเภทหนึ่ง ตัวอำเภอเวียงแก่นก็คงไม่ใช่ ‘เมือง’ ในความหมายที่คนเมืองทั่วไปเข้าใจกัน ที่นั่นไม่มีร้านสะดวกซื้ออย่างที่ว่า ความพลุกพล่านยังรังควานไปไม่ถึง เมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน เมืองทั้งเมืองก็เหมือนจะหมดหน้าที่ตามแสงแดดไปด้วย สำหรับคนที่ติดความสะดวกสบาย เวียงแก่นย่อมไม่เหมาะ แต่ถ้าต้องการปลดเปลื้องความวุ่นวาย เวียงแก่นคือคำตอบที่เหมาะยิ่ง

ห่างออกไปจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร โรงพยาบาลเวียงแก่น นิ่งสงบรอคอยเยียวยาความเจ็บไข้ การที่รัฐบาลมีนโยบายสร้างโรงพยาบาลชุมชนให้กระจายในทุกอำเภอแม้แต่อำเภอชายแดนที่ห่างไกลนั้น เป็นนโยบายที่นอกจากจะสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการให้แก่ประชาชนแล้ว ที่สำคัญที่สุด โรงพยาบาลชุมชนริมชายแดนที่ห่างไกลนั้น ได้กลายเป็นที่บ่มเพาะอุดมคติของวิชาชีพสุขภาพหลายๆ คน ที่พร้อมละทิ้งความสุขสบายและการแสวงหาความร่ำรวย มาใช้ชีวิตตามอุดมการณ์ ดูแลสุขภาพคนยากคนจนในชนบท ตามแบบอย่างพระบรมราชชนก เวียงแก่นคืออีกที่หนึ่งที่จิ๋วแต่แจ๋วริมฝั่งโขง

ย้อนอดีต กว่าจะถึงวันนี้

อำเภอเวียงแก่นอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดเชียงราย ติดชายฝั่งแม่น้ำโขงตรงข้ามริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 150 กิโลเมตร นับเป็นอีกโรงพยาบาลชายแดนที่ห่างไกลแสงสีนีออน แต่ใกล้แสงเดือนแสงดาว

อำเภอเวียงแก่นมี 4 ตำบล 41 หมู่บ้าน มีพื้นที่ 526 ตารางกิโลเมตรประชากรที่ขึ้นทะเบียน 33,600 คน ส่วนใหญ่ประชากรเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ รวม 6 ชนเผ่า ได้แก่ ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เย้า ไทลื้อ มูเซอ ขมุ จีนฮ้อ ร้อยละ 70 ส่วนที่เหลือเป็นชาวพื้นเมืองเมืองล้านนาและชาวไทยเชื้อสายลาวที่ข้ามฝั่งมาแต่งงานกับชาวพื้นเมืองล้านนาแล้วอพยพถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในอำเภอเวียงแก่น นอกจากนี้ยังมีประชากรที่ไม่มีบัตรไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นลักษณะปกติของโรงพยาบาลชายแดน เป็นอำเภอที่มีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ด้านเศรษฐกิจนั้นไม่ค่อยดี ชาวบ้านส่วนใหญ่มีการทำนา สวนยาสูบ สวนขิง สวนยางพารา ไร่ข้าวโพดและสวนผลไม้โดยเฉพาะส้มโอ สถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอเวียงแก่นมีภูผาตั้ง แก่งผาได และห่างจากภูชี้ฟ้าประมาณ 52 กิโลเมตร

เมื่อปีพ.ศ. 2532 คุณแม่พิสมัย ชินะข่าย พ่อทอง แม่ผัน นุธรรม พร้อมบุตรธิดาบริจาคที่รวมจำนวน 25 ไร่ เพื่อก่อตั้งโรงพยาบาลสาขาของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ อาคารหลังแรกที่มีขนาดเล็ก และได้ถูกดัดแปลงต่อเติมให้เกิดการใช้ประโยชน์ตามภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไปโดยมีนายแพทย์สมชาติ รัตนพิทยารักษ์ เป็นผู้อำนวยการคนแรก ต่อมาพ.ศ. 2535 ขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง ในสมัยของนายแพทย์สุชาญ ปริญญาป็้็็้้้ฯ และขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียงในพ.ศ. 2540 ในสมัยของนายแพทย์ทวนทศพร สุวรรณจูฑะ และใน พ.ศ.2541 มีนายแพทย์กิติพัฒน์ ลาชโรจน์เป็นผู้อำนวยการจนถึงปัจจุบัน

แม่ทัพแห่งริมโขง

โรงพยาบาลเวียงแก่นภายใต้การนำของนายแพทย์กิติพัฒน์ ลาชโรจน์ และมีเหล่าแม่ทัพเป็นคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลซึ่งประกอบไปด้วย คุณพิสมัย รวมจิตรแม่ทัพฝ่ายการพยาบาล ทันตแพทย์หญิงพจนา พงษ์พานิช คุณประภาศรี ทิพย์อุทัย คุณเสถียร ฉันทะ เภสัชกรประพันธ์ แซ่เฮ่อ คุณเบญจวรรณ กันติ๊บซึ่งเหล่าแม่ทัพกลุ่มนี้เป็นกำลังหลักสำคัญให้กับโรงพยาบาลในการดูแลสุขภาพของประชาชนชาวเมืองเวียงแก่นให้มีสุขภาวะที่ดี

นายแพทย์กิติพัฒน์ ลาชโรจน์ เป็นคนกรุงเทพมหานคร เรียนจบคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นในปีพ.ศ. 2539 เริ่มชีวิตแพทย์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลแม่ลาว จังหวัดเชียงรายต่อมาย้ายมาที่โรงพยาบาลขุนตาลได้ 4 เดือน ก็ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวียงแก่นในปี พ.ศ. 2541จนถึงปัจจุบัน

ในปี 2540 เป็นต้นมาโรงพยาบาลเวียงแก่นได้เปลี่ยนไป มีการพัฒนาขึ้นมากและเนื่องด้วยอำเภอเวียงแก่นอยู่ห่างไกลจากจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ส่วนใหญ่เป็นคนต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัดทำให้โรงพยาบาลเกิดปัญหาว่าเจ้าหน้าที่มีอัตราการโยกย้ายในแต่ละปีสูงโดยเฉพาะวิชาชีพแพทย์ และพยาบาล ทำให้มีผลกระทบด้านความต่อเนื่องของงานบางงาน ดังนั้นเหล่าแม่ทัพและขุนพลของโรงพยาบาลนำโดยนายแพทย์กิติพัฒน์ ได้ปรับกรอบแนวคิดที่ว่า “ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงานด้านการรักษา ส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชน และการป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ” เป็นธงนำในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยมีนโยบายหลัก 3 ข้อคือ

  1. ปรับปรุงและ พัฒนาโครงสร้างทางกายภาพและ ภูมิสถาปัตย์ ให้น่าอยู่น่าทำงาน เสริมสร้างองค์กรด้วยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพให้ประชาชนพึ่งได้

  2. พัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการทางการแพทย์

  3. ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์ใฝ่เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง และผลักดันให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพของตนเอง

และจากการพัฒนาโรงพยาบาลเล็กริมฝั่งโขงอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมแม่ทัพที่ไม่เปลี่ยนคน ทำให้ปัญหาการโยกย้ายของบุคลากรลดลง การพัฒนาโรงพยาบาลเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น

ปัจจุบันโรงพยาบาลเวียงแก่นมีแพทย์ 3 คน (แพทย์ประจำ 2 คน แพทย์อินเทิร์น 1 คน) ทันตแพทย์ 2 คน เภสัชกร 2 คน พยาบาลวิชาชีพ 34 คน และมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นกองทัพเสริมให้กับโรงพยาบาลเวียงแก่นทำงานบริการได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องอีก 68 คนรวมเจ้าหน้าที่ 109 คน

นายแพทย์กิติพัฒน์ และทีมงานได้ให้ความสำคัญกับการจัดวางภูมิสถาปัตย์ในโรงพยาบาล ให้มีความสวยงามน่าอยู่น่าทำงาน การจัดสถานที่ให้เอื้อต่อการดูแลสุขภาพของเจ้าหน้าที่ เช่น การปรับปรุงสนามกีฬาให้เจ้าหน้าที่ได้ออกกำลังกาย เป็นต้น เนื่องด้วยผู้อำนวยการเป็นนักกีฬาทีมฟุตบอล นักแบดมินตันของโรงพยาบาล จึงทำให้ทีมกีฬาของเวียงแก่นไปคว้าแชมป์ถ้วยรวมในกีฬาโซนของจังหวัดได้เกือบทุกปี เจ้าหน้าที่ของเวียงแก่น ส่วนใหญ่มีอายุใกล้เคียงกัน เพราะมักเป็นพื้นที่ที่รับบรรจุข้าราชการใหม่ส่วนใหญ่ชอบเล่นกีฬาทำให้ผู้อำนวยการของโรงพยาบาลให้การสนับสนุนเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพของเจ้าหน้าที่ไปด้วย

พัฒนาด้านการรักษา

โรงพยาบาลเวียงแก่นพยายามจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ครุภัณฑ์การแพทย์ให้มีความทันสมัย ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพและภูมิสถาปัตย์ให้น่าอยู่น่าทำงาน รวมทั้งพัฒนาภารกิจหลักด้านการรักษา และการส่งเสริมป้องกันโรค

ทางโรงพยาบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็นเครือข่ายสุขภาพที่มีทั้งโรงพยาบาลซึ่งรวมไปถึงสถานีอนามัย และ PCU อีก 10 แห่ง ที่เป็นกำลังหลักให้กับการดูแลสุขภาพของประชาชนอำเภอเวียงแก่นให้ทั่วถึง ประชาชนของอำเภอเวียงแก่นส่วนใหญ่มีฐานะยากจน หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่สูง และพื้นราบบางหมู่บ้านส่วนใหญ่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล การเดินทางไม่สะดวกผู้มารับบริการบางคนเป็นชาวไทยภูเขาเดินเท้าจากหมู่บ้านมาโรงพยาบาลรวมระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร

ในฤดูฝนรถยนต์จะขึ้นไปหมู่บ้านไม่ได้ ฝ่ายการพยาบาลภายใต้การนำของคุณพิสมัย รวมจิตร หัวหน้าฝ่ายการพยาบาลได้เห็นปัญหาและให้ความสำคัญได้จัดพยาบาลพี่เลี้ยงไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงด้านการรักษา วินิจฉัยโรคและอื่นๆ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกสถานีอนามัยโดยพยาบาลพี่เลี้ยงจะเลือกสถานีอนามัยตามความสมัครใจ และมีการจัดเวรให้พยาบาลพี่เลี้ยงออกปฏิบัติการทุกสัปดาห์ นอกจากสนับสนุนบุคลากรแล้วกรรมการบริหารโรงพยาบาลยังสนับสนุนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เครื่องมือ อุปกรณ์ และงบประมาณให้แต่ละสถานีอนามัยมีความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

การให้การรักษาในโรงพยาบาลในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ทางโรงพยาบาลจัดให้มีบริการผู้ป่วยแบบ One stop service ได้แก่ คลินิกรุ่งอรุณโรคเบาหวาน คลินิกCOPD คลินิกโรคความดันโลหิตสูง คลินิก ARV นอกจากนั้นเรายังมีการพัฒนารูปแบบการให้บริการในรูปแบบเครือข่ายร่วมกับโรงพยาบาลอื่นๆ ของโรคเบาหวานเป็นเครือข่ายที่มีชื่อว่า “เครือข่ายอิงโขง” คลินิกอดบุหรี่ในผู้ป่วย และการออกทำคลินิกอดบุหรี่ให้กับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการในชุมชนของหน่วยงานสุขภาพจิตของโรงพยาบาล

การรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลผู้อำนวยการเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่มีการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่เข้ารับการอบรมความรู้ด้านการดูแลรักษาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มารับบริการ เช่น สนับสนุนพยาบาลวิชาชีพเข้าอบรมเวชปฎิบัติชุมชน เป็นต้น นอกจากนั้นโรงพยาบาลยังได้มีนโยบาย HA มาตรฐานสาธารณสุข (HNQA) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (HPH) เพื่อจะจะพัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ดูแลทีมงานให้เข้มแข็ง

ด้านการส่งเสริมสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้อำนวยการได้สนับสนุนให้มีสิ่งแวดล้อมน่าอยู่ น่าทำงานนอกจากการปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพและ ภูมิสถาปัตย์ แล้วยังสนับสนุนให้มีสนามกีฬา อุปกรณ์ และสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมกีฬาทั้งภายนอกและภายในรพ. เช่น กิจกรรมกีฬาควายซึ่งเป็นกีฬาสีประเพณีของโรงพยาบาล กีฬาหน่วยงานของอำเภอเวียงแก่น กีฬาโซน กีฬาสาธารณสุขจังหวัด

นอกจากนี้ เพื่อให้ยังมีการส่งเสริมสุขภาพเจ้าหน้าที่มีแข็งแรงในกลุ่มต่างๆ โดยแบ่งตามวัย และสภาพความแข็งแรงของร่างกายพบว่าเจ้าหน้าที่ของเรามี 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยงต่อโรค และกลุ่มป่วย ผู้อำนวยการได้มีการสนับสนุนและดูแลสุขภาพเจ้าหน้าที่โดยในกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่พบภาวะเสี่ยงของโรค ทีมงานได้รับสมัครและจัดโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เจ้าหน้าที่และครอบครัวร่วมกับข้าราชาการและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการตรวจสุขภาพแล้วพบภาวะเสี่ยงร่วมกัน ปัจจุบันโรงพยาบาลเวียงแก่นได้ทำดำเนินกิจกรรมโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี

นอกจากนี้ยังมีโครงการอดบุหรี่เทิดไทในหลวงของกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่สูบบุหรี่ และกลุ่มโรคก็มีการดูแลและส่งเสริมให้มีการรักษาอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มเจ้าหน้าที่กลุ่มปกติสนับสนุนให้มีการออกกำลังกาย ทำประโยชน์ให้กับสังคม การจัดโครงการให้เจ้าหน้าที่ได้พัฒนาศักยภาพตัวเอง มีโอกาสได้เรียนรู้ด้วยการได้อยู่ ได้ใคร่ครวญชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเอง การค้นหาแรงบันดาลใจ ความฝันของตัวเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข และจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความหมาย และสร้างสรรค์ชีวิตครอบครัว การงานให้มีชีวิตชีวา มีความสุขมากยิ่งขึ้นซึ่งมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น โครงการสร้างเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเครือข่ายพันธมิตรภาคประชาชนอำเภอเวียงแก่น (ใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา) โครงการแรงบันดาลใจ ตามหาฝัน สร้างสรรค์ชีวิตสู่งานประจำ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น สัตว์สี่ทิศ ฯลฯ และ THEORY U sensing เป็นต้น

เข้าใจในความแตกต่าง

การทำงานด้านการรักษา การส่งเสริมป้องกัน การสร้างเสริมสุขภาพประชาชนให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ครอบคลุมพื้นที่นั้นยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องด้วยประชากรส่วนของเราเป็นชาวไทยภูเขาที่เข้ามาเกิด หรือพำนักอยู่ในเมืองไทยมานานกว่า 20 ปี แล้วก็ตาม แต่ก็ยังพบว่ามีการตกหล่นจากหน่วยงานของรัฐ หรือ เป็นกลุ่มคนที่สังคมไทยให้คุณค่าว่าไร้สัญชาติอยู่อีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับกรมการปกครองแล้ว เขามีสิทธิแตกต่างตามบัตรว่าเป็นคนสัญชาติใด แต่เมื่อเขาเจ็บป่วยมาถึงโรงพยาบาล เราไม่มีการแบ่งแยก ดูแลรักษาทุกคนเท่าเทียมกัน ในฐานะที่เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ทุกคนไม่ว่ารวยจน เชื้อชาติ ศาสนาใด ก็ล้วนมีความเป็นคนเท่าเทียมกัน

การสื่อสารด้านภาษาพูดของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง จากการที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลเป็นชาวต่างอำเภอ และต่างจังหวัดซึ่งมักจะไม่เข้าใจภาษาของชาวเขา ทำให้เกิดปัญหาการสื่อสาร นอกจากนั้นการที่พื้นที่มีชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ หลายเผ่าพันธุ์ก็ทำให้มีวัฒนธรรมหลากหลายตามไปด้วย การที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไม่เข้าใจเข้าใจวัฒนธรรมการเรียนรู้ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตการกินการอยู่ของผู้มารับบริการในพื้นที่ จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่เราจะหวังผลการรักษาที่ดี เพราะช่องว่างทั้งทางการสื่อสารและทางวัฒนธรรมนั้นกว้างเหลือเกิน

เช่น กรณีชาวไทยภูเขาเผ่าม้งมีความเชื่อว่าทารกแรกเกิดเกิดมาจะต้องมีรกเอาไปฝังไว้ที่เสาบ้านด้านหน้าประตูเข้าหนึ่ง ต้นไม้ใหญ่ในป่าใหญ่ใกล้บ้านถือเป็นต้นไม้ประจำตัวอีกหนึ่ง ถ้าเด็กมาคลอดที่โรงพยาบาลพ่อแม่จะไม่ได้รกของเด็กกลับไป ซึ่งชาวไทยภูเขาเผ่าม้งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก รวมทั้งการที่ผู้ชายเข้าอกห้องคลอดนั้นก็เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ทำให้ระยะแรกๆ ผู้หญิงชาวม้งไม่นิยมมาคลอดกับโรงพยาบาล ปัจจุบันโรงพยาบาลก็ได้ให้มีผู้ช่วยพยาบาลห้องคลอดเป็นผู้หญิงทั้งหมด และยินดีนำรกใส่ถุงให้พ่อแม่นำกลับไปฝังตามความเชื่อ การทำความเข้าใจวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อของผู้มารับบริการเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นผู้อำนวยการให้การสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ทำงานวิจัยเชิงคุณภาพในชุมชนเพื่อจะทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจผู้มารับบริการ และมีทัศนคติที่ดีกับผู้มารับบริการในพื้นที่ให้มากขึ้นและปรับกระบวนทัศน์และพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เช่น งานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้น เรื้อรังชาวไทยลื้อ ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย” ของ คุณนิตยา แก้วสอน และคณะ เป็นต้น

การสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่เข้าเรียนรู้ในชุมชนอย่างเดียวยังไม่พอ คณะเจ้าหน้าที่ยังรับเป็นอาจารย์พิเศษภาคสนามให้กับนักศึกษาทันตแพทย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น ม.เชียงใหม่ ม.มหิดล มศว. เป็นต้นมาร่วมเรียนรู้ควบคู่กับการเรียนรู้ชุมชนเวียงแก่นร่วมกับเจ้าหน้าที่ ด้วยการเรียนรู้ในแต่ละปีทำให้เจ้าหน้าที่เข้ามาร่วมกันเป็นอาจารย์พี่เลี้ยงภาคสนามเพิ่มขึ้น มีการทำวิจัยเชิงคุณภาพที่เหนือไปจากเรื่องของช่องฟันมากมายหลายเรื่องทำให้เจ้าหน้าที่รู้จักขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อของผู้คนในหมู่บ้าน และชุมชนใกล้โรงพยาบาลมากขึ้นกว่าเดิม

หน่วยแพทย์-ประชาอาสา

การทำงานด้านการรักษา การส่งเสริมป้องกัน การสร้างเสริมสุขภาพประชาชนให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้านั้น โรงพยาบาลเวียงแก่นให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายสุขภาพที่เป็นองค์กรภาครัฐ แกนนำชุมชน ผู้เฒ่าผู้แก่ ชมรมรักษ์สุขภาพในชุมชนในอำเภอเวียงแก่น ตามแต่ภารกิจที่หลากหลายว่าในเรื่องนั้นๆ มีใครสนใจเกี่ยวข้องบ้าง

กิจกรรมสำคัญของเครือข่ายกัลยาณมิตรเริ่มตั้งแต่การออกหน่วย พอสว.ร่วมกันทุกปีในพื้นที่ทุรกันดาร และการผ่าตัดต้อกระจกและผ่าตัดตาร่วมกับสภากาชาดไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกภาคส่วนรวมถึงงบประมาณ และสนับสนุนบุคลากร แรงใจที่ปรารถนาจะให้ประชาชนชาวเมืองเวียงแก่นได้รับบริการผ่าตัดตาอย่างทั่วถึงจากองค์การบริหารส่วนตำบลทุกตำบลรวม 4 แห่งรวมไปถึงกำลังกาย กำลังใจของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ตั้งแต่ อสม. หมออนามัย แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาล นอกจากนั้นยังรวมไปถึงเด็กและเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ที่มีใจอาสาสมัครมาช่วยเป็นล่ามภาษาของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ พาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยไปผ่าตัดตา รวมถึงการพันผ้าก๊อส เด็กขนวัสดุทางการแพทย์ที่ใช้ผ่าตัดตา การสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับชุมชนให้มีการทำงานร่วมกับองค์กรภาครัฐและแกนนำในชุมชนที่มีอยู่ในอำเภอเวียงแก่น

อบต. คือเครือข่ายกัลยาณมิตร

การทำงานกับองค์กรภาครัฐโดยเฉพาะกับองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 4 แห่งได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าข้าม อบต.ปอ อบต. ม่วงยาย อบต.หล่ายงาว ทางโรงพยาบาลได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในรูปการทำงานร่วมกัน และการสนับสนุนงบประมาณในการทำงานด้านสุขภาพของประชาชน กรณีการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ อบต.ทั้ง 4 แห่ง ให้ความสำคัญกับงานด้านนี้ของโรงพยาบาล โดย อบต.ทั้ง 4 แห่ง จะให้การสนับสนุนงบประมาณในเรื่องของการดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ที่บ้านของชมรมสายธารรัก ภายใต้การดูแลของแผนงานสุขภาพองค์รวม การมีส่วนร่วมของบุคลากรและสนับสนุนงบประมาณในการป้องกันโรคไข้เลือดออก การสนับสนุนงบประมาณ และการส่งบุคลากรเข้าร่วมโครงการสร้างเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเครือข่ายพันธมิตรภาคประชาชน (สุนทรียสนทนา)

ส่วนการดูแลรักษา ป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพด้านอื่นๆ จะมีความหลากหลายดังต่อไปนี้ การสนับสนุนงบประมาณของอบต.ปอ ในหลายกรณี เช่น

เรื่องการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองในชาวไทยเผ่าไทลื้อ ร่วมกับการทำงานวิจัยเชิงคุณภาพของพยาบาลวิชาชีพภายใต้การดูแลของแผนงานฝ่ายการพยาบาลและชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย

การออกหน่วยองค์การบริหารส่วนตำบลปอสัมพันธ์ให้การรักษาและดูแลสุขภาพของประชาชนร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในท้องถิ่นให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลปอ

การสนับสนุนงบประมาณในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง และผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในชุมชนของตำบลปอ

การมีส่วนร่วมและเป็นภาคีหุ้นส่วนรวมถึงการสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรในโครงการเยาวชนตำบลปอตามรอยพระบาทพ่อแบบพอเพียงให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนเป้าหมาย 45 คนจากโรงเรียน 2 แห่งในตำบลปอภายใต้การดูแลของทีมรักษ์สุขภาพอำเภอเวียงแก่น (การร่วมมือการทำงานของบุคลากรในภาครัฐ และแกนนำชุมชนในอำเภอเวียงแก่น เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพชุมชน ประกอบด้วย โรงพยาบาลเวียงแก่น อบต.ปอ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเวียงแก่น (กศน.) ชมรมผู้สูงอายุในตำบลปอ ผู้ใหญ่บ้าน พระภิกษุ กลุ่มแม่บ้านบ้านปอกลาง กลุ่มแม่บ้านบ้านปางหัด โรงเรียนปอวิทยา และโรงเรียนปางหัดสหศาสตร์) และการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันวิชาการเพื่อสุขภาพชุมชน (สวสช.) ร่วมด้วย

ในส่วนอีก 3 อบต.นั้น ก็มีการสนับสนุนบุคลากรและงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม เช่น จาก อบต.ม่วงยายมีโครงการที่จะมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพของเกษตรกร ด้วยการเฝ้าระวังสุขภาพ และการตรวจสารหาสารเคมีในเลือดเป็นผลจากการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงเพราะพืชเศรษฐกิจของตำบลม่วงยายเป็นส้มโอที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาก และการสร้างเสริมสุขภาพของกลุ่มแม่บ้านในรูปแบบของชมรมรักษ์สุขภาพ เช่น กลุ่มแอโรบิค กลุ่มตระกร้อ เป็นต้น

ในเรื่องของโรคติดต่อชายแดน และการทำงานวิจัยและเฝ้าระวังสุขภาพเกี่ยวกับกลุ่มป่วย และกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ส่งเสริมการดูแลสุขภาพของกลุ่มแม่บ้าน และผู้สูงอายุ เช่น ชมรมแอโรบิค กลุ่มปั่นจักรยานจะเป็นการสนับสนุนบุคลากรและงบประมาณของอบต.หล่ายงาว และอบต.ท่าข้าม การดูแลสุขภาพของกลุ่มแม่บ้าน และผู้สูงอายุ เช่น ชมรมแอโรบิค กลุ่มปั่นจักรยาน

การทำงานร่วมกับแกนนำในชุมชนโรงพยาบาลมีเครือข่ายสุขภาพที่มีความร่วมมือในการทำงานกับองค์กรอื่นๆ ที่หลากหลาย เช่น มูลนิธิศุภนิมิตรที่ร่วมกันดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ กลุ่มอสม.ทุกหมู่บ้านทุกตำบลที่จะร่วมกันดูแลทุกข์สุขของประชาชนในเมืองเวียงแก่น มูลนิธิโครงการหลวงและกศน. ในการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มหมอเมืองล้านนาอำเภอเวียงแก่นภายใต้การดูแลร่วมกับแผนงานแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาล กลุ่ม อส.และตำรวจน้ำจากที่ว่าการอำเภอเวียงแก่นร่วมกับงานเวชปฏิบัติชุมชนในการดูแลพี่น้องชาวไทย และชาวลาวตามจุดผ่อนปรนในตำบลหล่ายงาว และตำบลม่วงยายเพื่อเฝ้าระวังเรื่องติดต่อตามเขตชายแดน การรณรงค์โรคการดูแลสุขภาพ สิทธิของเด็กและสตรีของกลุ่มสตรีอำเภอเวียงแก่น นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือจากวิทยุชุมชนที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการให้ข้อมูลข่าวสารด้านการดูแลสุขภาพ และการกระจายข่าวของโรงพยาบาล

เหล่านี้คือความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันของโรงพยาบาลและเครือข่ายพันธมิตรสุขภาพ

ถักร้อยสุขภาพดี ความรักโรคปอด

การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้นเป็นงานบริการผู้ป่วยนอกที่เราให้บริการกับผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลเวียงแก่นปกติก็จะมีผู้ป่วยมายื่นบัตร พยาบาลสัมภาษณ์ซักประวัติเกี่ยวกับการเจ็บป่วยที่ต้องมารับการรักษา มีการชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ส่งพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรค พบคุณพยาบาลหน้าห้องตรวจเพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติม รับใบนัดครั้งต่อไปในเดือนต่อไป จากนั้นยื่นใบสั่งยา รอรับยาจากห้องยาแล้วก็กลับบ้าน การทำงานเป็นปกติๆ แบบนี้เรื่อยๆ ก็ทำให้ทราบว่าจำนวนผู้ป่วยก็ไม่ได้ลดลง สุขภาพของผู้ป่วยก็แย่ลง มีโรคแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ผู้มารับบริการก็เพิ่มขึ้น ทำงานดีเท่าไรผู้ป่วยก็ไม่ได้ดูแลตัวเองดีขึ้น

ทีมงานงานบริการผู้ป่วยนอกก็ได้ร่วมคิดเพื่อหาแนวทางเพื่อว่าจะทำอย่างไรที่จะให้บริการผู้ป่วยโรคเรื้อรังดีขึ้น คุณหมอและผู้ป่วยมีเวลาได้พูดคุยสื่อสารกันได้มากขึ้น มีเจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายๆ ในรพ.เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยร่วมกันเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพมากขึ้น หนึ่งในคลินิกที่ให้บริการผู้ป่วยก็มีคลินิกการให้บริการผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง หรือ “ชมรมปอดแข็งแรง” การให้บริการในคลินิกนี้เป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service ) เริ่มตั้งแต่การให้บริการสัมภาษณ์ซักประวัติการเจ็บป่วย แพทย์ลงมาทำการตรวจวินิจฉัยโรค ให้การรักษา เภสัชกรหรือเจ้าหน้าที่ห้องยาลงมาจ่ายยาที่จุดให้บริการ หลังจากผู้ป่วยยื่นบัตรโรงพยาบาลเพื่อขอรับการรักษา เจ้าหน้าที่ห้องบัตรก็จะเชิญให้ผู้ป่วยซึ่งเป็นพ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย ของเราแล้วลงไปรอที่ห้องประชุมชั้นล่างเลยช่วงที่พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยรอกันจนครบ หรือจนถึงเวลาก็จะมีวงการสนทนาพูดคุยกันแลกเปลี่ยนกันและกันเป็นจุดๆ คุยไปหัวเราะไปเป็นภาพที่สวยงามและละมุนหัวใจสำหรับผู้ที่พบเห็นมาก

แจ๋วตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าโรงพยาบาล

ในวัน Asthma / COPD clinic พยาบาลงานบริการผู้ป่วยนอกจะคอยอำนวยความสะดวกโดยการติดต่อประสานงานกับทุกฝ่ายไว้ตั้งแต่ก่อนวันให้บริการก็จะมีคนคอยบริการตั้งแต่สถานที่ คือ พนักงานทำความสะอาดเขาจะไปถูห้องประชุมรอเตรียมเสื่อ เก้าอี้ บางคนพอวันกิจกรรมก็จะลงมาช่วยเตรียมอาหารว่างให้บรรดาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย เจ้าหน้าที่ห้องบัตรก็จะอำนวยความสะดวกในเรื่องประวัติผู้ป่วย หรือ OPD card วันกิจกรรมบรรดาพี่ๆ ก็จะเตรียมแล้วลงเอามาให้เจ้าหน้าที่หลักที่จะทำกิจกรรมในวันนั้นระหว่างการเข้าคิวสัมภาษณ์ซักประวัติโดยคุณพยาบาล ในวงสนทนาก็จะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนต่างๆ ที่เรากำหนดไว้ตามตารางคอยมาพูดคุยถามทุกข์ – สุขของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยไปพรางๆ พอผู้คนเริ่มมาพร้อมเพรียงกันแล้วก็เริ่มกิจกรรมเลยกิจกรรมผ่อนคลายหรือ Body scan หรือ “ วิมานนอนหลับ”

กิจกรรมก็จะมีเพลงบรรเลง พร้อมกับการพูดนำของกระบวนการหลักที่นำกิจกรรมนำพาให้สมาชิกในชมรมอยู่กับตัวเอง อยู่กับข้างในของตัวเองเอาความรู้สึกของแต่ละคนสัมผัสกับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้ารับรู้ถึงความตรึง และความผ่อนคลายของทุกสัดส่วนในร่างกายใช้เวลาทำกิจกรรมนี้โดยประมาณไม่ต่ำกว่า 20 นาทีถ้ามากกว่านี้ยิ่งดี แรกๆ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยก็อยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยได้พากันคุยกันอาจจะเกิดมาจากความที่เรายังไม่ไว้วางใจกันและกันกระมัง แต่พอหลังๆ มาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเริ่มคุ้นชิน ถึงเวลาเดี๋ยวนี้เราจะรู้กันว่าเราจะได้นอนก่อน แต่ด้วยความจำกัดของเจ้าหน้าที่บางทีเจ้าหน้าที่ติดประชุมซ้อนก็จะไม่ค่อยได้ทำในระยะหลัง

กิจกรรมเหล่านี้เริ่มทำตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 ปีแรกเราก็ประเมินแค่เรื่องพยาธิสภาพของโรค การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพของตัวเอง การปฏิบัติตัวของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยดีขึ้นไหม การใช้ยาโดยเฉพาะยาพ่นถูกต้องไหมส่วนใหญ่ระดับไหน เป็นต้น กิจกรรมผ่อนคลายเรานำเข้ามาใช้ในปี 2548 บางสัปดาห์ เช่น ช่วงฤดูหนาวอากาศในห้องประชุมหนาวมากเราก็จะมาร่วมทำกิจกรรมให้บริการหน้าห้องประชุมก่อนจนสายเวลาประมาณ 09.30 น. เราถึงเข้าไปรับประทานอาหารว่างและให้บริการกันต่อข้างในจากการทำกิจกรรมผ่อนคลายท่านอนเราก็ประยุกต์และปรับกิจกรรมเป็นการเดินสมาธิฝึกการมองอย่างลึกซึ้งฝึกการเดินอย่างมีสติ เดินจงกรมตามหลักศาสนาพุทธ

ศิลป์แห่งการปรับเปลี่ยน

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทีมงานได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ การให้บริการผู้ป่วยเราอาจจะต้องปรับตามฤดูกาล หมายถึงการออกแบบกิจกรรมในแต่ละฤดูกาลอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น ในฤดูหนาวอาจจะต้องให้บริการกลางแจ้ง มีกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวบ้างแต่เป็นการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม อาหารว่างที่ให้บริการอาจจะต้องเป็นเครื่องดื่มอุ่น เป็นต้น องค์ความรู้ข้างต้นได้ผ่านการนำไปปฎิบัติจากทีมงานซึ่งแล้วแต่ว่าทีมงานท่านไหนมีความชอบและสนใจทดลองทำกิจกรรมอะไรจากนั้นทีมงานนำกลับมาประเมินร่วมกัน ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่หลายท่านชอบและสนุกที่ได้ลองออกแบบและดำเนินกิจกรรมเอง จากนั้นพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยค่อยชอบทีหลัง เหตุผลที่เจ้าหน้าที่ชอบก็เพราะว่า หลังจากทำกิจกรรมผ่อนคลายบรรดาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยมีความผ่อนคลาย สงบ รับรู้ข้อมูลของเรามากขึ้น ไม่ค่อยคุยกันเหมือนระยะแรกๆ หรือปีแรกๆ ของกิจกรรม แต่ก็ไม่หมดไปเสียทีเดียวท่านๆ ก็ยังมีวงสนทนาย่อยๆ กันอยู่เวลาเจ้าหน้าที่ให้ความรู้แต่ก็ไม่เป็นไร

หลังๆ มาทั้งทีมงานและพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยที่มาเข้าร่วมกิจกรรมจะรู้จังหวะ รู้ธรรมชาติของกันและกันแล้วโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เราเริ่มได้เรียนรู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยสนใจส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปตามเทศกาลเช่น เทศกาลกินข้าวฉลาก วันศีลของแต่ละหมู่บ้าน วันเข้าพรรษา เป็นต้น นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของฤดูกาล สภาพอากาศที่ผ่านมาก็จะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแก่น เรื่องหมอกควันที่เป็นปัญหาและมีผลกระทบกับชาวเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอนที่ผ่านมา เรื่องลูกหลาน เรื่องสุขภาพพลานามัยโดยรวม เป็นต้น

นอกจากเราจะคุยกันเรื่องเทศกาลและเรายังร่วมวางแผน ร่วมเตรียมข้าวของเพื่อจะร่วมทำพิธีกรรมร่วมกัน เช่น เทศกาลวันสงกรานต์ของแต่ละปีเราจะร่วมกันนัดหมายวันที่ทำกิจกรรมเตรียมน้ำส้มป่อย ดอกไม้ธูปเทียน ผ้าผูกข้อมือ เป็นต้นเหล่าบรรดาเจ้าหน้าที่ทีมงานมาร่วมกันทำพิธีขอขมาที่ได้ล่วงเกินพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยไปบ้าง และก็รดน้ำดำหัว นอกจากกิจกรรมรดน้ำดำหัวในวันสงกรานต์แล้วเวลามีสมาชิกในกลุ่มโรคถุงลมโป่งพองที่เราเคยร่วมกิจกรรมด้วยกันส่วนใหญ่ก็จะรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีซึ่งก็ได้เสียชีวิตไปหลายคนแล้วก่อนดำเนินกิจกรรมในแต่ละครั้งเราร่วมกันนั่งสมาธิประมาณ 10 นาทีเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับท่านที่ได้เสียชีวิตไปจากนั้นเราก็ร่วมกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้วายชนม์

มิตรภาพในคลินิกหอบหืด

พ่ออุ๊ย

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ตักศิลาแห่งการพัฒนาชนบทยั่งยืน

โดย Admin on January,11 2011 22.36

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

ตักศิลาแห่งการพัฒนาชนบทยั่งยืน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมกราคม-กุมภาพันธ์ 2549

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ภาพของท้องทุ่งที่แห้งแล้ง คนหนุ่มคนสาวอพยพเข้ามาขายแรงงานในเมืองหลวง มีเพียงผู้เฒ่าผู้แก่ที่เลี้ยงหลานอยู่ที่บ้าน รอคอยการกลับมาของลูกหลาน แต่ละบ้านมีหนี้สินพะรุงพะรัง สภาพบ้านที่ทรุดโทรมและยากจน เป็นภาพที่เห็นจนชินตาสำหรับภาพชนบทไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานที่ทรัพยากรป่าไม้ถูกทำลายไปมาก ผืนดินเสื่อมโทรม การเกษตรสมัยใหม่ที่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาฆ่าแมลงสูงมาก แต่พอเก็บเกี่ยวกลับแทบไม่คุ้มทุน เกิดภาวะเครียด สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาวะของประชาชน สุขภาพที่ไกลกว่ามิติด้านสาธารณสุข สุขภาพที่เน้นเรื่องวิถีชีวิตและปากท้อง เป็นมิติด้านสุขภาพที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขส่วนใหญ่ไม่ถนัด แต่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ได้สร้างรูปแบบและทำงานด้านสุขภาพในมิติที่กว้างนี้ได้อย่างน่าทึ่งและโดดเด่นมากที่สุดในประเทศไทย ก้าวข้ามจากเขตรั้วโรงพยาบาลและสุขภาพแบบรักษาโรคมาสู่ชุมชนและสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยวิถีแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

การเดินทางของโรงพยาบาลอุบลรัตน์

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ตั้งขึ้นเมื่อปี 2526 เป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีจำนวนเตียง 10 เตียง ในปี 2529 นพ.อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ได้ย้ายจากบทบาทการเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลน้ำพองมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์คนที่ 3 จนถึงปัจจุบัน

คุณหมออภิสิทธิ์เล่าให้ฟังว่า แรกๆ ที่มาอยู่โรงพยาบาลนั้นตรวจผู้ป่วยนอกเพียงยี่สิบคน เพราะมาโรงพยาบาลบ่อยครั้งที่ไม่พบแพทย์ เพราะแพทย์ไม่ติดราชการก็แพทย์ไปประชุม แต่เมื่อแพทย์อยู่นานขึ้นและอยู่ประจำ ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลแล้วได้พบแพทย์ทุกครั้ง 3 ปีให้หลัง จำนวนผู้ป่วยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นวันละ 90 คน ต่อมาก็เพิ่มเป็นร้อยและมากขึ้นเรื่อยๆ จนตรวจกันไม่ไหว

เมื่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ปัญหาความคับแคบของอาคารสถานที่ก็ตามมา โดยเฉพาะเมื่อมีพระสงฆ์ป่วย ต้องนอนรวมกันกับฆราวาส ทำให้ดูไม่งาม ในปี 2530 จึงมีการจัดกิจกรรมระดมทุนด้วยการทอดผ้าป่าสร้างตึกสงฆ์อาพาธ ทำให้สามารถรับผู้ป่วยเพิ่มได้เป็น 28 เตียง และในปี 2535 ได้งบจากกระทรวงสาธารณสุขในการขยายเป็นโรงพยาบาล 30 เตียง ซึ่งเป็นการพัฒนาตามแนวคิดมาตรฐานของการสาธารณสุขไทย เพื่อจัดบริการดูแลความเจ็บป่วยของประชาชนด้วยการเพิ่มเตียงนอนรักษาโรค จนปัจจุบันโรงพยาบาลอุบลรัตน์มีขนาด 64 เตียง

เมื่อเริ่มรู้สึกว่า ยิ่งตรวจดีก็ยิ่งมีคนไข้มารับบริการมาก อีกทั้งกระทรวงสาธารณสุขยังรณรงค์ว่าใครไม่สบายก็ให้มาหาหมอ มันคงจะไม่ทำให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีได้ จึงเริ่มต้นค้นหาทางออก และจากการค้นคว้าอ่านตำราต่างๆ ก็ได้แนวคิดจากหนังสือที่แต่งโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี และพระธรรมปิฏกว่า จริงๆ แล้วสุขภาพคือการสุขทั้งกาย ใจ และสังคม ไม่ใช่แค่โรคทางกายที่แพทย์โดยทั่วไปพยายามจะรักษาอยู่เพียงอย่างเดียว จึงนำมาสู่การทำการวิจัยหาความจริง โดยสำรวจข้อมูลในชุมชนด้วยการแบ่งคนไข้เป็น 4 ประเภท คือ

  1. รักษาหาย ไม่รักษาตาย
  2. รักษาตาย ไม่รักษาหาย
  3. รักษาหาย ไม่รักษาก็หาย
  4. รักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย

จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลทั้งในหมู่บ้านและโรงพยาบาล ก็พบว่าจริงๆ แล้วผู้ป่วยประเภทแรกที่เราต้องดูแลรักษาอย่างเต็มกำลังคือ รักษาหายไม่รักษาตายนั้นมีแค่ 23% เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือ 76% เป็นผู้ป่วยที่รักษาก็หายไม่รักษาก็หาย ส่วนอีก 1% เป็นผู้ป่วยกลุ่มที่รักษาก็ตายไม่รักษาก็ตายและกลุ่มผู้ป่วยโรคหมอทำคือรักษาตายไม่รักษาหาย

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว การจัดการระบบก็ง่ายและชัดเจนขึ้น ผู้ป่วย 23% ที่ต้องมาโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็จะต้องจัดระบบการดูแลผู้ป่วยให้เป็นไปตามหลักวิชา สำหรับผู้ป่วยประเภทสองที่น่าจะรอดแต่พอมารักษาแล้วตาย สาเหตุมักจะมาจาก malpractice หรือความผิดพลาดในการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ก็พยายามปิดช่องโหว่ด้วยการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ บริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น จัดการเรียนการสอนอบรมแพทย์-พยาบาล-บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องและมีความมั่นใจ

สำหรับผู้ป่วยประเภท 3 คือ รักษาหาย ไม่รักษาก็หายที่มีอยู่เป็นสัดส่วนกว่าครึ่งนั้น เป็นผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่โรงพยาบาลสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมในการจัดบริการและการลดอัตราการเข้ามาใช้บริการของผู้ป่วยที่โรงพยาบาลได้ และที่อุบลรัตน์ คุณหมออภิสิทธิ์และทีมงานชัดเจนในเป้าหมายขับเคลื่อนทิศทางการก้าวไปของโรงพยาบาลจนทำให้วันนี้เกิดสมดุลของงานรักษากับงานชุมชน

เกือบ 2 ทศวรรษ บนเส้นทางการพัฒนาของโรงพยาบาลอุบลรัตน์นั้น ในปัจจุบันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเตียงอีกแล้ว ตึกผู้ป่วยในลดความแออัดลงไป ผู้ป่วยนอกจำนวนลดลง ท่ามกลางความศรัทธาของประชาชนต่อโรงพยาบาลที่สูงขึ้น ซึ่งสามารถบ่งชี้ได้ว่า เส้นทางเดินของโรงพยาบาลอุบลรัตน์นั้นได้พัฒนามาถูกทางแล้ว

หลายกลวิธี ดูแลสุขภาพก่อนถึงโรงพยาบาล

จากกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย ทางคุณหมออภิสิทธิ์และทีมงานของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ได้ทุ่มเทสร้างกลไกหลายประการเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลความป่วยไข้ใกล้บ้าน เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ามารับบริการในโรงพยาบาล

โครงการกระจายยาสู่ชุมชน เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ให้ความสำคัญในระดับต้นๆ สำหรับคนอีสานแล้ว การซื้อยาชุด การซื้อยารับประทานเองจากร้านชำหรือรถเร่ เป็นภาพปกติที่เห็นจนชินตา ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์จึงใช้ทั้งร้านขายยาที่มีอยู่เดิมและ ร้านขายของชำทั่วไปในหมู่บ้าน เป็นจุดกระจายยาสำหรับชุมชนอย่างมีหลักวิชาการ โดยเชิญชวนร้านเหล่านั้นมาลงทะเบียนซื้อหุ้น หุ้นละ 10 บาท และ ซื้อยาได้ไม่เกินคนละพันบาทต่อเดือนไปขาย ยาที่นำไปขายนั้นทาง รพ.จะขายในราคาเพียง 50% ของราคาทุน และให้ผู้ซื้อไปขายต่อในราคา 75% ซึ่งก็จะได้กำไร 25% โดยใช้งบประมาณจากงบสงเคราะห์ผู้ป่วยรายได้น้อย(สปน.) มาใช้ในการดำเนินโครงการ

โดยทางโรงพยาบาลได้จัดให้มีการจัดอบรมสมาชิกว่ายาประเภทไหนขายได้ ใช้อย่างไร มีข้อควรระวังอย่างไร ยาประเภทไหนขายไม่ได้ และอาการของผู้ป่วยแบบไหนที่น่าจะมาโรงพยาบาล จากร้านขายยาและร้านขายของชำที่มีทั้งหมด 300 แห่งมีร้านที่เข้าร่วมโครงการถึง 250 ร้านค้า จากการเก็บข้อมูลพบว่า ในปี 2547 นี้มีผู้ป่วยไปซื้อยาในร้านที่เข้าโครงการถึง 70,000 ราย ลดจำนวนคนไข้ที่มาโรงพยาบาลได้มาก หมอและเจ้าหน้าที่มีเวลาว่างมากขึ้นพอที่จะลงไปศึกษาและพัฒนาชุมชนได้มากขึ้น

นอกจากโครงการกระจายยาสู่ชุมชน ก็มีโครงการพัฒนาสถานีอนามัย 8 แห่ง ซึ่งมีความตื่นตัวในการพัฒนาระบบบริการ โดยทาวงโรงพยาบาลได้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยนั้นๆ พร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ ทำให้สถานีอนามัยสามารถเป็นที่พึ่งที่หวังที่ได้รับความเชื่อถือไว้ใจจากชาวบ้านมากขึ้น ในปี 2547 สามารถให้บริการกับประชาชนได้ถึง 60,000 ครั้ง

หมอพื้นบ้านก็เป็นอีกกลุ่มที่เป็นทางเลือกในการเข้าถึงบริการของชาวบ้านในชนบท ไม่ว่าหมอสมุนไพร หมอนวด หมอกระดูก เป็นต้น ซึ่งจัดให้มีกิจกรรมการไหว้ครูและรวบรวมมาเป็นเครือข่ายหมอพื้นบ้านอำเภออุบลรัตน์ได้จำนวน 60 คน สามารถให้บริการดูแลรักษาโรคให้กับประชาชนในปี 2547 ได้ถึง 20,000 ครั้ง

ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่องหลายปีในการสร้างกลไกในระดับอำเภอให้ชาวบ้านได้มีโอกาสในการได้รับบริการในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นก่อนที่ที่จะไปรับบริการที่โรงพยาบาลนั้น ผลของความพยายามทำให้วันนี้โรงพยาบาลอุบลรัตน์มีเตียงว่างมากพอสำหรับผู้ป่วยทุกคนโดยไม่ต้องเพิ่มเตียงเพิ่มตึกอีกแล้ว มีจำนวนผู้ป่วยนอกที่เหมาะสม ไม่แน่นจนต้องรอนาน ทำให้การดูแลความเจ็บป่วยมีคุณภาพกว่าที่ผ่านมา

เรื่องของปลาหางนกยูง

นอกจากหลากหลายกลวิธีในการเพิ่มทางเลือกในการรับบริการด้านสุขภาพแล้ว ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ยังได้ทำเรื่องง่ายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องยากอย่างโรคไข้เลือดออก โดยใช้กลยุทธ์หลักคือการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูงเพื่อป้องกันลูกน้ำยุงลาย โดยใช้งบประมาณในการทำโครงการเพียงหมู่บ้านละ 500 บาท สามารถเพาะพันธุ์ปลาได้กว่า 5,000 ตัว เมื่อคิดทั้ง 70 หมู่บ้านแล้วใช้เงินเพียง 35,000 บาท ซึ่งคุ้มกว่าการซื้อทรายอะเบต รวมไปถึงการนั่งรถพ่นยาตามบ้านที่เสียเงินเป็นแสนๆ แล้วยังไม่มีความยั่งยืน นอกจากจะไม่มีลูกน้ำยุงลายแล้ว ยังทำให้ผู้คนอารมณ์ดีมีความสุขขึ้นด้วย

คุณหมออภิสิทธิ์ได้แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมตามแนวคิด Think globally but act locally ว่าทำอะไรที่มันเล็กๆ ง่ายๆ ก่อน อย่าไปคิดทำอะไรใหญ่โต เริ่มต้นจะให้เลี้ยงปลาหางนกยูง ก็เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ก่อนคือ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน แจกปลาไปแล้วก็ให้ผู้ป่วยดูแลเลี้ยงปลา พอปลามากขึ้น ผู้ป่วยก็เอาปลาให้ญาติๆ พอปลามากขึ้น ญาติๆ ก็เอาปลาให้เพื่อนบ้าน จากคนสู่คน จากบ้านสู่บ้าน ก็กลายเป็นทั้งหมู่บ้าน ยุงลายก็ไม่มี คนแจกก็ได้เพื่อน แถมคนไข้เบาหวานก็ไม่เครียดน้ำตาลก็ลด ได้ประโยชน์หลายต่อ

ที่อุบลรัตน์ นอกจากการประเมินตัวชี้วัดในการป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยค่า BI (Beauto Index) และค่า CI (Container Index) แล้ว ยังมีการประเมินจากตัวชี้วัดใหม่อีกตัวด้วยคือค่า FI หรือ Fish Index คือจำนวนปลาหางนกยูงที่มีในบ้านนั้นๆ นั่นเอง

เมื่อการส่งเสริมป้องกันได้ผล คนไข้น้อยลง ทำให้โรงพยาบาลอุบลรัตน์ในวันนี้ มีเวลาและโอกาสในการทำงานใหญ่ งานที่กว้างไกลกว่างานรักษาพยาบาล งานที่กว้างไกลกว่างานส่งเสริมป้องกันในมิติด้านสาธารณสุข แต่เป็นงานที่เปลี่ยนรากเหง้าแห่งวิถีของสังคมไทย ที่ก้าวมาผิดทางในวิถีแห่งเงินตรา มาสู่กระบวนทัศน์แห่งความพอเพียงบนวิถีของเกษตรธรรมชาติ

ปราชญ์ชาวบ้านบนวิถีแห่งความพอเพียง

ผู้ใหญ่จันทร์ที ประทุมภา จากโคราช ปัจจุบันอายุ 70 ปี อดีตเมามากทุกวัน เมามากจนหมาเลียปาก แต่ปัจจุบันได้หันหลังให้กับการเกษตรแบบตะวันตกที่ปลูกเพื่อขาย หันมาทำอาชีพทำไร่ทำสวนแบบเศรษฐกิจพอเพียง คือเพียงพอที่ตัวเองจะใช้และกิน พอมีเหลือกินเหลือใช้ ก็สามารถแบ่งปันไปยังเพื่อนๆ ละแวกใกล้เคียงได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ ปลูกต้นไม้มากจากที่นาที่แห้งแล้งมาเป็นสวนที่ร่มรื่น จากหนี้หลายหมื่นในที่สุดระยะเวลา 2-3 ปี ผู้ใหญ่ก็สามารถปลดหนี้ได้หมด พอลูกๆเริ่มเห็นว่าการทำอาชีพแบบนี้ยั่งยืนและมีความสุข ลูกๆ ก็กลับมาจากกรุงเทพฯ มาช่วยทำสวนทำไร่ สีหน้าของผู้ใหญ่จันทีและลูกๆ หลานๆ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าทุกคนมีความสุขจริงๆ ไม่ใช่ด้วยเงิน แต่ด้วยชีวิตความเป็นอยู่อย่างพอเพียง

“ปราชญ์ชาวบ้าน” ก็คือเป็นชาวบ้านธรรมดาที่เคยได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตมากมาย ตั้งแต่ก่อนเป็นหนี้ ตอนเป็นหนี้ เพราะมองการใช้ชีวิตว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” หลายคนสังเกตว่า ทำไมยิ่งทำงาน ยิ่งเหนื่อย เงินแทนที่จะเพิ่มก็ยิ่งหด ความสุขก็ไม่มี พืชผลไร่นาที่พยายามปลูกเป็นสิบๆ ไร่ ก็โดนกดราคา ขายไม่ออก ต้องอพยพเข้าเมืองไปทำงาน ทิ้งให้ลูกหลานอยู่กับคนแก่ๆ บางคนกลับมาก็ติดยาไม่ก็ติดโรค

มีคนถามพ่อใหญ่คำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้านจากบุรีรัมย์ว่า ปลูกต้นอะไรโตเร็ว พ่อคำเดื่องตอบไปสมกับความเป็นปราชญ์ว่า “ปลูกเร็วก็โตเร็ว” หากไม่ยอมลงมือปลูกแล้วจะโตได้อย่างไร การปลูกต้นไม้เหมือนการออม ออมทั้งไม้ออมทั้งดิน หากทิ้งไว้ 20 ปี ขายได้ต้นละเป็นหมื่น มากพอที่จะส่งลูกเรียนในมหาวิทยาลัย

ปราชญ์ชาวบ้านนั้นจะดำรงตนในวิถีแห่งการพึ่งตนเอง ซึ่งตรงกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง เป็นกลุ่มคนที่เมื่อพบวิกฤตหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วคิดได้ เปลี่ยนจากชีวิตที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง อยากรวย กู้หนี้ยืมสินมาลงทุนเพาะปลูก เผาที่นาจนไส้เดือนตายหมด ฉีดยาฆ่าวัชพืชและใส่ปุ๋ยเคมีหวังให้ได้ผลตอบแทนเต็มที่ แต่ทุกครั้งราคาพืชผลก็ตกต่ำ ขาดทุนซ้ำซาก มาใช้ชีวิตแบบตรงกันข้าม นั่นคือการพึ่งตนเอง ซึ่งมีต้องยึดหลัก 4 ข้อ คือ

  1. ต้องเปลี่ยนความคิดตนเองเลิกการเห็นเงินเป็นพระเจ้า จากการปลูกเพื่อขายมาเป็นเพื่อเพื่ออยู่เพื่อกินเอง ดิน 1 ไร่นั้น ให้ผลผลิตมันสำปะหลังถึง 5 ตัน หากเราเปลี่ยนมาปลูกสิ่งที่เรากินได้อย่างหลากหลาย กินวันละ 2 กิโลกรัมต่อคน ในครอบครัวที่มา 5 คนนั้น บริโภคเพียงแต่ 3.65 ตันต่อปี เท่านั้น

  2. ต้องอดประหยัดอุดรูรั่ว การทำบัญชีรับจ่ายจะช่วยได้ ช่วยให้เลิกเล่นไพ่ เลิกซื้อหวย เลิกซื้อลิปสติก

  3. ต้องออม หากไม่มีเงินก็ออมดินออมน้ำให้สมบูรณ์ ออมต้นไม้ออมสัตว์ สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะมีค่าไม่แพ้การออมเงิน

  4. มีกัลยาณมิตรและแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาในการแก้ปัญหา เพื่อนำมาสู่การขับเคลื่อนสังคม จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลต่อไป ตามแนวทางสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี

เมื่อคุณหมออภิสิทธิ์ คุณหมอทานทิพย์ และทีมงานของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ได้เห็นว่าแนวความคิดและวิถีชีวิตเช่นนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่จะจุดประกายให้กับเกษตรกรในอีกหลายๆหมู่บ้าน โครงการคลื่นสังคมจึงได้เริ่มขึ้น โดยรวบรวมปราชญ์ชาวบ้านทั้งภาคอีสาน จัดวางให้เป็นเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ขับเคลื่อนแนวคิด ถ่ายทอดประสบการณ์ สรรหาคลื่นลูกใหม่ ด้วยการสอนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีใจรักในวิถีแห่งความพอเพียง ลงมือปฏิบัติการจริง โดยปราชญ์ชาวบ้านรุ่นเก่า 1 คน จะสอนรุ่นใหม่ 5 คน ให้รุ่นใหม่เดินตาม และสังเกตการทำงานของรุ่นเก่า หลังจากนั้นให้กลับไปเขียนรายงานทุกๆอาทิตย์ว่าได้แนวความคิดอะไรบ้าง ทำอะไรไปแล้วบ้าง คนไหนความรู้ไม่พอ รุ่นเก่าก็จะสอนและแนะแนวทางให้ เมื่อความรู้มากพอตกผลึก รุ่นเก่าก็จะให้ลองไปคิดว่ามีโครงการแผนงานอะไรบ้างที่จะทำเพื่อหมู่บ้านของตน และมาถกกันในกลุ่มว่าอะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้บ้าง

ในที่สุดเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านก็ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เข้ม 5 วันเป็นหลักสูตรมาตรฐานชื่อว่า วปอ.ภาคประชาชน (ล้อชื่อมาจากหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) โดยให้สรุปความทุกข์ หาทางออก เห็นจุดเปลี่ยนและทำแผนฟื้นฟูชีวิตตนเอง คนที่ผ่านหลักสูตรนอกจากฮึกเฮิมเห็นทางในการกู้ครอบครัว กู้ชุมชนแล้ว ยังฮึกเหิมจะกู้ชาติด้วย

นพ.อภิสิทธิ์ พญ.ทานทิพย์ ต้นแบบแพทย์ชุมชน

คุณหมออภิสิทธิ์ และ พญ.ทานทิพย์ ธำรงวรางกูร ผู้ซึ่งเป็นคู่ชีวิตที่หนุนเสริมซึ่งกันและกันบนเส้นทางของแพทย์ในชนบทมาตั้งแต่จบจากคณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี ชีวิตตลอด 20 ปีที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ทำงานมากมายทั้งงานตรวจรักษาในฐานะแพทย์ งานบริหารโรงพยาบาล และงานสร้างฐานชุมชนพึ่งตนเองเมื่อมีเวลาว่าง ในปัจจุบันคุณหมอทานทิพย์ได้ลาออกจากราชการมาทำงานตามความฝัน คือมาทำงานขับเคลื่อนภาคประชาชน สร้างเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและขยายแนวคิดในการทำให้คนอีสาน 1ล้านครอบครัว หันมาดำเนินชีวิตในวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

คุณหมอทั้ง 2 นั้นมีประสบการณ์และมุมมองมากมายมีข้อคิดในการทำงานในชนบทที่น่าสนใจที่ควรค่าแก่การบอกเล่า อาทิ

“การทำงานกับคนอื่นไม่ว่ารวยหรือจนนั้น กุญแจของความสำเร็จคือมิตรภาพ ไม่ใช่เงินค่าตอบแทน เวลาเข้าไปหาคนใหญ่คนโต เราก็หิ้วเครื่องวัดความดันเข้าไปด้วย เป็นหมอได้เปรียบจะตาย ไปถึงใครอยากจะเป็นเพื่อน ไปถึงก็วัดความดันให้เขา ดูแลสุขภาพเขา เราก็ได้เพื่อนมาฟรีๆ หรือ หรือบางทีพอเข้าไปในหมู่บ้าน ขาก็ถามว่ามีอะไรมาให้ มีอะไรมาแจก ผมก็บอกว่าไม่มีหรอก ผมมีแต่ความเป็นเพื่อนเอาไหม หมอขอเป็นเพื่อนคุณจะได้ไหม มิตรภาพคือจุดเริ่มต้นของการทำงานชุมชนให้สำเร็จ”

“ลำน้ำพองเน่าเสียเป็นปัญหาใหญ่ของคนขอนแก่น เพราะมีโรงงานจำนวนมากตั้งอยู่ตอนกลางน้ำ การจะไปจับผิดหรือเรียกร้องปิดโรงงานก็เรื่องหนึ่ง แต่หากจะให้ยั่งยืน ต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ประสานให้เกิดวังปลาที่หน้าวัดตลอดลำน้ำ จัดพิธีสืบชะตาลำน้ำพอง ทุกโรงงานก็มาเข้าร่วม เช่นนี้แล้ว น้ำพองจะเน่าเสียอีกไม่ได้เลย”

สำหรับคุณหมออภิสิทธิ์ และคุณหมอทานทิพย์แล้ว มีความชัดเจนในชีวิตว่า “หากจะทำงานใหญ่ ให้อยู่ในที่เล็กๆ ” โรงพยาบาลอำเภอคือแหล่งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในอำเภอ บทบาทของโรงพยาบาลต้องทำทั้งเรื่องการสร้างและซ่อมสุขภาพ ให้ทั้งสองส่วน Symbiosis หรือเกื้อกูลกันและกัน จัดองค์กรตามแนวคิดใหม่ ที่ไม่ใช่แยกงานแยกฝ่ายออกมา แต่ให้งานส่งเสริมป้องกันนั้นแทรกซึมเข้าไปในทุกฝ่ายทุกคน แล้วเริ่มงานจากเล็กไปใหญ่ “เริ่มแบบเจ๊ก” ค่อยๆขยาย หากล้มก็จะได้ไม่บอบช้ำ ทำจากง่ายไปยาก เน้นที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณ

ศูนย์ค้ำคูณ คืนการดูแลสุขภาพให้กับประชาชน

ศูนย์ค้ำคูณเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่โดดเด่นของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ “ค้ำคูณ” แปลว่าค้ำจุน เป็นที่ดินที่เอกชนบริจาคด้วยความศรัทธาต่อแนวทางการทำงานของ นพ.อภิสิทธิ์และ พญ.ทานทิพย์ แต่ก่อน บริเวณนี้เคยเป็นไร่มันและไร่อ้อยที่เสื่อมสภาพ ทางอาจารย์ทานทิพย์ได้รับการช่วยเหลือบริจาคสถานที่นี้จากเจ้าของไร่เดิม อาจารย์ได้นำแพทย์แผนไทยที่ทำการพื้นที่ของศูนย์ค้ำคูณถูกใช้ให้เป็นเสมือนห้อง lab สำหรับทำการทดลอง เรียนรู้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน สภาพทั่วไปมีต้นไม้หนาแน่นเมื่อเทียบกับพื้นที่ในละแวกนั้น มีอาคารหลักอยู่ 1 หลัง ซึ่งมีร่องรอยของการต่อเติมมาอย่างต่อเนื่องจากขนาดเลกมากมาค่อยๆ ขยายใหญ่มากขึ้น แต่ก็ยังคงความเรียบง่ายและพอเพียงไว้

ที่ศูนย์ค้ำคูณมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ มีการนวดแผนไทย ซึ่งโดยเฉลี่ยในแต่ละวันจะมีผู้มาใช้บริการประมาณ 12 ราย สามารถสร้างงานให้กับคนในชุมชนได้ แม้จะไม่มาก มีการจัดหลักสูตรการอบรมการนวดเพื่อผ่อนคลาย เป็นหลักสูตร 2 สัปดาห์ อบรมฟรีเพื่อเป็นวิทยาทาน ไม่มีประกาศนียบัตรให้ด้วยความเชื่อที่ว่า “การแพทย์นั้นรักษาผู้ป่วยด้วยความรักและความดีไม่ใช่ที่การมีหรือไม่มีประกาศนียบัตร”

ศูนย์ค้ำคูณยังเป็นที่จัดเวทีให้เป็นที่พบปะแลกเปลี่ยนในการยกระดับองค์ความรู้ของการแพทย์พื้นบ้าน ระหว่างหมอนวด หมอยาสมุนไพร และหมอแผนปัจจุบัน อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน เป็นที่รับผลิตภัณฑ์จากชุมชนมาขายเพื่อช่วยชุมชนระบายสินค้า เป็นสาธิตการทำเกษตรยั่งยืน ปลูกพืชผสมผสานทั้งไม้ใหญ่ ไม้ผลรวมทั้งพืชผัก เป็นสถานีขยายความคิดเผยแพร่แนวทางแห่งความหวังในการสร้างชีวิตใหม่ให้กับเกษตรกรไทยในมิติของการทำเกษตรตามวิถีแห่งเศรษฐกิจพอเพียง แม้ไม่รวย แต่ก็ไม่มีหนี้ มีสุขภาวะที่ดี มีรอยยิ้ม ชีวิตมีความสุข

สุขภาวะที่สร้างได้ในผู้ป่วยเอดส์

ผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ ได้รับการสนับสนุนจากทางโรงพยาบาลให้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายผู้ติดเชื้อ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 38 คน ในจำนวนนี้มีสมาชิกชมรม 5 คนที่ลงมาทำงานเต็มเวลา ซึ่งทางโรงพยาบาลมีการดูแลสวัสดิการและจัดกิจกรรมให้ ซึ่งสะท้อนการจัดบริการสุขภาพแบบองค์รวมได้เป็นอย่างดี

หนึ่งในนั้นเป็นคุณแม่ลูกสอง เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกเธอก็ตกใจมากที่ทราบว่าตัวเองเป็นเอดส์ ที่ทราบได้ก็เพราะว่าเมื่อ13 ปีก่อน สามีเธอกลับจากทำประมง และก็เริ่มไม่สบายเจ็บออดๆแอดๆ ตัวดำคล้ำ ดูผอมลง เธอตัดสินใจพามาโรงพยาบาลอุบลรัตน์เพื่อมารักษา ในที่สุดเธอก็รู้ความจริงว่าสามีและเธอเป็นโรคเอดส์ หลังจากนั้นไม่นานสามีของเธอก็เสียชีวิต ทำให้เธอมีแต่ความเสียใจ ความกังวล อาการก็ทรุด ชาวบ้านกับสังคมก็รังเกียจ ขนาดจะไปทำบุญที่วัดคนยังหนีไม่กล้าขึ้นลงบันไดเดียวกัน จนเมื่อมารักษาที่โรงพยาบาล เข้ากระบวนการกลุ่มของเครือข่ายผู้ติดเชื้อจนวันนี้กลายมาเป็นแกนนำของเครือข่ายผู้ติดเชื้อไปแล้ว เห็นความหวังในชีวิต เห็นคุณค่าของตนเอง มีกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไป

ชีวิตของสมาชิกเต็มเวลาทั้ง 5 คน ในเครือข่ายผู้ติดเชื้อ จะเริ่มวันใหม่ด้วยการดูแลสวนหย่อมของโรงพยาบาลตั้งแต่ 7 โมงเช้า หลังจากนั้นทุกคนต้องนั่งสมาธิวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที เพื่อเป็นการฝึกจิตใจให้สงบ เสร็จจากสมาธิประมาณ 9.00 น.ก็ไปยังศูนย์ค้ำคูณเพื่อไปดูแลแปลงเกษตรผสมผสาน ปลูกต้นไม้ ใส่ปุ๋ยชีวภาพ ทำน้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น ทุกคนต้องออกกำลังกายด้วยการถีบจักรยานปั่นน้ำ เป็นจักรยานพลังคน ที่ช่างได้นำจักรยานที่เสียแล้วแต่พอปั่นได้มาติดกับเครื่องสูบน้ำเก่าๆ ที่เสียแล้ว จากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้หมุนไดโว่ก็เปลี่ยนเป็นพลังงานคนแทน น้ำที่สูบขึ้นจากบ่อ ก็ใช้รดน้ำพืชผักสมุนไพรที่ปลูกไว้ในสวน ช่วงเย็นๆ ก็อาจมีอาชีพเสริม เช่น ร้อยพวงกุญแจจากลูกปัด ซึ่งโรงพยาบาลก็จะมีค่าตอบแทนที่ช่วงงานสวนให้ตามสมควร นอกจากเงินที่มาจากอาชีพเสริม ทางกลุ่มก็ได้รับมาจากอบต.ทุกตำบลปีละ 20,000บาท และงานทอดกฐินประจำปี เงินที่ได้มาทั้งหมดก็นำมาเป็นค่าอาหารกลางวันเพื่อเลี้ยงสมาชิกในกลุ่มทั้ง 38 คน ที่มาประชุมทุกเดือน และส่วนหนึ่งก็นำมาเป็นค่าเล่าเรียนของบุตรหลานผู้ติดเชื้อ HIV

ที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ คลินิกยาต้านไวรัสเอดส์ (ARV Clinic) นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ติดเชื้อเท่านั้น เรื่องของมดหมอหยูกยาต้านไวรัสกลายเป็นเรื่องไม่ยาก เพราะสุขภาวะคือการมีความสุขได้แม้จะป่วยมีโรคประจำตัวอยู่ด้วย การจะสามารถดูแลผู้ติดเชื้ออย่างเป็นองค์รวม ให้เขาเห็นคุณค่าในตนเอง และสร้างการยอมรับต่อสังคมนั้น แม้จะยากกว่ามากแต่ก็มีตัวอย่างดีๆ ให้เห็นได้ที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์

แก้จนของจริงที่คำปลาหลาย

หมู่บ้านคำปลาหลาย ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เล็กที่สุดของอำเภออุบลรัตน์ มองจากภายนอกก็รู้สึกเหมือนหมู่บ้านทั่วๆไป แต่สิ่งแรกที่สะดุดตามากๆเมื่อได้เดินเข้าไปในหมู่บ้านก็คือสารพัดประกาศนียบัตรที่แขวนไว้ตรงเพิงไม้ของศูนย์เรียนรู้ชุมชนที่เป็นที่รับแขกที่มาเยี่ยมเยือนเกือบทุกสัปดาห์

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ลุงแสวง สิงห์น้อย เล่าว่า “แรกเริ่มเดิมทีหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในอำเภอ เล็กที่สุด คนก็น้อยมีอยู่แค่200กว่าคน ที่ดินก็เป็นทรายปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ชื่อคำปลาหลายก็จริง แต่ความจริงก็คือว่า ปลาก็ไม่หลาย น้ำก็ไม่หลาย แล้งมากจนปลาตายหมด ตามมาตรฐานของเกษตรกรอีสานที่นิยมปลูกพืชเชิงเดียว ก็คือเวลารัฐบอกมาว่าให้ปลูกอะไร ก็ปลูกตามกันทั้งหมู่บ้าน เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด นายทุนพ่อค้าที่มาซื้อก็กดราคาได้ตามใจชอบ”

จนกระทั่งปี 2537 ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ก็ได้ส่งนักพัฒนาคนหนึ่งมาและเข้ามากระตุ้นจุดประกายความคิดของหมู่บ้าน ให้มาช่วยกันคิดว่าหมู่บ้านมีทุกข์อะไรบ้างและสาเหตุมาจากอะไร หลังจากคิดกัน 2 วัน 3 คืน คุณลุงและเพื่อนๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า ที่เราเป็นหนี้อยู่ทุกวันนี้ ที่เราทุกข์ ที่เราจนกันทุกวันนี้ สาเหตุก็มาจากตัวเรากันเองนั่นแหละ พอคิดได้ทุกคนก็เริ่มจะมองหาทางออกอื่นๆ ที่ไม่เหมือนที่แล้วๆ มา จากการสนับสนุนจากองค์กรศุภนิมิตร ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านบางคนก็ได้ออกไปดูงานไปและเรียนรู้การพัฒนาตามหมู่บ้านอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พอได้แนวคิดผู้ใหญ่ก็กลับมาประชุมกันที่หมู่บ้านว่า ต่อไปนี้เราจะทำการเกษตรแบบผสมผสานแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เน้นปลูกเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน เหลือจึงขายหรือแบ่งปันแก่เพื่อนบ้าน

การปลูกเริ่มต้นจากการปลูกผักผลไม้ที่กินได้ก่อน และปลูกแบบพอกิน คุณลุงเริ่มปลูก 1 ไร่ ช่วงแรกๆ อาจจะเหนื่อยหน่อยที่ต้องดูแลต้นกล้าเล็กๆ แต่ต่อมาพอต้นไม้โตแล้ว ก็ไม่ต้องดูแลมาก พอมีพอกินและยังมีพอเหลือที่จะแบ่งให้เพื่อนบ้านอีกด้วย ถ้าเหลืออีกก็จะเอาไปขาย จึงพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง นอกจากนี้คุณลุงก็ยังปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อนำไม้มาใช้สร้างบ้านในอนาคต ถึงแม้ว่าจะกินระยะเวลาอีกนานกว่าจะได้ใช้ แต่ต้นไม้ใหญ่พวกนี้ก็ช่วยดูดสับความชุ่มชื้นในดิน และยังช่วยเป็นร่มเงาให้แก่ไม้เล็กที่ปลูกไว้กินอีกด้วย สำหรับสัตว์อื่นๆ เช่น เป็ด ไก่ ปลา คุณลุงได้ขุดบ่อเก็บกักน้ำขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีน้ำมากมายแต่ก็มีน้ำพอที่จะใช้ดื่มกิน และพอที่จะเป็นที่อยู่ของปลาได้ เมื่อหมู่บ้านเข้มแข็ง คนในหมู่บ้านมีความสุข เงินก็มาเองโดยไม่ต้องขวนขวายหาแบบที่แล้วๆ มา

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้ลงกองทุนหมู่บ้านละล้านมาให้ คุณลุงแสวงเล่าว่า “หมู่บ้านผมไม่มีใครไปกู้ซักคน ทางการเขาก็หาว่าหมู่บ้านเราบริหารเงินไม่เป็น ไอ้ผมก็ถามคนในหมู่บ้าน ไม่มีใครอยากกู้หรอกครับ ทุกคนก็มีเงินเก็บเงินออม ไม่มีใครอยากเป็นหนี้อีกแล้ว ผมต้องขอร้องให้ใครอยากทำอะไรก็ช่วยๆ ไปกู้เอาใจนายกฯเขาเสียหน่อย”

นี่คือเรื่องคร่าวๆ ของหมู่บ้านคำปลาหลาย กับบทบาทของโรงพยาบาลชุมชนที่ชื่ออุบลรัตน์ บทบาทที่ไกลกว่ามิติด้านสาธารณสุข แต่ตอบโจทย์ในด้านการสร้างสุขภาวะที่แท้จริงได้อย่างตรงจุดที่สุด แก้จนด้วยลำแข้งลำขาตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งพาอาจสามารถโมเดล ที่เน้นการขอ การแจก และการหวังให้คนอื่นมาแก้ปัญหาให้

มาร์ติน วีลเลอร์ ฝรั่งหัวใจไท

มาร์ติน วีลเลอร์ เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งในหมู่บ้านคำปลาหลาย เดิมทีคุณมาร์ตินเป็นคนชนชั้นกลางในประเทศอังกฤษ ถึงแม้ว่าเขาจะเรียนได้ดีและมีโอกาสมากมาย แต่เขาก็รู้สึกว่าชีวิตแบบอังกฤษไม่ใช่คำตอบของชีวิต เขาเดินทางมายังประเทศไทย โดยในทีแรกหวังว่าจะท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนจะไปลงหลักปักฐานที่ออสเตรเลีย ปรากฏว่าช่วงแรกคุณมาร์ตินใช้จ่ายไม่รอบคอบจนเงินหมด จึงต้องมาประกอบอาชีพสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย และได้แต่งงานกับภรรยาคนไทย

คุณมาร์ตินได้เดินทางไปยังขอนแก่นซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยาที่ได้พบกันและดำรงชีวิตแบบเกษตรกรรมแบบบ้านนอก รู้สึกถึงความเป็นอิสระ น้ำใส อากาศดี ธรรมชาติสวยงาม ผู้คนมีน้ำใจ จึงตัดสินใจผันตนเองมาเป็นเกษตรกร และย้ายมาซื้อที่ดินเป็นของตนเองที่บ้านคำปลาหลายในที่สุด ในช่วงแรกๆ การเพาะปลูกไม่ได้เป็นเหมือนตำราหรือทฤษฎีที่ได้เคยเรียนมา การทำการเกษตรขาดทุน เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิด และวางแผนนำบุตรกลับไปยังประเทศอังกฤษ จนกระทั่งได้มีโอกาสมาเป็นเจ้าหน้าที่แปลเอกสารให้คุณหมออภิสิทธิ์และได้เรียนรู้แนวคิดการเกษตรแบบพอเพียง หลังจากนั้นการประกอบอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ของคุณมาร์ตินก็ค่อยๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ

คุณมาร์ตินเล่าเรื่องของประเทศอังกฤษให้ฟังว่า “จริงๆ คนไทยคิดว่าคนอังกฤษ เป็นชาติที่เจริญ ผู้คนมีความสุข ผมจะบอกพวกคุณให้ว่าไม่จริงหรอก คนไทยโชคดีกว่ามากที่ส่วนมากมีบ้านเป็นของตนเอง มีที่ดินเป็นของตนเอง คนอังกฤษ 40% ต้องเช่าบ้านของคนอื่นอยู่อาศัยไปตลอดชีวิต ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง หากไม่ได้เรียนสูงๆ ก็ลำบากเพราะไม่รู้จะทำกินอย่างไร ต้องรับจ้างงานบริการ เป็นพนักงานไปตลอดชีวิต เพราะที่ดินเกือบทั้งประเทศจะเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุนใหญ่ อาหารการกินก็กินแต่อาหารขยะ (Junk Food) ที่คนรวยๆ ในเมืองไทยชอบกินกัน อาหารพวกนี้ บ้านผมถือว่าเป็นอาหารของคนจน ไม่มีประโยชน์ ไม่สด ไม่มีสารอาหาร แต่คนไทยบางคนชอบมากินอวดกัน ผมว่าตลกดี อยู่ที่นี่อาหารปลูกเอง ไม่มีสารพิษ หิวก็เดินออกไปตัดกินได้เลย คนอังกฤษที่มีโอกาสแบบนี้ก็มีแต่คนรวยเท่านั้น คนต่างประเทศมาเห็นชีวิตของผม บอกว่าผมโชคดีมาก แต่คนไทยกลับมองว่าผมน่าสงสาร เป็นฝรั่งตกยากมาอยู่บ้านนอก คนไทยบอกว่าอังกฤษนี่ดี ค่าเล่าเรียนไม่ต้องจ่าย ตกงานมีเงินให้ แก่ก็มีเงินเลี้ยงตลอดชีวิต คุณรู้ไหมเงินพวกนั้นไม่ฟรีหรอก คุณต้องจ่ายภาษีสูงมากๆ อย่างพยาบาลก็ต้องจ่ายร้อยละ40 คนจนร้อยละ25 จึงมีสวัสดิการแบบนั้นได้ อยู่ที่นี่ผมจ่ายภาษีที่ดินปีละ 7-8 บาทเท่านั้น ”

วันนี้คุณมาร์ติน วิลเลอร์ ได้กลายมาเป็นวิทยากรคำสำคัญในบ้านคำปลาหลาย ที่ช่วยตอกย้ำแนวคิดเกษตรธรรมชาติ และการอยู่อย่างพอเพียงบนวิถีทางแห่งการพึ่งตนเอง วิถีที่ความสุขและสุขภาพมาบรรจบพบกันอย่างลงตัว

อุบลรัตน์ ตักศิลาแห่งการพัฒนาชนบทยั่งยืน

ด้วยความชัดเจนทางความคิดและความเพียร

ต้นแบบบริการปฐมภูมิเพื่อประชาชน โรงพยาบาลภูกระดึง จังหวัดเลย

โดย Admin on January,11 2011 22.34

ต้นแบบบริการปฐมภูมิเพื่อประชาชน

โรงพยาบาลภูกระดึง จังหวัดเลย

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2548

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

นับเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งที่โรงพยาบาลภูกระดึง ได้เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกอบกับแนวคิดการจัดบริการปฐมภูมิที่ดึงดูดให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูกระดึง และทีมงานทุกคนได้ถือเป็นหลักชัยในการจัดบริการสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างบริการให้ทั่วถึง เสมอภาค มีคุณภาพและประสิทธิภาพแก่ประชาชน โรงพยาบาลภูกระดึงจึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ ไว้ว่า “อบอุ่นเหมือนบ้าน พัฒนางานและคน มุ่งเน้นชุมชน หวังผลองค์รวม” และได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และสร้างกระบวนการบริหารจัดการ จนเป็นต้นแบบบริการปฐมภูมิเพื่อประชาชน

จุดเริ่มต้นที่การจัดพื้นที่บริการ แบบ Customer Focus

โรงพยาบาลภูกระดึง รับผิดชอบดูแลสุขภาพประชาชนในอำเภอภูกระดึงและกิ่งอำเภอหนองหินซึ่งแยกมาจากอำเภอภูกระดึง ในอำเภอภูกระดึงและกึ่งอำเภอหนองหินแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 ตำบล 80 หมู่บ้าน รวมดูแลประชากรทั้งสิ้น 56,499 คน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โรงพยาบาลมีขนาด 30 เตียง มีสถานีอนามัย 10 แห่ง ที่ตั้งของตัวโรงพยาบาลที่อยู่ติดที่ว่าการอำเภอนั้นยังมีความเจริญด้านวัตถุน้อย ในขณะที่ที่ตั้งของกึ่งอำเภอหนองหินนั้นกลับมีความเจริญมากกว่า

เดิมนั้นพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละสถานีอนามัยหรือ PCU นั้นจะยึดตามการแบ่งพื้นที่ตามเขตการปกครอง ซึ่งพบว่าประชาชนบางหมู่บ้านไม่สะดวกในการมารับบริการ เพราะแม้ว่าชุมชนจะอยู่ใกล้สถานีอนามัยอีกแห่งหนึ่งแต่ก็ขึ้นอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีอนามัยประจำตำบลซึ่งตั้งอยู่ไกลกว่า ดังนั้น CUP ภูกระดึงจึงจัดพื้นที่รับผิดชอบของสถานบริการในเครือข่ายใหม่โดยมีหลักการจัดดังนี้

  1. ระยะทางจากบ้านถึงสถานบริการที่รับผิดชอบ
  2. ความสะดวกและความพึงพอใจของประชาชนในการไปรับบริการ (ให้ประชาชนเลือกเอง)

เมื่อจัดพื้นที่ใช้บริการปฐมภูมิของชาวบ้านใหม่ ทำให้โรงพยาบาลภูกระดึงที่เดิมรับดูแล 13 หมู่บ้าน มีพื้นที่รับผิดชอบเพิ่มขึ้นเป็น 19 หมู่บ้าน

การปรับพื้นที่รับผิดชอบของสถานบริการในเครือข่าย (Recatchment area) นั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากในการจัดระบบบริการปฐมภูมิในสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เป็นจริงในชุมชน เมื่อปรับพื้นที่การดูแลประชากรแล้วก็มีการจัดวาง

เครือข่ายบริการปฐมภูมิ เพื่อมุ่งที่ความสะดวกของประชาชนเป็นหลักโดยจัดบริการทั้งในชุมชน และในสถานบริการ ดังนี้

  • PCU หลัก มี 2 แห่ง คือ ที่โรงพยาบาลภูกระดึง และ สอ.เฉลิมพระเกียรติ ฯ หนองหิน มีทีมสุขภาพปฏิบัติงานครบถ้วนทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักกายภาพบำบัด เป็นต้น ทำหน้าที่ให้บริการประชาชนในเขตรับผิดชอบ และเป็นที่ปรึกษาแก่ PCU รอง ทำให้ประชาชนที่อยู่ไกลสุดสามารถเดินทางเข้าถึงบริการเหลือเพียงไม่เกิน 25 ก.ม.(จากเดิม 55 ก.ม.)
  • PCU รอง มีจำนวน 9 แห่ง กระจายในตำบลต่าง ๆ โดยมีระยะทางห่างจากบ้านประชาชนไม่เกิน 7 - 10 กิโลเมตร เป็นบริการทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยจัดให้มีพยาบาลวิชาชีพอย่างน้อย 1 คนต่อสถานีอนามัย

โรงพยาบาลสาขาที่หนองหิน

จากลักษณะพื้นที่ของอำเภอภูกระดึงและกิ่งอำเภอหนองหินมีการกระจายตัวของหมู่บ้านห่างกัน บ้านที่ไกลที่สุดต้องเดินทางประมาณ 55 กิโลเมตร ถึงจะสามารถรับบริการที่โรงพยาบาลภูกระดึงได้ เพื่อความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ในปี 2545 CUP ภูกระดึงจึงดำเนินการพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ หนองหิน ให้เป็น PCU หลักแห่งที่ 2 ของอำเภอ เป็นเสมือนโรงพยาบาลสาขา (Extended OPD) โดยที่มีระดับความสามารถบริการที่ใกล้เคียง กับโรงพยาบาลภูกระดึง ยกเว้นไม่มีเตียงรับผู้ป่วย

โดยที่ PCU หลักหนองหินจะมีรถพยาบาลส่งต่อจอดประจำที่ PCU สำหรับส่งผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษาในโรงพยาบาลไปยังโรงพยาบาลภูกระดึงหรือ รพ.เลย ได้แล้วแต่กรณี

PCU หลักหนองหินได้จัดให้มีระบบบริการผู้ป่วยนอกแบบครบวงจร กล่าวคือ มีแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์และนักกายภาพบำบัด ครบทุกสาขา ในเวลา 08.30 - 16.30 น. จันทร์ –ศุกร์ เปิดบริการทันตกรรมโดยทันตแพทย์ เวลา 08.30 - 16.30 น. ของทุกวัน และนอกเวลาราชการก็จะมีพยาบาลวิชาชีพอยู่เวรผลัด 8 ชั่วโมง ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน

การยกระดับบริการจากสถานีอนามัยหนองหินมาเป็น PCU หลักนั้นสามารถรถลดระยะทางในการมารับบริการของประชาชนมากกว่า 20,000 คน ในพื้นที่บริการของ PCU หลักหนองหินได้อย่างมาก จากเดิมที่ประชาชนในพื้นที่นี้ต้องมารับบริการที่โรงพยาบาลภูกระดึงซึ่งห่างออกไปถึง 30 กิโลเมตร รวมแล้วสามารถประหยัดระยะทางต่อคนต่อครั้งที่มารับบริการได้ถึง 60 ก.ม. ซึ่งสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับบริการ สามารถลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยและญาติต้องใช้ในการเดินทางได้อย่างมาก และทำให้ความแออัดในการบริการผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลภูกระดึงลดลงไปด้วย

การกระจายบุคลากรโดยใช้ประชากรเป็นฐาน

การกระจายบุคลากรเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรังของประเทศมาอย่างยาวนาน แม้แต่ในระดับอำเภอก็จะพบเสมอว่า บุคลากรด้านสุขภาพมากกว่า 3 ใน 4 ของทั้งอำเภอจะกระจุกตัวอยู่บริเวณตำบลที่ตั้งอำเภอ หรืออยู่ในโรงพยาบาลชุมชนนั่นเอง และจากสภาพความขาดแคลนบุคลากรในแต่ละสาขาวิชาชีพในชนบท จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะสร้างบริการที่มีคุณภาพ เสมอภาคและมีประสิทธิภาพแก่ประชาชนได้ โรงพยาบาลภูกระดึง ในฐานะ CUP จึงทำการจัดและกระจายเจ้าหน้าที่ใหม่ โดยมีเป้าหมายหลักๆ คือ ทุกครอบครัวจะต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลที่เรียกว่า "หมอประจำครอบครัว" ในลักษณะเป็น "Family manager" โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. กลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักกายภาพบำบัด และเจ้าหน้าที่ด้านบริหาร เป็นกลุ่มวิชาชีพที่มีจำนวนบุคลากรน้อย ลักษณะงานรับผิดชอบจะอยู่ในสถานบริการ จึงให้เป็นฝ่ายสนับสนุนด้านวิชาการแก่ "Family manager" ออกบริการในชุมชนตามวิชาชีพที่เรียนมา

  2. การกระจายวิชาชีพพยาบาลลงสู่ PCU โดยเติมคนให้สถานีอนามัย หรือ PCU ในส่วนขาดให้เต็มอัตราก่อน ทุก PCU มีพยาบาลวิชาชีพไม่น้อยกว่า 1 คน ร่วมปฏิบัติงานในฐานะ Family manager กับเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่เดิมในสถานี

จะเห็นได้ว่า โรงพยาบาลภูกระดึงใช้สถานีอนามัยเป็นฐานในการจัดบริการปฐมภูมิ ด้วยความเชื่อพื้นฐานที่ว่า ต้องมีผู้ให้บริการในสัดส่วนต่อผู้รับบริการที่เหมาะสมจึงจะสามารถจัดบริการปฐมภูมิที่มีคุณภาพได้ ดังนั้นโรงพยาบาลภูกระดึงจึงกระจายบุคลากรโดยเฉพาะวิชาชีพพยาบาลออกสู่ PCU มากถึง 20 คน ซึ่งใช้ทุกกลวิธีในการกระจายพยาบาลออกสู่ PCU เช่นการจูงใจให้เจ้าหน้าที่พยาบาลในโรงพยาบาลย้ายไปประจำที่ PCU การตั้งเงื่อนไขเมื่อรับย้ายหรือรับพยาบาลจบใหม่ว่าให้ไปอยู่ที่ PCU เป็นต้น

นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ได้ให้ข้อคิดว่า การจัดบริการปฐมภูมินั้น หากจะให้เห็นผลอย่างเห็นหน้าเห็นหลังก็ต้องกล้าให้ยาที่แรงพอ นั่นคือเติมบุคลากรลงไปให้เพียงพอ แล้วจัดระบบงานใหม่ให้เหมาะสมเฉพาะพื้นที่หากจัดบุคลากรลงไปเติมน้อย เหมือนให้ยาเลี้ยงไข้ แล้วจะบอกว่าระบบบริการปฐมภูมินั้นไม่ได้ผลก็คงเป็นการสรุปที่ไม่ถูกต้อง

การบริหารจัดการด้านบุคลากร เพื่อเติมเต็มใน PCU

คนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาคุณภาพของงาน และเป็นปัญหาเรื้อรังมานานของทุกหน่วยงานทั้งในด้านจำนวน การกระจาย และคุณภาพของคน โรงพยาบาลภูกระดึงก็ประสบปัญหาด้านบุคลากรในทุกๆด้านเช่นเดียวกัน แต่ก็ได้พยายามวางระบบงานและการบริหารบุคคล จนสามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่งดังนี้

1. การพัฒนาและการเตรียมความพร้อมบุคลากร

โรงพยาบาลภูกระดึงมีการพัฒนาและเตรียมบุคลากร โดยในปี 2543 เจ้าหน้าที่ทุกคนของโรงพยาบาลออกฝึกและบริการสุขภาพในชุมชนอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี 6 เดือน

ทำให้เจ้าหน้าที่มีความรู้และทักษะในการดำเนินงานในชุมชนเป็นอย่างดี ไม่กลัวที่จะออกชุมชน เข้าใจและเห็นอกเห็นใจประชาชน และที่สำคัญคือเกิดเครือข่าย โยงใย ความผูกพันระหว่าง ประชาชน กับเจ้าหน้าที่ และชุมชนกับโรงพยาบาล

2. การกำหนดอัตรากำลังในการจัดบริการ

นอกจากการกระจายเจ้าหน้าที่ตามประชากร ในระดับแต่ละหน่วยงานแล้ว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าในแต่ละสถานบริการ ได้มีการจัดให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในชุมชน และในคลินิกบริการที่สถานบริการอย่างเพียงพอและเหมาะสม จึงได้กำหนดจำนวนอัตรากำลังในแต่ละวันของสถานบริการขนาดต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันว่า เจ้าหน้าที่ PCU จะต้องออกปฏิบัติงานในหมู่บ้านตามตารางที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น

ตัวอย่างการจัดคนทำงานทั้งเชิงรุก-รับ ของ PCU กรณีมีเจ้าหน้าที่ 3 คน

คนที่ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

1 ม. สอ. ม. สอ. ม. OT

2 ม. สอ. ม. สอ. ม. OT

3 ม. สอ./ม. สอ./ม. ม. ม.

หมายเหตุ : ม. หมายถึง ออกปฏิบัติงานดูแลสุขภาพครอบครัวและชุมชน

สอ. หมายถึง อยู่ปฏิบัติงานที่คลินิกบริการในสถานบริการ

สอ./ม หมายถึง อยู่ปฏิบัติคลินิกบริการที่สถานบริการ เวลา 08.30 - 12.00 และ

ออกปฏิบัติงานดูแลสุขภาพครอบครัวและชุมชน เวลา 13.00 - 16.30

3. การจัดหาบุคคลเพิ่มจากกรอบเดิม

เนื่องจากกรอบอัตราบุคลากรเดิมไม่เพียงพอที่จะเอื้อต่อการบริการที่มีคุณภาพ เช่น ก่อนหน้านี้โรงพยาบาลภูกระดึง มีเจ้าหน้าที่ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1 คน ไม่มีนักกายภาพบำบัด ทั้งที่มีผู้ป่วยที่ต้องการรับบริการเป็นจำนวนมากในชุมชน

ดังนั้น จึงมีการจ้างบุคลากรสาขาวิชาชีพดังกล่าวเพิ่มเติมในฐานะลูกจ้างชั่วคราว คือ จ้างนักกายภาพบำบัด 3 คน เจ้าหน้าที่ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์อีก 3 คน ลูกจ้างทำความสะอาดสำหรับทุกสถานีอนามัยรวม 15 คน และพนักงานขับรถอีก 2 คนรวมเป็น 5 คน เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดบริการปฐมภูมิอย่างมีคุณภาพในทุกสถานบริการ

4. โครงการนางพยาบาลคืนถิ่น

ด้วยประสบการณ์ของโรงพยาบาลภูกระดึงพบว่า เจ้าหน้าที่ที่มีบ้านเรือนหรือครอบครัวอยู่ในชุมชน จะมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับที่สูงกว่าคนต่างพื้นที่ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณในการสร้างความคุ้นเคย เป็นกันเอง เพราะมีทุนทางสังคมเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับโอกาสที่บุคคลเหล่านี้จะย้ายจากบ้านและครอบครัวตนเองไปอยู่ที่อื่นมีน้อย

ดังนั้นโรงพยาบาลภูกระดึงจึงมีการจัดให้พยาบาลรับผิดชอบครอบครัวในหมู่บ้านหรือชุมชนที่ตนเองตั้งครอบครัวและบ้านเรือนอยู่ หรือเป็นบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งสามารถประกันความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ในด้านการบริการแบบใกล้บ้านใกล้ใจเป็นระยะเวลายาวนานได้ดีที่สุด

การจัดบริการตามเวลาราษฎร

เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา การจัดบริการสาธารณสุขของภาครัฐ จะยึดมั่นกับวัน - เวลาราชการ ซึ่งขัดแย้งกับธรรมชาติของการเจ็บป่วยที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ รวมถึงวิถีชีวิตการทำงานของประชาชนซึ่งมักจะต้องทำมาหากินในช่วงวันเวลาดังกล่าว

ดังนั้นโรงพยาบาลภูกระดึงจึงจัดบริการทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิโดยคำนึงถึงเวลาตามวิถีชีวิตของชุมชน โดยไม่ยึดเวลาราชการแต่ยึดตามเวลาราษฎร ดัง 3 รูปธรรมต่อไปนี้

โครงการแพทย์ 24.00 น.

โดยกำหนดให้มี แพทย์ และทีมสุขภาพครบวงจร ได้แก่ ห้องยา ห้องชันสูตร และทีมพยาบาลให้บริการผู้ป่วยทุกประเภท ตั้งแต่เวลา 08.00 - 24.00 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ จึงทำให้สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้มากขึ้น เกิดคุณภาพบริการที่ดีขึ้น ความรุนแรงของโรคลดลง อัตราการรับบริการผู้ป่วยในและอัตราการส่งต่อลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลและประชาชนลดลง ทั้งทางตรงและทางอ้อม

สถานีอนามัยเปิดบริการทุกวัน

สำหรับสถานีอนามัยก็ได้ปรับเปลี่ยนเวลาเปิดให้บริการจากเดิมที่ให้บริการเฉพาะในเวลาราชการ มาเปิดให้บริการรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 20.30 ของทุกวันโดยไม่เว้นวันหยุดราชการ การเพิ่มระยะเวลาการให้บริการในเวลาราษฎร ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้นในสถานีอนามัยถึงร้อยละ 46-69

ส่งเสริมสุขภาพในสถานบริการได้ทุกวัน

ในส่วนของคลินิกส่งเสริมสุขภาพ เช่น คลินิกฝากครรภ์ คลินิกเด็กดี คลินิกวางแผนครอบครัว การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก – เต้านมนั้น จากเดิมที่เปิดให้บริการเฉพาะบางวัน โดยที่ผู้รับบริการต้องจัดสรรเวลาของตนเองมาให้ตรงตามวันนัดนั้น ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนเวลาในการให้บริการโดยกำหนดให้เปิดบริการทุกวัน รวมทั้งวันเสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดราชการอื่น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น

กายภาพบำบัดในระบบบริการปฐมภูมิ

ในปัจจุบันนั้น โรงพยาบาลชุมชนมีบทบาทในการแก้ไขฟื้นฟูปัญหาสุขภาพด้วยการกายภาพบำบัดน้อยมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่หลังจากได้รับการดูแล Acute care จนดีขึ้นแล้วก็จะถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล แต่ความพิการที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ ทั้งๆที่ในทางวิชาการนั้นสามารถแก้ไขบรรเทาให้ดีขึ้นได้ แต่ด้วยข้อจำกัดในปัจจุบันหลายประการ ส่วนใหญ่จึงถูกปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรมอยู่ที่บ้าน

สำหรับโรงพยาบาลภูกระดึงแล้ว การตั้งรับในโรงพยาบาลนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพงานกายภาพบำบัดตามระบบปกติเท่านั้น การออกเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน เพื่อสอนการทำกายภาพบำบัดแก่ญาติและผู้ป่วยต่างหากคือภารกิจที่เป็นภารกิจหลัก

ผู้ป่วยที่มีความพิการส่วนใหญ่ มักท้อแท้เหนื่อยหน่ายในชีวิต ขาดกำลังใจ ใจหนึ่งก็อยากรักษา แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากให้เป็นภาระกับลูกหลานที่ต้องไปรับไปส่งระหว่างบ้านและโรงพยาบาล เกือบทุกคนซึมเศร้า ท้อแท้ในชะตากรรม แต่เมื่อมีหมอไปเยี่ยมบ้าน ทั้งพยาบาลที่มาดูแลทางการพยาบาล และนักกายภาพบำบัดที่มาช่วยสร้างฝันในระยะยาวว่าจะเดินได้ ความท้อแท้เหนื่อยหน่ายในชีวิตที่เคยมีจะแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังขับดันแห่งความหวังที่จะมีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น พิการน้อยลง เป็นภาระแก่ลูกหลานน้อยลง ดวงตาจะฉายประกายพร้อมรอยยิ้มทุกครั้งที่หมอๆ ไปเยี่ยมเยียน

การประยุกต์สร้างอุปกรณ์ด้านกายภาพบำบัดขึ้นที่บ้านของผู้ป่วยนั้นก็เป็นสีสันและความหวังของผู้ป่วยในการฟื้นฟูสุขภาพ อุปกรณ์ที่มีราคาแพงในห้องกายภาพบำบัดนั้น สามารถประยุกต์ทำเองได้ไม่ยากตามแต่จะสร้างสรรค์ เช่น การทำราวคู่หัดเดินที่ทำจากไม่ไผ่เป็นทางยาวไว้บริเวณข้างบ้าน บางบ้านอาจทำยาวเป็น 10 เมตรก็มี การทำรอกที่ใช้มือดึงเชือกสำหรับการออกกำลังขาโดยใช้เชือกเลี้ยงวัว ไม้ไผ่และยางในของล้อรถจักรยาน การทำ walker ช่วยในการเดินจากไม้ไผ่เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านเขาสามารถทำได้เอง ภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัดที่ลงไปสอนวิธีการทำกายภาพบำบัดให้แก่ผู้ป่วยและญาติถึงในหมู่บ้าน

อุปกรณ์เสริมสำหรับการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยสามารถดำรงคุณภาพชีวิตได้ดีขึ้นอย่าง เช่น รถเข็น ไม้ค้ำยัน ไม้เท้าสี่ขา หรือ ขาเทียมนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็ยังมีความขาดแคลนอีกมาก การหารถเข็นหรือ walker มาเพื่อแจกจ่ายแก่คนที่ยากจนนั้น ยังคงต้องเป็นภาระหลักของทางโรงพยาบาล

รถโดยสารขนส่งผู้ป่วยเอื้ออาทร

การเข้าถึงบริการของประชาชนในพื้นที่ชนบทนั้นมีข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคหลายประการ แม้ว่าจะมีบัตรทองที่รักษาฟรี แต่ความเป็นจริงพบว่า ผู้ป่วยในหมู่บ้านต่าง ๆ จะถูกจำกัดการมาโรงพยาบาลจากการไม่มีรถโดยสารมาส่ง หรือถ้ามี ก็มีบางช่วงเวลา เช่น ช่วงเช้าเพียงเที่ยวเดียว หรือเฉพาะวันพระ หรือวันพฤหัสที่มีตลาดนัดที่อำเภอ นอกจากความไม่สะดวกของผู้ป่วยแล้ว บางรายเมื่อไม่สามารถมาตามเวลาที่แพทย์นัดไว้ ก็อาจทำให้การดำเนินของโรคหรือการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้นได้

รถโดยสารทุกคันมักจะออกจากหมู่บ้านในช่วงเช้าเวลาเดียวกัน ทำให้ผู้รับบริการมาถึงโรงพยาบาลพร้อมๆ กัน ทุกคนต้องรอรับบริการนาน แทนที่ผู้ป่วยจะกระจายไปในช่วงเวลาต่างๆอย่างสม่ำเสมอกันตลอดวันและทุกวัน ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาการรอไม่นาน และมีเวลาเพียงพอที่จะให้บริการอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น CUP ภูกระดึงจึงได้วางแผนแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอโครงการรถโดยสารขนส่งผู้ป่วยเอื้ออาทร ต่อองค์กรส่วนท้องถิ่น และชุมชน เพื่อระดมค่าใช้จ่ายในโครงการ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการประสานให้แนวคิดดังกล่าวเป็นรูปธรรม โดยในโครงการนี้กำหนดแผนเส้นทางเดินรถไว้ 4 เส้นทางหลัก เดินรถในแต่ละเส้นทาง วันละประมาณ 4-6 เที่ยวไป-กลับ

นอกจากนี้กรณีฉุกเฉินนอกเวลาก็สามารถเรียกรถรับส่งได้ตลอดเวลา เนื่องจากรถดังกล่าวจะเป็นรถที่มาจากชุมชนนั้นๆ จากการประมาณการค่าใช้จ่ายในโครงการ จะประมาณ 24 บาทต่อคนต่อปี หรือ 2 บาทต่อคนต่อเดือน

การบริหารจัดการด้านการเงินและงบประมาณ

การจัดสรรงบประมาณเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของการบริหารจัดการ ที่ผ่านมาภายใต้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า CUP ต่างๆ ต่างก็ประสบปัญหาด้านการจัดสรรงบประมาณในเครือข่าย ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อความสำเร็จของงาน และต่อสุขภาพประชาชนในที่สุด

สำหรับ CUP ภูกระดึงได้กำหนดรูปแบบการจัดสรร โดยครอบคลุมงบด้านบุคลากรที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานในความรับผิดชอบ และกำหนดงบประมาณที่จำเป็นให้แต่ละหน่วยงานไว้โดยคำนึงถึงผลลัพธ์เป็นสำคัญ (Performanced based budget) เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าวัสดุสำนักงาน ส่วนค่าเวชภัณฑ์ วัสดุการแพทย์ จัดเป็นคลังยารวมระดับ CUP โดยมีการจัดสรรในเครือข่ายดังนี้

  1. ประกันเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราว ส่วนค่าเวชภัณฑ์ วัสดุการแพทย์ ให้แต่ละสถานบริการในเครือข่าย มีอย่างพอเพียงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้

  2. เหมาจ่ายค่าวัสดุสำนักงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

  3. จ่ายค่าตอบแทนบริการเชิงรุก (Family and community Care) ตามรายหัวประชากรระหว่าง 32 - 72 บาท ต่อปี และปรับการจ่ายตามคุณภาพผลงาน

  4. การควบคุมการใช้จ่ายเงิน และบัญชีตามเกณฑ์คงค้าง

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าสถานบริการในเครือข่ายทุกแห่ง ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียงพอ และมากกว่าสถานบริการระดับเดียวกันในเขตอำเภออื่น ๆ ในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งสร้างความพึงพอใจ และเพิ่มขวัญกำลังใจในการสร้างคุณภาพของผลงานกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในสถานีอนามัยอย่างมาก

การกระจายงบประมาณลงสู่สถานบริการปฐมภูมิระดับ PCU นั้นคือกลไกบริหารจัดการที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสนับสนุนให้ PCU สามารถพัฒนาองค์กรตนเองและเจ้าหน้าที่แรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพงานอย่างต่อเนื่อง

และ CUP ภูกระดึงตระหนักมาตลอดว่า วิธีการจัดสรรงบประมาณเป็นค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่มีผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความมุ่งมั่นในการทำงานและระดับความสำเร็จของการปฏิบัติงานการดูแลสุขภาพในระดับปฐมภูมิ CUP ภูกระดึงได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานเชิงรุก และสร้างสุขภาพในชุมชน โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานตามคุณภาพและปริมาณงาน

บทสรุปของระบบบริการปฐมภูมิอำเภอภูกระดึง

จุดเด่นที่สำคัญของการจัดบริการปฐมภูมิของอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลยก็คือ การบริหารจัดการของ CUP ภายใต้การนำของ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูกระดึงที่ใช้กลไกการบริการทุกด้านมาใช้ในการจัดบริการปฐมภูมิ อันได้แก่

  1. กระจายบริการปฐมภูมิให้ใกล้บ้านใกล้ใจด้วยการ recatchment area ของสถานบริการใหม่ทั้งอำเภอ

  2. เพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพที่ PCU หนองหิน

  3. จัดพยาบาลวิชาชีพลงปฏิบัติงานในสถานีอนามัยด้วยหลายกลวิธีจนมีพยาบาลวิชาชีพครบทุกสถานีอนามัย

  4. ขยายเวลาในการให้บริการจากเดิมมาเป็นเวลาราษฎร ทั้งที่โรงพยาบาลและ PCU ทุกแห่ง

  5. จัดระบบให้ทุกหมู่บ้านมีหมอประจำครอบครัว มีมาตรฐานในการดูแลประชาชนในหมู่บ้าน

  6. จัดบุคลากรวิชาชีพเฉพาะลงดูแลผู้ป่วยที่บ้านครอบคลุมทั้งอำเภอ เช่น นักกายภาพบำบัด พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วย Home Health Care

  7. ใช้กลไกการเงินของ CUP และการจ่ายค่าตอบแทนตามคุณภาพและปริมาณงานในการจูงใจให้เจ้าหน้าที่มีความขยันและมุ่งมั่นในการดูแลประชาชนในเขตรับผิดชอบ

ภายใต้การจัดการที่ดีและทุ่มเทของ CUP ภูกระดึง ได้ทำให้เกิดการจัดบริการปฐมภูมิที่มีคุณภาพตามหลักคิดของการดูแลสุขภาพในระบบปฐมภูมิ วันนี้คงไม่เป็นการเกินเลยไปหากจะกล่าวว่า โรงพยาบาลภูกระดึง ต้นแบบบริการปฐมภูมิเพื่อประชาชน

@@@@@@@@@@@@@@@@

มากกว่าความเป็นโรงพยาบาล...ที่ด่านซ้าย

โดย Admin on January,11 2011 22.32

มากกว่าความเป็นโรงพยาบาล...ที่ด่านซ้าย

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกรกฎาคม-สิงหาคม 2552

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

“ผมอยู่ชายแดน มันแสนเดียวดาย
อำเภอด่านซ้าย ไกลลิบสุดตา
มองไปทางไหน ใจเศร้า
เห็นแต่ภูเขา ขอบฟ้า
เสียงนกกากู่ร้องก้องไพร....”

เสียงเพลงเก่า ของสายัณห์ สัญญา แว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง เพลง “สุดทางที่ด่านซ้าย” เล่าความเป็นไปของชีวิตในเมืองแห่งทะเลภูเขา ติดชายแดนลาวแห่งนี้

อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นเมืองโบราณตั้งขึ้นในสมัยอยุธยา นับได้ว่าเป็นเมืองแห่งมิตรไมตรี ประจักษ์พยานด้วย “พระธาตุศรีสองรักษ์” ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อกว่าสี่ร้อยปีก่อน เพื่อเป็นสักขีพยานในความสัมพันธ์อันดีระหว่างกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระมหาจักรพรรดิและกรุงศรีสัตนาคนหุตในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช อุเทสิกเจดีย์ทรงล้านช้างแห่งนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิคู่บ้านและศูนย์รวมจิตใจของพี่น้องทั้งไทยลาวสืบมาช้านาน

มากกว่านั้น เมืองด่านซ้ายยังมีประวัติศาสตร์และประเพณีที่เป็นอัตลักษณ์ รู้จักกันในนามถิ่นที่ของการละเล่น ผีตาโขน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีบุญหลวงประจำปี จัดขึ้นช่วงประมาณเดือน 7 ของทุกปี

ใครบางคนว่าไว้ ของดีเมืองด่านซ้ายมิใช่มีแค่นี้ ว่ากันว่าคนอำเภอนี้โชคดี...จนน่าอิจฉา เพราะว่ามีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายตั้งอยู่ คอยดูแลเอาใจใส่ไม่ใช่แค่เรื่องเจ็บเรื่องไข้ แต่มีอะไร...มากกว่านั้น

ความเป็นมา...และเป็นไป ของโรงพยาบาลในอ้อมกอดของขุนเขาและสายน้ำ

“โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย” เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งในท้องถิ่นทุรกันดารที่รัฐบาลได้จัดสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นของขวัญเนื่องในวโรกาสพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร โดยเปิดให้บริการในปี พ.ศ.2522

โรงพยาบาลอันแสนร่มรื่นแห่งนี้ ก่อสร้างบนผืนดินขนาด 37 ไร่ ในอ้อมกอดของขุนเขาภูอังลังเกือบรอบด้านทั้ง 4 ทิศ ไม่ไกลจากสายน้ำหมัน สายเลือดใหญ่สำคัญที่หล่อเลี้ยงคนด่านซ้ายมานานแสนนาน

จุดเริ่ม...การเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงของโรงพยาบาลเกิดขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ในปี พ.ศ. 2532 เมื่อผู้อำนวยการคนใหม่มารับหน้าที่จนถึงวันนี้ นายแพทย์ภักดี สืบนุการณ์ ”คุณหมอจิ๋ว” ได้ชื่อว่าเป็นแพทย์ที่อยู่มานานที่สุด และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโรงพยาบาลมากที่สุด คุณหมอประกาศความมุ่งมั่นในการทำงานจนเกษียณอายุที่นี่และมากไปกว่าสถานที่ทำงาน หากใครเอ่ยถามถึงถิ่นที่ภูมิลำเนา คุณหมอตอบชัดเจนว่า “ผมเป็นคนด่านซ้าย” ยืนยันได้ด้วยหลักฐานการสร้างบ้านอยู่ริมน้ำศอก ไม่ไกลจากโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่ใช้ชีวิตครอบครัวในทุกวันนี้กับคุณหมอป้อม---คู่ชีวิต กำลังหลักสำคัญอีกคนของโรงพยาบาลในหุบเขาแห่งนี้

คุณหมอจิ๋วเน้นย้ำกับทีมโรงพยาบาลทุกคนให้คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลง ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา หากเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นจะนำสิ่งที่ดีกว่ามาสู่คนด่านซ้าย ไม่ว่าในมิติด้านสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “ทำอย่างไรก็ได้ ให้คนด่านซ้ายสุขภาพดี” หรือมิติอื่นใดที่ไกลไปจากนี้ก็ตาม

จาก “นก” สู่ “หนอน” การเปลี่ยนมุมมองสู่ “บริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์”

คุณหมอจิ๋วเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญอีกจุด คือ การเปลี่ยนมุมมองของผู้นำและคนในองค์กรในการทำงานเรื่องสุขภาพกับชาวบ้าน จากมองแบบนก สู่การมองแบบหนอน เพราะที่ผ่านมา เรามักได้รับข้อมูล ความรู้และความคิด จากคนภายนอกท้องถิ่น ที่เปรียบได้เสมือน “นก” ลักษณะการมองของนกล้วนมองจากที่สูงและมองได้อย่างกว้าง ๆ ไม่เห็นสิ่งที่เป็นรายละเอียด เวลาจะพูดอะไรเสนออะไรก็พูดได้รวมๆ และหยิบยกสิ่งเด่นๆ มาวิเคราะห์ตีความด้วยกรอบความรู้และแนวคิดทฤษฎี ถือเป็นการมองอย่างอย่างฉาบฉวย ขาดความละเอียดอ่อน ส่วน “หนอน” จะมองอย่างเข้าใจพื้นที่ทางวัฒนธรรม เข้าใจความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ความเชื่อ ศาสนา ระบบการดูแลสุขภาพกันเองภายในท้องถิ่น การเรียนรู้และการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เข้าใจมิติทางสังคมของความเจ็บป่วย วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน การรับรู้และเข้าใจสิ่งเหล่านี้ จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้าง “ระบบบริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์”

การบริหารจัดการโรงพยาบาลบนฐานความเข้าใจบริบทชุมชนท้องถิ่น

คุณหมอจิ๋วบอกว่า ถ้าเราเข้าใจบริบทของพื้นที่ เราก็จะเห็นทิศทางการพัฒนาของเราได้อย่างพอเหมาะพอดี เป็นตัวของตัวเอง และตอบสนองต่อความต้องการของชาวบ้านได้

ในปี 2545 ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่บางส่วนได้เข้าร่วมเรียนรู้เป็นทีมวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับทีมของอาจารย์คนสำคัญด้านประวัติศาสตร์ของประเทศ คือ อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ทำให้เข้าใจความเป็นมาเป็นไป เข้าใจชาวบ้านด่านซ้ายมากยิ่งขึ้น ความเข้าใจอันนี้สำคัญมาก เพราะเป็นข้อมูลนำเข้าสำคัญในการมาปรับระบบบริการของโรงพยาบาลให้สอดคล้องกับชีวิตชาวบ้าน พอเข้าใจความคิดความเชื่อ ประเพณีต่างๆ เท่าให้เราเกิดความชัดเจนว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ ล้วนเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับสุขภาวะ เพราะถือเป็นกระบวนการเยียวยา ดูแล เสริมกำลังใจกันในมิติทางจิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ

เมืองด่านซ้ายมีพื้นที่ 1,700 ตารางกิโลเมตร กว้างกว่ากรุงเทพมหานคร เป็นเมืองในหุบเขาสลับซับซ้อนของเทือกเขาเพชรบูรณ์ มี 97 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 50,000 คน คนด่านซ้ายกว่าครึ่งอำเภอต้องใช้เวลาเดินทางมาโรงพยาบาลมากกว่า 1 ชั่วโมง และไม่มีรถประจำทาง เวลามาโรงพยาบาลส่วนมากจะติดรถผู้นำชุมชนเวลามาประชุมหรือต้องเหมารถถ้าฉุกเฉิน ด่านซ้ายอยู่ห่างจากตัวจังหวัด 82 กิโลเมตร บนถนนคดเคี้ยวกว่า 255 โค้ง

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง มีผู้รับบริการประมาณ 400 คนต่อวัน มีแพทย์ 6 คน (อายุรแพทย์ 1 คน สูติ – นรีแพทย์ 1 คน และกุมารแพทย์ 1 คน) พยาบาล 45 คน เภสัชกร 5 คน นักกายภาพบำบัด 3 คน นักเทคนิคการแพทย์ 3 คน เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1 คน

ด้วยเพราะอยู่ไกล ที่นี่เลยต้องพัฒนาเป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิระดับ 2.2 มีหมอเฉพาะทางสาขาหลักครบ แม้ประชากรจะไม่มาก แต่เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและลดความเสี่ยงที่คนไข้ต้องแบกรับจากการเดินทางไกล ทั้งจากบ้านมาโรงพยาบาล หรือกรณีต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลจังหวัด

จากการเรียนรู้บริบทจนเข้าใจ นำไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ประมาณว่า “การจัดบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่เกิดจนตายและมีความหลากหลายของเครือข่ายสุขภาพ”

บริการหลากหลาย มากกว่าศักยภาพของโรงพยาบาลชุมชน

รากของความคิดในการพัฒนาโรงพยาบาลที่นี่ จะพัฒนาศักยภาพโดยไม่จำนนต่อข้อจำกัดใดๆ พยายามคิดนอกกรอบ บนความคิดที่ว่าเมื่อเรารักใครสักคน เราก็ต้องพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนที่เรารัก เรารักชาวบ้านด่านซ้าย เราก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อสุขภาวะสำหรับคนของเรา ศักยภาพเราไม่ถึง เราก็สร้างเครือข่ายมาช่วย เพื่อเสาะแสวงหาสิ่งที่เหมาะที่สุด สะดวกที่สุด ดีที่สุดให้กับชาวบ้าน โดยเราต้องสร้างระบบที่ดีในการอำนวยความสะดวกอาสาสมัครเหล่านั้นให้ทำงานได้สะดวก คนจิตใจดีงามเหล่านี้ เขาพร้อมมาช่วยเหลือ

ต่อไปนี้เป็นบางตัวอย่าง ของการกระทำตามแนวคิดที่ว่า

อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ใครมีปัญหาด้านสายตา ต้องไปรับรับบริการตามโรงพยาบาลใหญ่ นอกจากต้องเดินทางไกลด้วยความยากลำบากแล้ว คิวยังยาวนับเป็นปี ๆ

ด้วยมีกัลยาณมิตรที่มุ่งมั่น มีศรัทธาร่วมกันในการดูแลคนทุกข์คนยากในชนบท คุณหมอตาผู้อารีย์ --- นายแพทย์วีรพันธ์ ธนาปทุม แห่งโรงพยาบาลคริสเตียนมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เริ่มมาดูแลโรคตาให้คนด่านซ้ายและหลากหลายพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งแต่ปี 2538 เป็นเวลากว่า 14 ปีแล้ว โดยมีผู้รับบริการรวมแล้ว 7,671 ราย ให้บริการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียมไป 910 ข้าง และให้บริการผ่าตัดเล็กอื่น ๆ อีก 642 ราย

มากไปกว่าโรคตา ที่นี่ยังมีเครือข่ายมากมายที่มาร่วมจัดบริการให้คนด่านซ้าย มาด้วย “ใจ” ไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ดึงดูด ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอหม่อง--อาจารย์นายแพทย์รังสฤษฏ์ กาญจนะวณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตแพทย์ใช้ทุนที่ด่านซ้ายเมื่อหลายปีก่อน คุณหมอหม่องสละเวลาในช่วงเดือนตุลาฯ ของทุกปีมาช่วยผู้ป่วยที่นี่ได้ 6 ปีแล้ว การมาของหมอหัวใจพร้อมเครื่องมือตรวจสภาพการทำงานของหัวใจครบชุด อีกทั้งการประสานเชื่อมโยงการส่งต่อ ช่วยให้คนไข้กลุ่มนี้เข้าถึงบริการมากขึ้น ได้รับการผ่าตัดเร็วขึ้น ส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของทั้งคนไข้และญาติ แทบจะพูดได้ว่าเป็นการช่วยชีวิตคนไข้ที่นี่ได้ปีละหลายรายเลยทีเดียว เพราะโรคกลุ่มนี้ หากไม่รีบผ่าตัดรักษา ผู้ป่วยอาจถึงแก่ชีวิตได้ง่ายๆ การมาทุกครั้งของคุณหมอหม่องจะพาภรรยาที่เป็นหมอเด็กมาช่วยดูแลผู้ป่วยเด็กและเติมเต็มองค์ความรู้ด้านนี้อีกแรง

อำเภอด่านซ้ายมีผู้ป่วยจิตเวชจำนวนมากที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากผู้ป่วยไม่สะดวกไปตรวจรักษาที่ตัวจังหวัด เพราะไม่สามารถไปหาหมอได้ตามลำพัง ต้องมีญาติไปด้วย ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนทางโรงพยาบาลได้ประสานให้จิตแพทย์และทีมงานจากโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์มาตรวจรักษาและดูแลผู้ป่วย โดยสละเวลามาช่วยที่นี่ได้ 7 ปีกว่าแล้ว นอกจากนี้ ทีมโรงพยาบาลยังจัดการดูแลต่อเนื่อง มีระบบการติดตามผู้ป่วยขาดนัด มีการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยที่ขาดการรักษา ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายและชุมชนที่มีผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ มากไปกว่านั้น เพื่อให้คนกลุ่มนี้ดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้รู้สึกด้อยค่าและลดภาระต่อครอบครัว ทางโรงพยาบาลยังเข้าไปช่วยประสานการตั้ง “กลุ่มพุทธรักษา” ซึ่งมีทั้งคนไข้จิตเวชและผู้พิการ ทำผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น แชมพู น้ำยาล้างจาน ยาสระผม และประคบสมุนไพร ทำให้ผู้พิการพอมีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง ผลิตภัณฑ์พวกนี้ คุณภาพดี ราคาไม่แพง นอกจากนำมาใช้ในโรงพยาบาลแล้ว ใครมาเยี่ยมชม ดูงานที่โรงพยาบาลและรีสอร์ทละแวกนี้ที่ได้รับรู้เรื่องราวก็ช่วยกันอุดหนุนจนขายดิบขายดี ผลิตแทบไม่ทัน

ในโรคกระดูกและข้อ ที่นี่มีหมอกระดูกออร์โธปิดิกส์จากโรงพยาบาลเลยมาให้บริการทุกเดือน ทีมหมอ ENT จากมูลนิธิหู คอ จมูกชนบทแวะเวียนมาช่วยผ่าตัดแก้ไขความพิการทางหู คอ จมูก หลายครั้งในรอบหลายปีมานี้

ทั้งหมดนี่ นับเป็นอีกส่วนหนึ่งจากการบริหารจัดการให้เกิดความโชคดีของคนด่านซ้าย

จากคุณภาพมาตรฐาน....สู่ระบบบริการที่ลุ่มลึก

ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพ คุณหมอจิ๋วเล่าให้ฟังว่า “เริ่มจาก 5 ส.ในปี 40 ซึ่งเราคิดได้เองว่าเราเริ่มจากพัฒนาคุณภาพของเราเอง โดยไม่ต้องรอใครมาสั่ง ต่อมาก็เป็น ISO 9002 ได้รับการรับรองในปี 2543 ซึ่งพอทำไปสักระยะเราก็เริ่มตั้งคำถามกับความเข้าใจในการพัฒนาบนบริบทความเป็นโรงพยาบาล เลยคิดว่า HA น่าจะเหมาะกว่า เลยหันมาทางนี้จนได้รับการ accredit เมื่อปี 2548 re-act ปี 50 ในปีหน้า ปี 2553 ก็จะ re-act อีกครั้ง ซึ่งมองย้อนกลับไป คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกที่เลือกใช้ HA เพราะมาตรฐานตัวนี้ช่วยให้เราดูแลคนไข้ได้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น ความเสี่ยงต่างๆ น้อยลง และตอนนี้ก็พัฒนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพเชิงลึกในแต่ละวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็น NQA ของสภาการพยาบาลที่ได้รับการรับรองแล้ว หรือ LA ของห้องแลบที่ใกล้จะได้รับการรับรอง โดยสรุปแล้วเราต้องยึดหลักให้มั่นว่าการพัฒนาคุณภาพนั้นต้องตอบสนองต่อปัญหา สภาวะสุขภาพ วิถีชีวิตท้องถิ่น และบริบทอื่นๆ ของชุมชนด่านซ้าย ไม่ใช่พัฒนาเพียงแค่ได้ชื่อว่าผ่าน หรือตอบสนองความต้องการของใคร”

คุณหมอจิ๋วเล่าต่อว่า “บางทีเราต้องมองเรื่องระบบคุณภาพให้เลยไปจากมิติทางกาย ทางคลินิกสู่มิติด้านอื่นๆ ที่ไกลและลึกให้มากขึ้น อย่างที่โรงพยาบาลผู้ป่วยบางรายมีรายได้น้อย ไม่มีเงินค่ารถมาโรงพยาบาล หรือต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลอื่นที่ไกลออกไป โรงพยาบาลจะช่วยดูแลเรื่องค่ารถค่ากินให้โดยเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงบริการ โดยใช้เงินกองทุนพระราชทานเพื่อสงเคราะห์คนไข้ยากจนในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่เรียกสั้นๆ ว่ากองทุนพระเทพฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งรับบริจาคมาจากผู้มีจิตศรัทธา ขณะที่ผู้ป่วยบางรายที่เดือดร้อน ช่วยตนเองไม่ได้ โรงพยาบาลจะเป็นธุระส่งเรื่องไปขอความร่วมมือจาก อบต. ในพื้นที่ให้ช่วยเหลือดูแล

ด้วยเป็นพื้นที่ภูเขา ถนนหนทางคดเคี้ยว บางหมู่บ้านต้องเดินทางไกลมาก การเยี่ยมไข้ที่นี่เลยเปิดให้ตลอดเวลา ถ้าไปกำหนดเวลาก็อาจไม่สะดวกกับเขา แม้จะรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่บ้าง แต่เราเห็นคุณค่าของการให้ชาวบ้านได้ให้กำลังใจดูแลกันและกัน บางทีได้ผลดีกว่ากินยาหลายขนาน และความที่คนอำเภอนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นคนพื้นถิ่นพื้นที่ นับเป็นเครือญาติ และรู้จักกันเกือบหมด การเยี่ยมกันแต่ละครั้งไม่ได้เยี่ยมกันเตียงเดียว บางทีเยี่ยมกันเกือบครบทั้งวอร์ดถือเป็นการเกื้อกูลแบ่งปันกำลังใจของคนในชุมชนที่ดีมาก

หรืออย่างเมื่อสักสองปีก่อน ทราบข่าวความเดือดร้อนของคนด่านซ้ายกลุ่มหนึ่ง แม้กลุ่มไม่ใหญ่มาก คนกลุ่มนี้จะตระเวนไปขาย ลอตเตอรี่ ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ บางทีก็ไปป่วยไข้บ้าง หมากัดบ้าง ทำให้เขาต้องเสียค่าบริการแพงๆ เพราะไม่เข้าใจระบบ ทั้งๆ ที่เขามีสิทธิการรักษาที่จะได้รับบริการอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำคือจัดชุดยาสามัญประจำบ้านให้ ให้เบอร์โทรศัพท์ผู้อำนวยการและผู้เกี่ยวข้องเผื่อมีปัญหาจะได้ประสานติดต่อได้ง่าย จัดทำเอกสารรับรองสิทธิและคู่มือทำความเข้าใจในการใช้สิทธิ อันนี้เป็นอีกความพยายามในการเอาใจใส่คนในความดูแลของเรา”

เวชปฏิบัติครอบครัว : ความงดงามของความใส่ใจและเอื้ออาทร

เมื่อกว่า 10 ปีก่อน หนุ่ย —เยาวพา สิงห์สถิต ตัดสินใจทิ้งตำแหน่งพยาบาลหัวหน้า ward ไปทำงานท้าทายในฐานะหัวหน้าทีมบุกเบิกงานเวชปฏิบัติครอบครัวของโรงพยาบาล งานที่ตอนนั้นไม่ชัดเจนนักว่าคืออะไร แต่ด้วยใจเชื่อว่าน่าจะส่งผลดีกับคนด่านซ้าย ญาติมิตรในชุมชนที่เธอรักในอำเภอบ้านเกิดของเธอ กับการเติมเต็มการดูแลที่ลึกซึ้งขึ้น...กว่าที่ผ่านมา

ปัจจุบันต้นกล้างานเวชปฏิบัติครอบครัว เติบใหญ่ แข็งแรงและมั่นคง ทำหน้าที่ทั้งเป็นฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ สุขาภิบาลของโรงพยาบาลและเป็นศูนย์สุขภาพชุมชนด่านซ้ายไปในตัว ดูแลประชากรทั้งหมด 17 หมู่บ้านเกือบ 1 หมื่นคน โดยยึดหลักให้ชาวบ้านเดินทางเข้าถึงสะดวกเป็นสำคัญ การบริการหลักๆ คือ การสร้างเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังและการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสภาพ ทำงานทั้งเชิงรุกและเชิงรับตั้งแต่เกิดจนตาย โดยใช้ฐานการเรียนรู้วิถีชีวิตและบริบทของคนในชุมชนเป็นสำคัญ ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ใกล้ชิด ไว้เนื้อ เชื่อใจ เอื้ออาทรต่อกัน เริ่มดูแลกันตั้งแต่ตั้งครรภ์ เยี่ยมทารกแสดงความยินดีกับการมีสมาชิกใหม่ในบ้าน ช่วยดูแลเฝ้าระวังภาวะโภชนาการเด็ก กระตุ้นให้ครอบครัวดูแลพัฒนาการเด็ก ดูแลสุขภาพในเด็กนักเรียนและเมื่อเจ็บป่วยให้บริการตรวจรักษาพยาบาลทั้งที่ PCU และที่บ้าน การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้านร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวและดูแลให้กำลังใจคนในครอบครัวเพื่อให้มีพลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไป การทำงานไม่ได้ทำโดยลำพังแต่ประสานเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลากหลาย ทั้งชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯ เพื่อมุ่งหวังให้ชาวบ้านในความดูแลมีสุขภาพดีและมีความสุข

ว่ากันว่า ทุกวันนี้ หากชาวบ้านในความดูแลก้าวลงจากรถให้เห็นหน้า คนฝ่ายเวชปฏิบัติครอบครัวก็จะกุลีกุจอไปค้นแฟ้มครอบครัวมารอได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องถามชื่อแซ่หรือถิ่นที่อยู่ รู้จักลึกซึ้งกันถึงขนาดนั้น

การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ ต้นทางสู่การพัฒนางานกายภาพบำบัดในโรงพยาบาล

ยายกองวน..ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกรายแรกๆ ของด่านซ้าย พูดถึงก่อนที่จะมีงานกายภาพบำบัด คุณยายต้องนอนป่วยที่โรงพยาบาลที่ขณะนั้นเป็นเพียงสุขศาลา จะไปหาหมอที่โรงพยาบาลใหญ่เป็นเรื่องยาก ความหวังที่จะกลับมานั่งหรือเดินได้เหมือนเดิมในตอนนั้น มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ เอาแค่เพียงมีชีวิตรอดจากอาการที่เป็นอยู่ก็พอใจแล้ว กายภาพบำบัดอะไร ก็ไม่เคยรู้จัก คุณยายเลยได้ความพิการในร่างกายซีกหนึ่งมาเป็นของแถมให้เห็นจนทุกทุกวันนี้ แขนและขาข้างขวาที่ลีบเล็ก ดูเกะกะเวลาต้องลุกหรือยันตัวขึ้นนั่ง ยายกองวนไม่กล้าแม้แต่จะลุกยืนจากตะแคร่ใต้ถุนบ้านที่ใช้เป็นที่นอนประจำ แกไม่ยอมลุกด้วยความกลัว และเป็นอยู่อย่างนี้มาเป็นเวลากว่า 10 ปี จนกระทั่ง โรงพยาบาลแห่งนี้มีนักกายภาพบำบัดคนแรก ยายกองวนจึงได้กลับมาเดินได้อีกครั้ง แม้ครั้งนี้จะมีขาที่สามมาเป็นของแถมแต่ยายก็บอกว่า “ยัง ค่อยยังชั่ว กว่าเดิมเยอะ”

ด้วยระยะทางที่ไกล การที่จะส่งผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการฟื้นฟูสภาพร่างกายที่ในโรงพยาบาลในตัวจังหวัดเป็นเรื่องยาก ความพิการหลังจากภาวะอัมพาตจึงแทบเป็นเรื่องธรรมดา ด้วยเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและวิธีการฟื้นฟูสภาพที่ถูกต้อง

แต่ในข้อจำกัดยังมีทางออก ด้วยความมุ่งมั่นของคุณหมอจิ๋ว ในการที่จะให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลทางกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ด้วยความคิดนอกกรอบแต่ตรงใจกับกลุ่มผู้สูงอายุที่รวมตัวกันดำเนินกิจกรรมเพื่อดูแลกันเองในชุมชน ภายใต้ชื่อกองทุนดูแลสุขภาพและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุอำเภอด่านซ้าย การพูดคุยร่วมหาทางออกจึงเกิดขึ้น เป็นที่มาของตึกบริจาค อาคารผู้ป่วยสูงอายุและฟื้นฟูสภาพ ไพศาล-เพ็ญศรี สุขุมพานิช ในปี 2538 ต่อมาปี 2539 โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้ก็ได้ต้อนรับนักกายภาพบำบัดคนแรก ที่กินตำแหน่งเป็น “ลูกจ้างของชาวบ้าน” ด้วยเงินที่จัดจ้างโดยกองทุนดูแลสุขภาพและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุอำเภอด่านซ้าย จากแหล่งทุนที่ชาวบ้านรวบรวมเพียงคนละ 1 บาทต่อวัน ในเวลา 1 ปี

ต่าย--อรอุมา เนตรผง นักกายภาพบำบัด บัณฑิตเกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ต่ายออกจากบ้านครั้งแรก เมื่อเริ่มมาทำงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวที่โรงพยาบาลแห่งนี้ พร้อมกับคำปรามาสไล่หลังว่าจะอยู่ได้สักกี่วัน เพราะไม่เคยห่างอกพ่อแม่ไปอยู่ที่อื่นเลย ในตอนนั้น นับเป็นนักกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลชุมชนคนแรกๆ ของประเทศ ต่ายปฏิเสธตำแหน่งข้าราชการในโรงพยาบาลศูนย์ที่บ้านเกิด เลือกที่จะเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่นี่ มุ่งมั่นเอาตัวเองเป็นหมุดหมายที่จะปักลงบนการพัฒนางานกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลชุมชน เป็นต้นทางให้น้องๆ ได้เดินตาม เดินบนเส้นทางที่จะสร้างคุณค่าแห่งวิชาชีพที่สร้างประโยชน์มากมายมหาศาล

หากนั่นนับเป็นความฝันของต่าย---ฝันนั้นน่าจะเป็นจริงแล้ว กับศักยภาพการบริการกายภาพบำบัด ของโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง แห่งนี้เทียบเท่าโรงพยาบาลศูนย์ การดูแล รักษา ส่งเสริมและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้พิการ ต่ายและน้องๆ ทีมงานร่วมกันสานฝันโดยเน้นการให้ความรู้ในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยเรื้อรัง และฟื้นฟูสภาพเพื่อป้องกันความพิการ การสร้างนวัตกรรมการที่หลากหลายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วย-ผู้พิการ ได้รับการดูแลและมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าบุคคลอื่นๆ ในสังคม การสร้างเครือข่ายในการดูแลแนะนำผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการปวด และการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยผู้พิการในระดับสถานีอนามัย การจัดระบบบริการจดทะเบียนผู้พิการแบบเบ็ดเสร็จเป็นแห่งแรกของจังหวัด การติดตามเยี่ยมบ้านเพื่อการฟื้นฟูสภาพที่ต่อเนื่อง ช่วยลดภาระในการเดินทางของผู้ป่วย การเข้าร่วมเป็นเครือข่ายบริการขาเทียมในปี 2551 โดยความสนับสนุนจากมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ฯ

ปัจจุบันต่ายย้ายครอบครัว---พ่อแม่ มาเป็นชาวด่านซ้ายเต็มตัว ความฝันยังไม่หมดเพียงเท่านี้ แต่ยังคงงอกงามอยู่ในความคิดอีกยาวไกล เพื่อมุ่งมั่นในการร่วมดูแลสุขภาพคนด่านซ้ายตลอดไป

“รถของไผ่” กับความใส่ใจในความเป็นมนุษย์

จากภาพฝันของการพัฒนาโรงพยาบาลที่จะดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยมุ่งเน้นการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุและผู้พิการโดยแสวงหาเครือข่ายในชุมชนที่มุ่งมั่นพร้อมจะก้าวเดินไปกับเรา

ด้วยแนวคิดจุดเล็กๆ จากผู้ป่วยผู้พิการคนหนึ่ง

“ไผ่” ชายหนุ่มผู้ซึ่งวันนี้มีรถเข็นนั่งเป็นเพื่อนคู่ใจ ที่พบเจอโดยทีมเยี่ยมบ้านและทีมกายภาพบำบัดของโรงพยาบาล ด้วยเห็นในศักยภาพและต้องการดูแล เยียวยาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2548 ไผ่ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวยุพราชด่านซ้ายเต็มตัว โดยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด จนปัจจุบันพัฒนาตัวเองจนร่วมเป็นทีม web master ของโรงพยาบาล

หากแต่รถเข็นนั่งยังไม่สามารถทำให้เขาก้าวพ้นจากคำว่า “ภาระ” ต่อผู้อื่นได้ เส้นทางที่เขาอยากจะก้าวข้ามไปมากกว่านั้น ความฝันของเขา “จุดประกาย” ให้พวกเราร่วมกันก้าวเดินตามภาพฝันของโรงพยาบาล โดยความร่วมมือของเพื่อนๆ จากวิทยาลัยการอาชีพด่านซ้าย ในการพัฒนานวัตกรรมรถสามล้อเครื่องต้นแบบที่ใช้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยให้ความฝันของไผ่เป็นจริงขึ้นมา กับการเดินทางมาทำงานด้วยตัวเองโดยไม่ต้องร้องขอให้ใครช่วยเหลือ และการที่เดินทางไปในที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ

การพัฒนาสมุนไพรและแพทย์แผนไทย---ไพโรจน์ ทองคำ จากกระเป๋ารถเมล์ สู่อาจารย์อายุรเวท

แหลม--ไพโรจน์ ทองคำ ไต่เต้าสู้ชีวิตจากการศึกษาแค่ระดับประถม ผ่านชีวิตกระเป๋ารถเมล์ จนได้มาทำงานเป็นพนักงานขับรถของโรงพยาบาล เมื่อโรงพยาบาลมีนโยบายส่งเสริมการแพทย์แผนไทยให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพคนในชุมชนด่านซ้าย ไพโรจน์ได้รับการคัดเลือกให้ไปเรียนหลักสูตรการแพทย์แผนไทย (อายุรเวท) เมื่อปี 2543 ไพโรจน์กลับมาพัฒนางานแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายให้เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวาง นอกจากกิจกรรมให้บริการนวดเพื่อการรักษาและผลิตยาสมุนไพร ไพโรจน์ยังสร้างนวัตกรรมด้วยการเปิดศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทยส่งเสริมการดูแลหลังคลอดด้วยภูมิปัญญาไทย แนะนำการใช้สมุนไพรในท้องถิ่นต้มกินหลังคลอดเพื่อส่งเสริมสุขภาพแม่และกระตุ้นน้ำนม สมุนไพรชุดนี้โด่งดังจนมีออร์เดอร์สั่งซื้อจากทั่วประเทศ มีการเพิ่มทางเลือกในการรักษาคนไข้โรคเบาหวานโดยการใช้สมุนไพรร่วมด้วย มากกว่านั้นไพโรจน์ยังมุ่งมั่นในการเผยแพร่ความรู้ โดยจัดอบรมหลักสูตรนวดเพื่อสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย อสม.กลุ่มแม่บ้านฯ จัดทำโครงการเพาะต้นกล้าภูมิปัญญาไทย สอนให้เด็กนักเรียนรู้จักวิธีการนวดผ่อนคลายให้ พ่อแม่ เมื่อยามปวดเมื่อยจากการทำงานเพื่อลดการใช้ยาแก้ปวดและสร้างความสัมพันธ์ความอบอุ่นในครอบครัว จัดโครงการอบรมเด็กนักเรียนและชาวบ้านให้รู้จักการกินอาหารให้เป็นยาและการใช้สมุนไพรให้ถูกวิธี มีการเชื่อมโยงประสานกับหมอยาสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อสร้างเครือข่ายอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร

ปัจจุบัน ไพโรจน์ได้รับการยอมรับให้เป็นวิทยากรครู ก.ในการอบรมต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุขระดับเขต

นี่เป็นอีกหนึ่งของความภาคภูมิใจในการพัฒนาตัวตนของคนด่านซ้ายคนหนึ่ง ที่จะทำประโยชน์แก่ญาติมิตรและคนในชุมชนที่เขาเกิดและเติบโต

สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา สู่สายธารแห่งการเรียนรู้

เชื่อกันว่าหากป่วยแล้วต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลอันน่าหดหู่ จะเพิ่มความป่วยไข้ให้มากยิ่งขึ้น การได้อยู่ในโรงพยาบาลอันร่มรื่นล้วนส่งผลดีต่อทั้งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายได้แยกอาคาร แบ่งเป็นโซนตามลักษณะการใช้งานที่ชัดเจน คือ โซนอาคารสำนักงานและอาคารผู้ป่วย โซนอาคารสนับสนุน (ซักฟอก จ่ายกลาง โรงครัว) และโซนอาคารบ้านพักเจ้าหน้าที่ เน้นการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วยธรรมชาติ บริเวณที่ตั้งของอาคารโรงพยาบาลตั้งตามแนวการพัดของลม ทำให้การระบายอากาศภายในอาคารถ่ายเทดี ไม่ร้อน อากาศโปร่งโล่ง เย็นสบาย ร่มรื่น ดูสวยงาม สดชื่น ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ระหว่างอาคารมีการเว้นพื้นที่ เป็นสนามหญ้า สวนหย่อมหรือต้นไม้ โดยเน้นให้มีพื้นที่สีเขียวกว่าร้อยละ 65 สถานที่ มีบรรยากาศน่าอยู่ น่าทำงาน น่าใช้บริการ ด้วยความใส่ใจของผู้อำนวยการ และทีมเจ้าหน้าที่ภูมิทัศน์ ทำให้โรงพยาบาลได้รับรางวัลจากการประกวดภูมิทัศน์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชซึ่งจัดเป็นครั้งแรก (และจนบัดนี้ ก็เพิ่งครั้งเดียว) ในปี 2549 เคยมีบางคนเอ่ยให้ได้ยินว่า นี่คือโรงพยาบาลชุมชนที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อชุมชนที่สำคัญคือน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งที่นี่ประยุกต์แบบธรรมชาติตามแนวพระราชดำริ โดยความร่วมมือจากคณาจารย์จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถือว่าประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียผ่านทุกตัวชี้วัด ทั้งระบบไม่ได้ใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงานเลย ผลพลอยได้จากการใช้พืชในระบบบำบัดนำมาเป็นปุ๋ยหมักบำรุงสนามหญ้า ดอกไม้ และต้นไม้ มากไปกว่านั้น ด้วยแรงบันดาลใจจากการมาดูงานของเด็กๆ ที่นี่เลยจัดทำอุทยานการเรียนรู้ด้านระบบการจัดการน้ำเสีย เป็นสถานี 13 จุดการเรียนรู้แบบธรรมชาติ เช่น การรวบรวมน้ำเสีย บ่อดักไขมัน ระบบบำบัด การทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ และการทำก๊าซชีวภาพฯ โดยทั้งหมดหวังสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเรียนรู้ในวงกว้างทั้งนักเรียน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาล และหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้อง

เพื่อเชื่อมโยงสู่ชุมชน และสร้างความเข้าใจและตระหนักในการดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน ทีมสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลยังจัดกิจกรรมชวนเยาวชนด่านซ้ายมาเรียนรู้ เส้นทางของสายน้ำจากระบบบำบัดโรงพยาบาลสู่สายน้ำหมัน ผ่านการศึกษาระบบนิเวศน์ของแม่น้ำภายใต้โครงการนักสืบสายน้ำอีกด้วย

HOSxP ความมหัศจรรย์ของ free ware ที่ด่านซ้าย

โด้---เดชา สายบุญตั้ง นักวิชาการหนุ่มที่ตัดสินใจเดินออกจากสาธารณสุขอำเภอมารับงานท้าทาย เป็นผู้จัดการระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลเมื่อหลายปีก่อน

โด้เล่าว่าจากการประเมินเมื่อสักปี 48 เขาพบความล้มเหลวของระบบที่เขาดูแลมากว่า 3 ปี กับงบประมาณที่ลงทุนไปกว่าล้านบาท สิ่งที่เห็นตรงหน้ามีเพียงแค่เครื่องคอมพิวเตอร์ตามหน่วยงานต่างๆ ที่เอามาใช้จิ้มเพื่อพิมพ์เอกสารแทนเครื่องพิมพ์ดีด พร้อมระบบเครือข่ายขนาดเล็ก และซอฟท์แวร์สำหรับใช้ให้บริการผู้ป่วยที่สามวันดี สี่วันไข้

“ในช่วงที่ผมรู้สึกแย่กับความล้มเหลว คณะกรรมการบริหารของโรงพยาบาลทุกคนยังอยู่เคียงข้าง เข้าใจและสนับสนุน กับข้อเสนอให้ลองหา Software ตัวใหม่ แม้จะต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมาก แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจและบริหารจัดการได้ง่ายในสิ่งที่เรามีองค์ความรู้ไม่มากนัก ไม่ต้องทำให้พวกเราต้องเหนื่อยกันจนเกินไป ทางเลือกจึงน่าจะเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีบริการหลังขายดี ด้วยคิดโดยตรรกะง่ายๆ ว่าราคาที่สูงขึ้นน่าจะหมายถึงคุณภาพและบริการที่ดีกว่าตามไปด้วย

แต่ทางเลือกมีมากกว่านั้น จากหนังสือราชการส่งหว่านไปทั่วประเทศ เชิญชวนให้ทดลองใช้ HOSxP ซึ่งเป็นฟรีซอฟท์แวร์ และผมก็ได้ลองเรียนรู้จากโรงพยาบาลที่ใช้มาก่อน

วันประชุมที่ตัดสินใจว่าจะเลือกใช้โปรแกรม HOSxP หรือจะซื้อโปรแกรมจากบริษัทจากจังหวัดเชียงใหม่ในราคาห้าแสนกว่าบาท ซึ่งตอนนั้นมีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทยสนับสนุนโดยให้หยิบยืมงบประมาณก่อนเพื่อที่จะได้ซื้อมาใช้พร้อมๆ กัน

เงินห้าแสนบาท สำหรับโรงพยาบาลที่เป็นหนี้เกว่าสิบล้านในขณะนั้น แม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับอุปกรณ์การแพทย์บางอย่าง แต่ทำให้คณะกรรมการคงคิดหนักที่สำคัญคือซื้อมาใช้แล้วยังไม่รู้ว่ามันจะดีอย่างที่หวัง หรือจะลงเหวไปเหมือนอย่างโปรแกรมตัวเดิม

ต้องขอบคุณความจนของโรงพยาบาล ทำให้พวกเราคิดและมองอะไรได้หลาย

โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย หัวใจอยู่ที่งานสร้างสุขในชุมชน

โดย Admin on January,11 2011 22.30

โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

หัวใจอยู่ที่งานสร้างสุขในชุมชน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกันยายน-ตุลาคม 2552

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

อำเภอแม่สรวย อำเภอที่มักมีคนอ่านหรือเรียกผิดอยู่บ่อยๆ ว่าแม่สะ-หรวยหรือแม่สะ-รวย ทั้งที่จริงแล้วคำนี้อ่านว่า แม่ - สวย เป็นการอ่านแบบอักษรควบไม่แท้เหมือนคำว่าสร้างและเสริม

โรงพยาบาลแม่สรวยเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ตั้งตระหง่านเป็นที่พึ่งของคนอำเภอแม่สรวย กว่า 80,000 คน สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ .2525 คือเมื่อ 27 ปีที่แล้ว และมี มีพื้นที่ทั้งหมด 35 ไร่ เปิดให้บริการเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10 เตียงในปี พ.ศ.2526 และขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน มีนายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวียงป่าเป้า ซึ่งอยู่โรงพยาบาลข้างเคียงมาทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สรวย เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาโรงพยาบาลแม่สรวยให้บรรลุวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลที่ว่า “มุ่งสู่การเป็นผู้นำเครือข่ายสร้างสุขภาพชุมชนชั้นนำในจังหวัดเชียงราย ภายในปี 2555 ”

ปัจจุบันมีผู้ป่วยนอกเฉลี่ยมากกว่าวันละ 300 ราย มีผู้รับบริการทั้งพื้นราบและชนเผ่า และต้องใช้หลายภาษาในการสื่อสารกัน มีแพทย์ประจำเพียง 2 คน แต่ด้วยความพร้อมและความตั้งใจของทีมงานที่มีความสามัคคีเป็นทีมสหวิชาชีพ และล้วนมีจิตสำนึกในการสร้างโรงพยาบาลชุมชนให้เป็นโรงพยาบาลที่เน้นงานเชิงรุก การเข้าไปสร้างสุขในชุมชนควบคู่กับการตั้งรับในโรงพยาบาล จึงสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับคนแม่สรวยได้อย่างน่าชื่นชมในท่ามกลางข้อจำกัดของบุคลากร

รู้จักอำเภอแม่สรวย

อำเภอแม่สรวยอยู่ห่างจากอำเภอเมืองเชียงรายประมาณ 50 กิโลเมตรมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ การเดินทางมาที่นี่ หากเดินทางด้วยรถยนต์โดยใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-เชียงรายหรือทางหลวงหมายเลข118 จะผ่านไหล่เขาอันคดเคี้ยวของเทือกเขาผีปันน้ำ สู่พื้นราบที่โอบกอดด้วยภูเขาและป่าไม้ เพราะทางทิศเหนือมีอาณาเขตติดกับภูเขาที่มีชื่อเรียกว่าดอยช้าง ซึ่งเป็นสถานที่ปลูกกาแฟสดรสดี แถมมีซากุระเมืองไทยที่มีสีแสนหวานปลูกอยู่เป็นจำนวนมาก ทิศตะวันออกและใต้มีอาณาเขตติดกับเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ส่วนทางทิศตะวันตกนั้นมีอาณาเขตติดกับเขตอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา จากที่ได้รับการโอบกอดด้วยภูเขานี้ทำให้ฤดูกาลที่นี่ มีอากาศหนาวเย็นจัดในฤดูหนาว เย็นสบายๆในฤดูฝน และค่อนข้างร้อนในฤดูร้อน

อำเภอแม่สรวยประกอบด้วย 7 ตำบล 128 หมู่บ้าน มีพื้นที่ทั้งหมด 892,882 ไร่ ร้อยละ 90 เป็นภูเขา ที่เหลือร้อยละ 9.5 เป็นพื้นราบและร้อยละ 0.5 เป็นพื้นน้ำ มีประชากร 83,054 คน ครึ่งหนึ่งเป็นคนพื้นเมือง อีกครึ่งหนึ่งเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆที่หลากหลาย ได้แก่อาข่า (อีก้อ) ลาหู่ (มูเซอ) ลีซอ (ลีซู) เมี่ยน (เย้า) กระเหรี่ยง ไทยใหญ่ ไทยลื้อ จีนฮ่อ และม้ง คนแม่สรวยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายหินยาน ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม การประกอบอาชีพส่วนมากทำการเกษตร ทำนา ทำไร่ทำสวนไม่ว่าจะปลูกพืชอาหารคน หรืออาหารสัตว์เช่น ขิง ข้าวโพด มะเขือเทศ และกะหล่ำปลี เป็นต้น ผลไม้ก็เช่น ลำไย ส้ม องุ่นไร้เมล็ดและพุทรานมสด เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งปลูกพืชและไม้ผลเมืองหนาวพันธ์ดีไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ และพลับ

อำเภอนี้มีแม่น้ำที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยง 2 สายไหลผ่านคือแม่น้ำลาว ( หรือแม่ลาวเลือด แม่น้ำในนวนิยายขึ้นชื่อของพล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร) และ น้ำแม่สรวย ซึ่งที่มาของชื่อนี้เกิดจากแม่น้ำที่ไหลผ่านพื้นที่นี้ เดิมผู้คนที่ผ่านไปมาแวะพักแล้วใช้แม่น้ำสายนี้ในการชำระล้าง จึงชื่อว่า “แม่ซ่วย” ซึ่งคำว่าซ่วย ภาษาเหนือแปลว่าชำระล้าง เช่น ซ่วยหน้า=ล้างหน้าซ่วยมือ=ล้างมือ)

เมื่อมาเที่ยวที่อำเภอแม่สรวย ท่านจะได้รับอรรถรสในการชมทะเลหมอก ดอกซากุระบาน ควบคู่ไปกับการชิมชาอู่หลงและกาแฟอาราบิกาที่เลื่องชื่อของดอยช้าง ดอยวาวี หรือแม้กระทั่งดอยแม่น้ำขุ่น อุทยานแห่งชาติดอยหลวง หรือไม่ก็แวะชมความสวยงามของเขื่อนแม่สรวยพร้อมชิมปลาเขื่อนที่สดใหม่ เป็นการตบรางวัลแก่ชีวิตได้เป็นอย่างดีสำหรับอำเภอแม่สรวย อำเภอเล็กๆ ....ทางผ่านที่ท่านพึงแวะทักทาย

สร้างสุขผู้สูงอายุ จุดเปลี่ยนโรงพยาบาลแม่สรวย

ย้อนอดีตเมื่อ 9 ปีก่อน ปีพ.ศ.2543 งานสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในเขตตำบลแม่พริกได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้ากลุ่มการพยาบาล..คุณศุภลักษณ์ อิ่นแก้ว ให้พยาบาลในฝ่ายได้แก่ คุณจิตรลดา สมรัตน์ และคุณวันเพ็ญ บุญล้วนได้มีโอกาสลงไปทำงานนี้ เพราะทุกคนเล็งเห็นปัญหาจากการทำงาน ที่พบว่ามีผู้ป่วยสูงอายุเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ การเจ็บป่วยมักมารับบริการด้วยโรคที่ป้องกันได้ เมื่อท่านเจ็บป่วยการมาโรงพยาบาลก็ลำบากเพราะบางคนมาเองไม่ได้แถมยังไม่มีคนพามาอีก การที่เราออกไปส่งเสริมสุขภาพให้พ่ออุ้ย - แม่อุ้ยให้มีสุขภาพแข็งแรง ก็น่าจะช่วยลดการมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็นของพ่ออุ้ย – แม่อุ้ยลงได้ เพราะตระหนักดีว่าการสร้างเสริมสุขภาพนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ช่วงแรกที่ทีมงานได้ลงชุมชน เราได้ใช้กระบวนการ การค้นหาและแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนโดยชุมชนเอง ทีมงานได้จัดกระบวนการนี้ใน 3 หมู่บ้านนำร่อง พบว่าปัญหาด้านสุขภาพเป็นปัญหารองจากปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นปัญหาลำดับแรกอย่างที่พวกเราคิด แต่ชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุก็สนใจและต้องการให้ทีมงานได้เข้ามาดูแลส่งเสริมสุขภาพ โดยกลุ่มผู้สูงอายุได้นัดหมายสถานที่ในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นศาลาวัด ใต้ถุนกุฏิในวัด จากการเข้าร่วมกิจกรรม เจ้าหน้าที่เกิดการเรียนรู้มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริบทชุมชน ปฏิทินชุมชน วิถีชีวิตของผู้สูงอายุ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ตำนานต่างๆที่เชื่อมร้อยเกิดเป็นชุมชนตำบลแม่พริก ที่หาอ่านได้ยากจากตำราเล่มใดเล่มหนึ่ง และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับพ่ออุ้ย-แม่อุ้ยที่รักเราเหมือนลูกหลาน หลังจากที่เราร่วมกิจกรรมไม่นาน ผู้สูงอายุก็เริ่มเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหมู่ 1 บ้านแม่พริก ที่ร่วมกันหางบประมาณมาสร้างศูนย์ในการจัดกิจกรรมกลุ่มผู้สูงอายุ ตามด้วยหมู่ 2 บ้านหัวทุ่งสามารถสร้างสถานที่จนกลายมาเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของกลุ่มผู้พิการและกลุ่มผู้ติดเชื้อของตำบล และทางหมู่บ้านยังใช้จัดประชุมต่างๆภายในหมู่บ้านร่วมด้วย

ในการออกไปทำกิจกรรมแต่ละครั้ง ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ว่า เราไม่ได้เป็นผู้ให้แก่ผู้สูงอายุ แต่เราไปเรียนรู้ร่วมกับท่าน ไปอย่างลูกอย่างหลาน ไปแบ่งปันความสุข ไม่มีใครเป็นเพียงแต่ผู้ให้ และก็เช่นเดียวกันก็ไม่มีใครเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว แรกๆ เราลงไปจัดกิจกรรมใน 3 หมู่บ้านที่สนใจก่อน สนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจใน การดูแลตนเอง การกิน การอยู่ และป้องกันโรค หลังจากนั้นกระแสชุมชนทำให้เรามีกิจกรรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในทุกหมู่บ้าน โดยทีมงานได้เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มเดือนละ 1 ครั้ง ปัจจุบันมีกลุ่มผู้สูงอายุครอบคลุมทุกหมู่บ้าน โดยทีมงานก็จะแบ่งกันเป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม

จากการทำกิจกรรมเราพบว่าการทำงานนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากทุกภาคส่วน เพราะเรารู้ว่า “ต้นไม้เพียงต้นเดียว ไม่สามารถสร้างป่าฝนได้” ดังนั้นจึงเกิดการชักชวนทีมสหสาขาวิชาชีพที่สนใจและเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันทำกิจกรรมเช่น กิจกรรมในส่วนกายภาพบำบัด การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก เราก็มีทีมที่เข้ามาช่วยนำโดยพี่ชื่นกมล นาคประเสริฐ เรื่องเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรพื้นบ้านทดแทนยาก็ได้ โดยเภสัชกรอิ่นแก้ว สิงห์แก้ว เข้ามามีส่วนร่วม ส่วนเรื่องสุขภาพในช่องปาก ทันตแพทย์หญิงปัทมา กิตติกุศล ก็เข้ามาร่วมดูแล และหากพบผู้สูงอายุมีปัญหาด้านสุขภาพจิต เราจะประสานให้เข้าพบคุณสุพรรณ ไชยวรรณะ พยาบาลจิตเวชประจำงานสุขภาพจิต ส่วนพยาบาลทีมดูแลผู้สูงอายุที่มาจากกลุ่มการพยาบาลอีก 4 คน คุณเพ็ญจันทร์ พานแก้ว พยาบาลจากหน่วยสุขภาพปฐมภูมิ และคุณกัลยา สังวาลทอง ับยา งานเภสัชกรชุมชนโดยเภสัชกร.นจากกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน จะรับผิดชอบงานสร้างเสริมสุขภาพทั้งหมด โดยมีกลุ่มการพยาบาลเป็นผู้ประสานงานของทีม ซึ่งกิจกรรมจะเป็นการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุเพื่อคัดกรองความเสี่ยงต่อโรคทางกายและทางจิต โดยโรคทางกายจะคัดกรองโรคเรื้อรังและภาวะโรคชรา ( geriatric syndrome ) ของผู้สูงอายุ กายภาพบำบัดคัดกรองความเสี่ยงต่อการหกล้มโดยประเมินความยืดหยุ่น การทรงท่า สมรรถภาพของปอด นอกจากนี้มีการประเมินภาวะสุขภาพฟัน ประเมินการใช้ยา ส่วนโรคทางจิตเวชเน้นการคัดกรองภาวะซึมเศร้า ภาวะฆ่าตัวตาย กิจกรรมที่ให้จะเป็นการดูแลส่งเสริม 3 ระดับ ทั้งการป้องกันในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ ในส่วนของแพทย์ นอกจากเป็นที่ปรึกษาหลักแล้ว ยังได้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพพ่ออุ้ย-แม่อุ้ยในยามที่เราตรวจสุขภาพประจำปีแล้ว พบปัญหาสุขภาพก็จะส่งปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาล

บรรยากาศสบายๆ...ในวันพบปะวางแผนของ น้องจิตรลดา ,วันเพ็ญ ,ประเสริฐ เลิศย่างขจร

ทีมสหสาขาวิชาชีพ..มีเภสัชกรอิ่นแก้วและหมอฟัน ...แพทย์แผนไทยและทีมงาน เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน ปัทมารวมอยู่ด้วย (แถวนั่งลำดับที่2 ,3 จากซ้ายมือ) จากผู้สูงอายุหมู่ 9 ...ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ชุมชน

สร้างเครือข่ายผู้สูงอายุระดับตำบล

ปลายปีพ.ศ. 2546-2548 กลุ่มผู้สูงอายุเริ่มมีการไปเยี่ยมเยือนกันและกันเรียกว่า ภาคีสัญจรผู้สูงอายุตำบลแม่พริก ต่อมามีผู้พิการร่วมด้วยและหมุนเวียนไปทุกหมู่บ้าน เพื่อรณรงค์ให้ชุมชนรับรู้รับทราบในกิจกรรมของกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ รับรู้ถึงภูมิปัญญา บทบาทในการถ่ายทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรมประเพณีตลอดจนการละเล่นพื้นบ้าน จุดประกายการเกิดความรู้สึกยอมรับ ให้คุณค่าตระหนักในบทบาทการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการแก่ครอบครัวและชุมชน

ในปีพ.ศ.2549 ชุมชนเริ่มมีการขับเคลื่อนในรูปของเครือข่ายสร้างสุขภาพตำบลแม่พริก เกิดการรณรงค์เพื่อสร้างสุขภาวะของผู้สูงอายุควบคู่ไปกับสุขภาวะของชุมชน ผ่านงานภาคีชุมชนตำบลแม่พริก โดยแกนนำชุมชนมีบทบาทหลักในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จนสามารถของบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลแม่พริกด้วยตนเอง เจ้าภาพที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันจัดงานต่างกระตือรือร้นที่จะจัดงานให้เป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้าน โดยความร่วมมือจากทุกกลุ่มภายในหมู่บ้าน ช่วยกันสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆภายในงาน ตั้งแต่ตกแต่งสถานที่ กิจกรรมการแสดงบนเวทีที่มาจากทุกกลุ่มในตำบล เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บ้าน พ่อบ้าน กลุ่มแกนนำ และกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องรวมกันซ้อมการแสดงก่อนออกงาน ในงานก็มีการนำผลิตภัณฑ์ในหมู่บ้านมาจำหน่าย และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พ่ออุ้ยแม่อุ้ยหลายคนที่ได้ไปเรียนรู้ผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้านอื่น กลับไปก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้ดียิ่งขึ้น “ ครั้งหน้าจะได้มาโชว์ใหม่ ” พ่ออุ้ยบอกกับเราอย่างนั้น ตอนนี้มีการจัดกิจกรรมที่เป็นการรื้อฟื้นวิถีชีวิต การละเล่นโบราณ มาประยุกต์เป็นเกมส์ เล่นภายในงานวันนั้นด้วย เช่น เกมส์แข่งกันทำข้าวต้มหัวหงอก ของคนสามวัย เกมส์สาวไหม เพื่อเชื่อมความสามัคคีลดช่องว่างระหว่างวัย เป็นต้น สร้างรอยยิ้มปนหัวเราะเป็นที่ประทับใจของผู้ที่มาร่วมงานทุกครั้งไป จากภาคีชุมชนดังกล่าว เป็นที่มาของการขยายไปสู่การศึกษาวิถีชุมชนของทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งเริ่มต้นที่หมู่ 9 บ้านปางอ้อย เพื่อทำความเข้าใจชุมชนอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การกำหนดบทบาทของทีมให้เป็นเพียงวิทยากรกระบวนการและคอยกระตุ้นให้ชุมชนจัดการกับปัญหาด้วยตนเอง เนื่องเพราะทีมเล็งเห็นว่าปัญหาผู้สูงอายุ...ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการจำกัดวงแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น

อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ....กลไกสำคัญเชื่อมร้อยสุขภาพ

อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ หรือที่ผู้สูงอายุตำบลแม่พริกเรียกง่ายๆติดปากว่า “อาสา” หรือ อผส. เกิดจากแนวคิดที่ว่าทีมงานของโรงพยาบาลมาทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มผู้สูงอายุได้เพียงเดือนละ 1 วัน แล้วใครจะช่วยเฝ้าระวังดูแลผู้สูงอายุในวันที่เหลือ และยังพบว่ามีผู้สูงอายุส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้หรือช่วยเหลือตนเองได้น้อย ใครจะช่วยดูแลร่วมกับครอบครัว ดังนั้นกลุ่มผู้สูงอายุจึงได้เสาะหาผู้ที่มีจิตอาสามาช่วยดูแล ซึ่งหาได้ง่ายๆ จากตัวผู้สูงอายุเองที่สนใจลูกหลานของผู้สูงอายุ ครอบครัวผู้สูงอายุหรือแม้กระทั่งอสม.หรือคนทั่วไปที่มีจิตอาสาเข้ามาร่วมเป็นอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ อาสาเข้าไปดูแลผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสเช่น ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสุขภาพเจ็บป่วยเรื้อรัง มีปัญหาด้านความเป็นอยู่ ช่วยเหลือตนเองได้น้อยหรือไม่ได้เลย รวมทั้งผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปที่บ้าน โดยทางกลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุได้มีข้อตกลงกันว่า จะเข้าเยี่ยมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือแล้วแต่ลักษณะปัญหาของผู้สูงอายุที่เข้าเยี่ยม

ในช่วงแรกการรวมกลุ่มของอาสาสมัครฯ ยังลุ่มๆดอนๆ แต่เราได้ อบต.แม่พริกที่ช่วยสนับสนุนงบประมาณ ในการดำเนินงานของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ และทางกลุ่มได้มีโอกาสไปเยี่ยมดูงานโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลอยู่ที่อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ทำให้ทางกลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุได้เห็นรูปแบบการทำงานที่มีความชัดเจนมากขึ้น และได้นำมาปรึกษาหารือร่วมกับแกนนำชุมชนเพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุในตำบลแม่พริก จะได้มีเครือข่ายนอกพื้นที่ด้วย และแสดงความจำนงขอเข้าร่วมโครงการ กับคุณรัตนา จิตวงพงษ์ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2551 ทางกลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุจึงได้รับการประสานงานจากคุณรัตนาให้เข้าร่วมเป็นพื้นที่โครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านเพิ่มเติมจากพื้นที่เดิม

รายการตามไปวัด..แม้ผู้สูงอายุจะถูกปิดล็อกประตู ทีม อผส.นำโดยแม่เรือนแก้ว สารมิตรลุยเยี่ยมบ้าน

ออกมาไม่ได้..อผส.ก็จะตามไปวัดจนถึงที่ ยังความ ผู้สูงอายุที่ซับซ้อน..ช่วยเหลือตนเองได้น้อย และมี

ปลาบปลื้มใจแก่ผู้สูงอายุ..จนอดที่จะยิ้มไม่ได้... น้องแจ่มจันทร์ แก้วข้าว นักกายภาพบำบัด ภาพเป็นข่าวจากทีม อผส.ใจเพชรของหมู่ 1 ร่วมเยี่ยมด้วย

ปัจจุบันตำบลแม่พริกมีอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ 37 คน ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ทางกลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุทั้งตำบลจะพบเจอกันเดือนละ 1 ครั้ง เป็นการประชุมที่สัญจรไปทุกหมู่บ้าน ร่วมกับทีมงานโรงพยาบาลและคุณรัตนา โดยช่วงเช้าเป็นการแจ้งข่าวสารต่างๆ เล่าประสบการณ์ พูดคุยถึงปัญหา ภาคบ่ายจะเป็นการร่วมเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุที่มีปัญหาซับซ้อน ช่วยกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของผู้สูงอายุที่เข้าเยี่ยม หรือประสานงานกับส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมดูแล ดังนั้น นอกเหนือจากกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุทุกหมู่บ้าน ทีมงานยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกิจกรรมของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ และช่วยเติมเต็มในเรื่องความรู้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้แก่กลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุอีกด้วย

น้องอ้อ..พัชรี ถายะ, น้องเก๋ ..เครือวัลย์ กาวิลและ น้องน้อย..สุพรรณ ไชยวรรณะ..พยาบาลจิตเวช

น้องรัตติกาล พิยศ ขณะขะมักเขม้นสอนวิธีการ กำลังให้ความรู้แก่ อผส.เกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิต

ทำแผลแก่ อผส.ในการอบรมฟื้นฟูที่จัดขึ้นทุกปี และการคัดกรองผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยง

อผส.รุมล้อมน้องนิต..พัฒน์นรี ดวงขาว รำเข้าไปเถิดหนา....ปรีดา ต๋าคำ และนิภา ปานะ

ที่กำลังสอนวัดความดันโลหิต นำผู้สูงอายุร้องรำทำเพลงแนะนำการดูแลสุขภาพ

ในการอบรมฟื้นฟูที่มีขึ้นทุกปี เบื้องต้น..อีกบทบาทหนึ่งของอผส.ในกิจกรรม

ประจำเดือนของหมู่ 1 บ้านแม่พริก

ประธานอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ....แม่สมจิตร สิงห์คำ เล่าให้ฟังถึงความรู้สึกในการทำงานว่า “ดีใจที่ได้เข้ามาทำงานดูแลผู้สูงอายุ การไปเยี่ยมผู้สูงอายุเสมือนกับการไปทำบุญ เมื่อได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆ อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุให้เป็นประธานอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุเมื่อปี 2550 ถึงแม้การทำงานในช่วงแรกอาจจะยังไม่เข้าร่องเข้ารอยอุปสรรคก็มีบ้าง บางอย่างต้องใช้ความอดทน แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีเพราะมีเพื่อนๆทีมงานที่เข้มแข็ง มีที่ปรึกษาจากหมอๆและหน่วยงานภาครัฐ มีผู้สูงอายุที่ไปเยี่ยมบ้านเป็นกำลังใจที่จะทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนชีวิตจะหาไม่ รู้ว่าตัวเองยังมีคุณค่าต่อสังคม”

ส่วนพ่อใย สุภาวะ ประธานกองทุนสวัสดิการวันละบาท เล่าให้ฟังถึงความรู้สึกในการทำงานว่า “เมื่อได้เข้ามาทำงานเป็นอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ นอกจากการทำหน้าที่ของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ ยังได้รับหน้าที่เป็นประธานกองทุนสวัสดิการวันละบาท ทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าได้ช่วยเหลือสังคมผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มผู้สูงอายุ มีโอกาสพัฒนาตนเองจากการไปดูงานและจากการเข้ารับการอบรม จะได้นำความรู้มาสร้างประโยชน์ ให้คนในชุมชนรู้จักการออมเงิน สร้างสวัสดิการต่างๆ จากการออมเงินวันละบาท เพื่อให้ชุมชนตำบลแม่พริกเข้มแข็งขึ้น”

คุณรัตนา จิตวงพงษ์.(เสื้อชมพูติดโต๊ะ)จากพมจ.เชียงราย แกนนำ อผส. (ซ้ายไปขวา เมฆ ปิงใจ แม่สมจิตร ขณะร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของอผส.ที่มีทุกเดือน พ่อใย) และธนชัย ฟูเฟื่อง..จากสภาองค์กรชุมชน..

ขณะหารือกันเรื่องกองทุนวันละบาทของอผส.

งานสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเป็นงานที่ทำร่วมกับชุมชน มีความต่อเนื่องไปเรื่อยๆตามวิถีของชุมชน ทีมงานมีความภาคภูมิใจในงานที่ทำอยู่ ทำแล้วมีความสุข เห็นพลังชุมชนที่ขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กับเราที่จะต้องเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

กิจกรรมประจำใจของชาวแม่สรวย

ถ้ามีใครถามว่า แต่ละครั้งของการปฏิบัติงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่ออกไปทำงานเขาทำอะไรบ้าง ก็คงพอจะเล่าให้ฟังได้ว่า พยาบาลที่ออกปฏิบัติงานจะนัดกลุ่มผู้สูงอายุเดือนละ 1 ครั้ง แต่ละเดือนมีผู้สูงอายุมาเข้าร่วมกิจกรรม เฉลี่ยเดือนละ 30-40 คน โดยจะมีอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุมาร่วมกิจกรรมด้วย แต่จำนวนอาสาสมัครที่มาขึ้นอยู่กับเวลาว่างของแต่ละคน เพื่อให้ท่านนึกภาพการทำงานออก จะเล่าถึงการไปปฏิบัติงาน ที่หมู่ 1 บ้านแม่พริก ตำบลแม่พริกในเดือนที่ผ่านมาให้ฟัง

ก่อนจะเข้าไปชุมชนด้วยกัน อยากขอทุกท่านลองนึกภาพถึงการทำงานแบบตั้งรับในตึกผู้ป่วยในหรือแม้แต่จุดอื่นในโรงพยาบาล ถ้าท่านขึ้นไปทำงาน ส่วนมากจะเห็นสภาพที่เหมือนๆกัน คือพบเจอแต่ใบหน้าของผู้ป่วยและญาติที่ไม่สดชื่น ท่าทางอ่อนเพลีย ในผู้ป่วยเด็กๆ พอเราเข้าใกล้ก็จะร้องให้จ้า จะมีผู้รับบริการสักกี่คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสให้เรา หน้าตาสดชื่นกับการมาโรงพยาบาล ซึ่งแตกต่างจากกับการออกไปส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ทุกครั้งที่ออกไปทำงานกับผู้สูงอายุเมื่อไปถึงตอนเช้า ก็จะมีการยกมือไหว้ทักทายกับผู้สูงอายุทุกคนด้วยความเป็นกันเอง ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส และยินดีที่ได้พบกัน

กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพวันนี้ของเรา มีทั้งคัดกรองและเฝ้าระวังภาวะทางสุขภาพ ส่งเสริมสุขภาพกายและจิต โดยช่วงเช้า อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุมาปัดกวาดจัดสถานที่เหมือนทุกครั้ง วัดความดันโลหิต ชีพจร และชั่งน้ำหนักให้กับผู้สูงอายุ และนำผลการประเมินที่ได้ไปบันทึกลงในสมุดบันทึกของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ

ทุกคน สมุดของประธานผู้สูงอายุ และสมุดของทีมเอง นอกจากนี้ได้บันทึกลงในแฟ้มน่ารู้ของผู้สูงอายุทุกคนด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถนำไปเปิดดูระดับความดันโลหิต ชีพจร และน้ำหนักของตนเองได้ หรือให้ลูกหลานช่วยดูให้ได้ สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงรายใหม่ จะแจกใบนัดให้ไปวัดความดันโลหิตที่อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 อาทิตย์ เพื่อคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ถ้าผิดปกติจะดำเนินการส่งต่อเพื่อพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และถ้ายังพบว่ามีความดันโลหิตสูง ก็จะได้รับการส่งเข้าคลินิกความดันโลหิตสูง หากเป็นผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว พยาบาลที่ออกปฏิบัติงานจะติดตามประเมินถึงการดูแลตนเองของผู้สูงอายุคนนั้นเป็นรายบุคคลอีกชั้นหนึ่ง (อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุหมู่บ้านนี้เข้มแข็งมาร่วมกิจกรรมทุกเดือน แต่ละเดือนอาจจะมาไม่ครบ 5 คน เนื่องจากติดภารกิจของแต่ละคนหรือต้องทำงาน แต่จะเปลี่ยนกันมาเดือนละ 2-3 คน)

สำหรับกิจกรรมทางศาสนาเป็นสิ่งที่คู่กับผู้สูงอายุเสมอ ก่อนเริ่มกิจกรรมอื่นๆ ประธาน (บางครั้งก็เป็นผู้ใหญ่บ้าน บางครั้งก็เป็นประธานกลุ่มผู้สูงอายุ) จะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและสวดมนต์ไหว้พระพร้อมกันทุกคน (ในห้องประชุมของหมู่ 1 จะมีพระพุทธรูปอยู่ 1 องค์) หลังไหว้พระสวดมนต์ จะต่อด้วยกิจกรรมส่งเสริมความแข็งแรงของร่างกาย อีกกิจกรรมหนึ่งที่ขาดไม่ได้อีกเช่นกันคือออกกำลังแบบแอโรบิกตามตัวแบบในแผ่น VCD ที่งานกายภาพบำบัดได้คัดมาจากอาจารย์กายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าผ่านการศึกษารับรองแล้ว มีความเหมาะสมกับวัย นานประมาณ 30 นาที เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ผู้สูงอายุเองก็มีความสนุกสนานในการออกกำลังกายร่วมกัน (ขณะออกกำลังกาย ทีมเจ้าหน้าที่จะช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะบางท่าผู้สูงอายุยังทำไม่ได้หรือไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดด้านร่างกาย) ทั้งนี้ผู้สูงอายุได้นัดกันออกกำลังกายกันเอง อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

หมอแอ...ของพ่อๆแม่ๆ...หรือน้องถนอม นันทอน เฮ้อ....สุดยอด ....หายใจเข้า...ช้าๆๆ.....

จากการแพทย์แผนไทย กำลังนวดให้พ่อผู้สูงอายุ หายใจออกยาวๆ...แม่ๆจากหมู่ 13 หลับตาพริ้ม

หมู่ 13 บ้านปางซางพัฒนา อยู่ในกระโจมอบสมุนไพรแบบพกพา

ที่นอนแผ่...อย่างสบายอารมณ์ หนึ่งในกิจกรรมประทับใจของผู้สูงอายุ

มักมีคนพูดว่าเป็นผู้สูงอายุต้องเข้าวัดเข้าวา ไม่ต้องมีกิจกรรมนักก็ได้ ไม่ต้องร้องรำทำเพลง อยู่บ้านเฉยๆเท่านั้นเป็นพอ ถ้ายังมีใครคิดอย่างนี้คงต้องให้มาร่วมกิจกรรมกับผู้สูงอายุ จะทำให้คนๆนั้นเข้าใจว่า ผู้สูงอายุนั้นเป็นวัยที่มีความต้องการทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจเหมือนวัยอื่นๆ ยังมีความสนใจคล้ายกับวัยต้นอยู่ แต่สังคมมักตีกรอบและใส่ความคาดหวังให้ผู้สูงอายุไม่ค่อยมีกิจกรรม อีกทั้งยังขาดเวทีที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมตามวัยต่างหาก ดังนั้น กิจกรรมนันทนาการจึงเป็นกิจกรรมที่มีการจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในการออกปฏิบัติงาน กิจกรรมที่ทำเป็นการนำผู้สูงอายุเล่นเกมส์ต่างๆ เป็นการสร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ ทั้งยังส่งเสริม

สัมพันธภาพและความสามัคคีในหมู่ผู้สูงอายุ เกมส์ส่วนใหญ่มักเป็นเกมส์ง่ายๆที่ฝึกสมอง ฝึกความจำ เกมส์ที่สื่อถึงการดูแลสุขภาพ คงไว้ซึ่งความสามารถของแต่ละบุคคล บางครั้งจะมีกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้สูงอายุแสดงความสามารถพิเศษ เช่นออกมาร้องเพลง..จ้อยซอ แล้วให้ผู้สูงอายุที่เหลือฟ้อนรำตามเสียงเพลง ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุชายจะช่วยตีกลอง เป่าขลุ่ย และตีระนาดประกอบเสียงเพลง นอกจากความสนุกสนานที่เกิดขึ้นแล้วยังคงไว้ซึ่งศักยภาพของผู้สูงอายุ และทำให้ผู้สูงอายุที่ได้ทำกิจกรรมมีความภูมิใจในตนเองมากขึ้นอีกด้วย

ดนตรีบำบัดแบบพื้นบ้านของผู้สูงอายุหมู่ 1.... ยืดเข้าไป..ตัวอ่อน..ขนาดเจ้าหน้าที่ยังอาย

จนแม่เคลิบเคลิ้ม..อดที่จะฟ้อนไปด้วยไม่ได้.... กับกิจกรรมออกกำลังกาย..ยืดเส้นยืดสายของผู้สูงอายุหมู่ 2 บ้านหัวทุ่ง

ผู้สูงอายุนั้นมีความจำกัดในด้านความสามารถในการรับรู้ก็จริงอยู่ แต่ยังคงมีความอยากรู้และความจำเป็นที่ต้องรับรู้เรื่องราวข่าวสารต่างๆไม่ได้ลดลงตามการรับรู้ไปด้วย ในการออกปฏิบัติงานจึงจำเป็นต้องมีการให้ความรู้ในเรื่องสุขภาพ โรคที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลหรือตามความต้องการของผู้สูงอายุ โดยจะมีการซักถามผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมว่าแต่ละเดือนอยากรู้เรื่องโรคอะไรหรือเรื่องอะไร เพื่อให้ผู้สูงอายได้มีความรู้ในการดูแลตนเองเบื้องต้นที่ถูกต้อง เช่น ก่อนหน้าฝนสักเล็กน้อย ได้ให้ความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก เป็นต้น

นอกจากนี้ มีการแจกแผ่นพับเรื่องโรคที่ให้ความรู้ให้ผู้สูงอายุเก็บไว้ในแฟ้มความรู้ เวลาอยู่ที่บ้านสามารถนำออกมาอ่านได้ หรือให้ลูกหลานอ่านก็ได้ และสามารถนำความรู้ไปแนะนำคนอื่นต่อได้ ถึงแม้ว่าการให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุนั้นมักต้องให้ซ้ำๆหลายรอบในเรื่องเดิมๆ หากเป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจใส่ใจอยากรู้ การฉายหนังซ้ำรอบสองรอบสาม พยาบาลที่เป็นผู้ให้ความรู้ยังเต็มใจที่ฉายซ้ำได้เสมอ เพราะผู้สูงอายุบางคนลืมว่าหมอสอนไปแล้วหรือบางคนไม่ได้มาร่วมกิจกรรมในเดือนที่หมอสอน (ชาวบ้านจะเรียกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่า “หมอ ”หมด )

ระหว่างรอกินข้าวเที่ยง ก็จะมีการพูดคุยร่วมกันกับผู้ใหญ่บ้าน ประธานผู้สูงอายุและอาสมัครดูแลผู้สูงอายุ เรื่องปัญหาต่างๆ ของผู้สูงอายุเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและผลจากการพูดคุยกัน พบว่าในเดือนนี้มีผู้สูงอายุหน้าใหม่ๆมาร่วมหลายคน เพราะผู้ใหญ่บ้านช่วยประกาศย้ำด้วยเสียงตามสาย ให้ทราบวันนัดกิจกรรมและช่วยย้ำให้ผู้สูงอายุมาร่วมกิจกรรม อีกทั้งตอนนี้มีกฎหมู่บ้านให้ผู้สูงอายุทุกคนมาร่วมกิจกรรม ถ้าไม่มาจะหักเงิน 50 บาท วันที่ออกปฏิบัติงาน เดือนนี้ทีมจึงพบภาพการเช็คชื่อผู้สูงอายุที่มาเข้าร่วมกิจกรรมเป็นรายบุคคล

ลำแต้ๆ....กินไปคุยไป..ม่วนแต้หนอ... ทุกเมษายนของปีใหม่เมือง..อุ๊ยๆก็ตั้งตารอคอย

หลังทำกิจกรรมเสร็จ..ก็ล้อมวงกินกัน.. คอยให้ลูกหลานมารดน้ำดำหัวพวกเราก็ไม่พลาด

ของผู้สูงอายุหมู่ 1 เช่นกัน..ในภาพ.น้องเพ็ญจันทร์และชื่นกมลนำข้าวตอก ดอกไม้ธูปเทียนมาดำหัวพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย หมู่ 13

แต่ก่อนตอนที่เริ่มมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุใหม่ๆ(9ปีก่อน) อาหารเที่ยงเป็นอาหารมื้อที่พวกเราที่ออกปฏิบัติงานมักพบว่าเป็นอาหารบ่ายอยู่เสมอ เพราะหาร้านขายอาหารไม่เจอในระยะเดินไหว แต่ตอนนี้ ปัญหาดังกล่าวหามีไม่ เพราะจะมีการกินอาหาหารเที่ยงร่วมกันกับผู้สูงอายุทุกคนโดยเจ้าหน้าที่และผู้สูงอายุทุกคนจะห่อข้าวมากินร่วมกันทุกครั้ง และวันนั้นจะมีการทำอาหารร่วมกัน 1 อย่าง เป็นอาหารพื้นบ้านที่ทำง่ายๆแล้วนำมากินร่วมกัน ผู้สูงอายุมักพูดอยู่เสมอว่า “อุ้ยชอบห่อข้าวมากิ๋นตวยกันเพราะกิ๋นได้นัก ลำด้วย ไม่เหมือนอยู่ที่บ้านอุ้ยต้องกิ๋นคนเดียว ลูกหลานไปยะก๋านนอกบ้านกันหมด” การกินข้าวร่วมกันนอกจากแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่อดข้าวเที่ยงได้แล้ว ยังทำให้ช่วงเวลาที่กินข้าวด้วยกันเป็นโอกาสที่จะได้ประเมินอาหารที่ผู้สูงอายุกินว่าเหมาะสมกับโรคกับวัยหรือไม่ และทำการให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุได้ทันทีอีกด้วย

ในช่วงบ่ายจะเป็นการออกเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุที่มีปัญหา หรือผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ไม่สามารถมาเข้ากิจกรรมได้ร่วมกับอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ โดยไปประเมินภาวะสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่นวัดความดันโลหิต ดูแลเรื่องสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพ ทีมที่ออกปฏิบัติงานเยี่ยมบ้านของผู้สูงอายุนั้นจะพบรายการวงเวียนชีวิตกับตาเป็นๆ เห็นชัดๆเพราะมาทั้งรูป กลิ่น เสียงและสัมผัส ไม่ต้องไปรอดูในโทรทัศน์ช่องไหนและไม่ต้องไปดูจากที่อื่น

201 items|« First « Prev 4 5 (6/21) 7 8 Next » Last »|

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!