Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

โรงพยาบาลชุมชน อุดมคติที่ยังมีตัวตน

โดย Admin on January,11 2011 22.39

โรงพยาบาลชุมชน อุดมคติที่ยังมีตัวตน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ตีพิมพ์ในหนังสือ โรงเรียนแพทย์ชนบทเล่ม 1 คู่มือเวชศาสตร์ชุมชนภาคสนาม

ในท่ามกลางกระแสความเสื่อมศรัทธาต่อวิชาชีพด้านสุขภาพ ประเด็นข่าวการร้องเรียนแพทย์หรือร้องเรียนโรงพยาบาลมีให้เห็นเกือบทุกวัน เสียงบ่นจากคนรอบข้างอีกมากที่ทุกคนล้วนเคยได้ยินว่า “หมอเดี๋ยวนี้เห็นแก่เงิน โรงพยาบาลก็ไม่ต่างกันรักษาสองมาตรฐาน” ในท่ามกลางข่าวด้านลบในวงการแพทย์และการสาธารณสุขไทย ยังมีผู้คนอีกจำนวนหนึ่งที่ยังสร้างความดีด้วยอุดมคติในการทำงานเพื่อคนทุกข์คนยากในชนบท ทำงานหนักด้วยรอยยิ้มและความเสียสละ มีความฝันและความสุขจากการได้ช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสเป็นพลังหล่อเลี้ยงชีวิตให้ทำความดีต่อไป ทุกวันนี้ในโรงพยาบาลชุมชน อุดมคติยังมีตัวตน แม้จะหาได้ยากขึ้นก็ตามที

อุดมคติที่ยังมีตัวตน

ตัวตนของ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก ที่เสียสละชีวิตทั้งชีวิต ขลุกอยู่กับการดูแลความป่วยไข้ของชาวบ้านผู้ห่างไกลชายขอบชายแดนไทยพม่า ที่แม้จะเหน็ดเหนื่อยแต่ก็มีรอยยิ้มแห่งความสุขเสมอ แม้คนเหล่านั้นส่วนใหญ่ไม่ได้มีสัญชาติไทย เป็นคนปกากญอ (กะเหรี่ยง) ที่เดินข้ามเขามาพึ่งการแพทย์ตะวันตกที่เป็นความหวังเดียวที่จะบรรเทาความเจ็บป่วยในรัศมี 200 กิโลเมตร ทั้งคุณหมอวรวิทย์และทีมงานของโรงพยาบาลอุ้มผางสมควรได้รับการคารวะในฐานะที่เป็นอุดมคติที่ยิ่งใหญ่ของความเป็นมนุษย์ ผู้มีจิตใจสูงส่งไม่ต่างจากนักบุญ

บทบาทของ นพ.อภิสิทธิ์ และ พญ.ทานทิพย์ ธำรงวรางกูร แห่งโรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ที่ก้าวข้ามบทบาทงานด้านการสาธารณสุข มาสู่งานที่ยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนฐานความคิดของคนชนบท ให้หลุดพ้นออกจากบ่วงมรณะของเทพแห่งเงินตรา ที่มุ่งดิ้นรนชีวิตทำงานเพื่อเงิน ปลูกพืชเพื่อหวังขาย แต่ไม่เคยจะได้กำไรพอที่จะเงยหน้าอ้าปากได้เลยตลอด 50 ปี ของการพัฒนาประเทศสู่ความทันสมัย ชีวิตสิ้นหวัง ครอบครัวต้องอพยพไปขายแรงงาน หนี้สินรุงรัง ความสุขมีน้อย ความทุกข์เพิ่มพูน แม้โรงพยาบาลจะดี ใส่ใจดูแลความป่วยไข้ เน้นการสร้างสุขภาพให้แข็งแรงปราศจากโรคภัย แต่ปากท้องที่ยังหิว ที่นากำลังจะหลุดจำนอง ความแห้งแล้งที่ซ้ำซาก ทรัพยากรธรรมชาติเสื่อมโทรมไป สิ่งเหล่านี้คือสาเหตุที่สร้างความทุกข์ให้กับผู้คน คุณหมอทั้ง 2 จึงทุ่มเทพลังกายพลังใจ มุ่งเปลี่ยนความคิดของผู้คน ทำงานสร้างเครือข่าย นำเสนอทางออกจากบ่วงมรณะด้วยแนวทางการเกษตรที่ยั่งยืน บนพื้นฐานความพอเพียง ส่งเสริมการออม ออมดินออมน้ำออมต้นไม้ เป็นนักพัฒนาชนบทที่มีโรงพยาบาลชุมชนเป็นฐานขับเคลื่อน ไม่ใช่เคลื่อนแค่อำเภออุบลรัตน์ แต่ขับเคลื่อนกระแสเกษตรยั่งยืนกันทั่วทั้งภาคอีสาน เป็นการเกษตรเพื่ออยู่เพื่อกินที่เหลือจึงแจกจึงขาย

ภาพของ นพ.อารักษ์ วงศ์วรชาติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ที่นอกจากจะพัฒนาโรงพยาบาลสิชลจนมีความเป็นเลิศด้านการรักษาพยาบาลผู้เจ็บป่วย ให้สามารถพึ่งพาโรงพยาบาลใกล้บ้านไม่ต้องไปไกลถึงตัวจังหวัด ยังทำงานด้านงานชุมชน เน้นการสร้างสุขภาพของคนในพื้นที่จนได้รับการยอมรับ แต่อีกบทบาทหนึ่งที่เมื่อฐานแน่น งานในโรงพยาบาลและในชุมชนสามารถดำเนินต่อไปได้อย่างราบรื่นภายใต้ทีมงานที่แข็งขันและระบบที่วางไว้ดีแล้ว คุณหมออารักษ์ก็ได้ออกมาขับเคลื่อนภาพใหญ่ของงานสาธารณสุขระดับประเทศ ช่วยให้ความเห็นและผลักดันการกระจายทรัพยากรจากส่วนกลางให้ลงสู่ภาคชนบทให้เกิดความเป็นธรรม วิพากษ์วิจารณ์สิ่งที่ไม่ดีงามที่เกิดขึ้นอย่างทรนงอาจหาญ แม้เป็นเพียงผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านนอก แต่จิตใจนั้นมองไกลคิดกว้าง ไม่ละเลยบทบาทในการสร้างสังคมด้วยนโยบายสาธารณะที่สร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้กับคนชนบท

นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูกระดึง จังหวัดเลย ที่มุ่งสร้างระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าที่มีคุณภาพ ด้วยการเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงบริการของประชาชนให้มากช่องทางที่สุด ทั้งการเติมพยาบาลลงปฏิบัติงานในสถานีอนามัย การจัดการให้ศูนย์สุขภาพชุมชนหลักที่บ้านหนองหินมีแพทย์หมุนเวียนไปดูแลรักษาความเจ็บป่วยทุกวัน การวางระบบงานเยี่ยมบ้านที่ควบคู่กับงานกายภาพบำบัดในชุมชน การจัดระบบเพิ่มเวลาบริการของทั้งโรงพยาบาลและสถานีอนามัยในเวลาราษฎร รวมทั้งการบริหารจัดการงบประมาณ 30 บาทรักษาทุกโรคที่มีมาอย่างจำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและเน้นผลลัพธ์ในการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ทำงานเชิงรุก เป็นพลังการจัดการที่สร้างสรรค์มาจากตัวตนภายใน ที่ไม่จำเป็นต้องมีการสั่งการหรือมีตำแหน่งยศศักดิ์ตอบแทนใดๆ มาจูงใจ

นพ.สมยศ ศรีจารนัย ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ เป็นอีกหนึ่งตัวตนของความเป็นอุดมคติที่มองโลกในแง่บวก เห็นพลังของทุกคนที่ควรได้รับโอกาสในการแสดงออกเพื่อร่วมกันสร้างสรรค์งาน การทำงานเป็นทีมด้วยความเป็นสหสาขาวิชาชีพ ที่มุ่งเน้นการดูแลผู้ป่วยผู้เจ็บไข้อย่างเป็นองค์รวม ใส่ใจทั้งมิติด้านกายจิตสังคม โดยที่มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลเป็นเพียงนายวงดนตรีผู้ให้จังหวะเท่านั้น ซึ่งเป็นภาพที่งดงามที่สุดของโรงพยาบาลเขาวง ทักษะในการจูงใจให้ผู้คนทุกระดับชั้นทำงานอย่างทุ่มเทและมีความสุข ศิลปะในการนำที่สามารถทำให้ทุกคนแสดงพลังออกมาอย่างไม่รู้สึกว่าตนเองถูกนำนั้น เป็นอีกหนึ่งอุดมคติที่ยากที่จะได้จากการสอนในโรงเรียนใดๆ

นพ.ไกร ดาบธรรม กับการสร้างสรรค์โรงพยาบาลแม่อายจนเกิดศรัทธาจากชุมชนในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ร่วมสร้างอาคารปรับปรุงพื้นที่จนทำให้โรงพยาบาลแม่อายเป็นรีสอร์ทที่สวยงามในรั้วโรงพยาบาล และสามารถประสานองค์กรภายนอกให้ร่วมใจกันบริจาคเงินเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของคนชนบทในอำเภอแม่อาย ภาพของการเยี่ยมบ้านที่แม้อยู่ไกลบนดอยสูงเพื่อดูแลสุขภาพความเจ็บป่วย ดูแลแม้กระทั่งปากท้องด้วยข้าวสารอาหารแห้ง ดูแลทุนการศึกษาให้เด็กยากไร้ การมีศูนย์เด็กเล็กในโรงพยาบาลเพื่อดูแลเด็กที่พ่อแม่จากไปจากโรคเอดส์ หรือแม้แต่การออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่ผสมผสานทั้งงานด้านส่งเสริมป้องกันรักษาและฟื้นฟูในพื้นที่ห่างไกลที่ยากจะเข้าถึง ล้วนบ่งบอกถึงอุดมคติที่ยังมีอยู่จริงในท่ามกลางสังคมที่เห็นเงินตราเป็นเทพเจ้า

อุดมคติเหล่านี้ไม่มีใครมีมาตั้งแต่เกิด ไม่มีใครมีมากตั้งแต่เพิ่งเรียนจบจากโรงเรียนแพทย์ แต่อุดมคติเหล่านี้คือการสั่งสมจากการทำงาน จากประสบการณ์ จากการครุ่นคิด จากการต่อยอดทางความคิดจากการแลกเปลี่ยนกับผู้คนมากมาย และด้วยสิ่งแวดล้อมในบริบทของความเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่เอื้อต่อการงอกงามของอุดมคติอันนั้น

ตัวอย่างของแพทย์ทั้ง 6 คน และทีมงามของโรงพยาบาลที่ทุ่มเททำงานอย่างมีความสุขนั้น เป็นเพียงส่วนที่โดดเด่นของผู้คนที่มีอุดมคติที่กระจัดกระจายอยู่ตามโรงพยาบาลชุมชน ในประเทศไทย และอุดมคตินี่เองที่เป็นหัวใจสำคัญที่ยึดโยงให้เขาเหล่านั้นยังทำงานดูแลสุขภาพของคนชนบทได้ด้วยรอยยิ้ม ในท่ามกลางความขาดแคลนและไกลแสงสี ในสภาวะสังคมที่แก่งแย่งแข่งขัน แม้ว่าในวันนี้ผู้คนที่มีอุดมคติอันมุ่งมั่นที่ใส่ใจดูแลสุขภาพคนทุกข์คนยากในชนบทจะมีไม่มากนัก แต่นั่นก็ยังเป็นเสมือนแสงดาวแห่งศรัทธาที่ส่องสว่างสุกใสเสมอในยามรัตติกาล

แล้วคนรุ่น 30 หายไปไหน

หากสังเกตดูคร่าวๆ จะพบว่า บุคคลที่เป็นเป็นตัวแบบของอุดมคติในการทำงานอย่างลงตัวด้วยพลังแห่งการสร้างสรรค์ของความเป็นคนเล็กคนน้อยในโรงพยาบาลชุมชนนั้น ล้วนเป็นผู้ที่ผ่านประสบการณ์การทำงานมามากกว่า 10 ปีทั้งสิ้น อาจต้องมากกว่า 15 ปีด้วยซ้ำ จึงจะสามารถสั่งสมทุนด้านการพัฒนาให้โรงพยาบาลชุมชนและระบบงานสาธารณสุขในอำเภอแห่งนั้นมีระบบงานที่ซับซ้อนเพียงพอที่จะสอดรับกับสภาพปัญหาและบริบทของพื้นที่ได้ ทำให้บุคคลที่เป็นแบบอย่างได้นี้ล้วนแต่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 4 ไปแล้ว และดูเหมือนว่าคนรุ่นใหม่ที่มีอายุขึ้นต้นด้วยเลข 3 นั้นจะหายากพอสมควรที่จะเห็นแววว่าจะเป็นความหวังในการพัฒนาสาธารณสุขของชนบทไทยในอนาคต แล้วคนรุ่น 30 หายไปไหน

ท่ามกลางสภาพสังคมกระแสหลักของโลกในปัจจุบัน มีลักษณะเฉพาะที่น่าเป็นห่วง มีวัฒนธรรมค่านิยมกระบวนทัศน์ในกระแสหลักที่บั่นทอนการมีชีวิตอย่างอุดมคติเพื่อคนทุกข์คนยากในชนบทหลายประการ

สังคมในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยระบอบทุนเป็นตัวตั้ง เงิน คือคำตอบสำหรับทุกสิ่ง คุณงามความดีถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ในสมัยโบราณคุณธรรมเป็นเรื่องใหญ่ อาจารย์พิชัย ศรีใส เคยเล่าให้ผมฟังว่า สมัยก่อนโจรก็ยังมีคุณธรรมของโจร นั่นคือ การปล้นจะไม่ทำร้ายเจ้าทรัพย์หากเขาไม่ต่อสู้ ไม่มีการรังแกผู้หญิง บ้านไหนเคยช่วยเหลือ เคยให้ข้าวกินหรือแม้แต่เคยดื่มน้ำในคนโฑหน้าบ้านก็จะไม่ไปแตะต้องบ้านนั้นเลย ถือว่าเขามีพระคุณ หากจะให้อยู่ยงคงกระพัน ต้องสวดมนต์ไหว้พระทุกวัน ต้องถือศีลในบางโอกาส แบ่งปันช่วยเหลือแก่ลูกน้องด้วยความยุติธรรม วิถีแห่งโจรตัวจริงก็ยังมีกติกาทางสังคมที่ดีงามในกลุ่มของเขาไว้เป็นหลักยึด นี่คือมิติทางคุณธรรมที่เป็นเสมือนอุดมการณ์ของกลุ่มคนที่ปัจจุบันนั้นหาได้ยาก มีแต่อำนาจเงินเข้าครอบงำทุกซอกทุกมุม การทำคุณงามความดีจึงไม่ใช่อุดมการณ์หลักของสังคมโลกในปัจจุบัน

โลกปัจจุบันมองแยกส่วนมากกว่ามององค์รวม มนุษย์จากเดิมที่เป็นความสอดคล้องลงตัวพลังชีวิตที่ธรรมชาติประทานให้ด้วยการไหลเวียนของธาตุดินน้ำลมไฟที่สมดุล ได้ถูกลดทอนคุณค่าลงเหลือเพียงการรวมกันของโปรตีนและเซลจำนวนมากไป ป่าไม้ที่ปกคลุมโลกนี้อย่างสมบูรณ์เป็นระบบนิเวศน์ที่ซับซ้อนถูกมองค่าเป็นเพียงต้นไม้ที่มาอยู่รวมกัน ไม่เห็นหนอน ไม่เห็นแมลง ไม่เห็นพลังแห่งการอุ้มน้ำ ไม่เห็นคุณค่าต่อการสร้างออกซิเจน เห็นเพียงเนื้อไม้ที่จะมาใช้ประโยชน์ ขายได้เงินได้ทองกอบโกยมาเป็นของตน ไม่ใช่ของส่วนรวม แยกตนเองออกจากโลก รั้วบ้านรั้วหน่วยราชการทุกวันนี้จึงสูงขึ้นทุกครั้งที่สร้างใหม่ วิชาชีพด้านสุขภาพเองก็ถูกหล่อหลอมจากแนวคิดแยกส่วนนี้อย่างหนัก จนในปัจจุบันสนใจรักษาอวัยวะมากกว่ารักษาคน สนใจรักษามะเร็งในตับ โดยไม่ได้ให้ความสำคัญกับการร่วมผลักดันให้สังคมไทยลดการบริโภคสุราเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆ ที่ทั้งสองปัญหานี้เป็นปัญหาที่เชื่อมโยงกันอย่างแนบแน่น เพียงแต่อยู่คนละด้านของเหรียญเท่านั้น

โลกปัจจุบันให้ความสำคัญกับวัตถุมากกว่าจิตใจ ในสมัยโบราณ สังคมแม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกน้อย มีวิทยาการทางการแพทย์ที่ล้าหลัง ป่วยแล้วก็ไม่มียาที่พร้อมใช้ ไม่มีบัตรทอง ไม่มีโรงพยาบาล ไม่มีเครื่องเอ็กซ์เรย์ตรวจเลือดสารพัด เจ็บป่วยก็มีเพียงหมอพื้นบ้าน ที่อาจไม่เก่งที่สุดแต่ก็เป็นหมอคนเดียวของหมู่บ้าน พอญาติของผู้ป่วยไปตามก็รีบมาดูแลถึงบ้าน หากป่วยหนักก็อาจอยู่ดูแลทั้งคืนเหมือนหมอปัจจุบันอยู่เวรโดยไม่มีการเรียกค่ารักษา มีเพียงยาหม้อที่ญาติพี่น้องช่วยกันเข้าป่าไปหายามาต้ม มีน้ำมนต์จากหลวงพ่อที่ทุกคนเคารพศรัทธา มีการสวดขออโหสิกรรมจากเจ้ากรรมนายเวรผีสางนางไม้ที่ได้ล่วงเกินไป และมีญาติมิตรเพื่อนฝูงห้อมล้อมสลับสับเปลี่ยนมาเยี่ยมให้กำลังใจ ณ วันนั้นการแพทย์ในมิติด้านวัตถุล้าหลังมาก แต่มิติด้านจิตวิญญาณนั้นกลับสูงส่งยิ่ง ซึ่งตรงกันข้ามกับในปัจจุบัน

โลกปัจจุบันเชิดชูความเป็นปัจเจกแทนที่ความเป็นชุมชน ก่อนที่ประเทศไทยจะพัฒนาสู่ความทันสมัย ก่อนที่จะมีการออกโฉนดที่ดิน สิทธิของปัจเจกบุคคลนั้นมีน้อยมาก และจะถูกครอบด้วยสิทธิชุมชนที่ใหญ่กว่า เป็นกฎเกณฑ์ของการอยู่ร่วมกันของสังคม ในอดีตสิทธิส่วนบุคคลในการมีความสัมพันธ์ทางเพศก่อนแต่งงานหรือคนที่ไม่ใช่สามีภรรยากันนั้นไม่มี ใครผิดผีผิดกติกาของชุมชนจะได้รับการลงโทษ อาจถูกขับออกไปจากชุมชน แต่ปัจจุบันสิทธิเสรีภาพของปัจเจกนั้นยิ่งใหญ่ มากจนเกินพอดี จะตัดต้นไม้ใหญ่พันปีในที่ดินของตนเองก็ได้เป็นสิทธิส่วนบุคคล เรียนจบแพทย์มาจะไม่ไปใช้ทุนแม้ว่าโรงพยาบาลนั้นจะไม่มีหมอเลยก็ได้เป็นสิทธิส่วนบุคคล หรือจะครอบครองที่ดินนับแสนไร่โดยไม่เพาะปลูกในขณะที่คนอีกนับหมื่นไม่มีที่ดินทำกินก็ได้เป็นสิทธิส่วนบุคคล แนวคิดเรื่องเป็นสิทธิส่วนบุคคลนี้เมื่อไปสอดรับกับกระแสการสร้างเนื้อสร้างตัวให้มีฐานะดี ร่ำรวยในสังคมแล้ว อุดมคติก็ย่อมจะชิดซ้ายตกขอบไป

โลกปัจจุบันที่มีเงินคือคำตอบของชีวิต เน้นความเจริญทางวัตถุ เน้นสิทธิแห่งปัจเจกบุคคลจนเกินพอดี และมีมุมมองแบบแยกส่วนเป็นกระบวนทัศน์หลัก ทำให้ในทุกวันนี้ ความเป็นอุดมคติจึงเกิดงอกงามในตัวตนของผู้คนได้ยากกว่าในอดีต คนไม่ว่ารุ่น 40 หรือ 30 ในวันนี้ต้องฝ่าฟันความสับสนบนเส้นทางของการแสวงหาอย่างมุ่งมั่นจริงๆ จึงพอที่จะก้าวข้ามกระแสหลักมาสู่ชีวิตในกระแสทางเลือกที่งดงามกว่าได้ ชีวิตที่มุ่งอุทิศตนเพื่อความดีงาม รับใช้สังคมแทนการรับใช้เงินตรา ให้ความสำคัญกับมิติด้านจิตวิญญาณไม่น้อยกว่าด้านวัตถุ มีมิติการคิดการมองอย่างบูรณาการเป็นองค์รวมไม่แยกส่วน

เพราะอุดมคติ คือ องค์รวมของชีวิต ตัวตนแบบนี้จึงไม่แปลกที่คนรุ่นหลังๆจะมีน้อยทั้งในด้านคุณภาพและปริมาณ แต่การผ่าเหล่าเป็นธรรมชาติเสมอในวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิต จึงไม่แปลกอีกเช่นกันที่คนที่มีอุดมคตินั้นจะยังสืบสานสายธารแห่งความดีงามอยู่เสมอ แม้จะหนึ่งหรือสองคนก็ตามที

แพทยศาสตร์ศึกษา ที่ยังไปไม่ถึงซึ่งอุดมการณ์

ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ในชนบทเป็นปัญหาใหญ่ปัญหาใหญ่ปัญหาหนึ่งที่ฉุดรั้งสภาวะสุขภาพและคุณภาพชีวิตของคนชนบท และดูเหมือนว่าการแก้ไขปัญหาดังกล่าวนั้น คำตอบได้มารวมศูนย์อยู่ที่การรับนักเรียนที่มีภูมิลำเนาในชนบทมาเรียนแพทย์ ด้วยความหวังว่าจะกลับไปรับใช้พัฒนาบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองต่อไป กรอบความคิดนี้โดยทฤษฎีนั้นสวยงามและพอจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ แต่ในความเป็นจริงนั้น การจะอยู่ในชนบทหรือโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีความสุขและยั่งยืนนั้น มีปัจจัยอื่นที่เกี่ยวข้องมากกว่าภูมิลำเนาบ้านเกิดอีกหลายปัจจัย ซึ่งล้วนมีอิทธิพลสูงและมีพลังมากพอที่จะทำให้เขาเลือกเดินบนเส้นทางที่น่าสนใจกว่า

ทำไมหมอต้องมีอุดมการณ์ อุดมคติของการทำงานเพื่อคนทุกข์คนยากของวิชาชีพด้านสุขภาพโดยเฉพาะแพทย์นั้นหายไปไหน คำถามลักษณะนี้ในวันนี้อาจไม่มีใครถามหรือหาคำตอบอีกต่อไป

โรงเรียนแพทย์ในปัจจุบันมีการเรียนการสอนรูปแบบหลักไม่ต่างจากกระบวนการผลิตของอุตสาหกรรมผลิตปลากระป๋อง ที่มีนักเรียนแพทย์วางมาตามสายพานแล้วใส่ส่วนผสมตามสูตรจนพอเหมาะปิดฉลากด้วยใบประกอบโรคศิลป์แล้วส่งออกไปสู่ท้องตลาดได้ ที่สำคัญส่วนผสมที่ปรุงรสนั้นไม่เข้มพอที่จะทำให้เป็นแพทย์ที่มีอุดมคติได้ ผลผลิตที่ออกมาจึงมีลักษณะคล้ายกันคือ ไม่สู้งานหนัก ชอบงานเบาแต่เงินดี ไม่ใส่ใจปัญหาสังคมขอมีโลกแคบๆ ที่ทำหน้าที่รักษาโรคก็พอ ไม่รู้จักเรียนรู้ด้วยตนเองเพราะถูกฝึกให้เรียนแบบยัดเหยียดมาตลอด 6 ปี และอยากเป็นแพทย์เฉพาะทางไม่เห็นคุณค่าการทำงานในฐานะแพทย์ทั่วไป และไม่เห็นคุณค่าของวิชาชีพอื่น ไม่คิดจะออกไปทำงานในชนบท หวังจะสร้างเนื้อสร้างตัวในสังคมเมือง

ในขณะที่ทุกวันนี้ สังคมต้องการแพทย์ที่มีความรู้ความสามารถมากกว่าความรู้ด้านการรักษาโรคเท่านั้น ต้องการแพทย์ที่สามารถมองในมุมด้านสังคมศาสตร์ มีมิติการมองเชิงระบบ (systemic thinking) ไม่คิดแยกส่วน ลดทอนปัญหาสุขภาพให้เหลือเพียงปัญหาเรื่องโรคต่างๆ ทั้งๆที่ในความเป็นจริงนั้น โรคภัยในปัจจุบันนั้นมีความเชื่อมต่อกับปัญหาสังคมอย่างชัดเจน ไม่ว่าเรื่องเอดส์ เบาหวานความดัน อุบัติเหตุ มะเร็ง หรือแม้แต่การทำแท้งและการทำร้ายร่างกาย สังคมไทยต้องการแพทย์ที่ทำงานเป็นทีมกับผู้อื่นได้ ไม่เฉพาะวิชาชีพด้านสุขภาพ แต่รวมถึงการทำงานร่วมกับชาวบ้าน ร่วมกับกรรมกร ร่วมกับครู ร่วมกับนักการเมืองท้องถิ่น เพื่อปฏิรูปกลไกต่างๆให้หนุนเสริมการสร้างสุขภาวะในสังคม

ซึ่งแพทย์ที่มีคุณสมบัติเหล่านี้ ไม่สามารถเกิดขึ้นจากกระบวนผลิตแพทย์กระป๋องยี่ห้อเวชกรรมกระบวนเดียว ต้องมีกระบวนการอื่นหนุนเสริมอีกมากจึงจะได้แพทย์ที่สังคมต้องการ

โรงพยาบาลชุมชนคือโรงหล่ออุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่

หลายคนบอกว่า “ขอเพียงมีแพทย์ที่ดีสัก 1 คน ไปอยู่ในที่ที่มีความเหมาะสม เปรียบเสมือนเมล็ดโพธิ์ที่แข็งแรงได้ไปตกอยู่ในดินที่อุดม ย่อมเติบใหญ่แตกกิ่งก้านจนเป็นต้นไม้ใหญ่กลางทุ่งโล่งในที่สุด ให้สรรพสัตว์ได้อาศัย เอื้ออำนวยให้นกกาหนอนแมลงได้ทำหน้าที่ตามที่ธรรมชาติได้รังสรรค์มา ผลผลิตของต้นไม้ก็จะยังความอุดมสมบูรณ์ให้กับผืนดินแห่งนั้นยิ่งขึ้นไป”

โรงพยาบาลชุมชนเป็นเสมือนดินที่ดีที่สุดในบรรดาดินทั้งหมดที่เมล็ดโพธิ์หรือแพทย์คนหนึ่งจะไปตั้งต้นชีวิตของความเป็นแพทย์ในอุดมคติได้ เพราะเป็นดินที่มีความพร้อม มีระบบการทำงานที่ยืดหยุ่นไม่แข็งตัวเหมือนกับกระถางต้นไม้จนยากต่อการเติบโต ไม่มีวัชพืชมากนักที่คอยบั่นทอนกำลังใจกำลังกายในการทำงาน เมื่อฝนฟ้าอำนวย ได้ทำงานเก็บเกี่ยวประสบการณ์ ได้วางกลไกระบบงานภายในอย่างเป็นอิสระตามปัจจัยในแต่ละพื้นที่ที่แตกต่างกัน ได้พัฒนาตนเองจากการฟังการเห็นและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้นอกรูปแบบ รวมทั้งการรับรู้ถึงความรู้สึกที่ดีๆ และปิติจากคำขอบคุณด้วยรอยยิ้มจากคนยากไร้ที่เราได้ช่วยเหลือ ด้วยกล้วยด้วยส้มที่ด้อยราคาแต่มากคุณค่าทางจิตใจ ด้วยสาดเสื่อที่ปูให้เราได้นั่งในยามที่ไปเยี่ยมบ้าน สิ่งเหล่านี้ความรู้สึกที่ดีงามในโรงพยาบาลชุมชนที่เป็นเสมือนโรงหล่อหลอมอุดมการณ์ที่ยิ่งใหญ่

ในสังคมไทยยังให้ความสำคัญกับแพทย์สูงมาก ยิ่งในโรงพยาบาลชุมชนด้วยแล้ว หากมีแพทย์ที่ดีสักคนหนึ่งเข้าไปทำงาน ดูแลคนไข้ด้วยความใส่ใจ มีมิติการมองที่กว้างไกลกว่าปัญหาทางกาย แต่เข้าถึงบริบททางจิตสังคมของผู้ป่วยและครอบครัวด้วย มีศิลป์ในการทำงานร่วมกับผู้อื่น มีวิชาการที่แก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้ บริหารอย่างโปร่งใสไม่มีเส้นสายนอกใน มีฉันทะที่จะอยู่ยาวหลายปี ศรัทธาของทั้งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจะตามมา โรงพยาบาลชุมชนแห่งนั้นจะเปลี่ยนสถานะจากเดิมในเวลา 5 ปี การพัฒนาจะเกิดขึ้นอย่างหลากหลาย สีสันแห่งการทำงานอย่างมีชีวิตชีวาและมิติความเป็นโรงพยาบาลที่มากกว่าการเป็นโรงซ่อมสุขภาพจะเกิดขึ้น แต่กว่าจะอยู่ตัวและรักษาระดับการพัฒนาได้ ย่อมต้องใช้เวลาร่วม 10 ปี ต้นโพธิ์ต้นนี้จึงเติบใหญ่แข็งแรง

อุดมคติไม่ได้มีมาแต่แรกเกิด อุดมคติต้องการหล่อหลอมจนเกิดการเปลี่ยนแปลงตัวตนของคนๆ นั้น และหากไม่ได้รับการกระตุ้นเตือนเติมพลังอยู่เสมอๆ อุดมคติที่เคยเข้มข้นนั้นก็อาจจะเจือจางลงไป

แต่ว่าในสภาพสังคมทุกวันนี้ ตัวตนของบุคคลในหลากหลายวิชาชีพที่ได้เข้ามาอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนนั้น ได้รับการหล่อหลอมจากมหาวิทยาลัยและสังคมภายนอกมาแล้วอย่างแข็งตัว หลายคนยากที่จะปรับตัวได้กับอุดมคติในการทำงานเพื่อคนชนบทผู้ด้อยโอกาสอย่างที่ควรจะเป็นในโรงพยาบาลชุมชน เมื่อขาดความยืดหยุ่นและมีความยึดมั่นถือมั่นสูง ในที่สุดก็ไม่สามารถอยู่ในโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างมีความสุข

ในปัจจุบันนี้ จึงมีบุคลากรไม่มากนักที่ทำงานในโรงพยาบาลด้วยจิตใจที่พร้อมปรับตัวและเรียนรู้ การทำงานและกาลเวลาจะหล่อหลอมตัวตนของเขาขึ้นมาใหม่ ชีวิตจะถูกปรับไปสู่ความลงตัวของชีวิตครอบครัว หน้าที่การงานและมิติความสัมพันธ์ทางสังคม เป็นผลผลิตทางอุดมการณ์อีกหนึ่งคนที่ผลิบานทดแทนต้นเก่า แม้จะนานวันจะงอกงามผลิบานสักต้นหนึ่ง แต่ผลผลิตทางอุดมการณ์เหล่านี้ก็ยังมีตัวตนไม่ขาดสายเสมอมา

คนเล็กๆคือความหวังในท่ามกลางการเปลี่ยนแปลง

“คนเล็กๆ และโรงพยาบาลเล็กๆคือพลังสร้างสรรค์สังคมไทยที่ยิ่งใหญ่และยั่งยืน” บทเรียนจาก 6 โรงพยาบาลชุมชนนี้ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าโรงพยาบาลชุมชนคือพลังที่สำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนชนบท

หากแพทย์ทุกคนรวมทั้งวิชาชีพทางสุขภาพทุกวิชาชีพ ไม่ว่าทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล หรือสหเวชศาสตร์นั้น ได้ค้นหาตนเองและนำความสามารถความรู้ที่ตนเองมีอยู่ นำออกมาปรับใช้กับงานประจำที่ทำอยู่ พัฒนาระบบขึ้นให้ดีกว่าเดิม โดยคำนึงถึงความเป็นจริงในพื้นที่ เข้าใจในวัฒนธรรมคนชนบทแล้ว นี่ย่อมเป็นการพัฒนาชนบทที่ยิ่งใหญ่ ที่พัฒนามาจากฐานรากอย่างแท้จริง ไม่ใช่การพัฒนาแบบผู้ใหญ่สั่งมาจากห้องแอร์ในกรุงเทพ ซึ่งยากที่จะยั่งยืน

สังคมไทยโดยเฉพาะในชนบทยังต้องการคนที่มีสำนึกสาธารณะ ซึ่งหมายถึงการที่บุคคลคนนั้นมีจิตใจที่มองกว้าง และพร้อมเข้าไปเติม ไปเสริม ไปร่วม ไปเชื่อม หรือผลักดันให้เกิดความเปลี่ยนแปลงต่อสังคมที่กำลังเป็นไป (สังคมหรือชุมชนเล็กๆที่เรามีส่วนอยู่ก็ได้) แม้จะไม่ใช่เนื้อหาหลักของการงานอาชีพที่ทำอยู่ก็ตามที

ทุกสังคมต้องการคนที่มีจิตสำนึกสาธารณะออกไปอยู่กระจัดกระจายในทุกภาคส่วนให้มากที่สุด ด้วยความหวังว่า คนกลุ่มนี้จะเป็นพลังของคนรุ่นใหม่ที่เปลี่ยนแปลงสังคมไทยจากสองมือที่สร้างการเปลี่ยนแปลงโดยเริ่มที่สิ่งใกล้ตัว อาจเริ่มที่โรงพยาบาลชุมชนนั้นๆ ด้วยการสร้างระบบงานภายในที่ดี แล้วขยายออกมาสู่การดูแลประชาชนในอำเภอให้มีสุขภาวะที่แข็งแรงรอบด้าน และนำมาสู่การผลักดันเชิงนโยบายในบางประเด็น หรือผลักดันให้เกิดการปรับเปลี่ยนเชิงระบบในสังคมในระยะยาว

การทำงานในโรงพยาบาลชุมชนนั้นเป็นอะไรที่อิสระมาก จึงเป็นจุดที่สามารถปลดปล่อยพลังสร้างสรรค์และพลังทางวิชาการได้ดีที่สุด ยิ่งถ้าคนที่มาอยู่มาทำงานสามารถจัดการกับชีวิตได้ รู้จักการทำงานเป็นทีม รู้จักเรียนรู้สภาพความเป็นจริงในพื้นที่แล้วนำมาปรับใช้กับความรู้ในตำราที่ร่ำเรียนมา ไม่สับสนคิดจะย้ายในเร็ววันแล้ว จะสามารถนำความรู้ที่มีเต็มสมองมาใช้ได้อย่างมีชีวิตชีวา และมีความสุขกับการได้ทำประโยชน์ให้กับเพื่อนมนุษย์

“เธอคือความหวัง คือ พลังของประชา เป็นดาราชี้นำทางสดใส เป็นอาทิตย์ส่องแสงทั่วแดนไทย เป็นดวงใจประจำผู้ทุกข์ทน” บทเพลงแห่งเดือนตุลานี้เคยดังกังวานในจิตใจของนักแสวงหานักอุดมคติในอดีต วันนี้คนรุ่นใหม่คงต้องฝ่าฟันอุปสรรคขวากหนาม เป็นแสงหิ่งห้อยในความมืด เป็นแสงเทียนแห่งความหวัง เพื่อสานต่ออุดมคติที่ยังมีตัวตนของรุ่นพี่ๆให้ได้ดังตั้งใจ

การสร้างสังคมเล็กๆ ให้ดีพร้อมจากระดับรากหญ้าเท่านั้นที่จะสร้างสังคมใหญ่ระดับชาติที่อยู่เย็นเป็นสุขได้ เกิดมาครั้งหนึ่งในโลกนี้ ขอให้ประวัติศาสตร์ในสังคมเล็กๆได้จารึกไว้ว่า ด้วยหนึ่งสมองสองมือนี้ มีส่วนทำให้ชุมชนเล็กๆที่เราใช้ชีวิตอยู่นั้นยั่งยืนและงดงาม ดังเช่นพี่ๆ ใน 6 โรงพยาบาลชุมชน ที่ได้เดินเป็นแบบอย่างไว้ เพื่อร่วมในกระแสการสร้างวัฒนธรรมและค่านิยมที่ดีงามว่า “อุดมคติยังมีตัวตนเสมอในสังคมโลก”

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

โรงพยาบาลหนองหญ้าไซ 4 ปี ของการก้าวกระโดด ด้วยพลังแห่งศรัทธา

โดย Admin on January,11 2011 22.38

โรงพยาบาลหนองหญ้าไซ

4 ปี ของการก้าวกระโดด ด้วยพลังแห่งศรัทธา

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมีนาคม-เมษายน 2550

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

อำเภอหนองหญ้าไซ จังหวัดสุพรรณบุรี เป็นอำเภอชนบทห่างไกลจากตัวเมืองสุพรรณบุรี ประมาณ 54 กิโลเมตร ได้รับขนานนามว่า “อีสานตะวันตก” เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่แห้งแล้ง ในขณะที่บางอำเภอยังมีน้ำท่วมอยู่ แต่อำเภอหนองหญ้าไซประสบภัยแล้งทุกปี แบ่งการปกครองออกเป็น 6 ตำบล มีประชากร 48,162 คน อยู่ในเขตพื้นที่บริการของโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ 36,025 คน ขึ้นทะเบียนบัตรทอง 28,558 คน ที่เหลือในเขตรอยต่อของพื้นที่ ขึ้นทะเบียนกับโรงพยาบาลด่านช้าง มีสถานีอนามัยหรือหน่วยบริการปฐมภูมิ จำนวน 9 แห่ง

เนื่องจากประสบภัยแล้งเป็นเวลานานในทุกปี ทำให้ประชากรส่วนใหญ่ฐานะยากจน ประกอบอาชีพเกษตรกรรม ซึ่งผลผลิตก็ได้ไม่เต็มที่ ประชาชนส่วนใหญ่ต่อสู้เรื่องปากเรื่องท้อง บางครั้งละเลยสุขภาพไปบ้าง ทั้งยังมีแรงงานอพยพ ทำให้เหลือเด็กและผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่ แต่ทีมงานทางด้านสาธารณสุข ก็ไม่ย่อท้อในการดูแลสุขภาพของประชาชน

โรงพยาบาลหนองหญ้าไซเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง จากการเข้าร่วมโครงการสร้างหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ทำให้มีวิกฤติการณ์รุนแรงเมื่อปี 2545 – 2546 โดยเฉพาะวิกฤติการเงิน นอกจากนี้ประชาชนขาดศรัทธาในการบริการของโรงพยาบาล และเจ้าหน้าที่ขาดขวัญกำลังใจอย่างหนัก จึงเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ โดยการเปลี่ยนผู้นำกลางปี 2546 เพื่อลดแรงเสียดทานของประชาชน โดยการให้ผู้หญิงมาบริหารงาน คือ พญ.สมพิศ จำปาเงิน ซึ่งมีความมุ่งมั่นพัฒนาด้านคุณภาพบริการ และระบบบริหารจัดการพลิกฟื้นวิกฤติดังกล่าว จากการทุ่มเทและเสียสละ เป็นตัวอย่างให้กับข้าราชการทั่วไป จนได้รับ “รางวัลข้าราชการพลเรือนดีเด่น ประจำปี 2548”

พญ.สมพิศ จำปาเงิน หญิงแกร่งแห่งหนองหญ้าไซ

พญ.สมพิศ จำปาเงิน เกิดในชนบทสุดเขตอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี จากครอบครัวชาวนา เรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนวัดใกล้บ้าน มานะพยายามจนได้เรียนโรงเรียนมัธยมประจำจังหวัด และสอบเข้าแพทย์ได้ในโครงการแพทย์ชนบท ซึ่งมีสัญญาเกียรติยศว่าต้องกลับมาดูแลและพัฒนาบ้านเกิดของตนเอง และยังมีแรงดึงดูดที่สำคัญคือครอบครัวที่อบอุ่น และเป็นครอบครัวต้นแบบที่ได้รับ “รางวัลครอบครัวประชาธิปไตยตัวอย่าง ประจำปี 2548”

คุณหมอสมพิศ ทำงานเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลบางปลาม้า ตั้งแต่จบจนครบ 14 ปี ตั้งแต่โรงพยาบาลขนาด 10 เตียง เป็น 30 เตียง และ 60 เตียง ได้ประสบการณ์มากมายจากการทำงานที่ยาวนาน ทั้งด้านการบริการ สร้างเสริมป้องกัน รักษาและฟื้นฟู งานพัฒนาคุณภาพ และงานด้านบริหารในบางเรื่อง ประสบการณ์ที่ประทับใจและมีคุณค่ามากคือ ได้ทำงานกับชมรมผู้สูงอายุ ในอำเภอบางปลาม้า และงานบุกเบิก PCU ซึ่งไม่รู้แนวทางการดำเนินงานมาก่อน จนอยู่แนวหน้าของจังหวัด

หลังการทำงานได้ 11 ปี เริ่มสนใจในงานบริหารมากขึ้น จึงได้เรียนต่อจนจบปริญญาโท ทางด้านบริหารธุรกิจ และชีวิตก็ได้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งผู้อำนวยการ เมื่อ มิถุนายน 2546 จึงรวบรวมประสบการณ์จากการเป็นผู้ปฏิบัติงานมานานถึง 14 ปี และวิชาการที่ได้ร่ำเรียนมาใช้ในการบริหารจัดการ จึงทำให้มีมุมมองทั้ง 3 ด้าน คือ ผู้ปฏิบัติ นักวิชาการ และผู้บริหาร

จากโอกาสที่ได้เป็นผู้บริหารหญิงในท่ามกลางผู้บริหารชายเป็นส่วนใหญ่ ทำให้เป็นจุดที่โดดเด่น มีข้อที่ได้เปรียบ คือ การได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคมได้โดยง่าย ประกอบกับบุคลิกเป็นคนติดดิน อ่อนน้อม จริงใจ มุ่งมั่น และกล้าแกร่ง ทำให้เกิดการร่วมมือประสานงานกันทำงานเพื่อประชาชนใช้ระยะเวลาเพียงไม่ถึง 4 ปี สร้างผลงานที่ประจักษ์แก่สายตาประชาชนในท้องที่ ผู้บังคับบัญชาเหนือระดับขึ้นไป และองค์กรทั่วไปทั้งภาครัฐและเอกชน ในด้านการบริหารจัดการ จนเป็นที่ศึกษาดูงานจากองค์กรต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ และเป็นวิทยากรถ่ายทอด ความรู้และประสบการณ์ ด้านการบริหารจัดการและงานคุณภาพ

18 ปี ของชีวิตการทำงานในชนบทซึ่งไม่เคยทำเวชปฏิบัติส่วนตัวเลย ได้ทำให้คุณหมอสมพิศทำให้มีเวลามองเห็นสิ่งสวยงามมากมาย ความสุขในครอบครัวส่วนตัว ความสุขในครอบครัวคนทำงานร่วมกัน ความสุขของผู้รับบริการ และประชาชนนั้นเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดใจให้ทำงานในชนบท เพื่อให้ประชาชนได้รับสิ่งที่ดี ทัดเทียมกับผู้อื่น เป็นพลังใจให้ยามท้อแท้ ทำให้ไม่เคยท้อถอย แม้ยามอ่อนล้า ก็ไม่เคยอ่อนแอเกิดในชนบทสุดขอบอำเภอเมือง จากครอบครัวชาวนา เรียนชั้นประถมศึกษาในโรงเรียนว

เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาส

จากวิกฤติดังกล่าวทั้งด้านการเงิน ด้านบุคลากร และประชาชนขาดศรัทธา เป็นผลที่เชื่อมโยงจากวิกฤติการเงินนั่นเอง ในครั้งนั้นแม้แต่บริษัทยาหลายบริษัทไม่ส่งยาให้กับโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ ต้องทำการเจรจาต่อรองใหม่เกือบทั้งหมด ทางทีมบริหารจึงร่วมกันคิดและวางแผนด้านต่าง ๆ โดยเริ่มต้นที่การไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ของชุมชน และสังคมทุกภาคส่วนแม้เป็นเพียงหมู่บ้านเล็กๆ ที่มีการประชาคมหมู่บ้าน งานบุญ งานกีฬา เป็นต้น โดย ผู้อำนวยการไปร่วมงานด้วยตนเอง และเข้าร่วมประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ทุกเดือน

มีการเสนอผู้ว่าราชการจังหวัด ประกาศแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาโรงพยาบาลขึ้น ประกอบด้วย ตัวแทนส่วนราชการ ผู้นำชุมชน ผู้นำท้องถิ่น ตัวแทนชมรมสมาคมต่าง ๆ พ่อค้าประชาชน โดยมีนายอำเภอและเจ้าคณะอำเภอเป็นที่ปรึกษาของคณะกรรมการ มีการประชุมทุก 2 เดือน ปัญหาดังกล่าวก็ได้นำเข้าวาระการประชุมเพื่อแก้ไข ทำให้ปัญหาเบาบางลงไป และมีการริเริ่มแผนงานโครงการใหม่ ๆ ขึ้นมาโดยเฉพาะโครงการสร้างตึกสงฆ์ เพื่อการบริการพระและประชาชนทั่วไป โดยเป็นห้องพิเศษเป็นส่วนใหญ่ ด้วยเงินบริจาคทั้งสิ้นทั้งตึกและอุปกรณ์ประมาณ 15 ล้านบาท

ทีมงานร่วมพลังสรรค์สร้างงานคุณภาพ

จากปัญหาเรื่องความศรัทธาประชาชน ทีมงานจึงคิดว่าการปรับปรุงเรื่องการบริการ และคุณภาพเป็นแนวทางหนึ่งที่จะแก้ปัญหานี้ จึงเริ่มที่การพัฒนาคุณภาพด้วยงาน 5 ส จนได้รับ “ป้ายทอง 5 ส ดีเด่นระดับประเทศ” เมื่อมิถุนายน 2547 ทำให้ผู้รับบริการสัมผัสได้ถึงการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีอย่างเห็นเป็นรูปธรรม พร้อมกันนั้นเราได้ปรับปรุงเรื่อง การบริการที่เป็นเลิศ โดยการเขียนมาตรฐานพฤติกรรมการบริการทุกหน่วยงาน

นอกจากนี้ยังนำร่องโครงการพัฒนาคุณภาพประจำเครือข่ายโรงพยาบาล (HNQA) ทำคุณภาพตามมาตรฐานบริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นงานคุณภาพในมุมมองของผู้รับบริการ จนทำให้โรงพยาบาลหนองหญ้าไซที่เคยอยู่อันดับท้ายที่สุดของจังหวัด ได้รางวัลชนะเลิศอันดับสองของจังหวัดสุพรรณบุรีในโครงการพัฒนาศักยภาพการบริการประชาชน ปี 2548 และได้รับ “รางวัลโรงพยาบาลคุณภาพตามมาตรฐานบริการสาธารณสุข ของกระทรวงสาธารณสุข” เมื่อ ปี 2549

ส่วนมาตรฐานโรงพยาบาล (HA) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (HPH) ก็ไม่ได้ทอดทิ้งที่จะดำเนินงาน จนสามารถผ่านมาตรฐาน HA บันไดขั้นที่ 1 เมื่อปี 2548 และขั้นที่ 2 เมื่อปี 2550 และมุ่งมั่นดำเนินงานต่อจนกว่าจะผ่านมาตรฐาน HA

จุดประกายให้ส่วนราชการอื่น ๆ

หลังจากได้ป้ายทอง 5 ส เมื่อปี 2547 ผลงานเป็นที่ยอมรับของส่วนราชการ ส่วนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป จึงหารือกับนายอำเภอหนองหญ้าไซ ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองหญ้าไซ และสาธารณสุขอำเภอหนองหญ้าไซ จัดกิจกรรมร่วมกันโดยได้งบประมาณจากผู้ว่า CEO ในชื่อ “โครงการสามประสานพัฒนาองค์การและการบริการเพื่อมุ่งสู่มาตรฐานสากล” โดยการทำกิจกรรม OD และกิจกรรม 5 ส ร่วมกัน จนทำให้ทั้ง 14 หน่วยงานในอำเภอได้รับป้ายทอง 5 ส ดีเด่น ระดับประเทศ เมื่อปี 2548 โดยมีที่ว่าการอำเภอหนองหญ้าไซ และสถานีตำรวจภูธรอำเภอหนองหญ้าไซได้ป้ายทองเป็นที่แรกและที่เดียวแห่งประเทศไทย พร้อมกับสำนักงานสาธารณสุขอำเภอหนองหญ้าไซ รวมทั้งสถานีอนามัยทุกแห่ง เกษตรอำเภอ และที่ดินอำเภอ จากโครงการดังกล่าวที่ดินอำเภอยังได้รับรางวัล 1 ใน 2 Best Practice ระดับประเทศอีกด้วย

นอกจากส่วนราชการแล้ว เทศบาลตำบลหนองหญ้าไซ วิทยุชุมชน และวัด ยังนำแนวทาง 5 ส ไปดำเนินการ นับว่าเป็นความร่วมมือกันอย่างดีมากที่ทุกส่วนราชการ ในอำเภอหนองหญ้าไซ เริ่มต้นที่พื้นฐานเดียวกัน ทำให้การประสานงานหรือการดำเนินงานเรื่องต่าง ๆ สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

PCU หรือสถานีอนามัย ขยายโครงการต่อยอดงานคุณภาพ

จากผลที่มีการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายซึ่งประสบความสำเร็จร่วมกัน ทำให้ทีม คปสอ. หนองหญ้าไซ ร่วมกันทำโครงการพัฒนามาตรฐาน PCU เมื่อปี 2549 จนถึงวันนี้ สถานีอนามัยที่ได้มาตรฐาน PCU มี 6 ใน 9 แห่ง ในเวลาไม่ถึง 1 ปี นับว่าเป็นความโชคดีของประชาชนอำเภอหนองหญ้าไซ ที่มีโอกาสได้รับการบริการที่ได้มาตรฐานจากสถานพยาบาลทุกแห่ง รวมทั้งส่วนราชการอื่น ๆ ในอำเภอหนอง หญ้าไซ

PCU มีความสามารถในการดูแลโรคเรื้อรัง โดยร่วมกับทางโรงพยาบาลในการทำแนวทางการดูแลประชาชนในทางเดียวกัน โดยเฉพาะโรคเบาหวานและความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของอำเภอหนองหญ้าไซ นอกจากนี้ยังมีโครงการหนึ่งสถานีอนามัย หนึ่งพยาบาล ซึ่งประสานความร่วมมือกันเป็นอย่างดี แต่ละ PCU ก็มีความโดดเด่นในเรื่องต่าง ๆ ในการดูแลประชาชน ที่แตกต่างกันตามความถนัดและบริบทของพื้นที่ นับว่าเป็นความสามารถของ PCU แต่ละแห่งโดยแท้

หมออนามัยที่ให้ใจกับชุมชน

สถานีอนามัยโค้งบ่อแร่เป็นสถานีอนามัยเล็ก ๆ มีสองสามีภรรยาร่วมกันดูแลประชาชน คุณพิชิตศักดิ์ จำปาเงิน หรือ หมอโจ้ ซึ่งเป็นชื่อที่ชาวบ้านทั่วไปเรียก หมอโจ้ ทำงานทุ่มเทจนทุกคนเห็นตรงกันว่า งานคือชีวิตและความสุขของหมอโจ้ เป็นคนมีน้ำใจช่วยเหลือโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ แต่สุดท้ายก็สุขใจทุกครั้ง ไม่ว่าหมอโจ้จะริเริ่มงานอะไร ทุกคนในหมู่บ้านร่วมแรงร่วมใจเป็นอย่างดียิ่ง อย่างเช่นโครงการป้องกันยาเสพติดเมื่อ ปี 2546 งานร่วมกับ ปปส. ภาคประชาชน ทำงานจนได้รับ “พระราชทานโล่ห์รางวัลผู้ประสานพลังแผ่นดินดีเด่นระดับประเทศ” จากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาโดยเริ่มจาก 1หมู่บ้าน เป็น 4 หมู่บ้าน ในเขตรับผิดชอบของสถานีอนามัย จนขยายเป็น 40 หมู่บ้าน กับ 4 ชุมชน ในทุกตำบลของอำเภอหนองหญ้าไซ ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจาก ปปส.ภาคกลางราว 900,000 บาท ใช้ในการป้องกันยาเสพติด การอบรมเยาวชน อาสาสมัคร มีการฝึกอาชีพ สร้างชุมชนเข้มแข็ง ทำให้ลดผู้เสพลงและไม่มีผู้ค้าในท้องที่

ได้รับสนับสนุนจากงบประมาณ สสส. ทำโครงการหมู่บ้านสร้างสุขภาพตามแนวทางพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเงิน 120,000 บาท ในปี 2550 ทำกิจกรรมส่งเสริมการออกกำลังกายด้วยการยืดเหยียดกล้ามเนื้อร่วมกับการทำงานประจำตามอาชีพ เช่น ตัดอ้อย ทำไร่ ทำนา ทุกเช้ามีการยืดเหยียด ออกกำลังกาย วัดผลโดยให้ศูนย์วิทยาศาสตร์การกีฬาวัดสมรรถนะทางกาย และเจาะไขมัน เบาหวาน ก่อนและหลังดำเนินการ ขณะนี้อยู่ระหว่างการประเมินผลซ้ำ อีกกิจกรรมในโครงการนี้คือ การนำภูมิปัญญาชาวบ้านมาใช้มีการทำลูกประคบลดอาการปวดเมื่อย โดยใช้วัตถุดิบในชุมชนไม่ต้องซื้อ และมีการอบรมทักษะการนวดจากหมอนวดในหมู่บ้าน มีผลิตภัณฑ์หมอนสมุนไพร ช่วยบรรเทาอาการหวัด ภูมิแพ้ ซึ่งผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชนของกรมอุตสาหกรรมแล้ว นอกจากนี้ มีการปลูกสบู่ดำเพื่อผลิตน้ำมันไบโอดีเซล เนื่องจากเครื่องบีบน้ำมันราคาแพงจึงไม่ได้จัดซื้อเอง จึงนำเอาลูกสบู่ดำไปแลกน้ำมันจากวัดพยัคฆาราม อำเภอศรีประจันต์ สบู่ดำ 5 กิโลกรัม แลกน้ำมันได้ 1 กิโลกรัม นำน้ำมันที่ได้มาใช้ผสมน้ำยาเครื่องพ่นหมอกควันแทนน้ำมันดีเซล

อีกโครงการหนึ่งที่น่าสนใจของอนามัยนี้คือ โครงการลด- เลิก เหล้าเพื่อตัวเองและคนที่เรารัก โดยร่วมกับแกนนำหมู่บ้าน อบต. อสม. ร่วมกันสำรวจกลุ่มเสี่ยง แบ่งหมู่บ้านออกเป็น 8 คุ้ม แบ่งกันรับผิดชอบมีการตรวจสุขภาพร่างกาย คัดกรองโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เจาะตรวจเอมไซน์ตับ ตรวจสุขภาพจิต และตรวจภาวะการทำงานของสมอง คนที่เข้าร่วมโครงการ ลด-เลิก เหล้าทั้งหมด 15 คน เลิกได้ 6 คน ดื่มลดลง 5 คน ดื่มเท่าเดิม 4 คน นับว่าเป็นความตั้งใจของหมอโจ้ และทีมนำของชุมชนและยังมีโครงการดี ๆ ในชุมชนแห่งนี้อีกมากมาย

หมอแมวอนามัยสามัคคีธรรม

สามัคคีธรรม เป็นอนามัยหนึ่งในตำบลหนองโพธิ์ที่อยู่กัน 2 สามีภรรยาเช่นกัน ที่ทำงานร่วมประสานอย่างดี โดยสามีเป็นผู้สนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ส่งให้สตรีผู้โดดเด่นด้วยความภาคภูมิใจที่เป็นเบื้องหลังความสำเร็จ คุณชนิษฐ์ฎา ทวีเดช หรือ หมอแมว เธอเป็นคนรุ่นใหม่ไฟแรง ทำงานประสานกับชุมชนท้องถิ่นได้ดีมาก ได้รับสนับสนุนงบประมาณและความร่วมมือจาก อบต. เป็นอย่างดี มีโครงการเด่น ๆ มากมาย แต่ขอเล่าเพียงตัวอย่างเท่านั้น

โครงการผู้สูงอายุ ในตำบลหนองโพธิ์ มี 2 สถานีอนามัยที่ร่วมมือกันทำงานเพื่อผู้สูงอายุ มีการก่อตั้ง “ชมรมผู้สูงอายุในฝันตำบลหนองโพธิ์” ได้รับสนับสนุนงบประมาณจาก สสส. เป็นโครงการดูแลผู้สูงอายุโดยการตรวจเยี่ยมผู้สูงอายุในชุมชนทุกคน ดูแลเรื่องสุขภาพต่างๆ คัดกรองโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง และไขมันในเลือด และ มีการจัดตั้ง “กองทุนศรีลำดวน” เพื่อสงเคราะห์ผู้สูงอายุที่เสียชีวิต

โครงการดูแลผู้พิการได้รับสนับสนุนงบประมาณ สปสช. ในการดูแลผู้พิการ มีการจดทะเบียนผู้พิการ จัดตั้งกองทุนส่งเสริมอาชีพผู้พิการ โดยการส่งเสริมการเลี้ยงหมูหลุมขายให้ชุมชน เลี้ยงปลาตะเพียน ขายส่งให้กลุ่มสินค้า OTOP “ปลาส้มหนองกระโดนมน” เลี้ยงปลาดุก ปลูกสมุนไพร และสบู่ดำ

โครงการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ได้งบประมาณ 170,000 บาท จาก สพช. ในการพัฒนาศักยภาพองค์กรในการดูแลผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูงโดยมีการสร้างเครือข่าย ตรวจเยี่ยมผู้ป่วย ประกอบด้วย อสม. และ กลุ่มผู้ป่วยด้วยกันเอง ช่วยกันดูแลกันเอง เรื่องการกินยาที่ถูกต้อง ตรวจภาวะแทรกซ้อน และการประเมินระดับน้ำตาล โดยแบ่งละแวกกันทำงาน

โครงการดูแลผู้ป่วยเอดส์และครอบครัว ในโครงการ บวรส.ร่วมใจต้านภัยเอดส์ บวรส. คือ บ้าน วัด โรงเรียน สถานีอนามัย และสำนักงาน อบต. มีการทำงานเป็นเครือข่าย ดูแลผู้ติดเชื้อ และผู้ที่ได้รับผลกระทบ มีทุนการศึกษาแก่บุตรผู้ติดเชื้อ โดยต้องเปิดเผยข้อมูลด้วยเต็มใจ มีการทำงานเชื่อมต่อกับคณะกรรมการระดับอำเภอ ซึ่งนายอำเภอให้ความสำคัญและสนใจ ดูแลเป็นอย่างดียิ่ง

ตื่นตัวกลัวเส้นแดง

PCU หนองโพธิ์ เป็นอีก PCU ที่โรงพยาบาลที่โดดเด่น เดิม PCU นี้มีข่าวเข้าหูว่า ไม่ร่วมมืออะไรกับใครเลย เป็นที่ส่งต่อของผู้บริหาร แต่พอลงไปสัมผัสพบว่า การทำงานในเนื้อแท้ด้านการสร้างเสริมสุขภาพแตกต่างจากที่อื่นๆ โดยเฉพาะการดูแลผู้ป่วยเรื้อรังพบว่า ผู้ป่วยเบาหวาน ความดันโลหิตสูง ในเขตรับผิดชอบของ PCU มีอยู่ 255 คน ดูแลที่ PCU 211 คน ที่เหลือเป็นผู้ป่วยเบิกได้ที่ขึ้นทะเบียนจ่ายตรง หรืออยู่ใกล้กับโรงพยาบาล หรือ มีภาวะแทรกซ้อนมาก จึงไปใช้บริการที่โรงพยาบาล

เริ่มที่แผนการปฏิบัติงานการเยี่ยมบ้านโครงการอนามัยใกล้บ้านบริการใกล้ใจ ตื่นตอนเช้าวันคลินิกเบาหวาน และความดันโลหิตสูง เวลา 05.00 น คุณเพ็ญศรี ผลจุลพันธ์ จะต้มข้าวต้มไว้เพื่อผู้ป่วยที่เจาะเบาหวาน แล้วจะได้กิน แล้วออกมาเจาะเลือดแต่เช้า ก่อนทีมโรงพยาบาลจะไปร่วมให้บริการ หลังจากตรวจรักษาแล้วก็มีการคุยก่อนจาก ลงผลความดันโลหิตสูง ผลน้ำตาลในเลือด ในทะเบียนติดตามเฝ้าระวังผู้ป่วยเรื้อรัง ซึ่งทำเป็นกราฟ ง่าย ๆ “ขีดเส้นแดงไว้” ถ้าเกินเส้นแดงก็มีภาวะเสี่ยงแล้ว ผู้ป่วยก็ตื่นตัวกลัวเส้นแดง จนต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตนเอง กราฟที่เขียนนี้มี 2 แผ่น แผ่นแรกติดกับสมุดประจำตัวผู้ป่วย อีกแผ่นอยู่ในทะเบียน เก็บที่สถานีอนามัย เพื่อที่เจ้าหน้าที่ สอ. กับ อสม.จะได้ลงเยี่ยมบ้านเพื่อติดตามเฝ้าระวังผู้ป่วยเรื้อรัง มีบันทึกไว้ทุกคน แม้ผู้ป่วยที่รับยาจากโรงพยาบาลก็ตามไปเยี่ยมและสอบถามอาการแล้วลงบันทึกในกราฟด้วย

จากการลงเยี่ยมถึงที่บ้านพบว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่เกือบ 80 % กินยาไม่ค่อยถูกต้องนัก สะท้อนทำให้เกิดการปรับเปลี่ยนเรื่องคำแนะนำการใช้ยาให้เป็นภาษาที่เข้าใจง่ายและชัดเจน ผู้ที่ต้องลงไปเยี่ยมอันดับต้น ๆ คือ คนที่ผิดนัด จะมีหมายเรียกให้มาตามนัด ถ้าไม่มาอีกก็จะรีบลงไป นอกจากนี้ก็คือผู้ที่รับยาจากที่อื่น เช่น โรงพยาบาล คลินิก อีกกลุ่มหนึ่งคือผู้ที่อยู่ในเส้นแดงติดต่อกัน 3 ครั้ง ขึ้นไป พี่เพ็ญศรีเล่าอย่างภาคภูมิใจ เรื่องผู้ป่วยหญิงอายุ 56 ปี เป็นเบาหวาน และความดันโลหิตสูง น้ำตาลสูงตลอดปี 2549 พี่เพ็ญศรี ลงไปที่บ้านดูเรื่องการกินอาหาร ครอบครัว สภาพแวดล้อม สภาพจิตใจ นอนคุยกันในเรื่องต่าง ๆ เพราะเคยคุยที่ PCU แล้วไม่ได้ผล ยกตัวอย่างสุขภาพของพี่เพ็ญศรีเองในการดูแลโรคประจำตัวตนเอง สามารถทำให้ผู้ป่วยผู้นี้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินได้ จากตุลาคม 2549 จนถึงมีนาคม 2550 ผลน้ำตาลปกติในเกณฑ์ที่ ดีมากทุกเดือน

จากการลงเยี่ยมบ้านพบปัญหาเรื่องการใช้ยา ทำให้คิดวิธีการต่อ ซึ่งกำลังของบ อบต. เรื่อง หิ้วถุงยามาตามนัด เป็นกระเป๋าใส่ยาใบเล็ก ๆ ที่พอใส่ยา สมุดประจำตัว บัตรนัด เป็นการประหยัดในระยะยาว และเก็บง่ายเป็นที่เป็นทาง ถ้ายาเหลือหรือขาดจะทราบทันทีได้ว่ากินยาเป็นอย่างไร จะเห็นได้ว่าทีมงาน PCU “ทำงานด้วยใจไม่เคยประกาศไปทั่ว เพียงรู้ตัวว่าทำอะไร เพื่อใคร” เก็บความภาคภูมิใจไว้กับตนเอง

เรื่องราวของ PCU ต่างๆ ก็มีหลากหลาย บางแห่งแบ่งเบาภาระของโรงพยาบาลได้มาก บางแห่งก็มีกิจกรรมที่หลากหลายอย่าง เช่น PCU แจงงาม มีปฏิทิน อสม. เป็นปฏิทินการปฏิบัติงานของ อสม. เป็นกล่องติดชื่อและรูปใส่เรื่องราวที่จะสื่อข่าวแนวทางการทำงาน ติดตามผลการทำงานด้านสุขภาพของแต่ละ อสม. ที่รับผิดชอบ ทำให้ผลงานของ PCU บรรลุความสำเร็จได้มากขึ้นและเร็วขึ้น

ผู้นำศาสนาให้การสนับสนุนงานด้านสาธารณสุข

คราวเมื่อมีวิกฤติการเงินและประชาชนขาดศรัทธาโรงพยาบาล ทางผู้นำศาสนา ผู้นำชุมชนร่วมแรงร่วมใจกันหาเงินบริจาคให้กับทางโรงพยาบาลนับสิบล้านบาท นอกจากทุนทรัพย์แล้ว วัดยังเป็นแหล่งศูนย์กลางให้ส่วนราชการเข้าไปร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ซึ่งช่วยสร้างศรัทธาแก่ประชาชนได้ เช่นโครงการอำเภอเคลื่อนที่ในวันพระสิ้นเดือน โครงการชวนกันไปวัดเดือนละครั้งที่ทางเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลหิ้วปิ่นโตไปทำบุญที่วัดในเขตอำเภอหนองหญ้าไซ จึงทำให้โรงพยาบาลและสถานีอนามัยได้รับความช่วยเหลือจากผู้นำศาสนาอย่างดียิ่ง เช่นเดียวกันทางโรงพยาบาลและสถานีอนามัยก็ดูแลสุขภาพผู้นำทางศาสนาเป็นอย่างดี ให้บริการฟรีโดยพักห้องพิเศษ

นอกจากนี้ยังเป็นการช่วยด้านจิตใจของผู้ให้บริการ ทุกปีเราจะมีการทำบุญโรงพยาบาล และเจ้าคณะอำเภอหนองหญ้าไซ ก็แสดงพระธรรมเทศนาให้แก่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนให้มีจิตเมตตา เป็นผู้ให้เป็นผู้มีจิตอาสาด้วยความเต็มใจ จากการทำบุญตามวัดต่าง ๆ ทุกเดือน เป็นการพัฒนาจิตใจเจ้าหน้าที่ และเข้าถึงประชาชนได้โดยง่ายในงานด้านสาธารณสุขต่าง ๆ โดยมีผู้นำทางศาสนาเป็นสื่อกลาง ทำให้งานสาธารณสุขบรรลุผลได้ไม่ยากนัก

การดูแลด้วยใจที่ใครๆก็พูดถึง

พฤติกรรมบริการที่มีมาตรฐานกำกับ หาเพียงพอไม่ถ้าใจทุกคนไม่ได้ให้กับการบริการ ทีมงานทุกคนมองผู้รับบริการและประชาชนเสมือนญาติ ซึ่งบางคนก็คือญาติของเจ้าหน้าที่จริง ๆ เพราะกว่าครึ่งของผู้ให้บริการเป็นคนในพื้นที่ความใกล้ชิดสนิทสนม พูดจาพูดคุยกันระหว่างผู้ป่วย ญาติกับเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาล ทำให้เกิดความร่วมมือกันในการดูแลด้านสุขภาพ

มีผู้ป่วยถุงลมโป่งพอง (COPD) ซึ่งเป็นพระรูปหนึ่ง เข้าออกโรงพยาบาลซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนทีมงานพบว่ากลับไปที่วัดก็ไม่มีใครดูแล ญาติก็อยู่ต่างจังหวัดจึงปรึกษากันเพื่อหาสถานที่ให้อยู่ใหม่ โดยติดต่อกับเจ้าอาวาสอีกวัดหนึ่งซึ่งพอมีพระลูกวัดที่ดูแลได้ จัดสภาพแวดล้อม เตรียมเครื่องพ่นยาพร้อมกับคำแนะนำและฝึกฝนให้ จนปัจจุบันมากกว่า 6 เดือนแล้ว พระรูปดังกล่าวไม่เคยเข้ามาพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกเลย

ผู้ป่วยระยะสุดท้าย เช่น เอดส์ มะเร็ง ไตวาย ถ้าญาติต้องการอยู่โรงพยาบาลก็ยินดีดูแลให้ ถ้าประสงค์อยู่ที่บ้านก็จะฝึกฝนทักษะญาติจนดูแลได้ และมีทีมงานตามลงไปเยี่ยมบ้าน ผู้ป่วยเรื้อรังทุกรายที่นอนโรงพยาบาล จะมีการร่วมมือระหว่างญาติกับเจ้าหน้าที่ในการวางแผนการดูแลรักษา และผู้ป่วยทุกคนที่เสียชีวิตที่โรงพยาบาลหรือขอกลับไปเสียชีวิตที่บ้านทางโรงพยาบาลจะมีทีมงานลูกค้าสัมพันธ์เข้าไปวางพวงหรีด และดูแลจิตใจของญาติด้วย

มีผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นผู้หญิง ซึ่งเป็นมะเร็งที่สมอง ผ่าตัดสมองแล้วมีอาการชัก สามีและลูกก็ทราบว่าต้องเสียชีวิต ดูแลที่โรงพยาบาลจนเสียชีวิต แต่ญาติไม่มีเงินเลยแม้แต่บาทเดียว ทางทีมงานผู้ป่วยในที่ดูแลก็ร่วมกันรวบรวมเงินจากเจ้าหน้าที่ ญาติผู้ป่วยคนอื่น ๆ ตามจิตศรัทธา เพียงเวลาแค่ 2 ชั่วโมงระหว่างรอรับศพ สามารถรวมรวมเงินทำบุญได้ถึง 3,000 พันกว่าบาท

เรื่องราวดี ๆ อย่างนี้มีให้เห็นได้เกือบทุกวัน ทุกคนแม้เหน็ดเหนื่อยเพียงใด ก็พบรอยยิ้มในการบริการ จนคนที่มาดูงานกว่า 20 คณะ ทั้งภาครัฐและเอกชนเกือบทุกรุ่น ถาม ผู้อำนวยการโรงพยาบาลว่า สร้างทีมงานอย่างนี้ได้อย่างไร ซึ่งคุณหมอสมพิศก็ยิ้มและตอบอย่างภาคภูมิใจว่า ใช้ “การบริหารด้วยใจ” และเป็นความดีในตัวบุคลากรเองนั่นแหละ...

เรื่องราวของแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร

ก่อนปี 2546 บุคลากรทางการแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร มีการหมุนเวียนบ่อยมาก อยู่กันไม่เกินคนละ 1 – 2 ปี เท่านั้นและขาดแคลนตลอด ณ ปัจจุบันมีแพทย์ 4 คน ทันตแพทย์ 3 คน เภสัชกร 3 คน และทุกคนช่วยเหลืองานต่าง ๆ ที่นอกเหนือจากงานประจำ บางครั้งแพทย์ต้องไปช่วยโรงพยาบาลอื่น ๆ ซึ่งขาดแคลนแพทย์

หัวหน้าเภสัชกร ภญ.สุปราณี จามรจินดามณี ซึ่งคนทั่วไปเรียก หมอไนท์ แต่เป็นแสงไฟส่องสว่างให้กับหลาย ๆ คน เนื่องจากมีใจมุ่งมั่นหวังให้ประชาชน ลด ละ เลิก อบายมุข จึงริเริ่มโครงการอดบุหรี่โดยที่ไม่เคยผ่านการอบรมทั้งสิ้น เริ่มจาก 1 คนโดยเป็นที่ปรึกษาทั้งในและนอกเวลาราชการ จนเดี๋ยวนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการมากกว่า 100 คน ทั้งข้าราชการในและนอกอำเภอ ผู้นำชุมชน และประชาชนทั่วไป หลายคนมีการชักชวนบอกต่อกันจนเลิกได้จากคำแนะนำของผู้ที่เคยเลิกได้

แพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ทุกคนมีบทบาทช่วยเหลืองานมากกว่างานประจำ ถือว่าเป็นกำลังสำคัญในการดำเนินงานทีเดียวและทั้ง 10 ชีวิตในปี 2550 ก็ยังไม่คิดจะโยกย้ายไปไหนซึ่งต่างจากเมื่อก่อนที่ครบปีก็ขอย้ายเข้าใกล้ตัวเมืองกันหมด แต่ด้วยใจทั้ง 10 ดวงของทีมงานแพทย์ ทันตแพทย์ และเภสัชกร ที่คิดจะทำงานในชนบทที่ห่างไกลโดยหวังผลเพียงเพื่อสุขใจ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าไม่ใช่ปัจจัยเรื่องเงินเท่านั้นที่จะดึงดูดบุคลากรระดับนี้ไว้ได้ ถ้าไม่ใช่เสน่ห์ของชุมชนหรือทีมงานที่ทำให้ทุกคนอยู่ด้วยใจ

ใช้การจัดการเชิงกลยุทธ์

ในเวลาไม่ถึง 4 ปี ที่แก้ปัญหาวิกฤติให้เบาบางลง ขณะที่มีการพัฒนางานด้านต่าง ๆ มากมาย ทำได้อย่างไร คำตอบก็คือเราใช้การจัดการเชิงกลยุทธ์ ซึ่งเมื่อปี 2547 ทางโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ ได้เป็น 1 ใน 3 โรงพยาบาลนำร่องในโครงการพัฒนาการจัดการเชิงกลยุทธ์ของกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ซึ่งมีโรงพยาบาลร้อยเอ็ด โรงพยาบาลพระพุทธบาทสระบุรี และโรงพยาบาลหนองหญ้าไซ โดยใช้เกณฑ์รางวัลคุณภาพแห่งชาติ (Thailand Quality Award /TQA) ในการพัฒนา เป็นการบริหารจัดการทั่วทั้งองค์กร ซึ่งเป็นการพัฒนาความสามารถด้านการบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ตามแนวทางของ Malcolm Baldrige National Quality Award / Thailand Quality Award (TQA) ซึ่งสามารถบริหารจัดการจนเห็น เป็นรูปธรรม และเป็นต้นแบบในการขยายผลโครงการ สู่หน่วยงานอีก 24 แห่งในประเทศไทยในปี 2548 พร้อมกันนั้นได้ร่วมเป็นวิทยากรถ่ายทอดประสบการณ์ให้กับโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการในภาคกลาง และภาคเหนือ

เริ่มด้วยการวิเคราะห์ตนเองตามเกณฑ์ TQA ร่วมกับการวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมภายนอก กำหนดเป้าหมายระยะยาว ระยะกลางและระยะสั้น จากนั้นมีการวางแผนกลยุทธ์แบบมีส่วนร่วม แล้วดำเนินการ ตามแผนงานดังกล่าว จัดการประเมินผล และปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง จากกรอบ TQA นี้เองที่ทำให้ทีมงานมีมุมมองเชิงระบบ สามารถบูรณาการงานคุณภาพทุกเรื่องเข้าด้วยกันและทำไปพร้อมกันโดยไม่ยุ่งยาก โดยการใช้ TQA เป็นกรอบการบริหารจัดการ ใช้มาตรฐาน HA HPH และมาตรฐานบริการสาธารณสุขเป็นสิ่งที่มุ่งหวัง ใช้เครื่องมือต่าง ๆ เช่น 5 ส ESB BSC HNQA เป็นต้น ในการดำเนินการพัฒนาตามบริบทของตนเอง

ทีมงานในโรงพยาบาลดีใจที่ได้ใช้เกณฑ์ TQA มาพัฒนาองค์กร ซึ่งกระแสที่ตามมาในปัจจุบัน คือมาตรฐานHA ปี 2549 PMQA ที่ กพร. นำมาใช้ในปี 2550 และมาตรฐาน PCU ก็ได้นำกรอบแนวคิดเดียวกันนี้มาใช้เช่นกัน ทำให้ทีมงานไม่สับสน และไม่เคยกลัวงานใหม่ ๆ ที่เข้ามา

พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง

จากการที่ได้พัฒนาการจัดการเชิงกลยุทธ์ ไม่ว่านโยบายอะไรจะออกมาใหม่แบบไหน โรงพยาบาลก็สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ได้ เช่นโรงพยาบาลพอเพียง ถ้าเข้าใจแนวคิด 3 ห่วง 2 เงื่อน คือ ห่วงที่ 1 ความพอประมาณ คือการที่เรารู้จักตนเอง ใช้การวิเคราะห์ตนเองนั่นเอง ห่วงที่ 2 ความมีเหตุผล คือการทำงานที่มีที่มาที่ไป มีแผนกลยุทธ์ที่เหมาะสม มีการปฏิบัติที่ควรเกิดผลอย่างไร เป็นต้น ห่วงที่ 3 ความมีภูมิคุ้มกัน ก็คือความพร้อมรับการเปลี่ยนแปลง สามารถอยู่รอดได้ เงื่อนที่ 1 ความรู้ มีการพัฒนาการจัดการองค์ความรู้ และเงื่อนที่ 2 คุณธรรม คือการทำงานที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม และทำงานด้วยหัวใจ ความเป็นมนุษย์นั่นเอง ก็ย่อมสามารถเดินไปสู่เป้าหมายที่บรรลุเกณฑ์ได้ไม่ยาก

โรงพยาบาลจิตอาสาก็เช่นกัน ก่อนที่จะให้ใครต่อใคร มาอาสาทำร่วมกับเรา เจ้าหน้าที่ทุกคน ควรมีจิตใจที่เป็นผู้ให้ เป็นผู้อาสาก่อน และการทำงานที่ให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมก่อนถึงจะเกิดโครงการจิตอาสาที่ทำด้วยใจจริง ๆ ไม่ใช่การเกณฑ์กันมาทำ ตามนโยบายเท่านั้น การทำงานด้วยใจจะทำให้ลึกซึ้งกับคำว่า “เป็นผู้ให้จะสุขใจกว่าผู้รับ”

หนองหญ้าไซ โรงพยาบาลเล็กพริกขี้หนู

ภายในระยะเวลาเพียง 3-4 ปีของการเปลี่ยนแปลง โรงพยาบาลหนองหญ้าไซสามารถเร่งจังหวะการขับเคลื่อนมาสู่การเป็นโรงพยาบาลแนวหน้าของจังหวัดสุพรรณบุรี และเป็นแถวหน้าของภาคกลางได้อย่างน่าทึ่ง โรงพยาบาลหนองหญ้าไซได้พิสูจน์ให้เห็นว่า การพัฒนาโรงพยาบาลและสถานีอนามัยสู่การบริการประชาชนอย่างมีคุณภาพนั้น ขอเวลาเพียง 3-4 ปีก็เพียงพอที่จะเร่งเครื่องแซงทางโค้งสู่จุดหมายได้ ขอเพียงแต่มีความร่วมมือร่วมใจของเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทุกระดับ ร่วมกับความมุ่งมั่นและใส่ใจดูแลของผู้อำนวยการโรงพยาบาล

โรงพยาบาลชุมชนหนองหญ้าไซได้พัฒนาตนเองสู่การเป็นหน่วยงานที่ประชาชนเชื่อมั่นศรัทธาแล้ว ยังสามารถเหนี่ยวนำให้ส่วนราชการอื่นๆร่วมกันเดินในเส้นทางการบริการประชาชนอย่างมีคุณภาพร่วมกันได้ด้วย นับเป็นปรากฏการณ์ที่หาได้ไม่ง่ายนักในประเทศไทย

@@@@@@@@@@@@@

โรงพยาบาลเวียงแก่น จิ๋วแต่แจ๋วริมแดนโขง

โดย Admin on January,11 2011 22.37

โรงพยาบาลเวียงแก่น จิ๋วแต่แจ๋วริมแดนโขง

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับ พฤศจิกายน-ธันวาคม 2551

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

นั่งรถเมล์แบบบ้านๆ ตีจากตัวเมืองเชียงรายพุ่งเข้าหาแม่น้ำโขงด้วยความเร็วที่ยังพอชื่นชมทิวทัศน์สองข้างทางได้อย่างไม่ลำบากสายตาจนเกินไป มุ่งหน้าสู่ อำเภอเวียงแก่น อำเภอแสนสงบแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงราย ที่นั่นซุกตัวอยู่เงียบๆ ท่ามกลางขุนเขา แมกไม้ และสายหมอกห่มคลุม มีแม่น้ำ 2 สายล่องไหลอยู่ชั่วนาตาปี –น้ำงาว และน้ำของ -อากาศเย็นสบาย กับผู้คนหลากหลายชาติพันธุ์อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขตามสมควรแห่งอัตภาพ

ถ้าร้านสะดวกซื้อชื่อติดปากคนเมืองร้านนั้นถือเป็นตัววัดความเป็นเมืองประเภทหนึ่ง ตัวอำเภอเวียงแก่นก็คงไม่ใช่ ‘เมือง’ ในความหมายที่คนเมืองทั่วไปเข้าใจกัน ที่นั่นไม่มีร้านสะดวกซื้ออย่างที่ว่า ความพลุกพล่านยังรังควานไปไม่ถึง เมื่อดวงอาทิตย์ตกดิน เมืองทั้งเมืองก็เหมือนจะหมดหน้าที่ตามแสงแดดไปด้วย สำหรับคนที่ติดความสะดวกสบาย เวียงแก่นย่อมไม่เหมาะ แต่ถ้าต้องการปลดเปลื้องความวุ่นวาย เวียงแก่นคือคำตอบที่เหมาะยิ่ง

ห่างออกไปจากตัวเมืองประมาณ 5 กิโลเมตร โรงพยาบาลเวียงแก่น นิ่งสงบรอคอยเยียวยาความเจ็บไข้ การที่รัฐบาลมีนโยบายสร้างโรงพยาบาลชุมชนให้กระจายในทุกอำเภอแม้แต่อำเภอชายแดนที่ห่างไกลนั้น เป็นนโยบายที่นอกจากจะสร้างโอกาสในการเข้าถึงบริการให้แก่ประชาชนแล้ว ที่สำคัญที่สุด โรงพยาบาลชุมชนริมชายแดนที่ห่างไกลนั้น ได้กลายเป็นที่บ่มเพาะอุดมคติของวิชาชีพสุขภาพหลายๆ คน ที่พร้อมละทิ้งความสุขสบายและการแสวงหาความร่ำรวย มาใช้ชีวิตตามอุดมการณ์ ดูแลสุขภาพคนยากคนจนในชนบท ตามแบบอย่างพระบรมราชชนก เวียงแก่นคืออีกที่หนึ่งที่จิ๋วแต่แจ๋วริมฝั่งโขง

ย้อนอดีต กว่าจะถึงวันนี้

อำเภอเวียงแก่นอยู่ทางทิศตะวันออกของจังหวัดเชียงราย ติดชายฝั่งแม่น้ำโขงตรงข้ามริมฝั่งแม่น้ำโขงเป็นแขวงบ่อแก้ว ประเทศลาว ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 150 กิโลเมตร นับเป็นอีกโรงพยาบาลชายแดนที่ห่างไกลแสงสีนีออน แต่ใกล้แสงเดือนแสงดาว

อำเภอเวียงแก่นมี 4 ตำบล 41 หมู่บ้าน มีพื้นที่ 526 ตารางกิโลเมตรประชากรที่ขึ้นทะเบียน 33,600 คน ส่วนใหญ่ประชากรเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ รวม 6 ชนเผ่า ได้แก่ ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง เย้า ไทลื้อ มูเซอ ขมุ จีนฮ้อ ร้อยละ 70 ส่วนที่เหลือเป็นชาวพื้นเมืองเมืองล้านนาและชาวไทยเชื้อสายลาวที่ข้ามฝั่งมาแต่งงานกับชาวพื้นเมืองล้านนาแล้วอพยพถิ่นฐานเข้ามาอยู่ในอำเภอเวียงแก่น นอกจากนี้ยังมีประชากรที่ไม่มีบัตรไม่ได้ขึ้นทะเบียนอีกจำนวนหนึ่งซึ่งเป็นลักษณะปกติของโรงพยาบาลชายแดน เป็นอำเภอที่มีทรัพยากรธรรมชาติค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ด้านเศรษฐกิจนั้นไม่ค่อยดี ชาวบ้านส่วนใหญ่มีการทำนา สวนยาสูบ สวนขิง สวนยางพารา ไร่ข้าวโพดและสวนผลไม้โดยเฉพาะส้มโอ สถานที่ท่องเที่ยวของอำเภอเวียงแก่นมีภูผาตั้ง แก่งผาได และห่างจากภูชี้ฟ้าประมาณ 52 กิโลเมตร

เมื่อปีพ.ศ. 2532 คุณแม่พิสมัย ชินะข่าย พ่อทอง แม่ผัน นุธรรม พร้อมบุตรธิดาบริจาคที่รวมจำนวน 25 ไร่ เพื่อก่อตั้งโรงพยาบาลสาขาของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเชียงของ อำเภอเชียงของ อาคารหลังแรกที่มีขนาดเล็ก และได้ถูกดัดแปลงต่อเติมให้เกิดการใช้ประโยชน์ตามภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไปโดยมีนายแพทย์สมชาติ รัตนพิทยารักษ์ เป็นผู้อำนวยการคนแรก ต่อมาพ.ศ. 2535 ขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง ในสมัยของนายแพทย์สุชาญ ปริญญาป็้็็้้้ฯ และขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียงในพ.ศ. 2540 ในสมัยของนายแพทย์ทวนทศพร สุวรรณจูฑะ และใน พ.ศ.2541 มีนายแพทย์กิติพัฒน์ ลาชโรจน์เป็นผู้อำนวยการจนถึงปัจจุบัน

แม่ทัพแห่งริมโขง

โรงพยาบาลเวียงแก่นภายใต้การนำของนายแพทย์กิติพัฒน์ ลาชโรจน์ และมีเหล่าแม่ทัพเป็นคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลซึ่งประกอบไปด้วย คุณพิสมัย รวมจิตรแม่ทัพฝ่ายการพยาบาล ทันตแพทย์หญิงพจนา พงษ์พานิช คุณประภาศรี ทิพย์อุทัย คุณเสถียร ฉันทะ เภสัชกรประพันธ์ แซ่เฮ่อ คุณเบญจวรรณ กันติ๊บซึ่งเหล่าแม่ทัพกลุ่มนี้เป็นกำลังหลักสำคัญให้กับโรงพยาบาลในการดูแลสุขภาพของประชาชนชาวเมืองเวียงแก่นให้มีสุขภาวะที่ดี

นายแพทย์กิติพัฒน์ ลาชโรจน์ เป็นคนกรุงเทพมหานคร เรียนจบคณะแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่นในปีพ.ศ. 2539 เริ่มชีวิตแพทย์ครั้งแรกที่โรงพยาบาลแม่ลาว จังหวัดเชียงรายต่อมาย้ายมาที่โรงพยาบาลขุนตาลได้ 4 เดือน ก็ย้ายมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวียงแก่นในปี พ.ศ. 2541จนถึงปัจจุบัน

ในปี 2540 เป็นต้นมาโรงพยาบาลเวียงแก่นได้เปลี่ยนไป มีการพัฒนาขึ้นมากและเนื่องด้วยอำเภอเวียงแก่นอยู่ห่างไกลจากจังหวัดเชียงราย เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ส่วนใหญ่เป็นคนต่างอำเภอ หรือต่างจังหวัดทำให้โรงพยาบาลเกิดปัญหาว่าเจ้าหน้าที่มีอัตราการโยกย้ายในแต่ละปีสูงโดยเฉพาะวิชาชีพแพทย์ และพยาบาล ทำให้มีผลกระทบด้านความต่อเนื่องของงานบางงาน ดังนั้นเหล่าแม่ทัพและขุนพลของโรงพยาบาลนำโดยนายแพทย์กิติพัฒน์ ได้ปรับกรอบแนวคิดที่ว่า “ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมอย่างเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันในการทำงานด้านการรักษา ส่งเสริมสุขภาพภาคประชาชน และการป้องกันโรคอย่างมีประสิทธิภาพ ” เป็นธงนำในการพัฒนาอย่างต่อเนื่องโดยมีนโยบายหลัก 3 ข้อคือ

  1. ปรับปรุงและ พัฒนาโครงสร้างทางกายภาพและ ภูมิสถาปัตย์ ให้น่าอยู่น่าทำงาน เสริมสร้างองค์กรด้วยการมีส่วนร่วมของเครือข่ายสุขภาพให้ประชาชนพึ่งได้

  2. พัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการทางการแพทย์

  3. ส่งเสริมสนับสนุนให้บุคลากรทางการแพทย์ใฝ่เรียนรู้ที่จะพัฒนาตัวเอง และผลักดันให้มีความก้าวหน้าในวิชาชีพของตนเอง

และจากการพัฒนาโรงพยาบาลเล็กริมฝั่งโขงอย่างต่อเนื่อง โดยมีทีมแม่ทัพที่ไม่เปลี่ยนคน ทำให้ปัญหาการโยกย้ายของบุคลากรลดลง การพัฒนาโรงพยาบาลเป็นไปได้อย่างต่อเนื่องมากขึ้น

ปัจจุบันโรงพยาบาลเวียงแก่นมีแพทย์ 3 คน (แพทย์ประจำ 2 คน แพทย์อินเทิร์น 1 คน) ทันตแพทย์ 2 คน เภสัชกร 2 คน พยาบาลวิชาชีพ 34 คน และมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นกองทัพเสริมให้กับโรงพยาบาลเวียงแก่นทำงานบริการได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่องอีก 68 คนรวมเจ้าหน้าที่ 109 คน

นายแพทย์กิติพัฒน์ และทีมงานได้ให้ความสำคัญกับการจัดวางภูมิสถาปัตย์ในโรงพยาบาล ให้มีความสวยงามน่าอยู่น่าทำงาน การจัดสถานที่ให้เอื้อต่อการดูแลสุขภาพของเจ้าหน้าที่ เช่น การปรับปรุงสนามกีฬาให้เจ้าหน้าที่ได้ออกกำลังกาย เป็นต้น เนื่องด้วยผู้อำนวยการเป็นนักกีฬาทีมฟุตบอล นักแบดมินตันของโรงพยาบาล จึงทำให้ทีมกีฬาของเวียงแก่นไปคว้าแชมป์ถ้วยรวมในกีฬาโซนของจังหวัดได้เกือบทุกปี เจ้าหน้าที่ของเวียงแก่น ส่วนใหญ่มีอายุใกล้เคียงกัน เพราะมักเป็นพื้นที่ที่รับบรรจุข้าราชการใหม่ส่วนใหญ่ชอบเล่นกีฬาทำให้ผู้อำนวยการของโรงพยาบาลให้การสนับสนุนเรื่องการสร้างเสริมสุขภาพของเจ้าหน้าที่ไปด้วย

พัฒนาด้านการรักษา

โรงพยาบาลเวียงแก่นพยายามจัดหาเครื่องมืออุปกรณ์ครุภัณฑ์การแพทย์ให้มีความทันสมัย ได้มีการปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างทางกายภาพและภูมิสถาปัตย์ให้น่าอยู่น่าทำงาน รวมทั้งพัฒนาภารกิจหลักด้านการรักษา และการส่งเสริมป้องกันโรค

ทางโรงพยาบาลให้ความสำคัญกับการพัฒนาเป็นเครือข่ายสุขภาพที่มีทั้งโรงพยาบาลซึ่งรวมไปถึงสถานีอนามัย และ PCU อีก 10 แห่ง ที่เป็นกำลังหลักให้กับการดูแลสุขภาพของประชาชนอำเภอเวียงแก่นให้ทั่วถึง ประชาชนของอำเภอเวียงแก่นส่วนใหญ่มีฐานะยากจน หมู่บ้านแต่ละหมู่บ้านอยู่กระจัดกระจายตามพื้นที่สูง และพื้นราบบางหมู่บ้านส่วนใหญ่อยู่ห่างไกลจากโรงพยาบาล การเดินทางไม่สะดวกผู้มารับบริการบางคนเป็นชาวไทยภูเขาเดินเท้าจากหมู่บ้านมาโรงพยาบาลรวมระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร

ในฤดูฝนรถยนต์จะขึ้นไปหมู่บ้านไม่ได้ ฝ่ายการพยาบาลภายใต้การนำของคุณพิสมัย รวมจิตร หัวหน้าฝ่ายการพยาบาลได้เห็นปัญหาและให้ความสำคัญได้จัดพยาบาลพี่เลี้ยงไปช่วยเป็นพี่เลี้ยงด้านการรักษา วินิจฉัยโรคและอื่นๆ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มศักยภาพให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขทุกสถานีอนามัยโดยพยาบาลพี่เลี้ยงจะเลือกสถานีอนามัยตามความสมัครใจ และมีการจัดเวรให้พยาบาลพี่เลี้ยงออกปฏิบัติการทุกสัปดาห์ นอกจากสนับสนุนบุคลากรแล้วกรรมการบริหารโรงพยาบาลยังสนับสนุนเวชภัณฑ์ทางการแพทย์ เครื่องมือ อุปกรณ์ และงบประมาณให้แต่ละสถานีอนามัยมีความพร้อมในการปฏิบัติงานอย่างเหมาะสมและทั่วถึง

การให้การรักษาในโรงพยาบาลในกลุ่มผู้ป่วยโรคเรื้อรัง ทางโรงพยาบาลจัดให้มีบริการผู้ป่วยแบบ One stop service ได้แก่ คลินิกรุ่งอรุณโรคเบาหวาน คลินิกCOPD คลินิกโรคความดันโลหิตสูง คลินิก ARV นอกจากนั้นเรายังมีการพัฒนารูปแบบการให้บริการในรูปแบบเครือข่ายร่วมกับโรงพยาบาลอื่นๆ ของโรคเบาหวานเป็นเครือข่ายที่มีชื่อว่า “เครือข่ายอิงโขง” คลินิกอดบุหรี่ในผู้ป่วย และการออกทำคลินิกอดบุหรี่ให้กับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการในชุมชนของหน่วยงานสุขภาพจิตของโรงพยาบาล

การรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลผู้อำนวยการเห็นความสำคัญของการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่มีการส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่เข้ารับการอบรมความรู้ด้านการดูแลรักษาให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้มารับบริการ เช่น สนับสนุนพยาบาลวิชาชีพเข้าอบรมเวชปฎิบัติชุมชน เป็นต้น นอกจากนั้นโรงพยาบาลยังได้มีนโยบาย HA มาตรฐานสาธารณสุข (HNQA) โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ (HPH) เพื่อจะจะพัฒนามาตรฐานคุณภาพบริการทางการแพทย์ของโรงพยาบาลให้ดีขึ้นเรื่อยๆ

ดูแลทีมงานให้เข้มแข็ง

ด้านการส่งเสริมสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่ผู้อำนวยการได้สนับสนุนให้มีสิ่งแวดล้อมน่าอยู่ น่าทำงานนอกจากการปรับปรุงโครงสร้างทางกายภาพและ ภูมิสถาปัตย์ แล้วยังสนับสนุนให้มีสนามกีฬา อุปกรณ์ และสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่เข้าร่วมกิจกรรมกีฬาทั้งภายนอกและภายในรพ. เช่น กิจกรรมกีฬาควายซึ่งเป็นกีฬาสีประเพณีของโรงพยาบาล กีฬาหน่วยงานของอำเภอเวียงแก่น กีฬาโซน กีฬาสาธารณสุขจังหวัด

นอกจากนี้ เพื่อให้ยังมีการส่งเสริมสุขภาพเจ้าหน้าที่มีแข็งแรงในกลุ่มต่างๆ โดยแบ่งตามวัย และสภาพความแข็งแรงของร่างกายพบว่าเจ้าหน้าที่ของเรามี 3 กลุ่มใหญ่ คือ กลุ่มปกติ กลุ่มเสี่ยงต่อโรค และกลุ่มป่วย ผู้อำนวยการได้มีการสนับสนุนและดูแลสุขภาพเจ้าหน้าที่โดยในกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่พบภาวะเสี่ยงของโรค ทีมงานได้รับสมัครและจัดโครงการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้เจ้าหน้าที่และครอบครัวร่วมกับข้าราชาการและเจ้าหน้าที่ที่ได้รับการตรวจสุขภาพแล้วพบภาวะเสี่ยงร่วมกัน ปัจจุบันโรงพยาบาลเวียงแก่นได้ทำดำเนินกิจกรรมโครงการอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 2 ปี

นอกจากนี้ยังมีโครงการอดบุหรี่เทิดไทในหลวงของกลุ่มเจ้าหน้าที่ที่สูบบุหรี่ และกลุ่มโรคก็มีการดูแลและส่งเสริมให้มีการรักษาอย่างต่อเนื่อง และกลุ่มเจ้าหน้าที่กลุ่มปกติสนับสนุนให้มีการออกกำลังกาย ทำประโยชน์ให้กับสังคม การจัดโครงการให้เจ้าหน้าที่ได้พัฒนาศักยภาพตัวเอง มีโอกาสได้เรียนรู้ด้วยการได้อยู่ ได้ใคร่ครวญชีวิตที่ผ่านมาของตัวเอง เห็นคุณค่าของตัวเอง การค้นหาแรงบันดาลใจ ความฝันของตัวเอง การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข และจะใช้ชีวิตอย่างไรให้มีความหมาย และสร้างสรรค์ชีวิตครอบครัว การงานให้มีชีวิตชีวา มีความสุขมากยิ่งขึ้นซึ่งมีการจัดกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบต่างๆ เช่น โครงการสร้างเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาศักยภาพเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลและเครือข่ายพันธมิตรภาคประชาชนอำเภอเวียงแก่น (ใช้กระบวนการสุนทรียสนทนา) โครงการแรงบันดาลใจ ตามหาฝัน สร้างสรรค์ชีวิตสู่งานประจำ โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น สัตว์สี่ทิศ ฯลฯ และ THEORY U sensing เป็นต้น

เข้าใจในความแตกต่าง

การทำงานด้านการรักษา การส่งเสริมป้องกัน การสร้างเสริมสุขภาพประชาชนให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้า ครอบคลุมพื้นที่นั้นยังเป็นโจทย์ที่ท้าทายความสามารถของบุคลากรทางการแพทย์ เนื่องด้วยประชากรส่วนของเราเป็นชาวไทยภูเขาที่เข้ามาเกิด หรือพำนักอยู่ในเมืองไทยมานานกว่า 20 ปี แล้วก็ตาม แต่ก็ยังพบว่ามีการตกหล่นจากหน่วยงานของรัฐ หรือ เป็นกลุ่มคนที่สังคมไทยให้คุณค่าว่าไร้สัญชาติอยู่อีกมากมาย ซึ่งแน่นอนว่าสำหรับกรมการปกครองแล้ว เขามีสิทธิแตกต่างตามบัตรว่าเป็นคนสัญชาติใด แต่เมื่อเขาเจ็บป่วยมาถึงโรงพยาบาล เราไม่มีการแบ่งแยก ดูแลรักษาทุกคนเท่าเทียมกัน ในฐานะที่เขาก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งที่ทุกคนไม่ว่ารวยจน เชื้อชาติ ศาสนาใด ก็ล้วนมีความเป็นคนเท่าเทียมกัน

การสื่อสารด้านภาษาพูดของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ก็เป็นอีกปัญหาหนึ่ง จากการที่เจ้าหน้าที่ส่วนใหญ่ของโรงพยาบาลเป็นชาวต่างอำเภอ และต่างจังหวัดซึ่งมักจะไม่เข้าใจภาษาของชาวเขา ทำให้เกิดปัญหาการสื่อสาร นอกจากนั้นการที่พื้นที่มีชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ หลายเผ่าพันธุ์ก็ทำให้มีวัฒนธรรมหลากหลายตามไปด้วย การที่เจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ไม่เข้าใจเข้าใจวัฒนธรรมการเรียนรู้ ขนบธรรมเนียมประเพณี ความเชื่อ วิถีชีวิตการกินการอยู่ของผู้มารับบริการในพื้นที่ จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่เราจะหวังผลการรักษาที่ดี เพราะช่องว่างทั้งทางการสื่อสารและทางวัฒนธรรมนั้นกว้างเหลือเกิน

เช่น กรณีชาวไทยภูเขาเผ่าม้งมีความเชื่อว่าทารกแรกเกิดเกิดมาจะต้องมีรกเอาไปฝังไว้ที่เสาบ้านด้านหน้าประตูเข้าหนึ่ง ต้นไม้ใหญ่ในป่าใหญ่ใกล้บ้านถือเป็นต้นไม้ประจำตัวอีกหนึ่ง ถ้าเด็กมาคลอดที่โรงพยาบาลพ่อแม่จะไม่ได้รกของเด็กกลับไป ซึ่งชาวไทยภูเขาเผ่าม้งถือว่าเป็นเรื่องที่สำคัญมาก รวมทั้งการที่ผู้ชายเข้าอกห้องคลอดนั้นก็เป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ ทำให้ระยะแรกๆ ผู้หญิงชาวม้งไม่นิยมมาคลอดกับโรงพยาบาล ปัจจุบันโรงพยาบาลก็ได้ให้มีผู้ช่วยพยาบาลห้องคลอดเป็นผู้หญิงทั้งหมด และยินดีนำรกใส่ถุงให้พ่อแม่นำกลับไปฝังตามความเชื่อ การทำความเข้าใจวิถีชีวิต ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรมความเชื่อของผู้มารับบริการเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นผู้อำนวยการให้การสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ทำงานวิจัยเชิงคุณภาพในชุมชนเพื่อจะทำให้เจ้าหน้าที่เข้าใจผู้มารับบริการ และมีทัศนคติที่ดีกับผู้มารับบริการในพื้นที่ให้มากขึ้นและปรับกระบวนทัศน์และพัฒนาระบบบริการสุขภาพให้เหมาะสมกับพื้นที่ของตนเอง เช่น งานวิจัยเรื่อง “พฤติกรรมสุขภาพของผู้ที่เป็นโรคปอดอุดกั้น เรื้อรังชาวไทยลื้อ ต.ปอ อ.เวียงแก่น จ.เชียงราย” ของ คุณนิตยา แก้วสอน และคณะ เป็นต้น

การสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่เข้าเรียนรู้ในชุมชนอย่างเดียวยังไม่พอ คณะเจ้าหน้าที่ยังรับเป็นอาจารย์พิเศษภาคสนามให้กับนักศึกษาทันตแพทย์จากมหาวิทยาลัยต่างๆ เช่น ม.เชียงใหม่ ม.มหิดล มศว. เป็นต้นมาร่วมเรียนรู้ควบคู่กับการเรียนรู้ชุมชนเวียงแก่นร่วมกับเจ้าหน้าที่ ด้วยการเรียนรู้ในแต่ละปีทำให้เจ้าหน้าที่เข้ามาร่วมกันเป็นอาจารย์พี่เลี้ยงภาคสนามเพิ่มขึ้น มีการทำวิจัยเชิงคุณภาพที่เหนือไปจากเรื่องของช่องฟันมากมายหลายเรื่องทำให้เจ้าหน้าที่รู้จักขนบธรรมเนียม ประเพณี ความเชื่อของผู้คนในหมู่บ้าน และชุมชนใกล้โรงพยาบาลมากขึ้นกว่าเดิม

หน่วยแพทย์-ประชาอาสา

การทำงานด้านการรักษา การส่งเสริมป้องกัน การสร้างเสริมสุขภาพประชาชนให้ประชาชนมีสุขภาพดีถ้วนหน้านั้น โรงพยาบาลเวียงแก่นให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกับเครือข่ายสุขภาพที่เป็นองค์กรภาครัฐ แกนนำชุมชน ผู้เฒ่าผู้แก่ ชมรมรักษ์สุขภาพในชุมชนในอำเภอเวียงแก่น ตามแต่ภารกิจที่หลากหลายว่าในเรื่องนั้นๆ มีใครสนใจเกี่ยวข้องบ้าง

กิจกรรมสำคัญของเครือข่ายกัลยาณมิตรเริ่มตั้งแต่การออกหน่วย พอสว.ร่วมกันทุกปีในพื้นที่ทุรกันดาร และการผ่าตัดต้อกระจกและผ่าตัดตาร่วมกับสภากาชาดไทย ซึ่งได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ภาครัฐทุกภาคส่วนรวมถึงงบประมาณ และสนับสนุนบุคลากร แรงใจที่ปรารถนาจะให้ประชาชนชาวเมืองเวียงแก่นได้รับบริการผ่าตัดตาอย่างทั่วถึงจากองค์การบริหารส่วนตำบลทุกตำบลรวม 4 แห่งรวมไปถึงกำลังกาย กำลังใจของเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ตั้งแต่ อสม. หมออนามัย แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร ลูกจ้างประจำ ลูกจ้างชั่วคราวของโรงพยาบาล นอกจากนั้นยังรวมไปถึงเด็กและเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆ ที่มีใจอาสาสมัครมาช่วยเป็นล่ามภาษาของชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆ พาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยไปผ่าตัดตา รวมถึงการพันผ้าก๊อส เด็กขนวัสดุทางการแพทย์ที่ใช้ผ่าตัดตา การสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ที่ทำงานกับชุมชนให้มีการทำงานร่วมกับองค์กรภาครัฐและแกนนำในชุมชนที่มีอยู่ในอำเภอเวียงแก่น

อบต. คือเครือข่ายกัลยาณมิตร

การทำงานกับองค์กรภาครัฐโดยเฉพาะกับองค์การบริหารส่วนตำบลทั้ง 4 แห่งได้แก่ องค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ท่าข้าม อบต.ปอ อบต. ม่วงยาย อบต.หล่ายงาว ทางโรงพยาบาลได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องในรูปการทำงานร่วมกัน และการสนับสนุนงบประมาณในการทำงานด้านสุขภาพของประชาชน กรณีการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ อบต.ทั้ง 4 แห่ง ให้ความสำคัญกับงานด้านนี้ของโรงพยาบาล โดย อบต.ทั้ง 4 แห่ง จะให้การสนับสนุนงบประมาณในเรื่องของการดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ที่บ้านของชมรมสายธารรัก ภายใต้การดูแลของแผนงานสุขภาพองค์รวม การมีส่วนร่วมของบุคลากรและสนับสนุนงบประมาณในการป้องกันโรคไข้เลือดออก การสนับสนุนงบประมาณ และการส่งบุคลากรเข้าร่วมโครงการสร้างเสริมสุขภาพแบบมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล และเครือข่ายพันธมิตรภาคประชาชน (สุนทรียสนทนา)

ส่วนการดูแลรักษา ป้องกันโรคและการส่งเสริมสุขภาพด้านอื่นๆ จะมีความหลากหลายดังต่อไปนี้ การสนับสนุนงบประมาณของอบต.ปอ ในหลายกรณี เช่น

เรื่องการดูแลผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพองในชาวไทยเผ่าไทลื้อ ร่วมกับการทำงานวิจัยเชิงคุณภาพของพยาบาลวิชาชีพภายใต้การดูแลของแผนงานฝ่ายการพยาบาลและชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย

การออกหน่วยองค์การบริหารส่วนตำบลปอสัมพันธ์ให้การรักษาและดูแลสุขภาพของประชาชนร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ ในท้องถิ่นให้กับประชาชนในพื้นที่ตำบลปอ

การสนับสนุนงบประมาณในการดูแลสุขภาพผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง และผู้ป่วยที่เป็นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูงในชุมชนของตำบลปอ

การมีส่วนร่วมและเป็นภาคีหุ้นส่วนรวมถึงการสนับสนุนงบประมาณและบุคลากรในโครงการเยาวชนตำบลปอตามรอยพระบาทพ่อแบบพอเพียงให้กับกลุ่มเด็กและเยาวชนเป้าหมาย 45 คนจากโรงเรียน 2 แห่งในตำบลปอภายใต้การดูแลของทีมรักษ์สุขภาพอำเภอเวียงแก่น (การร่วมมือการทำงานของบุคลากรในภาครัฐ และแกนนำชุมชนในอำเภอเวียงแก่น เกี่ยวกับเรื่องการดูแลสุขภาพชุมชน ประกอบด้วย โรงพยาบาลเวียงแก่น อบต.ปอ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอำเภอเวียงแก่น (กศน.) ชมรมผู้สูงอายุในตำบลปอ ผู้ใหญ่บ้าน พระภิกษุ กลุ่มแม่บ้านบ้านปอกลาง กลุ่มแม่บ้านบ้านปางหัด โรงเรียนปอวิทยา และโรงเรียนปางหัดสหศาสตร์) และการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันวิชาการเพื่อสุขภาพชุมชน (สวสช.) ร่วมด้วย

ในส่วนอีก 3 อบต.นั้น ก็มีการสนับสนุนบุคลากรและงบประมาณอย่างเป็นรูปธรรม เช่น จาก อบต.ม่วงยายมีโครงการที่จะมุ่งเน้นการดูแลสุขภาพของเกษตรกร ด้วยการเฝ้าระวังสุขภาพ และการตรวจสารหาสารเคมีในเลือดเป็นผลจากการใช้สารเคมี และยาฆ่าแมลงเพราะพืชเศรษฐกิจของตำบลม่วงยายเป็นส้มโอที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคมาก และการสร้างเสริมสุขภาพของกลุ่มแม่บ้านในรูปแบบของชมรมรักษ์สุขภาพ เช่น กลุ่มแอโรบิค กลุ่มตระกร้อ เป็นต้น

ในเรื่องของโรคติดต่อชายแดน และการทำงานวิจัยและเฝ้าระวังสุขภาพเกี่ยวกับกลุ่มป่วย และกลุ่มเสี่ยงโรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูง ส่งเสริมการดูแลสุขภาพของกลุ่มแม่บ้าน และผู้สูงอายุ เช่น ชมรมแอโรบิค กลุ่มปั่นจักรยานจะเป็นการสนับสนุนบุคลากรและงบประมาณของอบต.หล่ายงาว และอบต.ท่าข้าม การดูแลสุขภาพของกลุ่มแม่บ้าน และผู้สูงอายุ เช่น ชมรมแอโรบิค กลุ่มปั่นจักรยาน

การทำงานร่วมกับแกนนำในชุมชนโรงพยาบาลมีเครือข่ายสุขภาพที่มีความร่วมมือในการทำงานกับองค์กรอื่นๆ ที่หลากหลาย เช่น มูลนิธิศุภนิมิตรที่ร่วมกันดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ และเด็กที่ได้รับผลกระทบจากโรคเอดส์ กลุ่มอสม.ทุกหมู่บ้านทุกตำบลที่จะร่วมกันดูแลทุกข์สุขของประชาชนในเมืองเวียงแก่น มูลนิธิโครงการหลวงและกศน. ในการส่งเสริมและสนับสนุนกลุ่มหมอเมืองล้านนาอำเภอเวียงแก่นภายใต้การดูแลร่วมกับแผนงานแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาล กลุ่ม อส.และตำรวจน้ำจากที่ว่าการอำเภอเวียงแก่นร่วมกับงานเวชปฏิบัติชุมชนในการดูแลพี่น้องชาวไทย และชาวลาวตามจุดผ่อนปรนในตำบลหล่ายงาว และตำบลม่วงยายเพื่อเฝ้าระวังเรื่องติดต่อตามเขตชายแดน การรณรงค์โรคการดูแลสุขภาพ สิทธิของเด็กและสตรีของกลุ่มสตรีอำเภอเวียงแก่น นอกจากนั้นยังได้รับความร่วมมือจากวิทยุชุมชนที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนการให้ข้อมูลข่าวสารด้านการดูแลสุขภาพ และการกระจายข่าวของโรงพยาบาล

เหล่านี้คือความร่วมมือร่วมใจเป็นหนึ่งเดียวกันของโรงพยาบาลและเครือข่ายพันธมิตรสุขภาพ

ถักร้อยสุขภาพดี ความรักโรคปอด

การดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน เป็นต้นเป็นงานบริการผู้ป่วยนอกที่เราให้บริการกับผู้ป่วยที่มารับบริการที่โรงพยาบาลเวียงแก่นปกติก็จะมีผู้ป่วยมายื่นบัตร พยาบาลสัมภาษณ์ซักประวัติเกี่ยวกับการเจ็บป่วยที่ต้องมารับการรักษา มีการชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ส่งพบแพทย์เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยโรค พบคุณพยาบาลหน้าห้องตรวจเพื่อรับคำแนะนำเพิ่มเติม รับใบนัดครั้งต่อไปในเดือนต่อไป จากนั้นยื่นใบสั่งยา รอรับยาจากห้องยาแล้วก็กลับบ้าน การทำงานเป็นปกติๆ แบบนี้เรื่อยๆ ก็ทำให้ทราบว่าจำนวนผู้ป่วยก็ไม่ได้ลดลง สุขภาพของผู้ป่วยก็แย่ลง มีโรคแทรกซ้อนเพิ่มขึ้น ผู้มารับบริการก็เพิ่มขึ้น ทำงานดีเท่าไรผู้ป่วยก็ไม่ได้ดูแลตัวเองดีขึ้น

ทีมงานงานบริการผู้ป่วยนอกก็ได้ร่วมคิดเพื่อหาแนวทางเพื่อว่าจะทำอย่างไรที่จะให้บริการผู้ป่วยโรคเรื้อรังดีขึ้น คุณหมอและผู้ป่วยมีเวลาได้พูดคุยสื่อสารกันได้มากขึ้น มีเจ้าหน้าที่จากหลายฝ่ายๆ ในรพ.เข้ามาช่วยดูแลผู้ป่วยร่วมกันเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพมากขึ้น หนึ่งในคลินิกที่ให้บริการผู้ป่วยก็มีคลินิกการให้บริการผู้ป่วยโรคถุงลมโป่งพอง หรือ “ชมรมปอดแข็งแรง” การให้บริการในคลินิกนี้เป็นการให้บริการแบบเบ็ดเสร็จจุดเดียว (One Stop Service ) เริ่มตั้งแต่การให้บริการสัมภาษณ์ซักประวัติการเจ็บป่วย แพทย์ลงมาทำการตรวจวินิจฉัยโรค ให้การรักษา เภสัชกรหรือเจ้าหน้าที่ห้องยาลงมาจ่ายยาที่จุดให้บริการ หลังจากผู้ป่วยยื่นบัตรโรงพยาบาลเพื่อขอรับการรักษา เจ้าหน้าที่ห้องบัตรก็จะเชิญให้ผู้ป่วยซึ่งเป็นพ่ออุ๊ย แม่อุ๊ย ของเราแล้วลงไปรอที่ห้องประชุมชั้นล่างเลยช่วงที่พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยรอกันจนครบ หรือจนถึงเวลาก็จะมีวงการสนทนาพูดคุยกันแลกเปลี่ยนกันและกันเป็นจุดๆ คุยไปหัวเราะไปเป็นภาพที่สวยงามและละมุนหัวใจสำหรับผู้ที่พบเห็นมาก

แจ๋วตั้งแต่ก้าวแรกที่เข้าโรงพยาบาล

ในวัน Asthma / COPD clinic พยาบาลงานบริการผู้ป่วยนอกจะคอยอำนวยความสะดวกโดยการติดต่อประสานงานกับทุกฝ่ายไว้ตั้งแต่ก่อนวันให้บริการก็จะมีคนคอยบริการตั้งแต่สถานที่ คือ พนักงานทำความสะอาดเขาจะไปถูห้องประชุมรอเตรียมเสื่อ เก้าอี้ บางคนพอวันกิจกรรมก็จะลงมาช่วยเตรียมอาหารว่างให้บรรดาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย เจ้าหน้าที่ห้องบัตรก็จะอำนวยความสะดวกในเรื่องประวัติผู้ป่วย หรือ OPD card วันกิจกรรมบรรดาพี่ๆ ก็จะเตรียมแล้วลงเอามาให้เจ้าหน้าที่หลักที่จะทำกิจกรรมในวันนั้นระหว่างการเข้าคิวสัมภาษณ์ซักประวัติโดยคุณพยาบาล ในวงสนทนาก็จะมีเจ้าหน้าที่จากส่วนต่างๆ ที่เรากำหนดไว้ตามตารางคอยมาพูดคุยถามทุกข์ – สุขของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยไปพรางๆ พอผู้คนเริ่มมาพร้อมเพรียงกันแล้วก็เริ่มกิจกรรมเลยกิจกรรมผ่อนคลายหรือ Body scan หรือ “ วิมานนอนหลับ”

กิจกรรมก็จะมีเพลงบรรเลง พร้อมกับการพูดนำของกระบวนการหลักที่นำกิจกรรมนำพาให้สมาชิกในชมรมอยู่กับตัวเอง อยู่กับข้างในของตัวเองเอาความรู้สึกของแต่ละคนสัมผัสกับอวัยวะทุกส่วนของร่างกายสำรวจตั้งแต่หัวจรดเท้ารับรู้ถึงความตรึง และความผ่อนคลายของทุกสัดส่วนในร่างกายใช้เวลาทำกิจกรรมนี้โดยประมาณไม่ต่ำกว่า 20 นาทีถ้ามากกว่านี้ยิ่งดี แรกๆ พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยก็อยู่นิ่งๆ ไม่ค่อยได้พากันคุยกันอาจจะเกิดมาจากความที่เรายังไม่ไว้วางใจกันและกันกระมัง แต่พอหลังๆ มาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยเริ่มคุ้นชิน ถึงเวลาเดี๋ยวนี้เราจะรู้กันว่าเราจะได้นอนก่อน แต่ด้วยความจำกัดของเจ้าหน้าที่บางทีเจ้าหน้าที่ติดประชุมซ้อนก็จะไม่ค่อยได้ทำในระยะหลัง

กิจกรรมเหล่านี้เริ่มทำตั้งแต่ปีงบประมาณ 2547 ปีแรกเราก็ประเมินแค่เรื่องพยาธิสภาพของโรค การออกกำลังกาย การดูแลสุขภาพของตัวเอง การปฏิบัติตัวของพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยดีขึ้นไหม การใช้ยาโดยเฉพาะยาพ่นถูกต้องไหมส่วนใหญ่ระดับไหน เป็นต้น กิจกรรมผ่อนคลายเรานำเข้ามาใช้ในปี 2548 บางสัปดาห์ เช่น ช่วงฤดูหนาวอากาศในห้องประชุมหนาวมากเราก็จะมาร่วมทำกิจกรรมให้บริการหน้าห้องประชุมก่อนจนสายเวลาประมาณ 09.30 น. เราถึงเข้าไปรับประทานอาหารว่างและให้บริการกันต่อข้างในจากการทำกิจกรรมผ่อนคลายท่านอนเราก็ประยุกต์และปรับกิจกรรมเป็นการเดินสมาธิฝึกการมองอย่างลึกซึ้งฝึกการเดินอย่างมีสติ เดินจงกรมตามหลักศาสนาพุทธ

ศิลป์แห่งการปรับเปลี่ยน

สิ่งที่เจ้าหน้าที่ทีมงานได้เรียนรู้อีกอย่างหนึ่งก็คือ การให้บริการผู้ป่วยเราอาจจะต้องปรับตามฤดูกาล หมายถึงการออกแบบกิจกรรมในแต่ละฤดูกาลอาจจะไม่เหมือนกัน เช่น ในฤดูหนาวอาจจะต้องให้บริการกลางแจ้ง มีกิจกรรมที่ต้องมีการเคลื่อนไหวบ้างแต่เป็นการเคลื่อนไหวที่เหมาะสม อาหารว่างที่ให้บริการอาจจะต้องเป็นเครื่องดื่มอุ่น เป็นต้น องค์ความรู้ข้างต้นได้ผ่านการนำไปปฎิบัติจากทีมงานซึ่งแล้วแต่ว่าทีมงานท่านไหนมีความชอบและสนใจทดลองทำกิจกรรมอะไรจากนั้นทีมงานนำกลับมาประเมินร่วมกัน ปรากฏว่าเจ้าหน้าที่หลายท่านชอบและสนุกที่ได้ลองออกแบบและดำเนินกิจกรรมเอง จากนั้นพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยค่อยชอบทีหลัง เหตุผลที่เจ้าหน้าที่ชอบก็เพราะว่า หลังจากทำกิจกรรมผ่อนคลายบรรดาพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยมีความผ่อนคลาย สงบ รับรู้ข้อมูลของเรามากขึ้น ไม่ค่อยคุยกันเหมือนระยะแรกๆ หรือปีแรกๆ ของกิจกรรม แต่ก็ไม่หมดไปเสียทีเดียวท่านๆ ก็ยังมีวงสนทนาย่อยๆ กันอยู่เวลาเจ้าหน้าที่ให้ความรู้แต่ก็ไม่เป็นไร

หลังๆ มาทั้งทีมงานและพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยที่มาเข้าร่วมกิจกรรมจะรู้จังหวะ รู้ธรรมชาติของกันและกันแล้วโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่เราเริ่มได้เรียนรู้ว่าเรื่องไหนเป็นเรื่องที่พ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยสนใจส่วนใหญ่ก็จะเป็นไปตามเทศกาลเช่น เทศกาลกินข้าวฉลาก วันศีลของแต่ละหมู่บ้าน วันเข้าพรรษา เป็นต้น นอกจากนั้นก็จะเป็นเรื่องของฤดูกาล สภาพอากาศที่ผ่านมาก็จะเป็นเรื่องของแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นในอำเภอเวียงแก่น เรื่องหมอกควันที่เป็นปัญหาและมีผลกระทบกับชาวเชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอนที่ผ่านมา เรื่องลูกหลาน เรื่องสุขภาพพลานามัยโดยรวม เป็นต้น

นอกจากเราจะคุยกันเรื่องเทศกาลและเรายังร่วมวางแผน ร่วมเตรียมข้าวของเพื่อจะร่วมทำพิธีกรรมร่วมกัน เช่น เทศกาลวันสงกรานต์ของแต่ละปีเราจะร่วมกันนัดหมายวันที่ทำกิจกรรมเตรียมน้ำส้มป่อย ดอกไม้ธูปเทียน ผ้าผูกข้อมือ เป็นต้นเหล่าบรรดาเจ้าหน้าที่ทีมงานมาร่วมกันทำพิธีขอขมาที่ได้ล่วงเกินพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ยไปบ้าง และก็รดน้ำดำหัว นอกจากกิจกรรมรดน้ำดำหัวในวันสงกรานต์แล้วเวลามีสมาชิกในกลุ่มโรคถุงลมโป่งพองที่เราเคยร่วมกิจกรรมด้วยกันส่วนใหญ่ก็จะรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดีซึ่งก็ได้เสียชีวิตไปหลายคนแล้วก่อนดำเนินกิจกรรมในแต่ละครั้งเราร่วมกันนั่งสมาธิประมาณ 10 นาทีเพื่ออุทิศส่วนกุศลให้กับท่านที่ได้เสียชีวิตไปจากนั้นเราก็ร่วมกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศลให้กับผู้วายชนม์

มิตรภาพในคลินิกหอบหืด

พ่ออุ๊ย

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ตักศิลาแห่งการพัฒนาชนบทยั่งยืน

โดย Admin on January,11 2011 22.36

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น

ตักศิลาแห่งการพัฒนาชนบทยั่งยืน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมกราคม-กุมภาพันธ์ 2549

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ภาพของท้องทุ่งที่แห้งแล้ง คนหนุ่มคนสาวอพยพเข้ามาขายแรงงานในเมืองหลวง มีเพียงผู้เฒ่าผู้แก่ที่เลี้ยงหลานอยู่ที่บ้าน รอคอยการกลับมาของลูกหลาน แต่ละบ้านมีหนี้สินพะรุงพะรัง สภาพบ้านที่ทรุดโทรมและยากจน เป็นภาพที่เห็นจนชินตาสำหรับภาพชนบทไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคอีสานที่ทรัพยากรป่าไม้ถูกทำลายไปมาก ผืนดินเสื่อมโทรม การเกษตรสมัยใหม่ที่ต้องใช้ปุ๋ยใช้ยาฆ่าแมลงสูงมาก แต่พอเก็บเกี่ยวกลับแทบไม่คุ้มทุน เกิดภาวะเครียด สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลต่อสุขภาวะของประชาชน สุขภาพที่ไกลกว่ามิติด้านสาธารณสุข สุขภาพที่เน้นเรื่องวิถีชีวิตและปากท้อง เป็นมิติด้านสุขภาพที่เจ้าหน้าที่สาธารณสุขส่วนใหญ่ไม่ถนัด แต่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ จังหวัดขอนแก่น ได้สร้างรูปแบบและทำงานด้านสุขภาพในมิติที่กว้างนี้ได้อย่างน่าทึ่งและโดดเด่นมากที่สุดในประเทศไทย ก้าวข้ามจากเขตรั้วโรงพยาบาลและสุขภาพแบบรักษาโรคมาสู่ชุมชนและสุขภาวะเพื่อคุณภาพชีวิตของคนไทยโดยวิถีแห่งเกษตรกรรมยั่งยืน

การเดินทางของโรงพยาบาลอุบลรัตน์

โรงพยาบาลอุบลรัตน์ตั้งขึ้นเมื่อปี 2526 เป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีจำนวนเตียง 10 เตียง ในปี 2529 นพ.อภิสิทธิ์ ธำรงวรางกูร ได้ย้ายจากบทบาทการเป็นแพทย์ประจำที่โรงพยาบาลน้ำพองมาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลอุบลรัตน์คนที่ 3 จนถึงปัจจุบัน

คุณหมออภิสิทธิ์เล่าให้ฟังว่า แรกๆ ที่มาอยู่โรงพยาบาลนั้นตรวจผู้ป่วยนอกเพียงยี่สิบคน เพราะมาโรงพยาบาลบ่อยครั้งที่ไม่พบแพทย์ เพราะแพทย์ไม่ติดราชการก็แพทย์ไปประชุม แต่เมื่อแพทย์อยู่นานขึ้นและอยู่ประจำ ผู้ป่วยมาโรงพยาบาลแล้วได้พบแพทย์ทุกครั้ง 3 ปีให้หลัง จำนวนผู้ป่วยก็เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นวันละ 90 คน ต่อมาก็เพิ่มเป็นร้อยและมากขึ้นเรื่อยๆ จนตรวจกันไม่ไหว

เมื่อผู้ป่วยเพิ่มขึ้น ปัญหาความคับแคบของอาคารสถานที่ก็ตามมา โดยเฉพาะเมื่อมีพระสงฆ์ป่วย ต้องนอนรวมกันกับฆราวาส ทำให้ดูไม่งาม ในปี 2530 จึงมีการจัดกิจกรรมระดมทุนด้วยการทอดผ้าป่าสร้างตึกสงฆ์อาพาธ ทำให้สามารถรับผู้ป่วยเพิ่มได้เป็น 28 เตียง และในปี 2535 ได้งบจากกระทรวงสาธารณสุขในการขยายเป็นโรงพยาบาล 30 เตียง ซึ่งเป็นการพัฒนาตามแนวคิดมาตรฐานของการสาธารณสุขไทย เพื่อจัดบริการดูแลความเจ็บป่วยของประชาชนด้วยการเพิ่มเตียงนอนรักษาโรค จนปัจจุบันโรงพยาบาลอุบลรัตน์มีขนาด 64 เตียง

เมื่อเริ่มรู้สึกว่า ยิ่งตรวจดีก็ยิ่งมีคนไข้มารับบริการมาก อีกทั้งกระทรวงสาธารณสุขยังรณรงค์ว่าใครไม่สบายก็ให้มาหาหมอ มันคงจะไม่ทำให้ผู้คนมีสุขภาพที่ดีได้ จึงเริ่มต้นค้นหาทางออก และจากการค้นคว้าอ่านตำราต่างๆ ก็ได้แนวคิดจากหนังสือที่แต่งโดย ศ.นพ.ประเวศ วะสี และพระธรรมปิฏกว่า จริงๆ แล้วสุขภาพคือการสุขทั้งกาย ใจ และสังคม ไม่ใช่แค่โรคทางกายที่แพทย์โดยทั่วไปพยายามจะรักษาอยู่เพียงอย่างเดียว จึงนำมาสู่การทำการวิจัยหาความจริง โดยสำรวจข้อมูลในชุมชนด้วยการแบ่งคนไข้เป็น 4 ประเภท คือ

  1. รักษาหาย ไม่รักษาตาย
  2. รักษาตาย ไม่รักษาหาย
  3. รักษาหาย ไม่รักษาก็หาย
  4. รักษาก็ตาย ไม่รักษาก็ตาย

จากการลงพื้นที่เก็บข้อมูลทั้งในหมู่บ้านและโรงพยาบาล ก็พบว่าจริงๆ แล้วผู้ป่วยประเภทแรกที่เราต้องดูแลรักษาอย่างเต็มกำลังคือ รักษาหายไม่รักษาตายนั้นมีแค่ 23% เท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือ 76% เป็นผู้ป่วยที่รักษาก็หายไม่รักษาก็หาย ส่วนอีก 1% เป็นผู้ป่วยกลุ่มที่รักษาก็ตายไม่รักษาก็ตายและกลุ่มผู้ป่วยโรคหมอทำคือรักษาตายไม่รักษาหาย

เมื่อทราบอย่างนี้แล้ว การจัดการระบบก็ง่ายและชัดเจนขึ้น ผู้ป่วย 23% ที่ต้องมาโรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็จะต้องจัดระบบการดูแลผู้ป่วยให้เป็นไปตามหลักวิชา สำหรับผู้ป่วยประเภทสองที่น่าจะรอดแต่พอมารักษาแล้วตาย สาเหตุมักจะมาจาก malpractice หรือความผิดพลาดในการดูแลรักษาผู้ป่วย ซึ่งทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ก็พยายามปิดช่องโหว่ด้วยการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการ บริหารความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น จัดการเรียนการสอนอบรมแพทย์-พยาบาล-บุคลากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อจะได้ปฏิบัติอย่างถูกต้องและมีความมั่นใจ

สำหรับผู้ป่วยประเภท 3 คือ รักษาหาย ไม่รักษาก็หายที่มีอยู่เป็นสัดส่วนกว่าครึ่งนั้น เป็นผู้ป่วยกลุ่มใหญ่ที่โรงพยาบาลสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมในการจัดบริการและการลดอัตราการเข้ามาใช้บริการของผู้ป่วยที่โรงพยาบาลได้ และที่อุบลรัตน์ คุณหมออภิสิทธิ์และทีมงานชัดเจนในเป้าหมายขับเคลื่อนทิศทางการก้าวไปของโรงพยาบาลจนทำให้วันนี้เกิดสมดุลของงานรักษากับงานชุมชน

เกือบ 2 ทศวรรษ บนเส้นทางการพัฒนาของโรงพยาบาลอุบลรัตน์นั้น ในปัจจุบันไม่มีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มเตียงอีกแล้ว ตึกผู้ป่วยในลดความแออัดลงไป ผู้ป่วยนอกจำนวนลดลง ท่ามกลางความศรัทธาของประชาชนต่อโรงพยาบาลที่สูงขึ้น ซึ่งสามารถบ่งชี้ได้ว่า เส้นทางเดินของโรงพยาบาลอุบลรัตน์นั้นได้พัฒนามาถูกทางแล้ว

หลายกลวิธี ดูแลสุขภาพก่อนถึงโรงพยาบาล

จากกลุ่มผู้ป่วยที่รักษาก็หาย ไม่รักษาก็หาย ทางคุณหมออภิสิทธิ์และทีมงานของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ได้ทุ่มเทสร้างกลไกหลายประการเพื่อให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลความป่วยไข้ใกล้บ้าน เพื่อเพิ่มทางเลือกและลดจำนวนผู้ป่วยที่ต้องเข้ามารับบริการในโรงพยาบาล

โครงการกระจายยาสู่ชุมชน เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ให้ความสำคัญในระดับต้นๆ สำหรับคนอีสานแล้ว การซื้อยาชุด การซื้อยารับประทานเองจากร้านชำหรือรถเร่ เป็นภาพปกติที่เห็นจนชินตา ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์จึงใช้ทั้งร้านขายยาที่มีอยู่เดิมและ ร้านขายของชำทั่วไปในหมู่บ้าน เป็นจุดกระจายยาสำหรับชุมชนอย่างมีหลักวิชาการ โดยเชิญชวนร้านเหล่านั้นมาลงทะเบียนซื้อหุ้น หุ้นละ 10 บาท และ ซื้อยาได้ไม่เกินคนละพันบาทต่อเดือนไปขาย ยาที่นำไปขายนั้นทาง รพ.จะขายในราคาเพียง 50% ของราคาทุน และให้ผู้ซื้อไปขายต่อในราคา 75% ซึ่งก็จะได้กำไร 25% โดยใช้งบประมาณจากงบสงเคราะห์ผู้ป่วยรายได้น้อย(สปน.) มาใช้ในการดำเนินโครงการ

โดยทางโรงพยาบาลได้จัดให้มีการจัดอบรมสมาชิกว่ายาประเภทไหนขายได้ ใช้อย่างไร มีข้อควรระวังอย่างไร ยาประเภทไหนขายไม่ได้ และอาการของผู้ป่วยแบบไหนที่น่าจะมาโรงพยาบาล จากร้านขายยาและร้านขายของชำที่มีทั้งหมด 300 แห่งมีร้านที่เข้าร่วมโครงการถึง 250 ร้านค้า จากการเก็บข้อมูลพบว่า ในปี 2547 นี้มีผู้ป่วยไปซื้อยาในร้านที่เข้าโครงการถึง 70,000 ราย ลดจำนวนคนไข้ที่มาโรงพยาบาลได้มาก หมอและเจ้าหน้าที่มีเวลาว่างมากขึ้นพอที่จะลงไปศึกษาและพัฒนาชุมชนได้มากขึ้น

นอกจากโครงการกระจายยาสู่ชุมชน ก็มีโครงการพัฒนาสถานีอนามัย 8 แห่ง ซึ่งมีความตื่นตัวในการพัฒนาระบบบริการ โดยทาวงโรงพยาบาลได้สนับสนุนการพัฒนาศักยภาพของเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยนั้นๆ พร้อมสนับสนุนงบประมาณอย่างเต็มที่ ทำให้สถานีอนามัยสามารถเป็นที่พึ่งที่หวังที่ได้รับความเชื่อถือไว้ใจจากชาวบ้านมากขึ้น ในปี 2547 สามารถให้บริการกับประชาชนได้ถึง 60,000 ครั้ง

หมอพื้นบ้านก็เป็นอีกกลุ่มที่เป็นทางเลือกในการเข้าถึงบริการของชาวบ้านในชนบท ไม่ว่าหมอสมุนไพร หมอนวด หมอกระดูก เป็นต้น ซึ่งจัดให้มีกิจกรรมการไหว้ครูและรวบรวมมาเป็นเครือข่ายหมอพื้นบ้านอำเภออุบลรัตน์ได้จำนวน 60 คน สามารถให้บริการดูแลรักษาโรคให้กับประชาชนในปี 2547 ได้ถึง 20,000 ครั้ง

ด้วยความพยายามอย่างต่อเนื่องหลายปีในการสร้างกลไกในระดับอำเภอให้ชาวบ้านได้มีโอกาสในการได้รับบริการในการดูแลสุขภาพเบื้องต้นก่อนที่ที่จะไปรับบริการที่โรงพยาบาลนั้น ผลของความพยายามทำให้วันนี้โรงพยาบาลอุบลรัตน์มีเตียงว่างมากพอสำหรับผู้ป่วยทุกคนโดยไม่ต้องเพิ่มเตียงเพิ่มตึกอีกแล้ว มีจำนวนผู้ป่วยนอกที่เหมาะสม ไม่แน่นจนต้องรอนาน ทำให้การดูแลความเจ็บป่วยมีคุณภาพกว่าที่ผ่านมา

เรื่องของปลาหางนกยูง

นอกจากหลากหลายกลวิธีในการเพิ่มทางเลือกในการรับบริการด้านสุขภาพแล้ว ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ยังได้ทำเรื่องง่ายเพื่อแก้ปัญหาเรื่องยากอย่างโรคไข้เลือดออก โดยใช้กลยุทธ์หลักคือการเพาะพันธุ์ปลาหางนกยูงเพื่อป้องกันลูกน้ำยุงลาย โดยใช้งบประมาณในการทำโครงการเพียงหมู่บ้านละ 500 บาท สามารถเพาะพันธุ์ปลาได้กว่า 5,000 ตัว เมื่อคิดทั้ง 70 หมู่บ้านแล้วใช้เงินเพียง 35,000 บาท ซึ่งคุ้มกว่าการซื้อทรายอะเบต รวมไปถึงการนั่งรถพ่นยาตามบ้านที่เสียเงินเป็นแสนๆ แล้วยังไม่มีความยั่งยืน นอกจากจะไม่มีลูกน้ำยุงลายแล้ว ยังทำให้ผู้คนอารมณ์ดีมีความสุขขึ้นด้วย

คุณหมออภิสิทธิ์ได้แสดงให้เห็นอย่างเป็นรูปธรรมตามแนวคิด Think globally but act locally ว่าทำอะไรที่มันเล็กๆ ง่ายๆ ก่อน อย่าไปคิดทำอะไรใหญ่โต เริ่มต้นจะให้เลี้ยงปลาหางนกยูง ก็เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ ก่อนคือ กลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน แจกปลาไปแล้วก็ให้ผู้ป่วยดูแลเลี้ยงปลา พอปลามากขึ้น ผู้ป่วยก็เอาปลาให้ญาติๆ พอปลามากขึ้น ญาติๆ ก็เอาปลาให้เพื่อนบ้าน จากคนสู่คน จากบ้านสู่บ้าน ก็กลายเป็นทั้งหมู่บ้าน ยุงลายก็ไม่มี คนแจกก็ได้เพื่อน แถมคนไข้เบาหวานก็ไม่เครียดน้ำตาลก็ลด ได้ประโยชน์หลายต่อ

ที่อุบลรัตน์ นอกจากการประเมินตัวชี้วัดในการป้องกันโรคไข้เลือดออกด้วยค่า BI (Beauto Index) และค่า CI (Container Index) แล้ว ยังมีการประเมินจากตัวชี้วัดใหม่อีกตัวด้วยคือค่า FI หรือ Fish Index คือจำนวนปลาหางนกยูงที่มีในบ้านนั้นๆ นั่นเอง

เมื่อการส่งเสริมป้องกันได้ผล คนไข้น้อยลง ทำให้โรงพยาบาลอุบลรัตน์ในวันนี้ มีเวลาและโอกาสในการทำงานใหญ่ งานที่กว้างไกลกว่างานรักษาพยาบาล งานที่กว้างไกลกว่างานส่งเสริมป้องกันในมิติด้านสาธารณสุข แต่เป็นงานที่เปลี่ยนรากเหง้าแห่งวิถีของสังคมไทย ที่ก้าวมาผิดทางในวิถีแห่งเงินตรา มาสู่กระบวนทัศน์แห่งความพอเพียงบนวิถีของเกษตรธรรมชาติ

ปราชญ์ชาวบ้านบนวิถีแห่งความพอเพียง

ผู้ใหญ่จันทร์ที ประทุมภา จากโคราช ปัจจุบันอายุ 70 ปี อดีตเมามากทุกวัน เมามากจนหมาเลียปาก แต่ปัจจุบันได้หันหลังให้กับการเกษตรแบบตะวันตกที่ปลูกเพื่อขาย หันมาทำอาชีพทำไร่ทำสวนแบบเศรษฐกิจพอเพียง คือเพียงพอที่ตัวเองจะใช้และกิน พอมีเหลือกินเหลือใช้ ก็สามารถแบ่งปันไปยังเพื่อนๆ ละแวกใกล้เคียงได้เงินมาเล็กๆ น้อยๆ ปลูกต้นไม้มากจากที่นาที่แห้งแล้งมาเป็นสวนที่ร่มรื่น จากหนี้หลายหมื่นในที่สุดระยะเวลา 2-3 ปี ผู้ใหญ่ก็สามารถปลดหนี้ได้หมด พอลูกๆเริ่มเห็นว่าการทำอาชีพแบบนี้ยั่งยืนและมีความสุข ลูกๆ ก็กลับมาจากกรุงเทพฯ มาช่วยทำสวนทำไร่ สีหน้าของผู้ใหญ่จันทีและลูกๆ หลานๆ แสดงออกอย่างชัดเจนว่าทุกคนมีความสุขจริงๆ ไม่ใช่ด้วยเงิน แต่ด้วยชีวิตความเป็นอยู่อย่างพอเพียง

“ปราชญ์ชาวบ้าน” ก็คือเป็นชาวบ้านธรรมดาที่เคยได้เรียนรู้ประสบการณ์ชีวิตมากมาย ตั้งแต่ก่อนเป็นหนี้ ตอนเป็นหนี้ เพราะมองการใช้ชีวิตว่า “งานคือเงิน เงินคืองาน บันดาลสุข” หลายคนสังเกตว่า ทำไมยิ่งทำงาน ยิ่งเหนื่อย เงินแทนที่จะเพิ่มก็ยิ่งหด ความสุขก็ไม่มี พืชผลไร่นาที่พยายามปลูกเป็นสิบๆ ไร่ ก็โดนกดราคา ขายไม่ออก ต้องอพยพเข้าเมืองไปทำงาน ทิ้งให้ลูกหลานอยู่กับคนแก่ๆ บางคนกลับมาก็ติดยาไม่ก็ติดโรค

มีคนถามพ่อใหญ่คำเดื่อง ภาษี ปราชญ์ชาวบ้านจากบุรีรัมย์ว่า ปลูกต้นอะไรโตเร็ว พ่อคำเดื่องตอบไปสมกับความเป็นปราชญ์ว่า “ปลูกเร็วก็โตเร็ว” หากไม่ยอมลงมือปลูกแล้วจะโตได้อย่างไร การปลูกต้นไม้เหมือนการออม ออมทั้งไม้ออมทั้งดิน หากทิ้งไว้ 20 ปี ขายได้ต้นละเป็นหมื่น มากพอที่จะส่งลูกเรียนในมหาวิทยาลัย

ปราชญ์ชาวบ้านนั้นจะดำรงตนในวิถีแห่งการพึ่งตนเอง ซึ่งตรงกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงของในหลวง เป็นกลุ่มคนที่เมื่อพบวิกฤตหนี้สินล้นพ้นตัวแล้วคิดได้ เปลี่ยนจากชีวิตที่เอาเงินเป็นตัวตั้ง อยากรวย กู้หนี้ยืมสินมาลงทุนเพาะปลูก เผาที่นาจนไส้เดือนตายหมด ฉีดยาฆ่าวัชพืชและใส่ปุ๋ยเคมีหวังให้ได้ผลตอบแทนเต็มที่ แต่ทุกครั้งราคาพืชผลก็ตกต่ำ ขาดทุนซ้ำซาก มาใช้ชีวิตแบบตรงกันข้าม นั่นคือการพึ่งตนเอง ซึ่งมีต้องยึดหลัก 4 ข้อ คือ

  1. ต้องเปลี่ยนความคิดตนเองเลิกการเห็นเงินเป็นพระเจ้า จากการปลูกเพื่อขายมาเป็นเพื่อเพื่ออยู่เพื่อกินเอง ดิน 1 ไร่นั้น ให้ผลผลิตมันสำปะหลังถึง 5 ตัน หากเราเปลี่ยนมาปลูกสิ่งที่เรากินได้อย่างหลากหลาย กินวันละ 2 กิโลกรัมต่อคน ในครอบครัวที่มา 5 คนนั้น บริโภคเพียงแต่ 3.65 ตันต่อปี เท่านั้น

  2. ต้องอดประหยัดอุดรูรั่ว การทำบัญชีรับจ่ายจะช่วยได้ ช่วยให้เลิกเล่นไพ่ เลิกซื้อหวย เลิกซื้อลิปสติก

  3. ต้องออม หากไม่มีเงินก็ออมดินออมน้ำให้สมบูรณ์ ออมต้นไม้ออมสัตว์ สุดท้ายสิ่งเหล่านี้จะมีค่าไม่แพ้การออมเงิน

  4. มีกัลยาณมิตรและแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาในการแก้ปัญหา เพื่อนำมาสู่การขับเคลื่อนสังคม จัดทำเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายต่อรัฐบาลต่อไป ตามแนวทางสามเหลี่ยมเขยื้อนภูเขาของ ศ.นพ.ประเวศ วะสี

เมื่อคุณหมออภิสิทธิ์ คุณหมอทานทิพย์ และทีมงานของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ ได้เห็นว่าแนวความคิดและวิถีชีวิตเช่นนี้ น่าจะเป็นตัวอย่างที่จะจุดประกายให้กับเกษตรกรในอีกหลายๆหมู่บ้าน โครงการคลื่นสังคมจึงได้เริ่มขึ้น โดยรวบรวมปราชญ์ชาวบ้านทั้งภาคอีสาน จัดวางให้เป็นเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้าน ขับเคลื่อนแนวคิด ถ่ายทอดประสบการณ์ สรรหาคลื่นลูกใหม่ ด้วยการสอนเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มีใจรักในวิถีแห่งความพอเพียง ลงมือปฏิบัติการจริง โดยปราชญ์ชาวบ้านรุ่นเก่า 1 คน จะสอนรุ่นใหม่ 5 คน ให้รุ่นใหม่เดินตาม และสังเกตการทำงานของรุ่นเก่า หลังจากนั้นให้กลับไปเขียนรายงานทุกๆอาทิตย์ว่าได้แนวความคิดอะไรบ้าง ทำอะไรไปแล้วบ้าง คนไหนความรู้ไม่พอ รุ่นเก่าก็จะสอนและแนะแนวทางให้ เมื่อความรู้มากพอตกผลึก รุ่นเก่าก็จะให้ลองไปคิดว่ามีโครงการแผนงานอะไรบ้างที่จะทำเพื่อหมู่บ้านของตน และมาถกกันในกลุ่มว่าอะไรเป็นไปได้ อะไรเป็นไปไม่ได้บ้าง

ในที่สุดเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านก็ได้จัดกิจกรรมการเรียนรู้เข้ม 5 วันเป็นหลักสูตรมาตรฐานชื่อว่า วปอ.ภาคประชาชน (ล้อชื่อมาจากหลักสูตรวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร) โดยให้สรุปความทุกข์ หาทางออก เห็นจุดเปลี่ยนและทำแผนฟื้นฟูชีวิตตนเอง คนที่ผ่านหลักสูตรนอกจากฮึกเฮิมเห็นทางในการกู้ครอบครัว กู้ชุมชนแล้ว ยังฮึกเหิมจะกู้ชาติด้วย

นพ.อภิสิทธิ์ พญ.ทานทิพย์ ต้นแบบแพทย์ชุมชน

คุณหมออภิสิทธิ์ และ พญ.ทานทิพย์ ธำรงวรางกูร ผู้ซึ่งเป็นคู่ชีวิตที่หนุนเสริมซึ่งกันและกันบนเส้นทางของแพทย์ในชนบทมาตั้งแต่จบจากคณะแพทย์ศาสตร์รามาธิบดี ชีวิตตลอด 20 ปีที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ทำงานมากมายทั้งงานตรวจรักษาในฐานะแพทย์ งานบริหารโรงพยาบาล และงานสร้างฐานชุมชนพึ่งตนเองเมื่อมีเวลาว่าง ในปัจจุบันคุณหมอทานทิพย์ได้ลาออกจากราชการมาทำงานตามความฝัน คือมาทำงานขับเคลื่อนภาคประชาชน สร้างเครือข่ายปราชญ์ชาวบ้านและขยายแนวคิดในการทำให้คนอีสาน 1ล้านครอบครัว หันมาดำเนินชีวิตในวิถีเกษตรกรรมยั่งยืนตามแนวคิดเศรษฐกิจพอเพียง

คุณหมอทั้ง 2 นั้นมีประสบการณ์และมุมมองมากมายมีข้อคิดในการทำงานในชนบทที่น่าสนใจที่ควรค่าแก่การบอกเล่า อาทิ

“การทำงานกับคนอื่นไม่ว่ารวยหรือจนนั้น กุญแจของความสำเร็จคือมิตรภาพ ไม่ใช่เงินค่าตอบแทน เวลาเข้าไปหาคนใหญ่คนโต เราก็หิ้วเครื่องวัดความดันเข้าไปด้วย เป็นหมอได้เปรียบจะตาย ไปถึงใครอยากจะเป็นเพื่อน ไปถึงก็วัดความดันให้เขา ดูแลสุขภาพเขา เราก็ได้เพื่อนมาฟรีๆ หรือ หรือบางทีพอเข้าไปในหมู่บ้าน ขาก็ถามว่ามีอะไรมาให้ มีอะไรมาแจก ผมก็บอกว่าไม่มีหรอก ผมมีแต่ความเป็นเพื่อนเอาไหม หมอขอเป็นเพื่อนคุณจะได้ไหม มิตรภาพคือจุดเริ่มต้นของการทำงานชุมชนให้สำเร็จ”

“ลำน้ำพองเน่าเสียเป็นปัญหาใหญ่ของคนขอนแก่น เพราะมีโรงงานจำนวนมากตั้งอยู่ตอนกลางน้ำ การจะไปจับผิดหรือเรียกร้องปิดโรงงานก็เรื่องหนึ่ง แต่หากจะให้ยั่งยืน ต้องสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย ประสานให้เกิดวังปลาที่หน้าวัดตลอดลำน้ำ จัดพิธีสืบชะตาลำน้ำพอง ทุกโรงงานก็มาเข้าร่วม เช่นนี้แล้ว น้ำพองจะเน่าเสียอีกไม่ได้เลย”

สำหรับคุณหมออภิสิทธิ์ และคุณหมอทานทิพย์แล้ว มีความชัดเจนในชีวิตว่า “หากจะทำงานใหญ่ ให้อยู่ในที่เล็กๆ ” โรงพยาบาลอำเภอคือแหล่งทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในอำเภอ บทบาทของโรงพยาบาลต้องทำทั้งเรื่องการสร้างและซ่อมสุขภาพ ให้ทั้งสองส่วน Symbiosis หรือเกื้อกูลกันและกัน จัดองค์กรตามแนวคิดใหม่ ที่ไม่ใช่แยกงานแยกฝ่ายออกมา แต่ให้งานส่งเสริมป้องกันนั้นแทรกซึมเข้าไปในทุกฝ่ายทุกคน แล้วเริ่มงานจากเล็กไปใหญ่ “เริ่มแบบเจ๊ก” ค่อยๆขยาย หากล้มก็จะได้ไม่บอบช้ำ ทำจากง่ายไปยาก เน้นที่คุณภาพไม่ใช่ปริมาณ

ศูนย์ค้ำคูณ คืนการดูแลสุขภาพให้กับประชาชน

ศูนย์ค้ำคูณเป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่โดดเด่นของโรงพยาบาลอุบลรัตน์ “ค้ำคูณ” แปลว่าค้ำจุน เป็นที่ดินที่เอกชนบริจาคด้วยความศรัทธาต่อแนวทางการทำงานของ นพ.อภิสิทธิ์และ พญ.ทานทิพย์ แต่ก่อน บริเวณนี้เคยเป็นไร่มันและไร่อ้อยที่เสื่อมสภาพ ทางอาจารย์ทานทิพย์ได้รับการช่วยเหลือบริจาคสถานที่นี้จากเจ้าของไร่เดิม อาจารย์ได้นำแพทย์แผนไทยที่ทำการพื้นที่ของศูนย์ค้ำคูณถูกใช้ให้เป็นเสมือนห้อง lab สำหรับทำการทดลอง เรียนรู้แนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน สภาพทั่วไปมีต้นไม้หนาแน่นเมื่อเทียบกับพื้นที่ในละแวกนั้น มีอาคารหลักอยู่ 1 หลัง ซึ่งมีร่องรอยของการต่อเติมมาอย่างต่อเนื่องจากขนาดเลกมากมาค่อยๆ ขยายใหญ่มากขึ้น แต่ก็ยังคงความเรียบง่ายและพอเพียงไว้

ที่ศูนย์ค้ำคูณมีจุดเด่นที่สำคัญ คือ มีการนวดแผนไทย ซึ่งโดยเฉลี่ยในแต่ละวันจะมีผู้มาใช้บริการประมาณ 12 ราย สามารถสร้างงานให้กับคนในชุมชนได้ แม้จะไม่มาก มีการจัดหลักสูตรการอบรมการนวดเพื่อผ่อนคลาย เป็นหลักสูตร 2 สัปดาห์ อบรมฟรีเพื่อเป็นวิทยาทาน ไม่มีประกาศนียบัตรให้ด้วยความเชื่อที่ว่า “การแพทย์นั้นรักษาผู้ป่วยด้วยความรักและความดีไม่ใช่ที่การมีหรือไม่มีประกาศนียบัตร”

ศูนย์ค้ำคูณยังเป็นที่จัดเวทีให้เป็นที่พบปะแลกเปลี่ยนในการยกระดับองค์ความรู้ของการแพทย์พื้นบ้าน ระหว่างหมอนวด หมอยาสมุนไพร และหมอแผนปัจจุบัน อย่างสม่ำเสมอทุกเดือน เป็นที่รับผลิตภัณฑ์จากชุมชนมาขายเพื่อช่วยชุมชนระบายสินค้า เป็นสาธิตการทำเกษตรยั่งยืน ปลูกพืชผสมผสานทั้งไม้ใหญ่ ไม้ผลรวมทั้งพืชผัก เป็นสถานีขยายความคิดเผยแพร่แนวทางแห่งความหวังในการสร้างชีวิตใหม่ให้กับเกษตรกรไทยในมิติของการทำเกษตรตามวิถีแห่งเศรษฐกิจพอเพียง แม้ไม่รวย แต่ก็ไม่มีหนี้ มีสุขภาวะที่ดี มีรอยยิ้ม ชีวิตมีความสุข

สุขภาวะที่สร้างได้ในผู้ป่วยเอดส์

ผู้ติดเชื้อโรคเอดส์ที่มารับการรักษาที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ ได้รับการสนับสนุนจากทางโรงพยาบาลให้มีการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายผู้ติดเชื้อ ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 38 คน ในจำนวนนี้มีสมาชิกชมรม 5 คนที่ลงมาทำงานเต็มเวลา ซึ่งทางโรงพยาบาลมีการดูแลสวัสดิการและจัดกิจกรรมให้ ซึ่งสะท้อนการจัดบริการสุขภาพแบบองค์รวมได้เป็นอย่างดี

หนึ่งในนั้นเป็นคุณแม่ลูกสอง เล่าให้ฟังว่า ตอนแรกเธอก็ตกใจมากที่ทราบว่าตัวเองเป็นเอดส์ ที่ทราบได้ก็เพราะว่าเมื่อ13 ปีก่อน สามีเธอกลับจากทำประมง และก็เริ่มไม่สบายเจ็บออดๆแอดๆ ตัวดำคล้ำ ดูผอมลง เธอตัดสินใจพามาโรงพยาบาลอุบลรัตน์เพื่อมารักษา ในที่สุดเธอก็รู้ความจริงว่าสามีและเธอเป็นโรคเอดส์ หลังจากนั้นไม่นานสามีของเธอก็เสียชีวิต ทำให้เธอมีแต่ความเสียใจ ความกังวล อาการก็ทรุด ชาวบ้านกับสังคมก็รังเกียจ ขนาดจะไปทำบุญที่วัดคนยังหนีไม่กล้าขึ้นลงบันไดเดียวกัน จนเมื่อมารักษาที่โรงพยาบาล เข้ากระบวนการกลุ่มของเครือข่ายผู้ติดเชื้อจนวันนี้กลายมาเป็นแกนนำของเครือข่ายผู้ติดเชื้อไปแล้ว เห็นความหวังในชีวิต เห็นคุณค่าของตนเอง มีกำลังใจในการสู้ชีวิตต่อไป

ชีวิตของสมาชิกเต็มเวลาทั้ง 5 คน ในเครือข่ายผู้ติดเชื้อ จะเริ่มวันใหม่ด้วยการดูแลสวนหย่อมของโรงพยาบาลตั้งแต่ 7 โมงเช้า หลังจากนั้นทุกคนต้องนั่งสมาธิวันละ 2 ครั้ง ครั้งละ 20 นาที เพื่อเป็นการฝึกจิตใจให้สงบ เสร็จจากสมาธิประมาณ 9.00 น.ก็ไปยังศูนย์ค้ำคูณเพื่อไปดูแลแปลงเกษตรผสมผสาน ปลูกต้นไม้ ใส่ปุ๋ยชีวภาพ ทำน้ำหมักชีวภาพ เป็นต้น ทุกคนต้องออกกำลังกายด้วยการถีบจักรยานปั่นน้ำ เป็นจักรยานพลังคน ที่ช่างได้นำจักรยานที่เสียแล้วแต่พอปั่นได้มาติดกับเครื่องสูบน้ำเก่าๆ ที่เสียแล้ว จากพลังงานไฟฟ้าที่ใช้หมุนไดโว่ก็เปลี่ยนเป็นพลังงานคนแทน น้ำที่สูบขึ้นจากบ่อ ก็ใช้รดน้ำพืชผักสมุนไพรที่ปลูกไว้ในสวน ช่วงเย็นๆ ก็อาจมีอาชีพเสริม เช่น ร้อยพวงกุญแจจากลูกปัด ซึ่งโรงพยาบาลก็จะมีค่าตอบแทนที่ช่วงงานสวนให้ตามสมควร นอกจากเงินที่มาจากอาชีพเสริม ทางกลุ่มก็ได้รับมาจากอบต.ทุกตำบลปีละ 20,000บาท และงานทอดกฐินประจำปี เงินที่ได้มาทั้งหมดก็นำมาเป็นค่าอาหารกลางวันเพื่อเลี้ยงสมาชิกในกลุ่มทั้ง 38 คน ที่มาประชุมทุกเดือน และส่วนหนึ่งก็นำมาเป็นค่าเล่าเรียนของบุตรหลานผู้ติดเชื้อ HIV

ที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์ คลินิกยาต้านไวรัสเอดส์ (ARV Clinic) นั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการดูแลผู้ติดเชื้อเท่านั้น เรื่องของมดหมอหยูกยาต้านไวรัสกลายเป็นเรื่องไม่ยาก เพราะสุขภาวะคือการมีความสุขได้แม้จะป่วยมีโรคประจำตัวอยู่ด้วย การจะสามารถดูแลผู้ติดเชื้ออย่างเป็นองค์รวม ให้เขาเห็นคุณค่าในตนเอง และสร้างการยอมรับต่อสังคมนั้น แม้จะยากกว่ามากแต่ก็มีตัวอย่างดีๆ ให้เห็นได้ที่โรงพยาบาลอุบลรัตน์

แก้จนของจริงที่คำปลาหลาย

หมู่บ้านคำปลาหลาย ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่เล็กที่สุดของอำเภออุบลรัตน์ มองจากภายนอกก็รู้สึกเหมือนหมู่บ้านทั่วๆไป แต่สิ่งแรกที่สะดุดตามากๆเมื่อได้เดินเข้าไปในหมู่บ้านก็คือสารพัดประกาศนียบัตรที่แขวนไว้ตรงเพิงไม้ของศูนย์เรียนรู้ชุมชนที่เป็นที่รับแขกที่มาเยี่ยมเยือนเกือบทุกสัปดาห์

ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน ลุงแสวง สิงห์น้อย เล่าว่า “แรกเริ่มเดิมทีหมู่บ้านนี้เป็นหมู่บ้านที่ยากจนที่สุดในอำเภอ เล็กที่สุด คนก็น้อยมีอยู่แค่200กว่าคน ที่ดินก็เป็นทรายปลูกอะไรก็ไม่ค่อยขึ้น ชื่อคำปลาหลายก็จริง แต่ความจริงก็คือว่า ปลาก็ไม่หลาย น้ำก็ไม่หลาย แล้งมากจนปลาตายหมด ตามมาตรฐานของเกษตรกรอีสานที่นิยมปลูกพืชเชิงเดียว ก็คือเวลารัฐบอกมาว่าให้ปลูกอะไร ก็ปลูกตามกันทั้งหมู่บ้าน เกิดปัญหาผลผลิตล้นตลาด นายทุนพ่อค้าที่มาซื้อก็กดราคาได้ตามใจชอบ”

จนกระทั่งปี 2537 ทางโรงพยาบาลอุบลรัตน์ก็ได้ส่งนักพัฒนาคนหนึ่งมาและเข้ามากระตุ้นจุดประกายความคิดของหมู่บ้าน ให้มาช่วยกันคิดว่าหมู่บ้านมีทุกข์อะไรบ้างและสาเหตุมาจากอะไร หลังจากคิดกัน 2 วัน 3 คืน คุณลุงและเพื่อนๆ ก็ได้ข้อสรุปว่า ที่เราเป็นหนี้อยู่ทุกวันนี้ ที่เราทุกข์ ที่เราจนกันทุกวันนี้ สาเหตุก็มาจากตัวเรากันเองนั่นแหละ พอคิดได้ทุกคนก็เริ่มจะมองหาทางออกอื่นๆ ที่ไม่เหมือนที่แล้วๆ มา จากการสนับสนุนจากองค์กรศุภนิมิตร ผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านบางคนก็ได้ออกไปดูงานไปและเรียนรู้การพัฒนาตามหมู่บ้านอื่นๆ ที่ประสบความสำเร็จและมีความสุขโดยยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียง พอได้แนวคิดผู้ใหญ่ก็กลับมาประชุมกันที่หมู่บ้านว่า ต่อไปนี้เราจะทำการเกษตรแบบผสมผสานแทนการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เน้นปลูกเพื่อบริโภคเองในครัวเรือน เหลือจึงขายหรือแบ่งปันแก่เพื่อนบ้าน

การปลูกเริ่มต้นจากการปลูกผักผลไม้ที่กินได้ก่อน และปลูกแบบพอกิน คุณลุงเริ่มปลูก 1 ไร่ ช่วงแรกๆ อาจจะเหนื่อยหน่อยที่ต้องดูแลต้นกล้าเล็กๆ แต่ต่อมาพอต้นไม้โตแล้ว ก็ไม่ต้องดูแลมาก พอมีพอกินและยังมีพอเหลือที่จะแบ่งให้เพื่อนบ้านอีกด้วย ถ้าเหลืออีกก็จะเอาไปขาย จึงพอจะมีเงินเก็บอยู่บ้าง นอกจากนี้คุณลุงก็ยังปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อนำไม้มาใช้สร้างบ้านในอนาคต ถึงแม้ว่าจะกินระยะเวลาอีกนานกว่าจะได้ใช้ แต่ต้นไม้ใหญ่พวกนี้ก็ช่วยดูดสับความชุ่มชื้นในดิน และยังช่วยเป็นร่มเงาให้แก่ไม้เล็กที่ปลูกไว้กินอีกด้วย สำหรับสัตว์อื่นๆ เช่น เป็ด ไก่ ปลา คุณลุงได้ขุดบ่อเก็บกักน้ำขึ้น ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีน้ำมากมายแต่ก็มีน้ำพอที่จะใช้ดื่มกิน และพอที่จะเป็นที่อยู่ของปลาได้ เมื่อหมู่บ้านเข้มแข็ง คนในหมู่บ้านมีความสุข เงินก็มาเองโดยไม่ต้องขวนขวายหาแบบที่แล้วๆ มา

เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมาทางรัฐบาลได้ลงกองทุนหมู่บ้านละล้านมาให้ คุณลุงแสวงเล่าว่า “หมู่บ้านผมไม่มีใครไปกู้ซักคน ทางการเขาก็หาว่าหมู่บ้านเราบริหารเงินไม่เป็น ไอ้ผมก็ถามคนในหมู่บ้าน ไม่มีใครอยากกู้หรอกครับ ทุกคนก็มีเงินเก็บเงินออม ไม่มีใครอยากเป็นหนี้อีกแล้ว ผมต้องขอร้องให้ใครอยากทำอะไรก็ช่วยๆ ไปกู้เอาใจนายกฯเขาเสียหน่อย”

นี่คือเรื่องคร่าวๆ ของหมู่บ้านคำปลาหลาย กับบทบาทของโรงพยาบาลชุมชนที่ชื่ออุบลรัตน์ บทบาทที่ไกลกว่ามิติด้านสาธารณสุข แต่ตอบโจทย์ในด้านการสร้างสุขภาวะที่แท้จริงได้อย่างตรงจุดที่สุด แก้จนด้วยลำแข้งลำขาตนเอง ไม่ต้องไปพึ่งพาอาจสามารถโมเดล ที่เน้นการขอ การแจก และการหวังให้คนอื่นมาแก้ปัญหาให้

มาร์ติน วีลเลอร์ ฝรั่งหัวใจไท

มาร์ติน วีลเลอร์ เป็นสมาชิกอีกคนหนึ่งในหมู่บ้านคำปลาหลาย เดิมทีคุณมาร์ตินเป็นคนชนชั้นกลางในประเทศอังกฤษ ถึงแม้ว่าเขาจะเรียนได้ดีและมีโอกาสมากมาย แต่เขาก็รู้สึกว่าชีวิตแบบอังกฤษไม่ใช่คำตอบของชีวิต เขาเดินทางมายังประเทศไทย โดยในทีแรกหวังว่าจะท่องเที่ยวไปเรื่อยๆ ในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนจะไปลงหลักปักฐานที่ออสเตรเลีย ปรากฏว่าช่วงแรกคุณมาร์ตินใช้จ่ายไม่รอบคอบจนเงินหมด จึงต้องมาประกอบอาชีพสอนภาษาอังกฤษในประเทศไทย และได้แต่งงานกับภรรยาคนไทย

คุณมาร์ตินได้เดินทางไปยังขอนแก่นซึ่งเป็นบ้านเกิดของภรรยาที่ได้พบกันและดำรงชีวิตแบบเกษตรกรรมแบบบ้านนอก รู้สึกถึงความเป็นอิสระ น้ำใส อากาศดี ธรรมชาติสวยงาม ผู้คนมีน้ำใจ จึงตัดสินใจผันตนเองมาเป็นเกษตรกร และย้ายมาซื้อที่ดินเป็นของตนเองที่บ้านคำปลาหลายในที่สุด ในช่วงแรกๆ การเพาะปลูกไม่ได้เป็นเหมือนตำราหรือทฤษฎีที่ได้เคยเรียนมา การทำการเกษตรขาดทุน เขาเริ่มเปลี่ยนแปลงความคิด และวางแผนนำบุตรกลับไปยังประเทศอังกฤษ จนกระทั่งได้มีโอกาสมาเป็นเจ้าหน้าที่แปลเอกสารให้คุณหมออภิสิทธิ์และได้เรียนรู้แนวคิดการเกษตรแบบพอเพียง หลังจากนั้นการประกอบอาชีพและชีวิตความเป็นอยู่ของคุณมาร์ตินก็ค่อยๆ ดีขึ้นเป็นลำดับ

คุณมาร์ตินเล่าเรื่องของประเทศอังกฤษให้ฟังว่า “จริงๆ คนไทยคิดว่าคนอังกฤษ เป็นชาติที่เจริญ ผู้คนมีความสุข ผมจะบอกพวกคุณให้ว่าไม่จริงหรอก คนไทยโชคดีกว่ามากที่ส่วนมากมีบ้านเป็นของตนเอง มีที่ดินเป็นของตนเอง คนอังกฤษ 40% ต้องเช่าบ้านของคนอื่นอยู่อาศัยไปตลอดชีวิต ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง หากไม่ได้เรียนสูงๆ ก็ลำบากเพราะไม่รู้จะทำกินอย่างไร ต้องรับจ้างงานบริการ เป็นพนักงานไปตลอดชีวิต เพราะที่ดินเกือบทั้งประเทศจะเป็นกรรมสิทธิ์ของนายทุนใหญ่ อาหารการกินก็กินแต่อาหารขยะ (Junk Food) ที่คนรวยๆ ในเมืองไทยชอบกินกัน อาหารพวกนี้ บ้านผมถือว่าเป็นอาหารของคนจน ไม่มีประโยชน์ ไม่สด ไม่มีสารอาหาร แต่คนไทยบางคนชอบมากินอวดกัน ผมว่าตลกดี อยู่ที่นี่อาหารปลูกเอง ไม่มีสารพิษ หิวก็เดินออกไปตัดกินได้เลย คนอังกฤษที่มีโอกาสแบบนี้ก็มีแต่คนรวยเท่านั้น คนต่างประเทศมาเห็นชีวิตของผม บอกว่าผมโชคดีมาก แต่คนไทยกลับมองว่าผมน่าสงสาร เป็นฝรั่งตกยากมาอยู่บ้านนอก คนไทยบอกว่าอังกฤษนี่ดี ค่าเล่าเรียนไม่ต้องจ่าย ตกงานมีเงินให้ แก่ก็มีเงินเลี้ยงตลอดชีวิต คุณรู้ไหมเงินพวกนั้นไม่ฟรีหรอก คุณต้องจ่ายภาษีสูงมากๆ อย่างพยาบาลก็ต้องจ่ายร้อยละ40 คนจนร้อยละ25 จึงมีสวัสดิการแบบนั้นได้ อยู่ที่นี่ผมจ่ายภาษีที่ดินปีละ 7-8 บาทเท่านั้น ”

วันนี้คุณมาร์ติน วิลเลอร์ ได้กลายมาเป็นวิทยากรคำสำคัญในบ้านคำปลาหลาย ที่ช่วยตอกย้ำแนวคิดเกษตรธรรมชาติ และการอยู่อย่างพอเพียงบนวิถีทางแห่งการพึ่งตนเอง วิถีที่ความสุขและสุขภาพมาบรรจบพบกันอย่างลงตัว

อุบลรัตน์ ตักศิลาแห่งการพัฒนาชนบทยั่งยืน

ด้วยความชัดเจนทางความคิดและความเพียร

ต้นแบบบริการปฐมภูมิเพื่อประชาชน โรงพยาบาลภูกระดึง จังหวัดเลย

โดย Admin on January,11 2011 22.34

ต้นแบบบริการปฐมภูมิเพื่อประชาชน

โรงพยาบาลภูกระดึง จังหวัดเลย

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2548

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

นับเป็นโอกาสที่ดีอย่างยิ่งที่โรงพยาบาลภูกระดึง ได้เข้าร่วมโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้ากับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ประกอบกับแนวคิดการจัดบริการปฐมภูมิที่ดึงดูดให้ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูกระดึง และทีมงานทุกคนได้ถือเป็นหลักชัยในการจัดบริการสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่ ด้วยความมุ่งมั่นที่จะสร้างบริการให้ทั่วถึง เสมอภาค มีคุณภาพและประสิทธิภาพแก่ประชาชน โรงพยาบาลภูกระดึงจึงได้กำหนดวิสัยทัศน์ ไว้ว่า “อบอุ่นเหมือนบ้าน พัฒนางานและคน มุ่งเน้นชุมชน หวังผลองค์รวม” และได้ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์และสร้างกระบวนการบริหารจัดการ จนเป็นต้นแบบบริการปฐมภูมิเพื่อประชาชน

จุดเริ่มต้นที่การจัดพื้นที่บริการ แบบ Customer Focus

โรงพยาบาลภูกระดึง รับผิดชอบดูแลสุขภาพประชาชนในอำเภอภูกระดึงและกิ่งอำเภอหนองหินซึ่งแยกมาจากอำเภอภูกระดึง ในอำเภอภูกระดึงและกึ่งอำเภอหนองหินแบ่งเขตการปกครองออกเป็น 7 ตำบล 80 หมู่บ้าน รวมดูแลประชากรทั้งสิ้น 56,499 คน ประชากรส่วนใหญ่ประกอบอาชีพเกษตรกรรม โรงพยาบาลมีขนาด 30 เตียง มีสถานีอนามัย 10 แห่ง ที่ตั้งของตัวโรงพยาบาลที่อยู่ติดที่ว่าการอำเภอนั้นยังมีความเจริญด้านวัตถุน้อย ในขณะที่ที่ตั้งของกึ่งอำเภอหนองหินนั้นกลับมีความเจริญมากกว่า

เดิมนั้นพื้นที่รับผิดชอบของแต่ละสถานีอนามัยหรือ PCU นั้นจะยึดตามการแบ่งพื้นที่ตามเขตการปกครอง ซึ่งพบว่าประชาชนบางหมู่บ้านไม่สะดวกในการมารับบริการ เพราะแม้ว่าชุมชนจะอยู่ใกล้สถานีอนามัยอีกแห่งหนึ่งแต่ก็ขึ้นอยู่ในความรับผิดชอบของสถานีอนามัยประจำตำบลซึ่งตั้งอยู่ไกลกว่า ดังนั้น CUP ภูกระดึงจึงจัดพื้นที่รับผิดชอบของสถานบริการในเครือข่ายใหม่โดยมีหลักการจัดดังนี้

  1. ระยะทางจากบ้านถึงสถานบริการที่รับผิดชอบ
  2. ความสะดวกและความพึงพอใจของประชาชนในการไปรับบริการ (ให้ประชาชนเลือกเอง)

เมื่อจัดพื้นที่ใช้บริการปฐมภูมิของชาวบ้านใหม่ ทำให้โรงพยาบาลภูกระดึงที่เดิมรับดูแล 13 หมู่บ้าน มีพื้นที่รับผิดชอบเพิ่มขึ้นเป็น 19 หมู่บ้าน

การปรับพื้นที่รับผิดชอบของสถานบริการในเครือข่าย (Recatchment area) นั้น นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญมากในการจัดระบบบริการปฐมภูมิในสอดคล้องกับวิถีชีวิตที่เป็นจริงในชุมชน เมื่อปรับพื้นที่การดูแลประชากรแล้วก็มีการจัดวาง

เครือข่ายบริการปฐมภูมิ เพื่อมุ่งที่ความสะดวกของประชาชนเป็นหลักโดยจัดบริการทั้งในชุมชน และในสถานบริการ ดังนี้

  • PCU หลัก มี 2 แห่ง คือ ที่โรงพยาบาลภูกระดึง และ สอ.เฉลิมพระเกียรติ ฯ หนองหิน มีทีมสุขภาพปฏิบัติงานครบถ้วนทั้งแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักกายภาพบำบัด เป็นต้น ทำหน้าที่ให้บริการประชาชนในเขตรับผิดชอบ และเป็นที่ปรึกษาแก่ PCU รอง ทำให้ประชาชนที่อยู่ไกลสุดสามารถเดินทางเข้าถึงบริการเหลือเพียงไม่เกิน 25 ก.ม.(จากเดิม 55 ก.ม.)
  • PCU รอง มีจำนวน 9 แห่ง กระจายในตำบลต่าง ๆ โดยมีระยะทางห่างจากบ้านประชาชนไม่เกิน 7 - 10 กิโลเมตร เป็นบริการทั้งด้านการส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสมรรถภาพ โดยจัดให้มีพยาบาลวิชาชีพอย่างน้อย 1 คนต่อสถานีอนามัย

โรงพยาบาลสาขาที่หนองหิน

จากลักษณะพื้นที่ของอำเภอภูกระดึงและกิ่งอำเภอหนองหินมีการกระจายตัวของหมู่บ้านห่างกัน บ้านที่ไกลที่สุดต้องเดินทางประมาณ 55 กิโลเมตร ถึงจะสามารถรับบริการที่โรงพยาบาลภูกระดึงได้ เพื่อความเสมอภาคในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ในปี 2545 CUP ภูกระดึงจึงดำเนินการพัฒนาสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติฯ หนองหิน ให้เป็น PCU หลักแห่งที่ 2 ของอำเภอ เป็นเสมือนโรงพยาบาลสาขา (Extended OPD) โดยที่มีระดับความสามารถบริการที่ใกล้เคียง กับโรงพยาบาลภูกระดึง ยกเว้นไม่มีเตียงรับผู้ป่วย

โดยที่ PCU หลักหนองหินจะมีรถพยาบาลส่งต่อจอดประจำที่ PCU สำหรับส่งผู้ป่วยที่ต้องนอนพักรักษาในโรงพยาบาลไปยังโรงพยาบาลภูกระดึงหรือ รพ.เลย ได้แล้วแต่กรณี

PCU หลักหนองหินได้จัดให้มีระบบบริการผู้ป่วยนอกแบบครบวงจร กล่าวคือ มีแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาลวิชาชีพ นักวิทยาศาสตร์การแพทย์และนักกายภาพบำบัด ครบทุกสาขา ในเวลา 08.30 - 16.30 น. จันทร์ –ศุกร์ เปิดบริการทันตกรรมโดยทันตแพทย์ เวลา 08.30 - 16.30 น. ของทุกวัน และนอกเวลาราชการก็จะมีพยาบาลวิชาชีพอยู่เวรผลัด 8 ชั่วโมง ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวัน

การยกระดับบริการจากสถานีอนามัยหนองหินมาเป็น PCU หลักนั้นสามารถรถลดระยะทางในการมารับบริการของประชาชนมากกว่า 20,000 คน ในพื้นที่บริการของ PCU หลักหนองหินได้อย่างมาก จากเดิมที่ประชาชนในพื้นที่นี้ต้องมารับบริการที่โรงพยาบาลภูกระดึงซึ่งห่างออกไปถึง 30 กิโลเมตร รวมแล้วสามารถประหยัดระยะทางต่อคนต่อครั้งที่มารับบริการได้ถึง 60 ก.ม. ซึ่งสามารถลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางมารับบริการ สามารถลดระยะเวลาที่ผู้ป่วยและญาติต้องใช้ในการเดินทางได้อย่างมาก และทำให้ความแออัดในการบริการผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลภูกระดึงลดลงไปด้วย

การกระจายบุคลากรโดยใช้ประชากรเป็นฐาน

การกระจายบุคลากรเป็นปัญหาใหญ่และเรื้อรังของประเทศมาอย่างยาวนาน แม้แต่ในระดับอำเภอก็จะพบเสมอว่า บุคลากรด้านสุขภาพมากกว่า 3 ใน 4 ของทั้งอำเภอจะกระจุกตัวอยู่บริเวณตำบลที่ตั้งอำเภอ หรืออยู่ในโรงพยาบาลชุมชนนั่นเอง และจากสภาพความขาดแคลนบุคลากรในแต่ละสาขาวิชาชีพในชนบท จึงเป็นการยากอย่างยิ่งที่จะสร้างบริการที่มีคุณภาพ เสมอภาคและมีประสิทธิภาพแก่ประชาชนได้ โรงพยาบาลภูกระดึง ในฐานะ CUP จึงทำการจัดและกระจายเจ้าหน้าที่ใหม่ โดยมีเป้าหมายหลักๆ คือ ทุกครอบครัวจะต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลที่เรียกว่า "หมอประจำครอบครัว" ในลักษณะเป็น "Family manager" โดยมีขั้นตอนดังนี้

  1. กลุ่มแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร นักวิทยาศาสตร์การแพทย์ นักกายภาพบำบัด และเจ้าหน้าที่ด้านบริหาร เป็นกลุ่มวิชาชีพที่มีจำนวนบุคลากรน้อย ลักษณะงานรับผิดชอบจะอยู่ในสถานบริการ จึงให้เป็นฝ่ายสนับสนุนด้านวิชาการแก่ "Family manager" ออกบริการในชุมชนตามวิชาชีพที่เรียนมา

  2. การกระจายวิชาชีพพยาบาลลงสู่ PCU โดยเติมคนให้สถานีอนามัย หรือ PCU ในส่วนขาดให้เต็มอัตราก่อน ทุก PCU มีพยาบาลวิชาชีพไม่น้อยกว่า 1 คน ร่วมปฏิบัติงานในฐานะ Family manager กับเจ้าหน้าที่ที่มีอยู่เดิมในสถานี

จะเห็นได้ว่า โรงพยาบาลภูกระดึงใช้สถานีอนามัยเป็นฐานในการจัดบริการปฐมภูมิ ด้วยความเชื่อพื้นฐานที่ว่า ต้องมีผู้ให้บริการในสัดส่วนต่อผู้รับบริการที่เหมาะสมจึงจะสามารถจัดบริการปฐมภูมิที่มีคุณภาพได้ ดังนั้นโรงพยาบาลภูกระดึงจึงกระจายบุคลากรโดยเฉพาะวิชาชีพพยาบาลออกสู่ PCU มากถึง 20 คน ซึ่งใช้ทุกกลวิธีในการกระจายพยาบาลออกสู่ PCU เช่นการจูงใจให้เจ้าหน้าที่พยาบาลในโรงพยาบาลย้ายไปประจำที่ PCU การตั้งเงื่อนไขเมื่อรับย้ายหรือรับพยาบาลจบใหม่ว่าให้ไปอยู่ที่ PCU เป็นต้น

นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ได้ให้ข้อคิดว่า การจัดบริการปฐมภูมินั้น หากจะให้เห็นผลอย่างเห็นหน้าเห็นหลังก็ต้องกล้าให้ยาที่แรงพอ นั่นคือเติมบุคลากรลงไปให้เพียงพอ แล้วจัดระบบงานใหม่ให้เหมาะสมเฉพาะพื้นที่หากจัดบุคลากรลงไปเติมน้อย เหมือนให้ยาเลี้ยงไข้ แล้วจะบอกว่าระบบบริการปฐมภูมินั้นไม่ได้ผลก็คงเป็นการสรุปที่ไม่ถูกต้อง

การบริหารจัดการด้านบุคลากร เพื่อเติมเต็มใน PCU

คนเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการพัฒนาคุณภาพของงาน และเป็นปัญหาเรื้อรังมานานของทุกหน่วยงานทั้งในด้านจำนวน การกระจาย และคุณภาพของคน โรงพยาบาลภูกระดึงก็ประสบปัญหาด้านบุคลากรในทุกๆด้านเช่นเดียวกัน แต่ก็ได้พยายามวางระบบงานและการบริหารบุคคล จนสามารถจัดการปัญหาต่าง ๆ ได้ในระดับหนึ่งดังนี้

1. การพัฒนาและการเตรียมความพร้อมบุคลากร

โรงพยาบาลภูกระดึงมีการพัฒนาและเตรียมบุคลากร โดยในปี 2543 เจ้าหน้าที่ทุกคนของโรงพยาบาลออกฝึกและบริการสุขภาพในชุมชนอย่างน้อย 1 วันต่อสัปดาห์ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลากว่า 1 ปี 6 เดือน

ทำให้เจ้าหน้าที่มีความรู้และทักษะในการดำเนินงานในชุมชนเป็นอย่างดี ไม่กลัวที่จะออกชุมชน เข้าใจและเห็นอกเห็นใจประชาชน และที่สำคัญคือเกิดเครือข่าย โยงใย ความผูกพันระหว่าง ประชาชน กับเจ้าหน้าที่ และชุมชนกับโรงพยาบาล

2. การกำหนดอัตรากำลังในการจัดบริการ

นอกจากการกระจายเจ้าหน้าที่ตามประชากร ในระดับแต่ละหน่วยงานแล้ว เพื่อให้มั่นใจได้ว่าในแต่ละสถานบริการ ได้มีการจัดให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในชุมชน และในคลินิกบริการที่สถานบริการอย่างเพียงพอและเหมาะสม จึงได้กำหนดจำนวนอัตรากำลังในแต่ละวันของสถานบริการขนาดต่าง ๆ ไว้อย่างชัดเจน เพื่อเป็นหลักประกันว่า เจ้าหน้าที่ PCU จะต้องออกปฏิบัติงานในหมู่บ้านตามตารางที่กำหนดไว้ ตัวอย่างเช่น

ตัวอย่างการจัดคนทำงานทั้งเชิงรุก-รับ ของ PCU กรณีมีเจ้าหน้าที่ 3 คน

คนที่ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัส ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์

1 ม. สอ. ม. สอ. ม. OT

2 ม. สอ. ม. สอ. ม. OT

3 ม. สอ./ม. สอ./ม. ม. ม.

หมายเหตุ : ม. หมายถึง ออกปฏิบัติงานดูแลสุขภาพครอบครัวและชุมชน

สอ. หมายถึง อยู่ปฏิบัติงานที่คลินิกบริการในสถานบริการ

สอ./ม หมายถึง อยู่ปฏิบัติคลินิกบริการที่สถานบริการ เวลา 08.30 - 12.00 และ

ออกปฏิบัติงานดูแลสุขภาพครอบครัวและชุมชน เวลา 13.00 - 16.30

3. การจัดหาบุคคลเพิ่มจากกรอบเดิม

เนื่องจากกรอบอัตราบุคลากรเดิมไม่เพียงพอที่จะเอื้อต่อการบริการที่มีคุณภาพ เช่น ก่อนหน้านี้โรงพยาบาลภูกระดึง มีเจ้าหน้าที่ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1 คน ไม่มีนักกายภาพบำบัด ทั้งที่มีผู้ป่วยที่ต้องการรับบริการเป็นจำนวนมากในชุมชน

ดังนั้น จึงมีการจ้างบุคลากรสาขาวิชาชีพดังกล่าวเพิ่มเติมในฐานะลูกจ้างชั่วคราว คือ จ้างนักกายภาพบำบัด 3 คน เจ้าหน้าที่ด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์อีก 3 คน ลูกจ้างทำความสะอาดสำหรับทุกสถานีอนามัยรวม 15 คน และพนักงานขับรถอีก 2 คนรวมเป็น 5 คน เพื่อให้เพียงพอต่อการจัดบริการปฐมภูมิอย่างมีคุณภาพในทุกสถานบริการ

4. โครงการนางพยาบาลคืนถิ่น

ด้วยประสบการณ์ของโรงพยาบาลภูกระดึงพบว่า เจ้าหน้าที่ที่มีบ้านเรือนหรือครอบครัวอยู่ในชุมชน จะมีผลการปฏิบัติงานอยู่ในระดับที่สูงกว่าคนต่างพื้นที่ ทั้งนี้อาจเป็นเพราะว่าไม่ต้องเสียเวลาและงบประมาณในการสร้างความคุ้นเคย เป็นกันเอง เพราะมีทุนทางสังคมเดิมอยู่แล้ว ประกอบกับโอกาสที่บุคคลเหล่านี้จะย้ายจากบ้านและครอบครัวตนเองไปอยู่ที่อื่นมีน้อย

ดังนั้นโรงพยาบาลภูกระดึงจึงมีการจัดให้พยาบาลรับผิดชอบครอบครัวในหมู่บ้านหรือชุมชนที่ตนเองตั้งครอบครัวและบ้านเรือนอยู่ หรือเป็นบ้านเกิดของตนเอง ซึ่งสามารถประกันความต่อเนื่อง สม่ำเสมอ ในด้านการบริการแบบใกล้บ้านใกล้ใจเป็นระยะเวลายาวนานได้ดีที่สุด

การจัดบริการตามเวลาราษฎร

เนื่องจากในอดีตที่ผ่านมา การจัดบริการสาธารณสุขของภาครัฐ จะยึดมั่นกับวัน - เวลาราชการ ซึ่งขัดแย้งกับธรรมชาติของการเจ็บป่วยที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อใดก็ได้ รวมถึงวิถีชีวิตการทำงานของประชาชนซึ่งมักจะต้องทำมาหากินในช่วงวันเวลาดังกล่าว

ดังนั้นโรงพยาบาลภูกระดึงจึงจัดบริการทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิโดยคำนึงถึงเวลาตามวิถีชีวิตของชุมชน โดยไม่ยึดเวลาราชการแต่ยึดตามเวลาราษฎร ดัง 3 รูปธรรมต่อไปนี้

โครงการแพทย์ 24.00 น.

โดยกำหนดให้มี แพทย์ และทีมสุขภาพครบวงจร ได้แก่ ห้องยา ห้องชันสูตร และทีมพยาบาลให้บริการผู้ป่วยทุกประเภท ตั้งแต่เวลา 08.00 - 24.00 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ จึงทำให้สามารถสร้างความมั่นใจให้กับประชาชนได้มากขึ้น เกิดคุณภาพบริการที่ดีขึ้น ความรุนแรงของโรคลดลง อัตราการรับบริการผู้ป่วยในและอัตราการส่งต่อลดลงอย่างชัดเจน ทำให้ค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลและประชาชนลดลง ทั้งทางตรงและทางอ้อม

สถานีอนามัยเปิดบริการทุกวัน

สำหรับสถานีอนามัยก็ได้ปรับเปลี่ยนเวลาเปิดให้บริการจากเดิมที่ให้บริการเฉพาะในเวลาราชการ มาเปิดให้บริการรักษาพยาบาล ส่งเสริมสุขภาพ ตั้งแต่เวลา 08.30 - 20.30 ของทุกวันโดยไม่เว้นวันหยุดราชการ การเพิ่มระยะเวลาการให้บริการในเวลาราษฎร ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการเพิ่มขึ้นในสถานีอนามัยถึงร้อยละ 46-69

ส่งเสริมสุขภาพในสถานบริการได้ทุกวัน

ในส่วนของคลินิกส่งเสริมสุขภาพ เช่น คลินิกฝากครรภ์ คลินิกเด็กดี คลินิกวางแผนครอบครัว การตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก – เต้านมนั้น จากเดิมที่เปิดให้บริการเฉพาะบางวัน โดยที่ผู้รับบริการต้องจัดสรรเวลาของตนเองมาให้ตรงตามวันนัดนั้น ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนเวลาในการให้บริการโดยกำหนดให้เปิดบริการทุกวัน รวมทั้งวันเสาร์ - อาทิตย์ และวันหยุดราชการอื่น ๆ เพื่อเพิ่มโอกาสการเข้าถึงบริการด้านการส่งเสริมสุขภาพมากขึ้น

กายภาพบำบัดในระบบบริการปฐมภูมิ

ในปัจจุบันนั้น โรงพยาบาลชุมชนมีบทบาทในการแก้ไขฟื้นฟูปัญหาสุขภาพด้วยการกายภาพบำบัดน้อยมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่หลังจากได้รับการดูแล Acute care จนดีขึ้นแล้วก็จะถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาล แต่ความพิการที่เกิดขึ้นนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้รับการดูแลที่ดีพอ ทั้งๆที่ในทางวิชาการนั้นสามารถแก้ไขบรรเทาให้ดีขึ้นได้ แต่ด้วยข้อจำกัดในปัจจุบันหลายประการ ส่วนใหญ่จึงถูกปล่อยให้เป็นไปตามบุญตามกรรมอยู่ที่บ้าน

สำหรับโรงพยาบาลภูกระดึงแล้ว การตั้งรับในโรงพยาบาลนั้นเป็นเพียงส่วนหนึ่งของภาพงานกายภาพบำบัดตามระบบปกติเท่านั้น การออกเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้าน เพื่อสอนการทำกายภาพบำบัดแก่ญาติและผู้ป่วยต่างหากคือภารกิจที่เป็นภารกิจหลัก

ผู้ป่วยที่มีความพิการส่วนใหญ่ มักท้อแท้เหนื่อยหน่ายในชีวิต ขาดกำลังใจ ใจหนึ่งก็อยากรักษา แต่อีกใจหนึ่งก็ไม่อยากให้เป็นภาระกับลูกหลานที่ต้องไปรับไปส่งระหว่างบ้านและโรงพยาบาล เกือบทุกคนซึมเศร้า ท้อแท้ในชะตากรรม แต่เมื่อมีหมอไปเยี่ยมบ้าน ทั้งพยาบาลที่มาดูแลทางการพยาบาล และนักกายภาพบำบัดที่มาช่วยสร้างฝันในระยะยาวว่าจะเดินได้ ความท้อแท้เหนื่อยหน่ายในชีวิตที่เคยมีจะแปรเปลี่ยนไปเป็นพลังขับดันแห่งความหวังที่จะมีสภาพชีวิตที่ดีขึ้น พิการน้อยลง เป็นภาระแก่ลูกหลานน้อยลง ดวงตาจะฉายประกายพร้อมรอยยิ้มทุกครั้งที่หมอๆ ไปเยี่ยมเยียน

การประยุกต์สร้างอุปกรณ์ด้านกายภาพบำบัดขึ้นที่บ้านของผู้ป่วยนั้นก็เป็นสีสันและความหวังของผู้ป่วยในการฟื้นฟูสุขภาพ อุปกรณ์ที่มีราคาแพงในห้องกายภาพบำบัดนั้น สามารถประยุกต์ทำเองได้ไม่ยากตามแต่จะสร้างสรรค์ เช่น การทำราวคู่หัดเดินที่ทำจากไม่ไผ่เป็นทางยาวไว้บริเวณข้างบ้าน บางบ้านอาจทำยาวเป็น 10 เมตรก็มี การทำรอกที่ใช้มือดึงเชือกสำหรับการออกกำลังขาโดยใช้เชือกเลี้ยงวัว ไม้ไผ่และยางในของล้อรถจักรยาน การทำ walker ช่วยในการเดินจากไม้ไผ่เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ชาวบ้านเขาสามารถทำได้เอง ภายใต้คำแนะนำของนักกายภาพบำบัดที่ลงไปสอนวิธีการทำกายภาพบำบัดให้แก่ผู้ป่วยและญาติถึงในหมู่บ้าน

อุปกรณ์เสริมสำหรับการช่วยเหลือให้ผู้ป่วยสามารถดำรงคุณภาพชีวิตได้ดีขึ้นอย่าง เช่น รถเข็น ไม้ค้ำยัน ไม้เท้าสี่ขา หรือ ขาเทียมนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็ยังมีความขาดแคลนอีกมาก การหารถเข็นหรือ walker มาเพื่อแจกจ่ายแก่คนที่ยากจนนั้น ยังคงต้องเป็นภาระหลักของทางโรงพยาบาล

รถโดยสารขนส่งผู้ป่วยเอื้ออาทร

การเข้าถึงบริการของประชาชนในพื้นที่ชนบทนั้นมีข้อจำกัดที่เป็นอุปสรรคหลายประการ แม้ว่าจะมีบัตรทองที่รักษาฟรี แต่ความเป็นจริงพบว่า ผู้ป่วยในหมู่บ้านต่าง ๆ จะถูกจำกัดการมาโรงพยาบาลจากการไม่มีรถโดยสารมาส่ง หรือถ้ามี ก็มีบางช่วงเวลา เช่น ช่วงเช้าเพียงเที่ยวเดียว หรือเฉพาะวันพระ หรือวันพฤหัสที่มีตลาดนัดที่อำเภอ นอกจากความไม่สะดวกของผู้ป่วยแล้ว บางรายเมื่อไม่สามารถมาตามเวลาที่แพทย์นัดไว้ ก็อาจทำให้การดำเนินของโรคหรือการเจ็บป่วยรุนแรงขึ้นได้

รถโดยสารทุกคันมักจะออกจากหมู่บ้านในช่วงเช้าเวลาเดียวกัน ทำให้ผู้รับบริการมาถึงโรงพยาบาลพร้อมๆ กัน ทุกคนต้องรอรับบริการนาน แทนที่ผู้ป่วยจะกระจายไปในช่วงเวลาต่างๆอย่างสม่ำเสมอกันตลอดวันและทุกวัน ซึ่งจะทำให้ระยะเวลาการรอไม่นาน และมีเวลาเพียงพอที่จะให้บริการอย่างมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น CUP ภูกระดึงจึงได้วางแผนแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการนำเสนอโครงการรถโดยสารขนส่งผู้ป่วยเอื้ออาทร ต่อองค์กรส่วนท้องถิ่น และชุมชน เพื่อระดมค่าใช้จ่ายในโครงการ โดยปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการประสานให้แนวคิดดังกล่าวเป็นรูปธรรม โดยในโครงการนี้กำหนดแผนเส้นทางเดินรถไว้ 4 เส้นทางหลัก เดินรถในแต่ละเส้นทาง วันละประมาณ 4-6 เที่ยวไป-กลับ

นอกจากนี้กรณีฉุกเฉินนอกเวลาก็สามารถเรียกรถรับส่งได้ตลอดเวลา เนื่องจากรถดังกล่าวจะเป็นรถที่มาจากชุมชนนั้นๆ จากการประมาณการค่าใช้จ่ายในโครงการ จะประมาณ 24 บาทต่อคนต่อปี หรือ 2 บาทต่อคนต่อเดือน

การบริหารจัดการด้านการเงินและงบประมาณ

การจัดสรรงบประมาณเป็นหัวใจสำคัญของความสำเร็จของการบริหารจัดการ ที่ผ่านมาภายใต้โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า CUP ต่างๆ ต่างก็ประสบปัญหาด้านการจัดสรรงบประมาณในเครือข่าย ซึ่งมีผลกระทบอย่างมากต่อความสำเร็จของงาน และต่อสุขภาพประชาชนในที่สุด

สำหรับ CUP ภูกระดึงได้กำหนดรูปแบบการจัดสรร โดยครอบคลุมงบด้านบุคลากรที่กำหนดให้ทุกหน่วยงานในความรับผิดชอบ และกำหนดงบประมาณที่จำเป็นให้แต่ละหน่วยงานไว้โดยคำนึงถึงผลลัพธ์เป็นสำคัญ (Performanced based budget) เช่น ค่าสาธารณูปโภค ค่าวัสดุสำนักงาน ส่วนค่าเวชภัณฑ์ วัสดุการแพทย์ จัดเป็นคลังยารวมระดับ CUP โดยมีการจัดสรรในเครือข่ายดังนี้

  1. ประกันเงินเดือน ค่าตอบแทน ค่าล่วงเวลา (OT) ค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราว ส่วนค่าเวชภัณฑ์ วัสดุการแพทย์ ให้แต่ละสถานบริการในเครือข่าย มีอย่างพอเพียงตามเงื่อนไขที่ตกลงกันไว้

  2. เหมาจ่ายค่าวัสดุสำนักงาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ

  3. จ่ายค่าตอบแทนบริการเชิงรุก (Family and community Care) ตามรายหัวประชากรระหว่าง 32 - 72 บาท ต่อปี และปรับการจ่ายตามคุณภาพผลงาน

  4. การควบคุมการใช้จ่ายเงิน และบัญชีตามเกณฑ์คงค้าง

สำหรับผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พบว่าสถานบริการในเครือข่ายทุกแห่ง ได้รับการจัดสรรงบประมาณเพียงพอ และมากกว่าสถานบริการระดับเดียวกันในเขตอำเภออื่น ๆ ในจังหวัดเดียวกัน ซึ่งสร้างความพึงพอใจ และเพิ่มขวัญกำลังใจในการสร้างคุณภาพของผลงานกับเจ้าหน้าที่ที่ทำงานในสถานีอนามัยอย่างมาก

การกระจายงบประมาณลงสู่สถานบริการปฐมภูมิระดับ PCU นั้นคือกลไกบริหารจัดการที่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการสนับสนุนให้ PCU สามารถพัฒนาองค์กรตนเองและเจ้าหน้าที่แรงจูงใจในการพัฒนาคุณภาพงานอย่างต่อเนื่อง

และ CUP ภูกระดึงตระหนักมาตลอดว่า วิธีการจัดสรรงบประมาณเป็นค่าตอบแทนแก่เจ้าหน้าที่มีผลกระทบที่สำคัญอย่างยิ่งต่อความมุ่งมั่นในการทำงานและระดับความสำเร็จของการปฏิบัติงานการดูแลสุขภาพในระดับปฐมภูมิ CUP ภูกระดึงได้ปรับเปลี่ยนวิธีการจ่ายค่าตอบแทนการปฏิบัติงานเชิงรุก และสร้างสุขภาพในชุมชน โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของงานตามคุณภาพและปริมาณงาน

บทสรุปของระบบบริการปฐมภูมิอำเภอภูกระดึง

จุดเด่นที่สำคัญของการจัดบริการปฐมภูมิของอำเภอภูกระดึง จังหวัดเลยก็คือ การบริหารจัดการของ CUP ภายใต้การนำของ นพ.เกรียงศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลภูกระดึงที่ใช้กลไกการบริการทุกด้านมาใช้ในการจัดบริการปฐมภูมิ อันได้แก่

  1. กระจายบริการปฐมภูมิให้ใกล้บ้านใกล้ใจด้วยการ recatchment area ของสถานบริการใหม่ทั้งอำเภอ

  2. เพิ่มช่องทางการเข้าถึงบริการทางการแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพที่ PCU หนองหิน

  3. จัดพยาบาลวิชาชีพลงปฏิบัติงานในสถานีอนามัยด้วยหลายกลวิธีจนมีพยาบาลวิชาชีพครบทุกสถานีอนามัย

  4. ขยายเวลาในการให้บริการจากเดิมมาเป็นเวลาราษฎร ทั้งที่โรงพยาบาลและ PCU ทุกแห่ง

  5. จัดระบบให้ทุกหมู่บ้านมีหมอประจำครอบครัว มีมาตรฐานในการดูแลประชาชนในหมู่บ้าน

  6. จัดบุคลากรวิชาชีพเฉพาะลงดูแลผู้ป่วยที่บ้านครอบคลุมทั้งอำเภอ เช่น นักกายภาพบำบัด พยาบาลวิชาชีพที่ดูแลผู้ป่วย Home Health Care

  7. ใช้กลไกการเงินของ CUP และการจ่ายค่าตอบแทนตามคุณภาพและปริมาณงานในการจูงใจให้เจ้าหน้าที่มีความขยันและมุ่งมั่นในการดูแลประชาชนในเขตรับผิดชอบ

ภายใต้การจัดการที่ดีและทุ่มเทของ CUP ภูกระดึง ได้ทำให้เกิดการจัดบริการปฐมภูมิที่มีคุณภาพตามหลักคิดของการดูแลสุขภาพในระบบปฐมภูมิ วันนี้คงไม่เป็นการเกินเลยไปหากจะกล่าวว่า โรงพยาบาลภูกระดึง ต้นแบบบริการปฐมภูมิเพื่อประชาชน

@@@@@@@@@@@@@@@@

มากกว่าความเป็นโรงพยาบาล...ที่ด่านซ้าย

โดย Admin on January,11 2011 22.32

มากกว่าความเป็นโรงพยาบาล...ที่ด่านซ้าย

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกรกฎาคม-สิงหาคม 2552

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

“ผมอยู่ชายแดน มันแสนเดียวดาย
อำเภอด่านซ้าย ไกลลิบสุดตา
มองไปทางไหน ใจเศร้า
เห็นแต่ภูเขา ขอบฟ้า
เสียงนกกากู่ร้องก้องไพร....”

เสียงเพลงเก่า ของสายัณห์ สัญญา แว่วมาจากที่ไหนสักแห่ง เพลง “สุดทางที่ด่านซ้าย” เล่าความเป็นไปของชีวิตในเมืองแห่งทะเลภูเขา ติดชายแดนลาวแห่งนี้

อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย เป็นเมืองโบราณตั้งขึ้นในสมัยอยุธยา นับได้ว่าเป็นเมืองแห่งมิตรไมตรี ประจักษ์พยานด้วย “พระธาตุศรีสองรักษ์” ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อกว่าสี่ร้อยปีก่อน เพื่อเป็นสักขีพยานในความสัมพันธ์อันดีระหว่างกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระมหาจักรพรรดิและกรุงศรีสัตนาคนหุตในสมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราช อุเทสิกเจดีย์ทรงล้านช้างแห่งนี้เป็นสิ่งศักดิ์สิทธิคู่บ้านและศูนย์รวมจิตใจของพี่น้องทั้งไทยลาวสืบมาช้านาน

มากกว่านั้น เมืองด่านซ้ายยังมีประวัติศาสตร์และประเพณีที่เป็นอัตลักษณ์ รู้จักกันในนามถิ่นที่ของการละเล่น ผีตาโขน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีบุญหลวงประจำปี จัดขึ้นช่วงประมาณเดือน 7 ของทุกปี

ใครบางคนว่าไว้ ของดีเมืองด่านซ้ายมิใช่มีแค่นี้ ว่ากันว่าคนอำเภอนี้โชคดี...จนน่าอิจฉา เพราะว่ามีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายตั้งอยู่ คอยดูแลเอาใจใส่ไม่ใช่แค่เรื่องเจ็บเรื่องไข้ แต่มีอะไร...มากกว่านั้น

ความเป็นมา...และเป็นไป ของโรงพยาบาลในอ้อมกอดของขุนเขาและสายน้ำ

“โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย” เป็นหนึ่งในโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช 21 แห่งในท้องถิ่นทุรกันดารที่รัฐบาลได้จัดสร้างขึ้นเพื่อน้อมเกล้าถวายเป็นของขวัญเนื่องในวโรกาสพระราชพิธีอภิเษกสมรสของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร โดยเปิดให้บริการในปี พ.ศ.2522

โรงพยาบาลอันแสนร่มรื่นแห่งนี้ ก่อสร้างบนผืนดินขนาด 37 ไร่ ในอ้อมกอดของขุนเขาภูอังลังเกือบรอบด้านทั้ง 4 ทิศ ไม่ไกลจากสายน้ำหมัน สายเลือดใหญ่สำคัญที่หล่อเลี้ยงคนด่านซ้ายมานานแสนนาน

จุดเริ่ม...การเปลี่ยนแปลง

ความเปลี่ยนแปลงของโรงพยาบาลเกิดขึ้นเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ในปี พ.ศ. 2532 เมื่อผู้อำนวยการคนใหม่มารับหน้าที่จนถึงวันนี้ นายแพทย์ภักดี สืบนุการณ์ ”คุณหมอจิ๋ว” ได้ชื่อว่าเป็นแพทย์ที่อยู่มานานที่สุด และสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโรงพยาบาลมากที่สุด คุณหมอประกาศความมุ่งมั่นในการทำงานจนเกษียณอายุที่นี่และมากไปกว่าสถานที่ทำงาน หากใครเอ่ยถามถึงถิ่นที่ภูมิลำเนา คุณหมอตอบชัดเจนว่า “ผมเป็นคนด่านซ้าย” ยืนยันได้ด้วยหลักฐานการสร้างบ้านอยู่ริมน้ำศอก ไม่ไกลจากโรงพยาบาล ซึ่งเป็นที่ใช้ชีวิตครอบครัวในทุกวันนี้กับคุณหมอป้อม---คู่ชีวิต กำลังหลักสำคัญอีกคนของโรงพยาบาลในหุบเขาแห่งนี้

คุณหมอจิ๋วเน้นย้ำกับทีมโรงพยาบาลทุกคนให้คุ้นชินกับการเปลี่ยนแปลง ถือว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่เราจะต้องเปลี่ยนแปลงพัฒนาอยู่ตลอดเวลา หากเชื่อมั่นว่าสิ่งนั้นจะนำสิ่งที่ดีกว่ามาสู่คนด่านซ้าย ไม่ว่าในมิติด้านสุขภาพ ภายใต้แนวคิด “ทำอย่างไรก็ได้ ให้คนด่านซ้ายสุขภาพดี” หรือมิติอื่นใดที่ไกลไปจากนี้ก็ตาม

จาก “นก” สู่ “หนอน” การเปลี่ยนมุมมองสู่ “บริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์”

คุณหมอจิ๋วเล่าว่า จุดเปลี่ยนสำคัญอีกจุด คือ การเปลี่ยนมุมมองของผู้นำและคนในองค์กรในการทำงานเรื่องสุขภาพกับชาวบ้าน จากมองแบบนก สู่การมองแบบหนอน เพราะที่ผ่านมา เรามักได้รับข้อมูล ความรู้และความคิด จากคนภายนอกท้องถิ่น ที่เปรียบได้เสมือน “นก” ลักษณะการมองของนกล้วนมองจากที่สูงและมองได้อย่างกว้าง ๆ ไม่เห็นสิ่งที่เป็นรายละเอียด เวลาจะพูดอะไรเสนออะไรก็พูดได้รวมๆ และหยิบยกสิ่งเด่นๆ มาวิเคราะห์ตีความด้วยกรอบความรู้และแนวคิดทฤษฎี ถือเป็นการมองอย่างอย่างฉาบฉวย ขาดความละเอียดอ่อน ส่วน “หนอน” จะมองอย่างเข้าใจพื้นที่ทางวัฒนธรรม เข้าใจความสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ความเชื่อ ศาสนา ระบบการดูแลสุขภาพกันเองภายในท้องถิ่น การเรียนรู้และการสร้างสัมพันธ์ที่ดีกับชุมชน เข้าใจมิติทางสังคมของความเจ็บป่วย วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชน การรับรู้และเข้าใจสิ่งเหล่านี้ จะเป็นรากฐานสำคัญของการสร้าง “ระบบบริการที่มีหัวใจของความเป็นมนุษย์”

การบริหารจัดการโรงพยาบาลบนฐานความเข้าใจบริบทชุมชนท้องถิ่น

คุณหมอจิ๋วบอกว่า ถ้าเราเข้าใจบริบทของพื้นที่ เราก็จะเห็นทิศทางการพัฒนาของเราได้อย่างพอเหมาะพอดี เป็นตัวของตัวเอง และตอบสนองต่อความต้องการของชาวบ้านได้

ในปี 2545 ผู้อำนวยการและเจ้าหน้าที่บางส่วนได้เข้าร่วมเรียนรู้เป็นทีมวิจัยประวัติศาสตร์ท้องถิ่นกับทีมของอาจารย์คนสำคัญด้านประวัติศาสตร์ของประเทศ คือ อาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ทำให้เข้าใจความเป็นมาเป็นไป เข้าใจชาวบ้านด่านซ้ายมากยิ่งขึ้น ความเข้าใจอันนี้สำคัญมาก เพราะเป็นข้อมูลนำเข้าสำคัญในการมาปรับระบบบริการของโรงพยาบาลให้สอดคล้องกับชีวิตชาวบ้าน พอเข้าใจความคิดความเชื่อ ประเพณีต่างๆ เท่าให้เราเกิดความชัดเจนว่าปรากฏการณ์เหล่านี้ ล้วนเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับสุขภาวะ เพราะถือเป็นกระบวนการเยียวยา ดูแล เสริมกำลังใจกันในมิติทางจิตใจ สังคมและจิตวิญญาณ

เมืองด่านซ้ายมีพื้นที่ 1,700 ตารางกิโลเมตร กว้างกว่ากรุงเทพมหานคร เป็นเมืองในหุบเขาสลับซับซ้อนของเทือกเขาเพชรบูรณ์ มี 97 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 50,000 คน คนด่านซ้ายกว่าครึ่งอำเภอต้องใช้เวลาเดินทางมาโรงพยาบาลมากกว่า 1 ชั่วโมง และไม่มีรถประจำทาง เวลามาโรงพยาบาลส่วนมากจะติดรถผู้นำชุมชนเวลามาประชุมหรือต้องเหมารถถ้าฉุกเฉิน ด่านซ้ายอยู่ห่างจากตัวจังหวัด 82 กิโลเมตร บนถนนคดเคี้ยวกว่า 255 โค้ง

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย เป็นโรงพยาบาลขนาด 60 เตียง มีผู้รับบริการประมาณ 400 คนต่อวัน มีแพทย์ 6 คน (อายุรแพทย์ 1 คน สูติ – นรีแพทย์ 1 คน และกุมารแพทย์ 1 คน) พยาบาล 45 คน เภสัชกร 5 คน นักกายภาพบำบัด 3 คน นักเทคนิคการแพทย์ 3 คน เจ้าพนักงานวิทยาศาสตร์การแพทย์ 1 คน

ด้วยเพราะอยู่ไกล ที่นี่เลยต้องพัฒนาเป็นโรงพยาบาลทุติยภูมิระดับ 2.2 มีหมอเฉพาะทางสาขาหลักครบ แม้ประชากรจะไม่มาก แต่เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและลดความเสี่ยงที่คนไข้ต้องแบกรับจากการเดินทางไกล ทั้งจากบ้านมาโรงพยาบาล หรือกรณีต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลจังหวัด

จากการเรียนรู้บริบทจนเข้าใจ นำไปสู่การกำหนดวิสัยทัศน์ประมาณว่า “การจัดบริการสุขภาพที่มีคุณภาพ สอดคล้องกับวิถีชีวิตท้องถิ่น ตั้งแต่เกิดจนตายและมีความหลากหลายของเครือข่ายสุขภาพ”

บริการหลากหลาย มากกว่าศักยภาพของโรงพยาบาลชุมชน

รากของความคิดในการพัฒนาโรงพยาบาลที่นี่ จะพัฒนาศักยภาพโดยไม่จำนนต่อข้อจำกัดใดๆ พยายามคิดนอกกรอบ บนความคิดที่ว่าเมื่อเรารักใครสักคน เราก็ต้องพยายามหาสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนที่เรารัก เรารักชาวบ้านด่านซ้าย เราก็พยายามทำทุกอย่างเพื่อสุขภาวะสำหรับคนของเรา ศักยภาพเราไม่ถึง เราก็สร้างเครือข่ายมาช่วย เพื่อเสาะแสวงหาสิ่งที่เหมาะที่สุด สะดวกที่สุด ดีที่สุดให้กับชาวบ้าน โดยเราต้องสร้างระบบที่ดีในการอำนวยความสะดวกอาสาสมัครเหล่านั้นให้ทำงานได้สะดวก คนจิตใจดีงามเหล่านี้ เขาพร้อมมาช่วยเหลือ

ต่อไปนี้เป็นบางตัวอย่าง ของการกระทำตามแนวคิดที่ว่า

อย่างที่รู้ๆ กันอยู่ว่า ใครมีปัญหาด้านสายตา ต้องไปรับรับบริการตามโรงพยาบาลใหญ่ นอกจากต้องเดินทางไกลด้วยความยากลำบากแล้ว คิวยังยาวนับเป็นปี ๆ

ด้วยมีกัลยาณมิตรที่มุ่งมั่น มีศรัทธาร่วมกันในการดูแลคนทุกข์คนยากในชนบท คุณหมอตาผู้อารีย์ --- นายแพทย์วีรพันธ์ ธนาปทุม แห่งโรงพยาบาลคริสเตียนมโนรมย์ จังหวัดชัยนาท เริ่มมาดูแลโรคตาให้คนด่านซ้ายและหลากหลายพื้นที่ใกล้เคียง ตั้งแต่ปี 2538 เป็นเวลากว่า 14 ปีแล้ว โดยมีผู้รับบริการรวมแล้ว 7,671 ราย ให้บริการผ่าตัดเปลี่ยนเลนส์ตาเทียมไป 910 ข้าง และให้บริการผ่าตัดเล็กอื่น ๆ อีก 642 ราย

มากไปกว่าโรคตา ที่นี่ยังมีเครือข่ายมากมายที่มาร่วมจัดบริการให้คนด่านซ้าย มาด้วย “ใจ” ไม่มีค่าตอบแทนใดๆ ดึงดูด ไม่ว่าจะเป็นคุณหมอหม่อง--อาจารย์นายแพทย์รังสฤษฏ์ กาญจนะวณิชย์ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคหัวใจจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อดีตแพทย์ใช้ทุนที่ด่านซ้ายเมื่อหลายปีก่อน คุณหมอหม่องสละเวลาในช่วงเดือนตุลาฯ ของทุกปีมาช่วยผู้ป่วยที่นี่ได้ 6 ปีแล้ว การมาของหมอหัวใจพร้อมเครื่องมือตรวจสภาพการทำงานของหัวใจครบชุด อีกทั้งการประสานเชื่อมโยงการส่งต่อ ช่วยให้คนไข้กลุ่มนี้เข้าถึงบริการมากขึ้น ได้รับการผ่าตัดเร็วขึ้น ส่งผลดีต่อสุขภาพและคุณภาพชีวิตของทั้งคนไข้และญาติ แทบจะพูดได้ว่าเป็นการช่วยชีวิตคนไข้ที่นี่ได้ปีละหลายรายเลยทีเดียว เพราะโรคกลุ่มนี้ หากไม่รีบผ่าตัดรักษา ผู้ป่วยอาจถึงแก่ชีวิตได้ง่ายๆ การมาทุกครั้งของคุณหมอหม่องจะพาภรรยาที่เป็นหมอเด็กมาช่วยดูแลผู้ป่วยเด็กและเติมเต็มองค์ความรู้ด้านนี้อีกแรง

อำเภอด่านซ้ายมีผู้ป่วยจิตเวชจำนวนมากที่จำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างต่อเนื่อง แต่เนื่องจากผู้ป่วยไม่สะดวกไปตรวจรักษาที่ตัวจังหวัด เพราะไม่สามารถไปหาหมอได้ตามลำพัง ต้องมีญาติไปด้วย ทำให้สิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ในทุกวันศุกร์สุดท้ายของเดือนทางโรงพยาบาลได้ประสานให้จิตแพทย์และทีมงานจากโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์มาตรวจรักษาและดูแลผู้ป่วย โดยสละเวลามาช่วยที่นี่ได้ 7 ปีกว่าแล้ว นอกจากนี้ ทีมโรงพยาบาลยังจัดการดูแลต่อเนื่อง มีระบบการติดตามผู้ป่วยขาดนัด มีการเยี่ยมบ้านผู้ป่วยที่ขาดการรักษา ผู้ป่วยที่เสี่ยงต่อการฆ่าตัวตายและชุมชนที่มีผู้ที่ฆ่าตัวตายสำเร็จ มากไปกว่านั้น เพื่อให้คนกลุ่มนี้ดำรงชีวิตได้อย่างมีศักดิ์ศรี ไม่ให้รู้สึกด้อยค่าและลดภาระต่อครอบครัว ทางโรงพยาบาลยังเข้าไปช่วยประสานการตั้ง “กลุ่มพุทธรักษา” ซึ่งมีทั้งคนไข้จิตเวชและผู้พิการ ทำผลิตภัณฑ์เพื่อจำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น แชมพู น้ำยาล้างจาน ยาสระผม และประคบสมุนไพร ทำให้ผู้พิการพอมีรายได้ และพึ่งพาตนเองได้ในระดับหนึ่ง ผลิตภัณฑ์พวกนี้ คุณภาพดี ราคาไม่แพง นอกจากนำมาใช้ในโรงพยาบาลแล้ว ใครมาเยี่ยมชม ดูงานที่โรงพยาบาลและรีสอร์ทละแวกนี้ที่ได้รับรู้เรื่องราวก็ช่วยกันอุดหนุนจนขายดิบขายดี ผลิตแทบไม่ทัน

ในโรคกระดูกและข้อ ที่นี่มีหมอกระดูกออร์โธปิดิกส์จากโรงพยาบาลเลยมาให้บริการทุกเดือน ทีมหมอ ENT จากมูลนิธิหู คอ จมูกชนบทแวะเวียนมาช่วยผ่าตัดแก้ไขความพิการทางหู คอ จมูก หลายครั้งในรอบหลายปีมานี้

ทั้งหมดนี่ นับเป็นอีกส่วนหนึ่งจากการบริหารจัดการให้เกิดความโชคดีของคนด่านซ้าย

จากคุณภาพมาตรฐาน....สู่ระบบบริการที่ลุ่มลึก

ในเรื่องการพัฒนาคุณภาพ คุณหมอจิ๋วเล่าให้ฟังว่า “เริ่มจาก 5 ส.ในปี 40 ซึ่งเราคิดได้เองว่าเราเริ่มจากพัฒนาคุณภาพของเราเอง โดยไม่ต้องรอใครมาสั่ง ต่อมาก็เป็น ISO 9002 ได้รับการรับรองในปี 2543 ซึ่งพอทำไปสักระยะเราก็เริ่มตั้งคำถามกับความเข้าใจในการพัฒนาบนบริบทความเป็นโรงพยาบาล เลยคิดว่า HA น่าจะเหมาะกว่า เลยหันมาทางนี้จนได้รับการ accredit เมื่อปี 2548 re-act ปี 50 ในปีหน้า ปี 2553 ก็จะ re-act อีกครั้ง ซึ่งมองย้อนกลับไป คิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ถูกที่เลือกใช้ HA เพราะมาตรฐานตัวนี้ช่วยให้เราดูแลคนไข้ได้ดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น ความเสี่ยงต่างๆ น้อยลง และตอนนี้ก็พัฒนาไปสู่การพัฒนาคุณภาพเชิงลึกในแต่ละวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็น NQA ของสภาการพยาบาลที่ได้รับการรับรองแล้ว หรือ LA ของห้องแลบที่ใกล้จะได้รับการรับรอง โดยสรุปแล้วเราต้องยึดหลักให้มั่นว่าการพัฒนาคุณภาพนั้นต้องตอบสนองต่อปัญหา สภาวะสุขภาพ วิถีชีวิตท้องถิ่น และบริบทอื่นๆ ของชุมชนด่านซ้าย ไม่ใช่พัฒนาเพียงแค่ได้ชื่อว่าผ่าน หรือตอบสนองความต้องการของใคร”

คุณหมอจิ๋วเล่าต่อว่า “บางทีเราต้องมองเรื่องระบบคุณภาพให้เลยไปจากมิติทางกาย ทางคลินิกสู่มิติด้านอื่นๆ ที่ไกลและลึกให้มากขึ้น อย่างที่โรงพยาบาลผู้ป่วยบางรายมีรายได้น้อย ไม่มีเงินค่ารถมาโรงพยาบาล หรือต้องส่งต่อไปโรงพยาบาลอื่นที่ไกลออกไป โรงพยาบาลจะช่วยดูแลเรื่องค่ารถค่ากินให้โดยเหมือนเป็นค่าใช้จ่ายในการเข้าถึงบริการ โดยใช้เงินกองทุนพระราชทานเพื่อสงเคราะห์คนไข้ยากจนในสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี ที่เรียกสั้นๆ ว่ากองทุนพระเทพฯ ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2537 ซึ่งรับบริจาคมาจากผู้มีจิตศรัทธา ขณะที่ผู้ป่วยบางรายที่เดือดร้อน ช่วยตนเองไม่ได้ โรงพยาบาลจะเป็นธุระส่งเรื่องไปขอความร่วมมือจาก อบต. ในพื้นที่ให้ช่วยเหลือดูแล

ด้วยเป็นพื้นที่ภูเขา ถนนหนทางคดเคี้ยว บางหมู่บ้านต้องเดินทางไกลมาก การเยี่ยมไข้ที่นี่เลยเปิดให้ตลอดเวลา ถ้าไปกำหนดเวลาก็อาจไม่สะดวกกับเขา แม้จะรบกวนการทำงานของเจ้าหน้าที่บ้าง แต่เราเห็นคุณค่าของการให้ชาวบ้านได้ให้กำลังใจดูแลกันและกัน บางทีได้ผลดีกว่ากินยาหลายขนาน และความที่คนอำเภอนี้ ส่วนใหญ่จะเป็นคนพื้นถิ่นพื้นที่ นับเป็นเครือญาติ และรู้จักกันเกือบหมด การเยี่ยมกันแต่ละครั้งไม่ได้เยี่ยมกันเตียงเดียว บางทีเยี่ยมกันเกือบครบทั้งวอร์ดถือเป็นการเกื้อกูลแบ่งปันกำลังใจของคนในชุมชนที่ดีมาก

หรืออย่างเมื่อสักสองปีก่อน ทราบข่าวความเดือดร้อนของคนด่านซ้ายกลุ่มหนึ่ง แม้กลุ่มไม่ใหญ่มาก คนกลุ่มนี้จะตระเวนไปขาย ลอตเตอรี่ ตามจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ บางทีก็ไปป่วยไข้บ้าง หมากัดบ้าง ทำให้เขาต้องเสียค่าบริการแพงๆ เพราะไม่เข้าใจระบบ ทั้งๆ ที่เขามีสิทธิการรักษาที่จะได้รับบริการอยู่แล้ว สิ่งที่เราทำคือจัดชุดยาสามัญประจำบ้านให้ ให้เบอร์โทรศัพท์ผู้อำนวยการและผู้เกี่ยวข้องเผื่อมีปัญหาจะได้ประสานติดต่อได้ง่าย จัดทำเอกสารรับรองสิทธิและคู่มือทำความเข้าใจในการใช้สิทธิ อันนี้เป็นอีกความพยายามในการเอาใจใส่คนในความดูแลของเรา”

เวชปฏิบัติครอบครัว : ความงดงามของความใส่ใจและเอื้ออาทร

เมื่อกว่า 10 ปีก่อน หนุ่ย —เยาวพา สิงห์สถิต ตัดสินใจทิ้งตำแหน่งพยาบาลหัวหน้า ward ไปทำงานท้าทายในฐานะหัวหน้าทีมบุกเบิกงานเวชปฏิบัติครอบครัวของโรงพยาบาล งานที่ตอนนั้นไม่ชัดเจนนักว่าคืออะไร แต่ด้วยใจเชื่อว่าน่าจะส่งผลดีกับคนด่านซ้าย ญาติมิตรในชุมชนที่เธอรักในอำเภอบ้านเกิดของเธอ กับการเติมเต็มการดูแลที่ลึกซึ้งขึ้น...กว่าที่ผ่านมา

ปัจจุบันต้นกล้างานเวชปฏิบัติครอบครัว เติบใหญ่ แข็งแรงและมั่นคง ทำหน้าที่ทั้งเป็นฝ่ายส่งเสริมสุขภาพ สุขาภิบาลของโรงพยาบาลและเป็นศูนย์สุขภาพชุมชนด่านซ้ายไปในตัว ดูแลประชากรทั้งหมด 17 หมู่บ้านเกือบ 1 หมื่นคน โดยยึดหลักให้ชาวบ้านเดินทางเข้าถึงสะดวกเป็นสำคัญ การบริการหลักๆ คือ การสร้างเสริมสุขภาพ การเฝ้าระวังและการป้องกันโรค การรักษาพยาบาล การฟื้นฟูสภาพ ทำงานทั้งเชิงรุกและเชิงรับตั้งแต่เกิดจนตาย โดยใช้ฐานการเรียนรู้วิถีชีวิตและบริบทของคนในชุมชนเป็นสำคัญ ทำให้เกิดความเห็นอกเห็นใจ ใกล้ชิด ไว้เนื้อ เชื่อใจ เอื้ออาทรต่อกัน เริ่มดูแลกันตั้งแต่ตั้งครรภ์ เยี่ยมทารกแสดงความยินดีกับการมีสมาชิกใหม่ในบ้าน ช่วยดูแลเฝ้าระวังภาวะโภชนาการเด็ก กระตุ้นให้ครอบครัวดูแลพัฒนาการเด็ก ดูแลสุขภาพในเด็กนักเรียนและเมื่อเจ็บป่วยให้บริการตรวจรักษาพยาบาลทั้งที่ PCU และที่บ้าน การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้านร่วมกับทีมสหวิชาชีพ เมื่อถึงวาระสุดท้ายของชีวิตร่วมแสดงความเสียใจกับครอบครัวและดูแลให้กำลังใจคนในครอบครัวเพื่อให้มีพลังใจในการมีชีวิตอยู่ต่อไป การทำงานไม่ได้ทำโดยลำพังแต่ประสานเชื่อมโยงกับเครือข่ายหลากหลาย ทั้งชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ฯ เพื่อมุ่งหวังให้ชาวบ้านในความดูแลมีสุขภาพดีและมีความสุข

ว่ากันว่า ทุกวันนี้ หากชาวบ้านในความดูแลก้าวลงจากรถให้เห็นหน้า คนฝ่ายเวชปฏิบัติครอบครัวก็จะกุลีกุจอไปค้นแฟ้มครอบครัวมารอได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องถามชื่อแซ่หรือถิ่นที่อยู่ รู้จักลึกซึ้งกันถึงขนาดนั้น

การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้สูงอายุ ต้นทางสู่การพัฒนางานกายภาพบำบัดในโรงพยาบาล

ยายกองวน..ผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซีกรายแรกๆ ของด่านซ้าย พูดถึงก่อนที่จะมีงานกายภาพบำบัด คุณยายต้องนอนป่วยที่โรงพยาบาลที่ขณะนั้นเป็นเพียงสุขศาลา จะไปหาหมอที่โรงพยาบาลใหญ่เป็นเรื่องยาก ความหวังที่จะกลับมานั่งหรือเดินได้เหมือนเดิมในตอนนั้น มันแทบจะเป็นไปไม่ได้ เอาแค่เพียงมีชีวิตรอดจากอาการที่เป็นอยู่ก็พอใจแล้ว กายภาพบำบัดอะไร ก็ไม่เคยรู้จัก คุณยายเลยได้ความพิการในร่างกายซีกหนึ่งมาเป็นของแถมให้เห็นจนทุกทุกวันนี้ แขนและขาข้างขวาที่ลีบเล็ก ดูเกะกะเวลาต้องลุกหรือยันตัวขึ้นนั่ง ยายกองวนไม่กล้าแม้แต่จะลุกยืนจากตะแคร่ใต้ถุนบ้านที่ใช้เป็นที่นอนประจำ แกไม่ยอมลุกด้วยความกลัว และเป็นอยู่อย่างนี้มาเป็นเวลากว่า 10 ปี จนกระทั่ง โรงพยาบาลแห่งนี้มีนักกายภาพบำบัดคนแรก ยายกองวนจึงได้กลับมาเดินได้อีกครั้ง แม้ครั้งนี้จะมีขาที่สามมาเป็นของแถมแต่ยายก็บอกว่า “ยัง ค่อยยังชั่ว กว่าเดิมเยอะ”

ด้วยระยะทางที่ไกล การที่จะส่งผู้ป่วยเพื่อเข้ารับการฟื้นฟูสภาพร่างกายที่ในโรงพยาบาลในตัวจังหวัดเป็นเรื่องยาก ความพิการหลังจากภาวะอัมพาตจึงแทบเป็นเรื่องธรรมดา ด้วยเพราะผู้ป่วยส่วนใหญ่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลาและวิธีการฟื้นฟูสภาพที่ถูกต้อง

แต่ในข้อจำกัดยังมีทางออก ด้วยความมุ่งมั่นของคุณหมอจิ๋ว ในการที่จะให้ผู้สูงอายุและผู้ป่วยที่ต้องได้รับการดูแลทางกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่อง ด้วยความคิดนอกกรอบแต่ตรงใจกับกลุ่มผู้สูงอายุที่รวมตัวกันดำเนินกิจกรรมเพื่อดูแลกันเองในชุมชน ภายใต้ชื่อกองทุนดูแลสุขภาพและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุอำเภอด่านซ้าย การพูดคุยร่วมหาทางออกจึงเกิดขึ้น เป็นที่มาของตึกบริจาค อาคารผู้ป่วยสูงอายุและฟื้นฟูสภาพ ไพศาล-เพ็ญศรี สุขุมพานิช ในปี 2538 ต่อมาปี 2539 โรงพยาบาลเล็กๆ แห่งนี้ก็ได้ต้อนรับนักกายภาพบำบัดคนแรก ที่กินตำแหน่งเป็น “ลูกจ้างของชาวบ้าน” ด้วยเงินที่จัดจ้างโดยกองทุนดูแลสุขภาพและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้สูงอายุอำเภอด่านซ้าย จากแหล่งทุนที่ชาวบ้านรวบรวมเพียงคนละ 1 บาทต่อวัน ในเวลา 1 ปี

ต่าย--อรอุมา เนตรผง นักกายภาพบำบัด บัณฑิตเกียรตินิยม จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ต่ายออกจากบ้านครั้งแรก เมื่อเริ่มมาทำงานในตำแหน่งลูกจ้างชั่วคราวที่โรงพยาบาลแห่งนี้ พร้อมกับคำปรามาสไล่หลังว่าจะอยู่ได้สักกี่วัน เพราะไม่เคยห่างอกพ่อแม่ไปอยู่ที่อื่นเลย ในตอนนั้น นับเป็นนักกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลชุมชนคนแรกๆ ของประเทศ ต่ายปฏิเสธตำแหน่งข้าราชการในโรงพยาบาลศูนย์ที่บ้านเกิด เลือกที่จะเป็นลูกจ้างชั่วคราวที่นี่ มุ่งมั่นเอาตัวเองเป็นหมุดหมายที่จะปักลงบนการพัฒนางานกายภาพบำบัดในโรงพยาบาลชุมชน เป็นต้นทางให้น้องๆ ได้เดินตาม เดินบนเส้นทางที่จะสร้างคุณค่าแห่งวิชาชีพที่สร้างประโยชน์มากมายมหาศาล

หากนั่นนับเป็นความฝันของต่าย---ฝันนั้นน่าจะเป็นจริงแล้ว กับศักยภาพการบริการกายภาพบำบัด ของโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง แห่งนี้เทียบเท่าโรงพยาบาลศูนย์ การดูแล รักษา ส่งเสริมและฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย ผู้สูงอายุ ตลอดจนผู้พิการ ต่ายและน้องๆ ทีมงานร่วมกันสานฝันโดยเน้นการให้ความรู้ในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการเจ็บป่วยเรื้อรัง และฟื้นฟูสภาพเพื่อป้องกันความพิการ การสร้างนวัตกรรมการที่หลากหลายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่วย-ผู้พิการ ได้รับการดูแลและมีศักดิ์ศรีเทียบเท่าบุคคลอื่นๆ ในสังคม การสร้างเครือข่ายในการดูแลแนะนำผู้ป่วยที่มีกลุ่มอาการปวด และการฟื้นฟูสภาพผู้ป่วยผู้พิการในระดับสถานีอนามัย การจัดระบบบริการจดทะเบียนผู้พิการแบบเบ็ดเสร็จเป็นแห่งแรกของจังหวัด การติดตามเยี่ยมบ้านเพื่อการฟื้นฟูสภาพที่ต่อเนื่อง ช่วยลดภาระในการเดินทางของผู้ป่วย การเข้าร่วมเป็นเครือข่ายบริการขาเทียมในปี 2551 โดยความสนับสนุนจากมูลนิธิขาเทียมในสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ฯ

ปัจจุบันต่ายย้ายครอบครัว---พ่อแม่ มาเป็นชาวด่านซ้ายเต็มตัว ความฝันยังไม่หมดเพียงเท่านี้ แต่ยังคงงอกงามอยู่ในความคิดอีกยาวไกล เพื่อมุ่งมั่นในการร่วมดูแลสุขภาพคนด่านซ้ายตลอดไป

“รถของไผ่” กับความใส่ใจในความเป็นมนุษย์

จากภาพฝันของการพัฒนาโรงพยาบาลที่จะดูแลประชาชนตั้งแต่เกิดจนตาย โดยมุ่งเน้นการดูแลเด็ก ผู้สูงอายุและผู้พิการโดยแสวงหาเครือข่ายในชุมชนที่มุ่งมั่นพร้อมจะก้าวเดินไปกับเรา

ด้วยแนวคิดจุดเล็กๆ จากผู้ป่วยผู้พิการคนหนึ่ง

“ไผ่” ชายหนุ่มผู้ซึ่งวันนี้มีรถเข็นนั่งเป็นเพื่อนคู่ใจ ที่พบเจอโดยทีมเยี่ยมบ้านและทีมกายภาพบำบัดของโรงพยาบาล ด้วยเห็นในศักยภาพและต้องการดูแล เยียวยาในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ตั้งแต่ปี 2548 ไผ่ได้เข้าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวยุพราชด่านซ้ายเต็มตัว โดยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ห้องสมุด จนปัจจุบันพัฒนาตัวเองจนร่วมเป็นทีม web master ของโรงพยาบาล

หากแต่รถเข็นนั่งยังไม่สามารถทำให้เขาก้าวพ้นจากคำว่า “ภาระ” ต่อผู้อื่นได้ เส้นทางที่เขาอยากจะก้าวข้ามไปมากกว่านั้น ความฝันของเขา “จุดประกาย” ให้พวกเราร่วมกันก้าวเดินตามภาพฝันของโรงพยาบาล โดยความร่วมมือของเพื่อนๆ จากวิทยาลัยการอาชีพด่านซ้าย ในการพัฒนานวัตกรรมรถสามล้อเครื่องต้นแบบที่ใช้กับผู้พิการทางการเคลื่อนไหว เพื่อช่วยให้ความฝันของไผ่เป็นจริงขึ้นมา กับการเดินทางมาทำงานด้วยตัวเองโดยไม่ต้องร้องขอให้ใครช่วยเหลือ และการที่เดินทางไปในที่ต่างๆ ได้อย่างอิสระ

การพัฒนาสมุนไพรและแพทย์แผนไทย---ไพโรจน์ ทองคำ จากกระเป๋ารถเมล์ สู่อาจารย์อายุรเวท

แหลม--ไพโรจน์ ทองคำ ไต่เต้าสู้ชีวิตจากการศึกษาแค่ระดับประถม ผ่านชีวิตกระเป๋ารถเมล์ จนได้มาทำงานเป็นพนักงานขับรถของโรงพยาบาล เมื่อโรงพยาบาลมีนโยบายส่งเสริมการแพทย์แผนไทยให้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการดูแลสุขภาพคนในชุมชนด่านซ้าย ไพโรจน์ได้รับการคัดเลือกให้ไปเรียนหลักสูตรการแพทย์แผนไทย (อายุรเวท) เมื่อปี 2543 ไพโรจน์กลับมาพัฒนางานแพทย์แผนไทยของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายให้เป็นที่รู้จักและยอมรับอย่างกว้างขวาง นอกจากกิจกรรมให้บริการนวดเพื่อการรักษาและผลิตยาสมุนไพร ไพโรจน์ยังสร้างนวัตกรรมด้วยการเปิดศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแผนไทยส่งเสริมการดูแลหลังคลอดด้วยภูมิปัญญาไทย แนะนำการใช้สมุนไพรในท้องถิ่นต้มกินหลังคลอดเพื่อส่งเสริมสุขภาพแม่และกระตุ้นน้ำนม สมุนไพรชุดนี้โด่งดังจนมีออร์เดอร์สั่งซื้อจากทั่วประเทศ มีการเพิ่มทางเลือกในการรักษาคนไข้โรคเบาหวานโดยการใช้สมุนไพรร่วมด้วย มากกว่านั้นไพโรจน์ยังมุ่งมั่นในการเผยแพร่ความรู้ โดยจัดอบรมหลักสูตรนวดเพื่อสุขภาพให้กับเจ้าหน้าที่สถานีอนามัย อสม.กลุ่มแม่บ้านฯ จัดทำโครงการเพาะต้นกล้าภูมิปัญญาไทย สอนให้เด็กนักเรียนรู้จักวิธีการนวดผ่อนคลายให้ พ่อแม่ เมื่อยามปวดเมื่อยจากการทำงานเพื่อลดการใช้ยาแก้ปวดและสร้างความสัมพันธ์ความอบอุ่นในครอบครัว จัดโครงการอบรมเด็กนักเรียนและชาวบ้านให้รู้จักการกินอาหารให้เป็นยาและการใช้สมุนไพรให้ถูกวิธี มีการเชื่อมโยงประสานกับหมอยาสมุนไพรพื้นบ้านเพื่อสร้างเครือข่ายอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาการใช้สมุนไพร

ปัจจุบัน ไพโรจน์ได้รับการยอมรับให้เป็นวิทยากรครู ก.ในการอบรมต่างๆ ของกระทรวงสาธารณสุขระดับเขต

นี่เป็นอีกหนึ่งของความภาคภูมิใจในการพัฒนาตัวตนของคนด่านซ้ายคนหนึ่ง ที่จะทำประโยชน์แก่ญาติมิตรและคนในชุมชนที่เขาเกิดและเติบโต

สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา สู่สายธารแห่งการเรียนรู้

เชื่อกันว่าหากป่วยแล้วต้องไปอยู่ในสภาพแวดล้อมของโรงพยาบาลอันน่าหดหู่ จะเพิ่มความป่วยไข้ให้มากยิ่งขึ้น การได้อยู่ในโรงพยาบาลอันร่มรื่นล้วนส่งผลดีต่อทั้งผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่

โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้ายได้แยกอาคาร แบ่งเป็นโซนตามลักษณะการใช้งานที่ชัดเจน คือ โซนอาคารสำนักงานและอาคารผู้ป่วย โซนอาคารสนับสนุน (ซักฟอก จ่ายกลาง โรงครัว) และโซนอาคารบ้านพักเจ้าหน้าที่ เน้นการจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีด้วยธรรมชาติ บริเวณที่ตั้งของอาคารโรงพยาบาลตั้งตามแนวการพัดของลม ทำให้การระบายอากาศภายในอาคารถ่ายเทดี ไม่ร้อน อากาศโปร่งโล่ง เย็นสบาย ร่มรื่น ดูสวยงาม สดชื่น ก่อให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น ระหว่างอาคารมีการเว้นพื้นที่ เป็นสนามหญ้า สวนหย่อมหรือต้นไม้ โดยเน้นให้มีพื้นที่สีเขียวกว่าร้อยละ 65 สถานที่ มีบรรยากาศน่าอยู่ น่าทำงาน น่าใช้บริการ ด้วยความใส่ใจของผู้อำนวยการ และทีมเจ้าหน้าที่ภูมิทัศน์ ทำให้โรงพยาบาลได้รับรางวัลจากการประกวดภูมิทัศน์ของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชซึ่งจัดเป็นครั้งแรก (และจนบัดนี้ ก็เพิ่งครั้งเดียว) ในปี 2549 เคยมีบางคนเอ่ยให้ได้ยินว่า นี่คือโรงพยาบาลชุมชนที่สวยที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

กิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อชุมชนที่สำคัญคือน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสีย ซึ่งที่นี่ประยุกต์แบบธรรมชาติตามแนวพระราชดำริ โดยความร่วมมือจากคณาจารย์จากคณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ถือว่าประหยัดและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม คุณภาพน้ำทิ้งจากระบบบำบัดน้ำเสียผ่านทุกตัวชี้วัด ทั้งระบบไม่ได้ใช้พลังงานไฟฟ้าในการทำงานเลย ผลพลอยได้จากการใช้พืชในระบบบำบัดนำมาเป็นปุ๋ยหมักบำรุงสนามหญ้า ดอกไม้ และต้นไม้ มากไปกว่านั้น ด้วยแรงบันดาลใจจากการมาดูงานของเด็กๆ ที่นี่เลยจัดทำอุทยานการเรียนรู้ด้านระบบการจัดการน้ำเสีย เป็นสถานี 13 จุดการเรียนรู้แบบธรรมชาติ เช่น การรวบรวมน้ำเสีย บ่อดักไขมัน ระบบบำบัด การทำปุ๋ยหมักอินทรีย์ และการทำก๊าซชีวภาพฯ โดยทั้งหมดหวังสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดการเรียนรู้ในวงกว้างทั้งนักเรียน องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาล และหน่วยงานอื่นใดที่เกี่ยวข้อง

เพื่อเชื่อมโยงสู่ชุมชน และสร้างความเข้าใจและตระหนักในการดูแลสิ่งแวดล้อมในชุมชน ทีมสิ่งแวดล้อมของโรงพยาบาลยังจัดกิจกรรมชวนเยาวชนด่านซ้ายมาเรียนรู้ เส้นทางของสายน้ำจากระบบบำบัดโรงพยาบาลสู่สายน้ำหมัน ผ่านการศึกษาระบบนิเวศน์ของแม่น้ำภายใต้โครงการนักสืบสายน้ำอีกด้วย

HOSxP ความมหัศจรรย์ของ free ware ที่ด่านซ้าย

โด้---เดชา สายบุญตั้ง นักวิชาการหนุ่มที่ตัดสินใจเดินออกจากสาธารณสุขอำเภอมารับงานท้าทาย เป็นผู้จัดการระบบสารสนเทศของโรงพยาบาลเมื่อหลายปีก่อน

โด้เล่าว่าจากการประเมินเมื่อสักปี 48 เขาพบความล้มเหลวของระบบที่เขาดูแลมากว่า 3 ปี กับงบประมาณที่ลงทุนไปกว่าล้านบาท สิ่งที่เห็นตรงหน้ามีเพียงแค่เครื่องคอมพิวเตอร์ตามหน่วยงานต่างๆ ที่เอามาใช้จิ้มเพื่อพิมพ์เอกสารแทนเครื่องพิมพ์ดีด พร้อมระบบเครือข่ายขนาดเล็ก และซอฟท์แวร์สำหรับใช้ให้บริการผู้ป่วยที่สามวันดี สี่วันไข้

“ในช่วงที่ผมรู้สึกแย่กับความล้มเหลว คณะกรรมการบริหารของโรงพยาบาลทุกคนยังอยู่เคียงข้าง เข้าใจและสนับสนุน กับข้อเสนอให้ลองหา Software ตัวใหม่ แม้จะต้องใช้งบประมาณอีกจำนวนมาก แต่เพื่อให้เกิดความมั่นใจและบริหารจัดการได้ง่ายในสิ่งที่เรามีองค์ความรู้ไม่มากนัก ไม่ต้องทำให้พวกเราต้องเหนื่อยกันจนเกินไป ทางเลือกจึงน่าจะเป็นบริษัทที่น่าเชื่อถือ มีบริการหลังขายดี ด้วยคิดโดยตรรกะง่ายๆ ว่าราคาที่สูงขึ้นน่าจะหมายถึงคุณภาพและบริการที่ดีกว่าตามไปด้วย

แต่ทางเลือกมีมากกว่านั้น จากหนังสือราชการส่งหว่านไปทั่วประเทศ เชิญชวนให้ทดลองใช้ HOSxP ซึ่งเป็นฟรีซอฟท์แวร์ และผมก็ได้ลองเรียนรู้จากโรงพยาบาลที่ใช้มาก่อน

วันประชุมที่ตัดสินใจว่าจะเลือกใช้โปรแกรม HOSxP หรือจะซื้อโปรแกรมจากบริษัทจากจังหวัดเชียงใหม่ในราคาห้าแสนกว่าบาท ซึ่งตอนนั้นมีโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชนครไทยสนับสนุนโดยให้หยิบยืมงบประมาณก่อนเพื่อที่จะได้ซื้อมาใช้พร้อมๆ กัน

เงินห้าแสนบาท สำหรับโรงพยาบาลที่เป็นหนี้เกว่าสิบล้านในขณะนั้น แม้จะไม่มากเมื่อเทียบกับอุปกรณ์การแพทย์บางอย่าง แต่ทำให้คณะกรรมการคงคิดหนักที่สำคัญคือซื้อมาใช้แล้วยังไม่รู้ว่ามันจะดีอย่างที่หวัง หรือจะลงเหวไปเหมือนอย่างโปรแกรมตัวเดิม

ต้องขอบคุณความจนของโรงพยาบาล ทำให้พวกเราคิดและมองอะไรได้หลาย

โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย หัวใจอยู่ที่งานสร้างสุขในชุมชน

โดย Admin on January,11 2011 22.30

โรงพยาบาลแม่สรวย จังหวัดเชียงราย

หัวใจอยู่ที่งานสร้างสุขในชุมชน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกันยายน-ตุลาคม 2552

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

อำเภอแม่สรวย อำเภอที่มักมีคนอ่านหรือเรียกผิดอยู่บ่อยๆ ว่าแม่สะ-หรวยหรือแม่สะ-รวย ทั้งที่จริงแล้วคำนี้อ่านว่า แม่ - สวย เป็นการอ่านแบบอักษรควบไม่แท้เหมือนคำว่าสร้างและเสริม

โรงพยาบาลแม่สรวยเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ตั้งตระหง่านเป็นที่พึ่งของคนอำเภอแม่สรวย กว่า 80,000 คน สร้างขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ .2525 คือเมื่อ 27 ปีที่แล้ว และมี มีพื้นที่ทั้งหมด 35 ไร่ เปิดให้บริการเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10 เตียงในปี พ.ศ.2526 และขยายเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียงตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2535 จนกระทั่งถึงปัจจุบัน มีนายแพทย์วัชรพงษ์ คำหล้า ผู้อำนวยการโรงพยาบาลเวียงป่าเป้า ซึ่งอยู่โรงพยาบาลข้างเคียงมาทำหน้าที่รักษาการผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่สรวย เป็นคนหนุ่มไฟแรงที่มีความมุ่งมั่นที่จะนำพาโรงพยาบาลแม่สรวยให้บรรลุวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลที่ว่า “มุ่งสู่การเป็นผู้นำเครือข่ายสร้างสุขภาพชุมชนชั้นนำในจังหวัดเชียงราย ภายในปี 2555 ”

ปัจจุบันมีผู้ป่วยนอกเฉลี่ยมากกว่าวันละ 300 ราย มีผู้รับบริการทั้งพื้นราบและชนเผ่า และต้องใช้หลายภาษาในการสื่อสารกัน มีแพทย์ประจำเพียง 2 คน แต่ด้วยความพร้อมและความตั้งใจของทีมงานที่มีความสามัคคีเป็นทีมสหวิชาชีพ และล้วนมีจิตสำนึกในการสร้างโรงพยาบาลชุมชนให้เป็นโรงพยาบาลที่เน้นงานเชิงรุก การเข้าไปสร้างสุขในชุมชนควบคู่กับการตั้งรับในโรงพยาบาล จึงสามารถสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้กับคนแม่สรวยได้อย่างน่าชื่นชมในท่ามกลางข้อจำกัดของบุคลากร

รู้จักอำเภอแม่สรวย

อำเภอแม่สรวยอยู่ห่างจากอำเภอเมืองเชียงรายประมาณ 50 กิโลเมตรมาทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ การเดินทางมาที่นี่ หากเดินทางด้วยรถยนต์โดยใช้เส้นทางสายเชียงใหม่-เชียงรายหรือทางหลวงหมายเลข118 จะผ่านไหล่เขาอันคดเคี้ยวของเทือกเขาผีปันน้ำ สู่พื้นราบที่โอบกอดด้วยภูเขาและป่าไม้ เพราะทางทิศเหนือมีอาณาเขตติดกับภูเขาที่มีชื่อเรียกว่าดอยช้าง ซึ่งเป็นสถานที่ปลูกกาแฟสดรสดี แถมมีซากุระเมืองไทยที่มีสีแสนหวานปลูกอยู่เป็นจำนวนมาก ทิศตะวันออกและใต้มีอาณาเขตติดกับเขตอุทยานแห่งชาติดอยหลวง ส่วนทางทิศตะวันตกนั้นมีอาณาเขตติดกับเขตอุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา จากที่ได้รับการโอบกอดด้วยภูเขานี้ทำให้ฤดูกาลที่นี่ มีอากาศหนาวเย็นจัดในฤดูหนาว เย็นสบายๆในฤดูฝน และค่อนข้างร้อนในฤดูร้อน

อำเภอแม่สรวยประกอบด้วย 7 ตำบล 128 หมู่บ้าน มีพื้นที่ทั้งหมด 892,882 ไร่ ร้อยละ 90 เป็นภูเขา ที่เหลือร้อยละ 9.5 เป็นพื้นราบและร้อยละ 0.5 เป็นพื้นน้ำ มีประชากร 83,054 คน ครึ่งหนึ่งเป็นคนพื้นเมือง อีกครึ่งหนึ่งเป็นชาวไทยภูเขาเผ่าต่างๆที่หลากหลาย ได้แก่อาข่า (อีก้อ) ลาหู่ (มูเซอ) ลีซอ (ลีซู) เมี่ยน (เย้า) กระเหรี่ยง ไทยใหญ่ ไทยลื้อ จีนฮ่อ และม้ง คนแม่สรวยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายหินยาน ที่เหลือนับถือศาสนาคริสต์และอิสลาม การประกอบอาชีพส่วนมากทำการเกษตร ทำนา ทำไร่ทำสวนไม่ว่าจะปลูกพืชอาหารคน หรืออาหารสัตว์เช่น ขิง ข้าวโพด มะเขือเทศ และกะหล่ำปลี เป็นต้น ผลไม้ก็เช่น ลำไย ส้ม องุ่นไร้เมล็ดและพุทรานมสด เป็นต้น อีกทั้งยังเป็นแหล่งปลูกพืชและไม้ผลเมืองหนาวพันธ์ดีไม่ว่าจะเป็นชา กาแฟ และพลับ

อำเภอนี้มีแม่น้ำที่เปรียบเสมือนเส้นเลือดหล่อเลี้ยง 2 สายไหลผ่านคือแม่น้ำลาว ( หรือแม่ลาวเลือด แม่น้ำในนวนิยายขึ้นชื่อของพล.ต.อ. วสิษฐ เดชกุญชร) และ น้ำแม่สรวย ซึ่งที่มาของชื่อนี้เกิดจากแม่น้ำที่ไหลผ่านพื้นที่นี้ เดิมผู้คนที่ผ่านไปมาแวะพักแล้วใช้แม่น้ำสายนี้ในการชำระล้าง จึงชื่อว่า “แม่ซ่วย” ซึ่งคำว่าซ่วย ภาษาเหนือแปลว่าชำระล้าง เช่น ซ่วยหน้า=ล้างหน้าซ่วยมือ=ล้างมือ)

เมื่อมาเที่ยวที่อำเภอแม่สรวย ท่านจะได้รับอรรถรสในการชมทะเลหมอก ดอกซากุระบาน ควบคู่ไปกับการชิมชาอู่หลงและกาแฟอาราบิกาที่เลื่องชื่อของดอยช้าง ดอยวาวี หรือแม้กระทั่งดอยแม่น้ำขุ่น อุทยานแห่งชาติดอยหลวง หรือไม่ก็แวะชมความสวยงามของเขื่อนแม่สรวยพร้อมชิมปลาเขื่อนที่สดใหม่ เป็นการตบรางวัลแก่ชีวิตได้เป็นอย่างดีสำหรับอำเภอแม่สรวย อำเภอเล็กๆ ....ทางผ่านที่ท่านพึงแวะทักทาย

สร้างสุขผู้สูงอายุ จุดเปลี่ยนโรงพยาบาลแม่สรวย

ย้อนอดีตเมื่อ 9 ปีก่อน ปีพ.ศ.2543 งานสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในเขตตำบลแม่พริกได้รับการสนับสนุนจากหัวหน้ากลุ่มการพยาบาล..คุณศุภลักษณ์ อิ่นแก้ว ให้พยาบาลในฝ่ายได้แก่ คุณจิตรลดา สมรัตน์ และคุณวันเพ็ญ บุญล้วนได้มีโอกาสลงไปทำงานนี้ เพราะทุกคนเล็งเห็นปัญหาจากการทำงาน ที่พบว่ามีผู้ป่วยสูงอายุเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ การเจ็บป่วยมักมารับบริการด้วยโรคที่ป้องกันได้ เมื่อท่านเจ็บป่วยการมาโรงพยาบาลก็ลำบากเพราะบางคนมาเองไม่ได้แถมยังไม่มีคนพามาอีก การที่เราออกไปส่งเสริมสุขภาพให้พ่ออุ้ย - แม่อุ้ยให้มีสุขภาพแข็งแรง ก็น่าจะช่วยลดการมาโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็นของพ่ออุ้ย – แม่อุ้ยลงได้ เพราะตระหนักดีว่าการสร้างเสริมสุขภาพนั้นมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

ช่วงแรกที่ทีมงานได้ลงชุมชน เราได้ใช้กระบวนการ การค้นหาและแก้ไขปัญหาอย่างมีส่วนร่วมของชุมชนโดยชุมชนเอง ทีมงานได้จัดกระบวนการนี้ใน 3 หมู่บ้านนำร่อง พบว่าปัญหาด้านสุขภาพเป็นปัญหารองจากปัญหาเศรษฐกิจ ไม่ได้เป็นปัญหาลำดับแรกอย่างที่พวกเราคิด แต่ชุมชนโดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุก็สนใจและต้องการให้ทีมงานได้เข้ามาดูแลส่งเสริมสุขภาพ โดยกลุ่มผู้สูงอายุได้นัดหมายสถานที่ในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่จะเป็นศาลาวัด ใต้ถุนกุฏิในวัด จากการเข้าร่วมกิจกรรม เจ้าหน้าที่เกิดการเรียนรู้มากมายไม่ว่าจะเป็นเรื่องบริบทชุมชน ปฏิทินชุมชน วิถีชีวิตของผู้สูงอายุ ความเชื่อ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ตำนานต่างๆที่เชื่อมร้อยเกิดเป็นชุมชนตำบลแม่พริก ที่หาอ่านได้ยากจากตำราเล่มใดเล่มหนึ่ง และที่สำคัญเจ้าหน้าที่ได้เรียนรู้ที่จะอยู่กับพ่ออุ้ย-แม่อุ้ยที่รักเราเหมือนลูกหลาน หลังจากที่เราร่วมกิจกรรมไม่นาน ผู้สูงอายุก็เริ่มเห็นความสำคัญของการรวมกลุ่มกัน โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุหมู่ 1 บ้านแม่พริก ที่ร่วมกันหางบประมาณมาสร้างศูนย์ในการจัดกิจกรรมกลุ่มผู้สูงอายุ ตามด้วยหมู่ 2 บ้านหัวทุ่งสามารถสร้างสถานที่จนกลายมาเป็นศูนย์การเรียนรู้ของชุมชน เป็นสถานที่จัดกิจกรรมของกลุ่มผู้พิการและกลุ่มผู้ติดเชื้อของตำบล และทางหมู่บ้านยังใช้จัดประชุมต่างๆภายในหมู่บ้านร่วมด้วย

ในการออกไปทำกิจกรรมแต่ละครั้ง ทำให้เราเกิดการเรียนรู้ว่า เราไม่ได้เป็นผู้ให้แก่ผู้สูงอายุ แต่เราไปเรียนรู้ร่วมกับท่าน ไปอย่างลูกอย่างหลาน ไปแบ่งปันความสุข ไม่มีใครเป็นเพียงแต่ผู้ให้ และก็เช่นเดียวกันก็ไม่มีใครเป็นผู้รับเพียงอย่างเดียว แรกๆ เราลงไปจัดกิจกรรมใน 3 หมู่บ้านที่สนใจก่อน สนับสนุนให้ผู้สูงอายุมีความรู้ ความเข้าใจใน การดูแลตนเอง การกิน การอยู่ และป้องกันโรค หลังจากนั้นกระแสชุมชนทำให้เรามีกิจกรรมการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุในทุกหมู่บ้าน โดยทีมงานได้เข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มผู้สูงอายุแต่ละกลุ่มเดือนละ 1 ครั้ง ปัจจุบันมีกลุ่มผู้สูงอายุครอบคลุมทุกหมู่บ้าน โดยทีมงานก็จะแบ่งกันเป็นเจ้าภาพหลักในการดูแลกลุ่มผู้สูงอายุแต่ละกลุ่ม

จากการทำกิจกรรมเราพบว่าการทำงานนี้จำเป็นต้องได้รับการดูแลจากทุกภาคส่วน เพราะเรารู้ว่า “ต้นไม้เพียงต้นเดียว ไม่สามารถสร้างป่าฝนได้” ดังนั้นจึงเกิดการชักชวนทีมสหสาขาวิชาชีพที่สนใจและเกี่ยวข้องเข้ามาร่วมด้วยช่วยกันทำกิจกรรมเช่น กิจกรรมในส่วนกายภาพบำบัด การแพทย์แผนไทย การแพทย์ทางเลือก เราก็มีทีมที่เข้ามาช่วยนำโดยพี่ชื่นกมล นาคประเสริฐ เรื่องเกี่ยวกับการใช้สมุนไพรพื้นบ้านทดแทนยาก็ได้ โดยเภสัชกรอิ่นแก้ว สิงห์แก้ว เข้ามามีส่วนร่วม ส่วนเรื่องสุขภาพในช่องปาก ทันตแพทย์หญิงปัทมา กิตติกุศล ก็เข้ามาร่วมดูแล และหากพบผู้สูงอายุมีปัญหาด้านสุขภาพจิต เราจะประสานให้เข้าพบคุณสุพรรณ ไชยวรรณะ พยาบาลจิตเวชประจำงานสุขภาพจิต ส่วนพยาบาลทีมดูแลผู้สูงอายุที่มาจากกลุ่มการพยาบาลอีก 4 คน คุณเพ็ญจันทร์ พานแก้ว พยาบาลจากหน่วยสุขภาพปฐมภูมิ และคุณกัลยา สังวาลทอง ับยา งานเภสัชกรชุมชนโดยเภสัชกร.นจากกลุ่มงานเวชปฏิบัติครอบครัวและชุมชน จะรับผิดชอบงานสร้างเสริมสุขภาพทั้งหมด โดยมีกลุ่มการพยาบาลเป็นผู้ประสานงานของทีม ซึ่งกิจกรรมจะเป็นการคัดกรองสุขภาพผู้สูงอายุเพื่อคัดกรองความเสี่ยงต่อโรคทางกายและทางจิต โดยโรคทางกายจะคัดกรองโรคเรื้อรังและภาวะโรคชรา ( geriatric syndrome ) ของผู้สูงอายุ กายภาพบำบัดคัดกรองความเสี่ยงต่อการหกล้มโดยประเมินความยืดหยุ่น การทรงท่า สมรรถภาพของปอด นอกจากนี้มีการประเมินภาวะสุขภาพฟัน ประเมินการใช้ยา ส่วนโรคทางจิตเวชเน้นการคัดกรองภาวะซึมเศร้า ภาวะฆ่าตัวตาย กิจกรรมที่ให้จะเป็นการดูแลส่งเสริม 3 ระดับ ทั้งการป้องกันในระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ ตติยภูมิ ในส่วนของแพทย์ นอกจากเป็นที่ปรึกษาหลักแล้ว ยังได้มีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพพ่ออุ้ย-แม่อุ้ยในยามที่เราตรวจสุขภาพประจำปีแล้ว พบปัญหาสุขภาพก็จะส่งปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาล

บรรยากาศสบายๆ...ในวันพบปะวางแผนของ น้องจิตรลดา ,วันเพ็ญ ,ประเสริฐ เลิศย่างขจร

ทีมสหสาขาวิชาชีพ..มีเภสัชกรอิ่นแก้วและหมอฟัน ...แพทย์แผนไทยและทีมงาน เรียนรู้ประวัติศาสตร์ชุมชน ปัทมารวมอยู่ด้วย (แถวนั่งลำดับที่2 ,3 จากซ้ายมือ) จากผู้สูงอายุหมู่ 9 ...ส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ชุมชน

สร้างเครือข่ายผู้สูงอายุระดับตำบล

ปลายปีพ.ศ. 2546-2548 กลุ่มผู้สูงอายุเริ่มมีการไปเยี่ยมเยือนกันและกันเรียกว่า ภาคีสัญจรผู้สูงอายุตำบลแม่พริก ต่อมามีผู้พิการร่วมด้วยและหมุนเวียนไปทุกหมู่บ้าน เพื่อรณรงค์ให้ชุมชนรับรู้รับทราบในกิจกรรมของกลุ่มผู้สูงอายุ ผู้พิการ รับรู้ถึงภูมิปัญญา บทบาทในการถ่ายทอดภูมิปัญญา วัฒนธรรมประเพณีตลอดจนการละเล่นพื้นบ้าน จุดประกายการเกิดความรู้สึกยอมรับ ให้คุณค่าตระหนักในบทบาทการดูแลผู้สูงอายุ ผู้พิการแก่ครอบครัวและชุมชน

ในปีพ.ศ.2549 ชุมชนเริ่มมีการขับเคลื่อนในรูปของเครือข่ายสร้างสุขภาพตำบลแม่พริก เกิดการรณรงค์เพื่อสร้างสุขภาวะของผู้สูงอายุควบคู่ไปกับสุขภาวะของชุมชน ผ่านงานภาคีชุมชนตำบลแม่พริก โดยแกนนำชุมชนมีบทบาทหลักในการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง จนสามารถของบประมาณจากองค์การบริหารส่วนตำบลแม่พริกด้วยตนเอง เจ้าภาพที่สับเปลี่ยนหมุนเวียนกันจัดงานต่างกระตือรือร้นที่จะจัดงานให้เป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้าน โดยความร่วมมือจากทุกกลุ่มภายในหมู่บ้าน ช่วยกันสร้างสรรค์กิจกรรมต่างๆภายในงาน ตั้งแต่ตกแต่งสถานที่ กิจกรรมการแสดงบนเวทีที่มาจากทุกกลุ่มในตำบล เช่น กลุ่มเยาวชน กลุ่มแม่บ้าน พ่อบ้าน กลุ่มแกนนำ และกลุ่มผู้สูงอายุที่ต้องรวมกันซ้อมการแสดงก่อนออกงาน ในงานก็มีการนำผลิตภัณฑ์ในหมู่บ้านมาจำหน่าย และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ พ่ออุ้ยแม่อุ้ยหลายคนที่ได้ไปเรียนรู้ผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้านอื่น กลับไปก็พัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้ดียิ่งขึ้น “ ครั้งหน้าจะได้มาโชว์ใหม่ ” พ่ออุ้ยบอกกับเราอย่างนั้น ตอนนี้มีการจัดกิจกรรมที่เป็นการรื้อฟื้นวิถีชีวิต การละเล่นโบราณ มาประยุกต์เป็นเกมส์ เล่นภายในงานวันนั้นด้วย เช่น เกมส์แข่งกันทำข้าวต้มหัวหงอก ของคนสามวัย เกมส์สาวไหม เพื่อเชื่อมความสามัคคีลดช่องว่างระหว่างวัย เป็นต้น สร้างรอยยิ้มปนหัวเราะเป็นที่ประทับใจของผู้ที่มาร่วมงานทุกครั้งไป จากภาคีชุมชนดังกล่าว เป็นที่มาของการขยายไปสู่การศึกษาวิถีชุมชนของทีมสหสาขาวิชาชีพ ซึ่งเริ่มต้นที่หมู่ 9 บ้านปางอ้อย เพื่อทำความเข้าใจชุมชนอย่างแท้จริง อันจะนำไปสู่การกำหนดบทบาทของทีมให้เป็นเพียงวิทยากรกระบวนการและคอยกระตุ้นให้ชุมชนจัดการกับปัญหาด้วยตนเอง เนื่องเพราะทีมเล็งเห็นว่าปัญหาผู้สูงอายุ...ไม่สามารถแก้ได้ด้วยการจำกัดวงแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น

อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ....กลไกสำคัญเชื่อมร้อยสุขภาพ

อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ หรือที่ผู้สูงอายุตำบลแม่พริกเรียกง่ายๆติดปากว่า “อาสา” หรือ อผส. เกิดจากแนวคิดที่ว่าทีมงานของโรงพยาบาลมาทำกิจกรรมร่วมกับกลุ่มผู้สูงอายุได้เพียงเดือนละ 1 วัน แล้วใครจะช่วยเฝ้าระวังดูแลผู้สูงอายุในวันที่เหลือ และยังพบว่ามีผู้สูงอายุส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตนเองไม่ได้หรือช่วยเหลือตนเองได้น้อย ใครจะช่วยดูแลร่วมกับครอบครัว ดังนั้นกลุ่มผู้สูงอายุจึงได้เสาะหาผู้ที่มีจิตอาสามาช่วยดูแล ซึ่งหาได้ง่ายๆ จากตัวผู้สูงอายุเองที่สนใจลูกหลานของผู้สูงอายุ ครอบครัวผู้สูงอายุหรือแม้กระทั่งอสม.หรือคนทั่วไปที่มีจิตอาสาเข้ามาร่วมเป็นอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ อาสาเข้าไปดูแลผู้สูงอายุที่ด้อยโอกาสเช่น ผู้สูงอายุที่มีปัญหาด้านสุขภาพเจ็บป่วยเรื้อรัง มีปัญหาด้านความเป็นอยู่ ช่วยเหลือตนเองได้น้อยหรือไม่ได้เลย รวมทั้งผู้สูงอายุที่มีอายุ 80 ปีขึ้นไปที่บ้าน โดยทางกลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุได้มีข้อตกลงกันว่า จะเข้าเยี่ยมอย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง หรือแล้วแต่ลักษณะปัญหาของผู้สูงอายุที่เข้าเยี่ยม

ในช่วงแรกการรวมกลุ่มของอาสาสมัครฯ ยังลุ่มๆดอนๆ แต่เราได้ อบต.แม่พริกที่ช่วยสนับสนุนงบประมาณ ในการดำเนินงานของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ และทางกลุ่มได้มีโอกาสไปเยี่ยมดูงานโครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ดูแลอยู่ที่อำเภอขุนตาล จังหวัดเชียงราย ทำให้ทางกลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุได้เห็นรูปแบบการทำงานที่มีความชัดเจนมากขึ้น และได้นำมาปรึกษาหารือร่วมกับแกนนำชุมชนเพื่อพัฒนารูปแบบการดูแลผู้สูงอายุในตำบลแม่พริก จะได้มีเครือข่ายนอกพื้นที่ด้วย และแสดงความจำนงขอเข้าร่วมโครงการ กับคุณรัตนา จิตวงพงษ์ เจ้าหน้าที่จากสำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดเชียงราย จนกระทั่งในปีพ.ศ. 2551 ทางกลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุจึงได้รับการประสานงานจากคุณรัตนาให้เข้าร่วมเป็นพื้นที่โครงการอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุที่บ้านเพิ่มเติมจากพื้นที่เดิม

รายการตามไปวัด..แม้ผู้สูงอายุจะถูกปิดล็อกประตู ทีม อผส.นำโดยแม่เรือนแก้ว สารมิตรลุยเยี่ยมบ้าน

ออกมาไม่ได้..อผส.ก็จะตามไปวัดจนถึงที่ ยังความ ผู้สูงอายุที่ซับซ้อน..ช่วยเหลือตนเองได้น้อย และมี

ปลาบปลื้มใจแก่ผู้สูงอายุ..จนอดที่จะยิ้มไม่ได้... น้องแจ่มจันทร์ แก้วข้าว นักกายภาพบำบัด ภาพเป็นข่าวจากทีม อผส.ใจเพชรของหมู่ 1 ร่วมเยี่ยมด้วย

ปัจจุบันตำบลแม่พริกมีอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ 37 คน ดูแลผู้สูงอายุครอบคลุมทุกหมู่บ้าน ทางกลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุทั้งตำบลจะพบเจอกันเดือนละ 1 ครั้ง เป็นการประชุมที่สัญจรไปทุกหมู่บ้าน ร่วมกับทีมงานโรงพยาบาลและคุณรัตนา โดยช่วงเช้าเป็นการแจ้งข่าวสารต่างๆ เล่าประสบการณ์ พูดคุยถึงปัญหา ภาคบ่ายจะเป็นการร่วมเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุที่มีปัญหาซับซ้อน ช่วยกันหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาของผู้สูงอายุที่เข้าเยี่ยม หรือประสานงานกับส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมดูแล ดังนั้น นอกเหนือจากกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุทุกหมู่บ้าน ทีมงานยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมกิจกรรมของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ และช่วยเติมเต็มในเรื่องความรู้ในการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุให้แก่กลุ่มอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุอีกด้วย

น้องอ้อ..พัชรี ถายะ, น้องเก๋ ..เครือวัลย์ กาวิลและ น้องน้อย..สุพรรณ ไชยวรรณะ..พยาบาลจิตเวช

น้องรัตติกาล พิยศ ขณะขะมักเขม้นสอนวิธีการ กำลังให้ความรู้แก่ อผส.เกี่ยวกับภาวะสุขภาพจิต

ทำแผลแก่ อผส.ในการอบรมฟื้นฟูที่จัดขึ้นทุกปี และการคัดกรองผู้สูงอายุที่มีความเสี่ยง

อผส.รุมล้อมน้องนิต..พัฒน์นรี ดวงขาว รำเข้าไปเถิดหนา....ปรีดา ต๋าคำ และนิภา ปานะ

ที่กำลังสอนวัดความดันโลหิต นำผู้สูงอายุร้องรำทำเพลงแนะนำการดูแลสุขภาพ

ในการอบรมฟื้นฟูที่มีขึ้นทุกปี เบื้องต้น..อีกบทบาทหนึ่งของอผส.ในกิจกรรม

ประจำเดือนของหมู่ 1 บ้านแม่พริก

ประธานอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ....แม่สมจิตร สิงห์คำ เล่าให้ฟังถึงความรู้สึกในการทำงานว่า “ดีใจที่ได้เข้ามาทำงานดูแลผู้สูงอายุ การไปเยี่ยมผู้สูงอายุเสมือนกับการไปทำบุญ เมื่อได้รับความไว้วางใจจากเพื่อนๆ อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุให้เป็นประธานอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุเมื่อปี 2550 ถึงแม้การทำงานในช่วงแรกอาจจะยังไม่เข้าร่องเข้ารอยอุปสรรคก็มีบ้าง บางอย่างต้องใช้ความอดทน แต่ก็ผ่านไปได้ด้วยดีเพราะมีเพื่อนๆทีมงานที่เข้มแข็ง มีที่ปรึกษาจากหมอๆและหน่วยงานภาครัฐ มีผู้สูงอายุที่ไปเยี่ยมบ้านเป็นกำลังใจที่จะทำงานต่อไปเรื่อยๆ จนชีวิตจะหาไม่ รู้ว่าตัวเองยังมีคุณค่าต่อสังคม”

ส่วนพ่อใย สุภาวะ ประธานกองทุนสวัสดิการวันละบาท เล่าให้ฟังถึงความรู้สึกในการทำงานว่า “เมื่อได้เข้ามาทำงานเป็นอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ นอกจากการทำหน้าที่ของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ ยังได้รับหน้าที่เป็นประธานกองทุนสวัสดิการวันละบาท ทำให้รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าได้ช่วยเหลือสังคมผู้ด้อยโอกาส และกลุ่มผู้สูงอายุ มีโอกาสพัฒนาตนเองจากการไปดูงานและจากการเข้ารับการอบรม จะได้นำความรู้มาสร้างประโยชน์ ให้คนในชุมชนรู้จักการออมเงิน สร้างสวัสดิการต่างๆ จากการออมเงินวันละบาท เพื่อให้ชุมชนตำบลแม่พริกเข้มแข็งขึ้น”

คุณรัตนา จิตวงพงษ์.(เสื้อชมพูติดโต๊ะ)จากพมจ.เชียงราย แกนนำ อผส. (ซ้ายไปขวา เมฆ ปิงใจ แม่สมจิตร ขณะร่วมกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของอผส.ที่มีทุกเดือน พ่อใย) และธนชัย ฟูเฟื่อง..จากสภาองค์กรชุมชน..

ขณะหารือกันเรื่องกองทุนวันละบาทของอผส.

งานสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุเป็นงานที่ทำร่วมกับชุมชน มีความต่อเนื่องไปเรื่อยๆตามวิถีของชุมชน ทีมงานมีความภาคภูมิใจในงานที่ทำอยู่ ทำแล้วมีความสุข เห็นพลังชุมชนที่ขับเคลื่อนไปพร้อมๆ กับเราที่จะต้องเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพของตนเองต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

กิจกรรมประจำใจของชาวแม่สรวย

ถ้ามีใครถามว่า แต่ละครั้งของการปฏิบัติงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่ออกไปทำงานเขาทำอะไรบ้าง ก็คงพอจะเล่าให้ฟังได้ว่า พยาบาลที่ออกปฏิบัติงานจะนัดกลุ่มผู้สูงอายุเดือนละ 1 ครั้ง แต่ละเดือนมีผู้สูงอายุมาเข้าร่วมกิจกรรม เฉลี่ยเดือนละ 30-40 คน โดยจะมีอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุมาร่วมกิจกรรมด้วย แต่จำนวนอาสาสมัครที่มาขึ้นอยู่กับเวลาว่างของแต่ละคน เพื่อให้ท่านนึกภาพการทำงานออก จะเล่าถึงการไปปฏิบัติงาน ที่หมู่ 1 บ้านแม่พริก ตำบลแม่พริกในเดือนที่ผ่านมาให้ฟัง

ก่อนจะเข้าไปชุมชนด้วยกัน อยากขอทุกท่านลองนึกภาพถึงการทำงานแบบตั้งรับในตึกผู้ป่วยในหรือแม้แต่จุดอื่นในโรงพยาบาล ถ้าท่านขึ้นไปทำงาน ส่วนมากจะเห็นสภาพที่เหมือนๆกัน คือพบเจอแต่ใบหน้าของผู้ป่วยและญาติที่ไม่สดชื่น ท่าทางอ่อนเพลีย ในผู้ป่วยเด็กๆ พอเราเข้าใกล้ก็จะร้องให้จ้า จะมีผู้รับบริการสักกี่คนที่ยิ้มแย้มแจ่มใสให้เรา หน้าตาสดชื่นกับการมาโรงพยาบาล ซึ่งแตกต่างจากกับการออกไปส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ทุกครั้งที่ออกไปทำงานกับผู้สูงอายุเมื่อไปถึงตอนเช้า ก็จะมีการยกมือไหว้ทักทายกับผู้สูงอายุทุกคนด้วยความเป็นกันเอง ท่าทางยิ้มแย้มแจ่มใส และยินดีที่ได้พบกัน

กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพวันนี้ของเรา มีทั้งคัดกรองและเฝ้าระวังภาวะทางสุขภาพ ส่งเสริมสุขภาพกายและจิต โดยช่วงเช้า อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุมาปัดกวาดจัดสถานที่เหมือนทุกครั้ง วัดความดันโลหิต ชีพจร และชั่งน้ำหนักให้กับผู้สูงอายุ และนำผลการประเมินที่ได้ไปบันทึกลงในสมุดบันทึกของอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ

ทุกคน สมุดของประธานผู้สูงอายุ และสมุดของทีมเอง นอกจากนี้ได้บันทึกลงในแฟ้มน่ารู้ของผู้สูงอายุทุกคนด้วย เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถนำไปเปิดดูระดับความดันโลหิต ชีพจร และน้ำหนักของตนเองได้ หรือให้ลูกหลานช่วยดูให้ได้ สำหรับผู้ที่มีความดันโลหิตสูงรายใหม่ จะแจกใบนัดให้ไปวัดความดันโลหิตที่อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ อาทิตย์ละ 1 ครั้ง เป็นเวลา 3 อาทิตย์ เพื่อคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง ถ้าผิดปกติจะดำเนินการส่งต่อเพื่อพบแพทย์ที่โรงพยาบาล และถ้ายังพบว่ามีความดันโลหิตสูง ก็จะได้รับการส่งเข้าคลินิกความดันโลหิตสูง หากเป็นผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่แล้ว พยาบาลที่ออกปฏิบัติงานจะติดตามประเมินถึงการดูแลตนเองของผู้สูงอายุคนนั้นเป็นรายบุคคลอีกชั้นหนึ่ง (อาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุหมู่บ้านนี้เข้มแข็งมาร่วมกิจกรรมทุกเดือน แต่ละเดือนอาจจะมาไม่ครบ 5 คน เนื่องจากติดภารกิจของแต่ละคนหรือต้องทำงาน แต่จะเปลี่ยนกันมาเดือนละ 2-3 คน)

สำหรับกิจกรรมทางศาสนาเป็นสิ่งที่คู่กับผู้สูงอายุเสมอ ก่อนเริ่มกิจกรรมอื่นๆ ประธาน (บางครั้งก็เป็นผู้ใหญ่บ้าน บางครั้งก็เป็นประธานกลุ่มผู้สูงอายุ) จะจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและสวดมนต์ไหว้พระพร้อมกันทุกคน (ในห้องประชุมของหมู่ 1 จะมีพระพุทธรูปอยู่ 1 องค์) หลังไหว้พระสวดมนต์ จะต่อด้วยกิจกรรมส่งเสริมความแข็งแรงของร่างกาย อีกกิจกรรมหนึ่งที่ขาดไม่ได้อีกเช่นกันคือออกกำลังแบบแอโรบิกตามตัวแบบในแผ่น VCD ที่งานกายภาพบำบัดได้คัดมาจากอาจารย์กายภาพบำบัด มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ว่าผ่านการศึกษารับรองแล้ว มีความเหมาะสมกับวัย นานประมาณ 30 นาที เพื่อสุขภาพร่างกายที่แข็งแรง ผู้สูงอายุเองก็มีความสนุกสนานในการออกกำลังกายร่วมกัน (ขณะออกกำลังกาย ทีมเจ้าหน้าที่จะช่วยดูแลอย่างใกล้ชิดเพราะบางท่าผู้สูงอายุยังทำไม่ได้หรือไม่ถูกต้อง โดยเฉพาะผู้ที่มีข้อจำกัดด้านร่างกาย) ทั้งนี้ผู้สูงอายุได้นัดกันออกกำลังกายกันเอง อย่างน้อยอาทิตย์ละ 1 ครั้ง

หมอแอ...ของพ่อๆแม่ๆ...หรือน้องถนอม นันทอน เฮ้อ....สุดยอด ....หายใจเข้า...ช้าๆๆ.....

จากการแพทย์แผนไทย กำลังนวดให้พ่อผู้สูงอายุ หายใจออกยาวๆ...แม่ๆจากหมู่ 13 หลับตาพริ้ม

หมู่ 13 บ้านปางซางพัฒนา อยู่ในกระโจมอบสมุนไพรแบบพกพา

ที่นอนแผ่...อย่างสบายอารมณ์ หนึ่งในกิจกรรมประทับใจของผู้สูงอายุ

มักมีคนพูดว่าเป็นผู้สูงอายุต้องเข้าวัดเข้าวา ไม่ต้องมีกิจกรรมนักก็ได้ ไม่ต้องร้องรำทำเพลง อยู่บ้านเฉยๆเท่านั้นเป็นพอ ถ้ายังมีใครคิดอย่างนี้คงต้องให้มาร่วมกิจกรรมกับผู้สูงอายุ จะทำให้คนๆนั้นเข้าใจว่า ผู้สูงอายุนั้นเป็นวัยที่มีความต้องการทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจเหมือนวัยอื่นๆ ยังมีความสนใจคล้ายกับวัยต้นอยู่ แต่สังคมมักตีกรอบและใส่ความคาดหวังให้ผู้สูงอายุไม่ค่อยมีกิจกรรม อีกทั้งยังขาดเวทีที่จะช่วยให้ผู้สูงอายุได้ทำกิจกรรมตามวัยต่างหาก ดังนั้น กิจกรรมนันทนาการจึงเป็นกิจกรรมที่มีการจัดขึ้นอย่างสม่ำเสมอในการออกปฏิบัติงาน กิจกรรมที่ทำเป็นการนำผู้สูงอายุเล่นเกมส์ต่างๆ เป็นการสร้างความสนุกสนานและเสียงหัวเราะ ทั้งยังส่งเสริม

สัมพันธภาพและความสามัคคีในหมู่ผู้สูงอายุ เกมส์ส่วนใหญ่มักเป็นเกมส์ง่ายๆที่ฝึกสมอง ฝึกความจำ เกมส์ที่สื่อถึงการดูแลสุขภาพ คงไว้ซึ่งความสามารถของแต่ละบุคคล บางครั้งจะมีกิจกรรมกระตุ้นให้ผู้สูงอายุแสดงความสามารถพิเศษ เช่นออกมาร้องเพลง..จ้อยซอ แล้วให้ผู้สูงอายุที่เหลือฟ้อนรำตามเสียงเพลง ส่วนใหญ่ผู้สูงอายุชายจะช่วยตีกลอง เป่าขลุ่ย และตีระนาดประกอบเสียงเพลง นอกจากความสนุกสนานที่เกิดขึ้นแล้วยังคงไว้ซึ่งศักยภาพของผู้สูงอายุ และทำให้ผู้สูงอายุที่ได้ทำกิจกรรมมีความภูมิใจในตนเองมากขึ้นอีกด้วย

ดนตรีบำบัดแบบพื้นบ้านของผู้สูงอายุหมู่ 1.... ยืดเข้าไป..ตัวอ่อน..ขนาดเจ้าหน้าที่ยังอาย

จนแม่เคลิบเคลิ้ม..อดที่จะฟ้อนไปด้วยไม่ได้.... กับกิจกรรมออกกำลังกาย..ยืดเส้นยืดสายของผู้สูงอายุหมู่ 2 บ้านหัวทุ่ง

ผู้สูงอายุนั้นมีความจำกัดในด้านความสามารถในการรับรู้ก็จริงอยู่ แต่ยังคงมีความอยากรู้และความจำเป็นที่ต้องรับรู้เรื่องราวข่าวสารต่างๆไม่ได้ลดลงตามการรับรู้ไปด้วย ในการออกปฏิบัติงานจึงจำเป็นต้องมีการให้ความรู้ในเรื่องสุขภาพ โรคที่เกิดขึ้นตามฤดูกาลหรือตามความต้องการของผู้สูงอายุ โดยจะมีการซักถามผู้สูงอายุที่เข้าร่วมกิจกรรมว่าแต่ละเดือนอยากรู้เรื่องโรคอะไรหรือเรื่องอะไร เพื่อให้ผู้สูงอายได้มีความรู้ในการดูแลตนเองเบื้องต้นที่ถูกต้อง เช่น ก่อนหน้าฝนสักเล็กน้อย ได้ให้ความรู้เรื่องโรคไข้เลือดออก เป็นต้น

นอกจากนี้ มีการแจกแผ่นพับเรื่องโรคที่ให้ความรู้ให้ผู้สูงอายุเก็บไว้ในแฟ้มความรู้ เวลาอยู่ที่บ้านสามารถนำออกมาอ่านได้ หรือให้ลูกหลานอ่านก็ได้ และสามารถนำความรู้ไปแนะนำคนอื่นต่อได้ ถึงแม้ว่าการให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุนั้นมักต้องให้ซ้ำๆหลายรอบในเรื่องเดิมๆ หากเป็นเรื่องที่ผู้สูงอายุสนใจใส่ใจอยากรู้ การฉายหนังซ้ำรอบสองรอบสาม พยาบาลที่เป็นผู้ให้ความรู้ยังเต็มใจที่ฉายซ้ำได้เสมอ เพราะผู้สูงอายุบางคนลืมว่าหมอสอนไปแล้วหรือบางคนไม่ได้มาร่วมกิจกรรมในเดือนที่หมอสอน (ชาวบ้านจะเรียกเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลว่า “หมอ ”หมด )

ระหว่างรอกินข้าวเที่ยง ก็จะมีการพูดคุยร่วมกันกับผู้ใหญ่บ้าน ประธานผู้สูงอายุและอาสมัครดูแลผู้สูงอายุ เรื่องปัญหาต่างๆ ของผู้สูงอายุเพื่อร่วมกันแก้ปัญหาและผลจากการพูดคุยกัน พบว่าในเดือนนี้มีผู้สูงอายุหน้าใหม่ๆมาร่วมหลายคน เพราะผู้ใหญ่บ้านช่วยประกาศย้ำด้วยเสียงตามสาย ให้ทราบวันนัดกิจกรรมและช่วยย้ำให้ผู้สูงอายุมาร่วมกิจกรรม อีกทั้งตอนนี้มีกฎหมู่บ้านให้ผู้สูงอายุทุกคนมาร่วมกิจกรรม ถ้าไม่มาจะหักเงิน 50 บาท วันที่ออกปฏิบัติงาน เดือนนี้ทีมจึงพบภาพการเช็คชื่อผู้สูงอายุที่มาเข้าร่วมกิจกรรมเป็นรายบุคคล

ลำแต้ๆ....กินไปคุยไป..ม่วนแต้หนอ... ทุกเมษายนของปีใหม่เมือง..อุ๊ยๆก็ตั้งตารอคอย

หลังทำกิจกรรมเสร็จ..ก็ล้อมวงกินกัน.. คอยให้ลูกหลานมารดน้ำดำหัวพวกเราก็ไม่พลาด

ของผู้สูงอายุหมู่ 1 เช่นกัน..ในภาพ.น้องเพ็ญจันทร์และชื่นกมลนำข้าวตอก ดอกไม้ธูปเทียนมาดำหัวพ่ออุ๊ยแม่อุ๊ย หมู่ 13

แต่ก่อนตอนที่เริ่มมีกิจกรรมส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุใหม่ๆ(9ปีก่อน) อาหารเที่ยงเป็นอาหารมื้อที่พวกเราที่ออกปฏิบัติงานมักพบว่าเป็นอาหารบ่ายอยู่เสมอ เพราะหาร้านขายอาหารไม่เจอในระยะเดินไหว แต่ตอนนี้ ปัญหาดังกล่าวหามีไม่ เพราะจะมีการกินอาหาหารเที่ยงร่วมกันกับผู้สูงอายุทุกคนโดยเจ้าหน้าที่และผู้สูงอายุทุกคนจะห่อข้าวมากินร่วมกันทุกครั้ง และวันนั้นจะมีการทำอาหารร่วมกัน 1 อย่าง เป็นอาหารพื้นบ้านที่ทำง่ายๆแล้วนำมากินร่วมกัน ผู้สูงอายุมักพูดอยู่เสมอว่า “อุ้ยชอบห่อข้าวมากิ๋นตวยกันเพราะกิ๋นได้นัก ลำด้วย ไม่เหมือนอยู่ที่บ้านอุ้ยต้องกิ๋นคนเดียว ลูกหลานไปยะก๋านนอกบ้านกันหมด” การกินข้าวร่วมกันนอกจากแก้ปัญหาเจ้าหน้าที่อดข้าวเที่ยงได้แล้ว ยังทำให้ช่วงเวลาที่กินข้าวด้วยกันเป็นโอกาสที่จะได้ประเมินอาหารที่ผู้สูงอายุกินว่าเหมาะสมกับโรคกับวัยหรือไม่ และทำการให้ความรู้แก่ผู้สูงอายุได้ทันทีอีกด้วย

ในช่วงบ่ายจะเป็นการออกเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุที่มีปัญหา หรือผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้น้อย ไม่สามารถมาเข้ากิจกรรมได้ร่วมกับอาสาสมัครดูแลผู้สูงอายุ โดยไปประเมินภาวะสุขภาพและสิ่งแวดล้อม เช่นวัดความดันโลหิต ดูแลเรื่องสภาพแวดล้อมภายในบ้าน ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลสุขภาพ ทีมที่ออกปฏิบัติงานเยี่ยมบ้านของผู้สูงอายุนั้นจะพบรายการวงเวียนชีวิตกับตาเป็นๆ เห็นชัดๆเพราะมาทั้งรูป กลิ่น เสียงและสัมผัส ไม่ต้องไปรอดูในโทรทัศน์ช่องไหนและไม่ต้องไปดูจากที่อื่น

โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก จุดบรรจบของอุดมการณ์กับสุขภาพ

โดย Admin on January,11 2011 22.29

โรงพยาบาลอุ้มผาง จังหวัดตาก

จุดบรรจบของอุดมการณ์กับสุขภาพ

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกรกฎาคม-สิงหาคม 2548

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

จากอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก ซึ่งเป็นประตูสู่อุ้มผาง เมืองชายขอบที่สุดอำเภอหนึ่งในประเทศไทย ถนนลาดยางจะไต่ไปตามเขาที่เริ่มสูงและคดเคี้ยวแบบ “พับผ้า” ไปเรื่อยๆ เป็นโค้งวนกว่า 1,200 โค้ง ตลอดเส้นทางมีแต่ป่าและภูเขา ในที่สุดการเดินทางในรถตู้เป็นเวลายาวนานถึง 4 ชั่วโมงก็สิ้นสุดลง จากป่าเขาอยู่ดีๆ ก็เริ่มเห็นบ้านคน สถานที่ราชการอยู่กันเป็นกระจุก เพราะมาถึงเขตตัวเมืองอุ้มผาง หรือที่รู้จักกันว่าเป็น “แผ่นดินดอยลอยฟ้า”

อุ้มผาง ชายขอบแผ่นดินไทย

อุ้มผางมีสภาพภูมิประเทศโดยรอบที่เต็มไปด้วยภูเขา ห่างจากอำเภอแม่สอด 164 กม. ประกอบด้วย 6 ตำบล ซึ่งมีโรงพยาบาลชุมชน 1 แห่ง มี 7 สถานีอนามัย 6 สำนักงานสาธารณสุขชุมชน ( สสช. ) และหน่วยมาเลเรียชุมชน ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานของรัฐและเอกชน จัดตั้งให้มีการพัฒนาชาวบ้านในพื้นที่มาเป็นผู้ทำการตรวจเลือดแบบ Strip (Paracheck) ได้ และแจกยารักษาโรคมาเลเรียตามสูตรที่กำหนดให้ มีหน่วยตั้งกระจายอยู่ตามหมู่บ้านต่างๆ นอกจากนี้บางแห่งยังสามารถทำหน้าที่ให้การรักษาพยาบาลเบื้องต้นคล้ายสถานีอนามัยได้อีกด้วย

ที่อุ้มผางมีประชากรราว 60,000 คน ประกอบไปด้วย คนไทย ชาวกะเหรี่ยง ชาวพม่า ซึ่งมีสัดส่วนโดยประมาณที่ 30:60:10 โดยชาวกะเหรี่ยงจะอาศัยอยู่ในระหว่างแนวพื้นที่ติดกับชายแดน และยังมีชาวพม่าจะอยู่ในที่พักพิงชั่วคราวของชาวต่างด้าว บริเวณใกล้ชายแดนไทย-พม่า หรือที่เรียกว่า ค่ายอพยพผู้ลี้ภัย “นุโพ” จำนวนร่วม 10,000 คน ซึ่งได้รับความช่วยเหลือจากองค์การสหประชาชาติและหน่วยงานเอกชนต่างชาติ

ชาวไทยที่อยู่ในพื้นที่ ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพรับข้าราชการ ค้าขายและประกอบธุรกิจท่องเที่ยวโดยประปราย สำหรับชาวกะเหรี่ยงส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักได้แก่ เกษตรกรรม และมีส่วนน้อยที่ประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไป พืชเกษตรกรรมหลักของท้องถิ่นคือ พริก ข้าวโพด ถั่วลิสงและนาข้าว เนื่องจากลักษณะความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย ดังนั้นการทำการเกษตรส่วนใหญ่จึงเป็นเกษตรกรรมเพื่อการบริโภคในครัวเรือน

ภาษาที่ใช้ในท้องถิ่นมีทั้งหมด 3 ภาษาหลัก คือ ไทย กะเหรี่ยง และพม่า ทั้งนี้ภาษากะเหรี่ยงเองนั้นก็ยังมีความแตกต่างของสำเนียงและการใช้ภาษาขึ้นอยู่กับเผ่าพันธุ์ดั้งเดิมเช่น กะเหรี่ยงดอย กระเหรี่ยงน้ำ กะเหรี่ยงสตึก เป็นต้น ในพื้นที่ของประเทศไทยไม่มีการสอนภาษากะเหรี่ยงอย่างมีรูปแบบที่ชัดเจน ชาวกะเหรี่ยงที่ต้องการเรียนภาษากะเหรี่ยงต้องเดินทางเข้าไปเรียนที่โรงเรียนที่ตั้งอยู่ในเขตของประเทศพม่า นอกจากนี้อาจพบมีการใช้ภาษาม้งร่วมด้วยเนื่องจากทางด้านทิศเหนือของอำเภออุ้มผางติดต่อกับอำเภอพบพระซึ่งมีชาวม้งอาศัยอยู่จำนวนหนึ่ง

ชาวไทยในตัวอำเภอส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ส่วนชาวกะเหรี่ยงนั้นมีลักษณะความเชื่อและการนับถือศาสนาแตกต่างกันไป กะเหรี่ยงบางส่วนจะนับถือฤาษี ซึ่งจะมีความเชื่อเรื่องการนับถือผี มีข้อปฏิบัติที่สำคัญเช่น การรับประทานอาหาร 2 เวลา การไม่รับประทานเนื้อสัตว์หมู ไก่ ไข่ และวัว เด็กชายในหมู่บ้านที่บวชเป็นฤาษีแล้วห้ามกลับเข้าบ้าน การห้ามตัดผม มีประเพณีการไหว้ผู้เฒ่าผู้แก่ในเทศกาลสงกรานต์ฤาษีจัดในช่วงมีนาคมของทุกปี เป็นต้น แต่ก็มีกะเหรี่ยงบางส่วนที่นับถือศาสนาคริสต์และพุทธ

โรงพยาบาลอุ้มผาง มรกตกลางป่าเขา

โรงพยาบาลอุ้มผางเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ตั้งอยู่ใจกลางตำบลอุ้มผาง เริ่มเปิดเป็นโรงพยาบาลตั้งแต่ปี 2527 ปัจจุบันมีแพทย์รวมผู้อำนวยการ 4 คน เจ้าหน้าที่พยาบาลประมาณ 30 คน รวมทั้งโรงพยาบาลมีบุคลากร 125 คน

แม้จะเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง แต่ในหอผู้ป่วยในมีความสามารถรองรับผู้ป่วยได้ เกือบ 90 เตียงต่อวัน เนื่องจากที่ตั้งของโรงพยาบาลมีความห่างไกลและยากลำบากในการส่งต่อผู้ป่วย โรงพยาบาลจึงมีความพร้อมที่จะให้บริการทุติยภูมิระดับสูงด้วย เช่น ได้แบ่งออกเป็นผู้ป่วยหนักที่จำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจจำนวน 4 เตียง ผู้ป่วยโรคติดต่อเชื้อรุนแรงที่ต้องใช้ห้องแยกได้ 2 ห้องซึ่งแต่ละห้องสามารถรองรับผู้ป่วยได้มากกว่าหนึ่งราย ผู้ป่วยที่มีความต้องการเข้าห้องแยกพิเศษอีก 1 ห้องใหญ่ (2เตียงเดี่ยว) และผู้ป่วยทั่วไปรับจำนวนไม่จำกัด

นอกจากนี้ยังมีการให้บริการหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ไปในพื้นที่ห่างไกลคือ หมู่บ้านแม่จันทะ หมู่บ้านเลตองคุ จัด 2 ครั้งต่อปี เป็นการปฏิบัติงาน พอสว.โดยประสานงานกับตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อเดินทางไปในพื้นที่โดยเฮลิคอปเตอร์

ที่อุ้มผางแม้จะอยู่อย่างแห้งแล้งกันดาร แต่เรื่องคดีฆาตกรรมในชุมชนมีน้อย ชันสูตรปีละ 0-1 ราย ส่วนใหญ่ได้รับอุบัติเหตุหมีตบตาย อุบัติเหตุทางถนนน้อย เพราะถนนใช้ความเร็วไม่ได้ มีโรคติดเชื้อมาก เช่น มาลาเรีย วัณโรค ทัยฟัส มาลาเรียดื้อยาเยอะ

ฝ่ายเภสัชกรรมและฝ่ายตรวจทางห้องปฏิบัติการที่มีเจ้าหน้าที่ประจำพร้อมให้บริการตลอด 24 ชม.หากมีความต้องการเร่งด่วน ที่อุ้มผางผลิตยาน้ำเองช่วยลดต้นทุนไปปีละ 5 แสนบาท ยกเว้น Alum milk ซึ่งซื้อถูกกว่า

ฝ่ายหน่วยยานพาหนะที่พร้อมออกให้บริการรับส่งผู้ป่วยตามบ้าน โดยเฉพาะผู้ป่วยที่มีความลำบากในการเดินทางมาโรงพยาบาลและ รับส่งเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเพื่อไปปฏิบัติหน้าที่ต่างๆ โดยมีรถสำหรับส่งต่อผู้ป่วยจำนวน 3 คัน รถออกหน่วยและอื่นๆ รวมทั้งสิ้นประมาณ 10 คัน

ทั้งนี้ผู้ป่วยที่มารับบริการในโรงพยาบาลเป็นชาวกะเหรี่ยงประมาณร้อยละ 60 ในขณะที่คนไทยในตำบลอุ้มผาง หนองหลวง และแม่กลอง มักไปรับการบริการที่โรงพยาบาลแม่สอดหรือคลินิกในตัวอำเภอแม่สอด มากกว่ามารับบริการที่โรงพยาบาลอุ้มผาง จนดูเสมือนว่าโรงพยาบาลอุ้มผางเป็นโรงพยาบาลสำหรับดูแลรักษาชาวกะเหรี่ยง และ โรงพยาบาลแม่สอดเป็นโรงพยาบาลสำหรับคนไทยในอุ้มผาง

มหัศจรรย์ตึกผู้ป่วยใน

ตึกใหม่ที่สร้างอยู่หลังตึก 10 เตียงเดิม เป็นตึก 4 ชั้น ชั้นที่ 4 เป็นงานบริหารและสำนักงาน ชั้นที่สามเป็นห้องประชุม ห้องทันตกรรม ชั้นที่สองเป็นส่วนของผู้ป่วยใน ซึ่งทุกคนที่ไปเยี่ยมเยียนจะอึ้งด้วยภาพที่แน่นขนัดของวอร์ด ดารดาษด้วยคนไข้กะเหรี่ยงจำนวนมาก แน่นกระทั่งแทบทุกตารางเมตรของพื้นต้องปูฟูกนอนกับพื้นเนื่องจากเตียงเต็มไปแล้ว มีเครื่องมือต่างๆ สายระโยงระยาง ของน้ำเกลือและอื่นๆ เรียงรายตั้งแต่ด้านหน้าวอร์ดถึงในวอร์ด จนแทบไม่มีที่เดิน

ห้องที่เตรียมไว้เป็นห้องคนไข้พิเศษก็ดูไม่แตกต่างจากภายนอก คือ ปูพื้นนอนกันแน่นขนัด ไม่พิเศษกว่าด้านนอกเท่าไหร่ ประตูก็เปิดไว้ตลอดเวลาเพื่อสังเกตอาการได้ คนไข้หนักกลางวอร์ดเรียงรายอยู่หน้าเคาเตอร์พยาบาล พยาบาลกำลังขมักเขม่นบันทึกชาร์ทปรอทผู้ป่วยที่เรียงรายเป็นกองพะเนิน อาจเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาดเล็กที่มีชาร์ทมากกว่าโรงพยาบาลศูนย์บางแห่งเสียอีก บ้างก็สาระวนอยู่กับการ “วิ่งฉีดยา” โดยเฉพาะเตียงผู้ป่วยหนัก บ้างก็วิ่งไป suction, lung percussion, แจกยากินเตียงข้างๆ บันทึกปัสสาวะหรือ secretion ที่ออกมาจากท่อต่างๆ

ทุกคนเดินขึ้นตึกผู้ป่วยในต้องเปลี่ยนรองเท้าเป็นรองเท้าแตะที่โรงพยาบาลเตรียมไว้ เพื่อให้เกียรติคนไข้ที่นอนเรียงรายบนพื้น เมื่อคนไข้นอนพื้น เราก็ไม่ควรเดินด้วยรองเท้าสกปรกบนพื้นเดียวกัน พื้นที่คนไข้นอนควรจะสะอาดที่สุด เราต้องนอนได้เช่นกันกับผู้ป่วย

เรื่องเครื่องไม้เครื่องมือที่อุ้มผางมี ดูจะเทียบเท่าโรงเรียนแพทย์หลายอย่าง เช่น ventilator รุ่นใหม่ ตู้อบเด็กแรกเกิด เป็นต้น แต่ไม่มี Blood gas เพราะค่า maintenance แพง ซื้อได้แต่ไม่คุ้มค่าในระยะยาว ส่วนเครื่อง Electrolyte ซื้อของญี่ปุ่น แต่ตรวจ Bicarbonate ไม่ได้

มีการใช้ยาปฏิชีวนะราคาแพงและเป็นยาที่ใช้รักษาพยาบาลในตติยภูมิถูกนำมาใช้ นัยว่าเป็นการทำให้เกิดความเท่าเทียมกันในการเข้าถึงยา แต่ก็อาจเป็นดาบสองคม เพราะอาจทำให้เชื้อบริสุทธิ์ในชุมชนที่ไม่ดื้อยาให้ดื้อยาชั้นสูงได้มากขึ้น

บทบาทแพทย์ในพื้นที่ห่างไกล (remote area)

สภาพคนไข้หนักเป็นปกติของอุ้มผาง ตัวอย่างที่ชัดเจนก็เช่น ผู้ป่วยหญิงรายหนึ่งซึ่งหอบมาก ระบบการหายใจล้มเหลวจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใน แต่ผู้ป่วยต้านเครื่องช่วยหายในมาก เอ็กซเรย์ปอดขวาเป็นฝ้าไปเกินครึ่งไม่รู้สาเหตุ ไข้สูง ตรวจพบว่าตั้งครรภ์ด้วย ข้อมูลมีไม่มากกว่านั้น เพราะซักประวัติไม่ได้ พูดกันไม่ค่อยเข้าใจ แม้ว่าจะมีเพื่อนกะเหรี่ยงเตียงข้างๆ มาช่วยเป็นล่ามให้ สามีเฝ้าอยู่ข้างเตียงคอยจับลูบภรรยาที่ป่วยตลอด พยาบาลสั่งสามีด้วยภาษากะเหรี่ยงให้ทำโน่นทำนี่ ผู้ป่วยหญิงถูกรัดตรึงกับเตียงเนื่องจากดิ้นมากและต้านเครื่องช่วยหายใน ฉีดยาไปก็ไม่สงบ แพทย์ใช้ทุนกำลังคิดว่าจะส่งต่อดีไหม แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจรักษาต่อไป โดยคิดว่าคนไข้รายนี้น่าจะติดเชื้ออะไรบางอย่างที่รุนแรงในปอด ให้ยาปฏิชีวนะอย่างแรงของโรงพยาบาลแล้วก็ต้องเฝ้าผลการรักษา เพราะเดินทางด้วยท่อหายใจในสภาพที่คนไข้หนักขนาดนี้ไม่น่าจะไปถึงแม่สอดได้ และถึงไปได้ก็คงไม่ได้ทำอะไรเพิ่ม คงให้ยาและนอนดูอาการเหมือนกัน สามีก็เห็นด้วย เพราะคนกะเหรี่ยงโดยทั่วไปก็ไม่อยากส่งต่อโดยเฉพาะถ้าจะไม่รอด เป็นภาระเขาเอากลับ

สุดท้ายผู้ป่วยรายนี้ก็เสียชีวิตในคืนนั้น แพทย์ใช้ทุนได้ลงมือผ่าศพชันสูตร (autopsy) เองแล้วพบว่าเป็นฝีในปอดขนาดใหญ่ เหม็นมาก ปอดหายไปครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่แพทย์ส่วนใหญ่ไม่มีโอกาสได้ผ่าศพพิสูจน์ในโรงพยาบาลชุมชน จนต้องบอกว่า “น้องมันแน่ ผ่าศพเองเลยเพื่อให้รู้คำตอบ” คนกะเหรี่ยงเขาจะไม่เอาศพกลับบ้านเพราะเขาถือผี เขาจะฝากเผาที่วัดหน้าโรงพยาบาล ทำให้การขอผ่าศพมักไม่ถูกปฏิเสธ

งานที่อุ้มผางยุ่งมากจนแทบไม่เห็นความแตกต่างของเสาร์อาทิตย์ หรือ กลางคืนกลางวัน คนอุ้มผางเดินทางมารักษาช่วงกลางวันรอบหนึ่งก็เป็นร้อย แต่พอช่วงหัวค่ำถึงดึกก็มาอีกรอบหนึ่งเพราะเพิ่งเดินทางมาถึง เสาร์อาทิตย์ก็ไม่แตกต่าง บางทีทำงานยุ่งๆ set ผ่าตัดเอาไว้ในช่วงบ่าย ลืมจนต้องไปผ่าตอนเย็น แล้วมาราวน์รอบ 2 ทุ่มเพื่อเก็บตกอีกที แพทย์ทุกคนรวมทั้ง ผอ. ต่างก็นอนบนโรงพยาบาลเหมือนเป็นบ้าน

ที่นี่แพทย์ พยาบาล เภสัชและทุกฝ่ายในโรงพยาบาลยิ้มรับงานหนักอย่างหน้าชื่นตาบาน และไม่เหน็ดเหนื่อย ทุกคนเหมือนหลอมเป็นเนื้อเดียวกัน ร่วมกันลงแรง ไม่เกี่ยงงานกัน ไม่ขึ้นกับค่าแรงอย่างเดียว เหมือนลงเรือลำเดียวกัน ขยันขันแข็งตลอดเวลา เปิด OR เป็นว่าเล่นเมื่อถึงคราวต้องเปิด ไม่มีอิดออด

นี่คือเรื่องเล่าที่ชัดเจนถึงบทบาทของแพทย์ในโรงพยาบาลชายขอบห่างไกลอย่างเช่นโรงพยาบาลอุ้มผางแห่งนี้ ว่านอกจากแพทย์จะทำ Primary Care แล้ว หากแพทย์มีความรู้ความสามารถก็สามารถให้การดูแลทางการแพทย์แบบที่ปฏิบัติในโรงพยาบาลจังหวัดได้

สร้างเสริมสุขภาพในบริบทแบบอุ้มผาง

งานส่วนใหญ่ของที่นี่เป็นงานรักษาพยาบาลเป็นหลัก เป็นงานแบบทุติยภูมิมากกว่าโรงพยาบาลชุมชนอื่น ที่นี่ไม่มี PCU ในรูปแบบที่ สปสช.ต้องการ เนื่องจากมีปัญหาการเข้าถึงบริการ หลายหมู่บ้านไม่มีถนนเข้าถึง ต้องใช้ ฮ. รับออกมาโรงพยาบาล ในสภาพที่ขาดแคลน ต้องดึงคนมา Save vital organs ก่อน รักษาชีวิตผู้ป่วยเป็นอันดับแรก

แม้จะดูเหมือนว่าโรงพยาบาลอุ้มผางทำแต่งานบริการ ไม่ได้ทำงานส่งเสริมป้องกันโรค ซึ่งน่าจะช่วยลดงานที่ทำมาตลอด 14 ปีนี้ได้มากกว่า เพราะประชากรไม่เปลี่ยนแปลงมาก แต่โรคระบาดยังดูรนแรง

แต่โรงพยาบาลอุ้มผางก็พยายามทำกิจกรรมการสร้างเสริมสุขภาพในหลายรูปแบบ เช่นมีการให้บริการฝากครรภ์เคลื่อนที่ โดยจะเวียนไปตามหมู่บ้านต่างๆ ทุกวันศุกร์ของสัปดาห์โดยจะสลับกับการออกไปรณรงค์การให้สุขศึกษาหรือสลับกับการคุมกำเนิด ฝ่ายงานทันตกรรมได้มีการให้บริการทันตกรรมเคลื่อนที่โดยจัดเวียนไปในพื้นที่ที่ห่างไกลทุกวันพฤหัสของสัปดาห์

ฝ่ายวิชาการ มีหน้าที่รับมือกับปัญหาทางสาธารณสุขเร่งด่วนโดยเฉพาะงานการศึกษาโรคระบาดติดเชื้อรุนแรงเพื่อวางแผนงานควบคุมโรค การลงพื้นที่เพื่อป้องกันการระบาดและเก็บตัวอย่างของผู้ป่วยที่เป็นโรคระบาดเช่น โรคหัด โรคติดเชื้อเยื่อหุ้มสมองอักเสบ และโรคอหิวาต์ เป็นต้น เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวางแผนงานเฝ้าระวังและป้องกันโรคในระยะยาวต่อไป

แม้วันเสาร์หรืออาทิตย์ บุคลากรอุ้มผางยังคงทำงานตามปกติ มีรถออกหน่วยเคลื่อนที่ ซึ่งออกไปเพื่อทำทุกอย่างที่ทำได้ งานทุกฝ่ายที่ต้องทำในชุมชนได้ก็ต้องไปกัน เพราะการเดินทางเข้าไปก็ยากแล้ว กว่าจะกลับออกมาอีก ออกเดินทางเข้าหมู่บ้านตอนเช้า ถึงหมู่บ้านก็เกือบกลางวัน จะมีเจ้าหน้าที่เดินทางเข้าไปล่วงหน้าเพื่อเรียกชาวบ้านมารวมตัวกันที่บ้านหนึ่งก่อน เข้าไปแล้วจึงต้องทำให้ครบ เป็นต้นว่า ฉีดวัคซีน งานอนามัยแม่และเด็ก งานป้องกันโรค ออกหน่วยแจกยา ให้สุขศึกษา ดูเรื่องสุขาภิบาล ทำงานโรงเรียนเด็กดอย นับเป็นมหกรรมการฉีดวัคซีนและงานส่งเสริมป้องกันที่ยิ่งใหญ่ในชุมชน และได้รับความร่วมมือจากชาวกะเหรี่ยงเป็นอย่างดี

ภายใต้ข้อจำกัดมากมายในท่ามกลางความขาดแคลนบุคลากรของอุ้มผาง การจะให้ก้าวข้ามไปสู่การสร้างสุขภาพโดยทิ้งคนป่วยที่แน่นขนัดโรงพยาบาล ย่อมไม่ใช่สิ่งที่ควรจะเป็น ส่วนกลางหรือกระทรวงสาธารณสุขควรเป็นผู้เข้ามาแก้ปัญหานี้ ไม่ใช่ให้เป็นภาระของคนอุ้มผางเจ้าของพื้นที่แต่ฝ่ายเดียว

หมอตุ่ย เสาหลักของอุ้มผาง

ผู้อำนวยการ นายแพทย์วรวิทย์ ตันติวัฒนทรัพย์ หรือ หมอตุ่ยนั้นไม่ใช่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนแรก แต่เป็นคนที่อยู่ตั้งแต่ปี 2534 มาตลอด นับรวมเวลาได้ 14 ปี เป็นคนพื้นเพจากจังหวัดฉะเชิงเทรา จบการศึกษาแพทยศาสตร์ มศว.รุ่นแรก หลังจบการศึกษามาปฏิบัติงานที่อุ้มผางตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ปัจจุบันอายุ 38 ปี

พี่ตุ่ยเป็นมาลาเรียมาแล้ว 5 ครั้ง โดยเป็นชนิด plasmodium ovale รักษาด้วยตนเองโดย admit ที่ ร.พ.อุ้มผาง พี่ตุ่ยบอกว่า “เวลา admit ผมก็นอนพื้นเหมือนกับชาวบ้าน เป็นการเคารพสิทธิของความเป็นมนุษย์ด้วยกัน ข้อดีของการเป็นมาลาเรีย 5 ครั้งคือ ลดความอ้วนได้ครั้งละ 8-9 กิโลกรัม”

โดยปกติที่นี่มีแพทย์ 3 คน ที่หมุนเวียนผลัดเปลี่ยนกันทุก 1-2 ปี ยกเว้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2548 เริ่มมีแพทย์ทั้งหมด 4 คนรวมผู้อำนวยการที่ยังรับผิดชอบงานบริการเท่าๆกับน้องๆ แพทย์ใช้ทุน ผู้อำนวยการไม่ได้เข้าประชุมงานที่ สสจ.นาน 12 เดือนแล้วเพราะออกไปไม่ได้ แพทย์ใช้ทุนปี 2 ที่เลือกมาอยู่อุ้มผาง ส่วนใหญ่อยู่ใช้ทุนจนครบ 2 ปีก็ไปเรียนต่อ พี่ตุ่ยเล่าถึงน้องๆ อย่างชื่นชมว่า “พี่โชคดี ได้น้องดีๆ มาอยู่ทั้งนั้น ทุกคนตั้งใจทำงาน มีอะไรก็ช่วยกัน ไม่อยู่เวรก็ขึ้นเวร ช่วยกันให้เสร็จ ทุกคนที่มาตั้งใจเลือกมาอุ้มผาง บางอย่างพี่ก็สอนเขาบ้าง บางอย่างพี่ก็เรียนรู้จากเขาบ้าง” อีกทั้งความสามารถเชิงช่างและวิศวกรรมของผู้อำนวยการที่เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างจริงจังและมีความรู้ชั้นครูที่หาตัวจับยาก

คนรถมือเก๋าที่อยู่มาตั้งแต่โรงพยาบาลเปิด บอกเล่าเกี่ยวกับคุณหมอวรวิทย์ว่า “ผอ.จะส่งลูกคนงานเรียนจนจบมหาวิทยาลัยด้วยเงินส่วนตัว จนป่านนี้ ผอ.ทำงานมา 14 ปี มีเงินเก็บอยู่แค่สองแสนกว่าบาท นอกนั้นส่งคนอื่นเรียน คนงานก็ถูกบังคับให้เรียน กศน. มสธ. ขาดเหลืออะไรให้บอก แต่กว่าจะได้อะไรมาก็ต้องนั่งฟังแกเทศน์อยู่อย่างต่ำ 1 ชั่วโมง ก็ไม่มีอะไร แกไม่ดุ แกชอบสอน ชอบเล่าเรื่องให้ฟัง แกใช้วิธีปกครองแบบพ่อลูก พ่อแกเป็นครูใหญ่อยู่แปดริ้ว คงได้แบบพ่อมา ในโรงพยาบาลนี่เป็นเขตปลอดเหล้า บุหรี่ แกก็ไม่ได้ห้ามตรงๆ แต่เตือน เช่นเมื่อก่อนมีงานเลี้ยงฉลองอะไรพวกนี้ โต๊ะไหนกินเหล้าแกก็จะไปนั่งด้วย ไม่กิน ใช้มองเอา พักเดียวก็ลากลับกันหมด พวกตำรวจหรือใครๆ จะมาจีบพยาบาล แกก็จะช่วยดูและเตือนให้ ถ้าเห็นว่าเป็นคนไม่ดี กินเหล้าเมายา แกอยู่แบบพ่อคอยดูแลลูก ก็เห็นแกอยู่อย่างนี้”

“แกเป็นคนอยู่ง่ายกินง่าย ค่ำไหนก็นอนนั่น เวลาขับรถไปประชุมหรือไปซื้อเครื่องไม้เครื่องมือทางการแพทย์ในกรุงเทพฯ คือแกต้องไปเลือกเอง แกจะเลือกอย่างดีที่สุดทุกครั้ง ออกจากนี่ไปถึงก็ดึกหรือจวนสว่าง แกจะไม่เช่าโรงแรม นอนในรถกับผม แกบอกเปลืองงบ นอนในรถเหมือนกันก็ได้ ประหยัดดี แป๊บเดียวก็สว่างแล้ว เวลาไปเลือกซื้ออุปกรณ์แกจะเลือกบริษัทและตรวจดูรายละเอียดทุกอย่าง ใครจะมาโกง ย้อมแมวไม่ได้ แกเช็คละเอียดมาก บริษัทไหนโกง คราวหน้าไม่ซื้ออีกเลย ของแพงไม่เป็นไร แต่คุณภาพต้องดีที่สุดที่แกซื้อให้คนอุ้มผาง ผมก็คอยดูแลแก ลูกผมจบมหาวิทยาลัยได้ก็เพราะแก”

คุณหมอวรวิทย์ได้รางวัลมาแล้วมากมาย แต่คำบอกเล่าเหล่านี้ ย่อมเป็นหลักฐานบ่งชี้ถึงตัวตนและความดีงามที่คุณหมอวรวิทย์ได้ทำไว้ ได้ดีกว่ารางวัลใดๆ

โรงครัว สร้างวินัย

โรงครัวของโรงพยาบาลดูสะอาดสะอ้าน โดยทุกคนจะได้รับอาหารจานเดียว โดยมีให้เลือก 2 อย่าง ก่อนกินต้องเรียงเก้าอี้ รินน้ำใส่แก้ว ล้างมือ เช็ดมือ กินเสร็จก็ต้อง “กินเอง ล้างเอง” ตามนโยบายที่ผู้อำนวยการได้วางกติกาไว้ เพื่อสอนวินัยให้เจ้าหน้าที่ทุกคนเท่าเทียมกัน รับผิดชอบตัวเอง และแบ่งเบาภาระหน้าที่แม่ครัว ซึ่งทำหน้าที่ทำอาหารให้กินไปแล้ว

สถานที่ล้างจานอยู่ติดกับห้องกินข้าว มีประตูมุ้งลวดกั้นจากภายนอก เริ่มจากอ่างแรกล้างแก้วที่มีอุปกรณ์ทำความสะอาดแก้วประจำ พร้อมถังขยะเศษอาหารอยู่ข้างใต้ ถัดไปเป็นอ่างที่ 1 ล้างจานชามด้วยน้ำยาล้างจาน ล้างคราบมันต่างๆ มีอยู่ติดกันสองอ่าง มีขั้นตอนการทำความสะอาดแต่ละขั้นตอนติดไว้เหนืออ่าง อ่างที่ 2 ล้างน้ำ อ่างที่ 3 ล้างน้ำอีกครั้งก่อนส่งลงถังแช่คลอรีน เป็นอันเสร็จพิธี แม่ครัวจะมีหน้าที่นำไปล้างน้ำเปล่าอีกรอบก่อนเก็บไปใช้ มีการกั้นห้องล้างจานชามกับแผนกครัวด้านในด้วยม่านพลาสติกสีเหลือง พี่ตุ่ยบอกว่าตามหลักแล้ว แมลงวันมองไม่เห็นสีเหลือง จะเห็นเป็นสีดำแทน และไม่บินเข้าหา นับว่าเป็นการจัดการกับสิ่งต่างๆ ในโรงพยาบาล และใส่ใจในรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่คนธรรมดานึกไม่ถึง

คุณหมอวรวิทย์สร้างวินัยให้คนในองค์กร โดยกลไกที่ง่ายแต่เอาจริงเอาจัง ได้แก่

  1. กินข้าวต้องล้างจานเอง ทำอะไรต้องรับผิดชอบตัวเอง คิดในฐานะคนชั้นกลาง(วัยกลางคน) ที่ต้องสร้างอะไรให้สังคมบ้าง สังเกตได้ว่าคนแก่ชอบพูดถึงอดีต ภูมิใจในสิ่งที่ทำในอดีต พี่ตุ่ยจึงคิดว่า ตนต้องสร้างสิ่งดีๆ ให้สังคมบ้าง ให้สังคมมีวินัย รับผิดชอบต่อส่วนรวม อนาคตจะได้มีอะไรไว้ภูมิใจบ้าง

  2. ขี่มอเตอร์ไซด์ต้องใส่หมวกกันน็อก และคาดสายรัดคางด้วย เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง

  3. นั่งรถต้องคาดเข็มขัดนิรภัย

  4. เปลี่ยนรองเท้าเมื่อขึ้นตึก เพื่อไม่ทำให้สกปรก และจะได้ไม่ต้องทำความสะอาด เปลืองแรงงาน คนไข้นอนพื้น พื้นที่คนไข้นอนได้ หมอก็ต้องนอนได้ อาหารที่เขากินได้ หมอก็ต้องกินได้ เด็กๆ เล่นกับพื้น เมื่อคนไข้นอนพื้นเลยให้พยาบาลใส่กางเกงปฏิบัติงาน จะได้สะดวกในการทำงาน ที่นี่ไม่จ้างคนถูพื้น ทุกคนช่วยกันทำ

หากใครไม่ปฏิบัติตาม ก็จะถูกปรับ วางแผนไว้ว่าเงินค่าปรับก็ไม่ได้ไปไหน หมุนเวียนกลับมาซื้อหมวกกันน็อกอีกที เอาเข้าจริงก็ไม่เคยได้ปรับใครสักที เพราะไม่มีใครละเมิดกฎกติกาที่ตั้งไว้

ระบบงานที่เดินได้ด้วยน้ำใจ

ระบบการทำงานที่อุ้มผางเป็น “ระบบน้ำใจ” ที่มีการเกื้อกูลกัน ขึ้นเวรหรือไม่ขึ้นก็มาช่วยกันตรวจผู้ป่วย ผู้ป่วยที่มาห้องฉุกเฉินนอกเวลาราชการต้องตรวจด้วยแพทย์ทุกคน เพราะลักษณะผู้ป่วยจะเป็นชาวเขาที่เดินเท้าออกจากหมู่บ้านตั้งแต่ 6 โมงเช้าและมาถึงโรงพยาบาลเมื่อเวลา 2 ทุ่ม เพราะฉะนั้นสมควรตรวจด้วยแพทย์อยู่แล้ว “มาอยู่อุ้มผางทำให้รู้สึกว่าโลกไม่เท่ากัน” อย่างไรก็ตาม ยังคิดว่าโชคดีของคนอุ้มผางที่ถึงจะเดินทางมายากลำบาก แต่เมื่อมาถึงจะได้เจอแพทย์ทันที ในขณะที่โรงพยาบาลใหญ่อื่นๆ เข้าถึงง่าย แต่รอนานกว่าจะเจอแพทย์

“ที่อุ้มผางอยู่ได้เพราะคนดี” ที่อุ้มผางแม้ทำงานหนักแต่ก็มีความสุข รู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า ทำอะไรที่อยากทำมาหมดแล้ว ไม่มีความกังวลอะไรแล้ว รู้สึกชีวิตเรามีคุณค่า ไม่มีกิเลสอะไรแล้ว คนที่อุ้มผางยังโชคดีที่มีบุคลากรสาธารณสุขทุกคนที่มีความคิดๆในการทำงาน ทั้งหมอ พยาบาลและคนอื่นๆ ด้วยความที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่ช่วยเหลือกัน มีน้ำใจต่อกัน ผูกเขาไว้ด้วยคนไข้ 24 ชั่วโมงมี OT เดียวก็ช่วยๆ กัน

เนื่องจากความเป็นอยู่ยากลำบาก โรงพยาบาลจึงจัดหาสวัสดิการให้เจ้าหน้าที่ให้ได้มากที่สุด เช่น ทุกวันศุกร์บ่ายโมง มีสวัสดิการรถเข้าเมืองให้เจ้าหน้าที่ ไม่ให้มีกิจกรรมในช่วงศุกร์บ่ายเพื่อให้เจ้าหน้าที่บางส่วนกลับบ้านได้

การบริหารจัดการคนที่อุ้มผางใช้หลักว่า “จะให้อะไรก็หาให้บุคลากรทุกประเภทเท่ากันทุกคน” แล้วแต่เขาจะพัฒนาไปทางใด ไม่ให้แพทย์มากกว่าคนอื่น กินอาหารจานเดียวทุกคนไม่ว่าใคร อยู่ที่นี่เป็นระบบรัฐสวัสดิการที่ให้ Welfare หรือสวัสดิการเท่ากันทุกคน

30 บาทที่ไร้ความเป็นธรรม

โรงพยาบาลอุ้มผางรับผิดชอบประชากร 50,000 คน มีสิทธิบัตร 30 บาทประมาณ 20,000 บาท นอกนั้นไม่มีสิทธิการรักษาพยาบาลอะไร เนื่องจากเป็นคนไทยภูเขา 80% ข้าราชการและชาวไทยพื้นราบมีกระจุกตัวอยู่เฉพาะเขตอำเภอเมือง บริเวณหน้าโรงพยาบาล ประชากรมีโรคเยอะกว่าคนไทยพื้นราบ แต่โรงพยาบาลก็รักษาเต็มที่ ทำให้แทบไม่มีเงินบำรุงเหลือเก็บ ปัจจุบันมีหนี้ 33 ล้าน ผู้อำนวยการมีภาระต้องหาเงินให้ได้เดือนละ 1,300,000 บาท ให้ทันทุกวันสิ้นเดือน เพื่อจ่ายค่าจ้างและ OT แม้จะยากจน แต่โรงพยาบาลอุ้มผางยืนยันที่ต้องให้การดูแลรักษาแบบมีคุณภาพ เราจะไม่ลดคุณภาพเพื่อการประหยัด ต้องนึกถึงใจเขาใจเรา

ที่อุ้มผางเมื่อรักษาไปแล้ว ผู้ป่วยให้เงินเท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่เรียกร้องอะไรมากมาย บางทีเจ้าหน้าที่เคยคิดว่าทำไมกะเหรี่ยงมาอยู่ไกล หลังๆ ถึงคิดได้ว่าเขาอยู่มานานแล้ว เรานะมาไกล มาอยู่ที่บ้านของเขาเอง

คนต่างด้าวและชาวกะเหรี่ยงที่ไม่ได้ถือสัญชาติไทยถึงแม้ว่าจะได้อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ประเทศไทยมาเป็นระยะเวลานานแล้ว มีข้อจำกัดสิทธิต่างๆ ที่ไม่เท่าเทียมกับคนไทยไม่ว่าจะเป็น โอกาสการได้สิทธิในที่อยู่อาศัย การได้รับศึกษาที่เหมาะสม สิทธิการรักษาพยาบาลขั้นพื้นฐาน โอกาสในการประกอบอาชีพ และสิทธิในการออกเสียงเลือกตั้ง เรื่องนี้เป็นโจทย์ใหญ่ที่ สปสช.ต้องให้ความสำคัญแก้ปัญหาโดยเร็ว

แต่ที่นี่โชคดีที่จังหวัดตากมีผู้บริหาร พี่ๆ เพื่อนๆ ที่อยู่ร่วมกันอย่างเกื้อกูล ให้หยิบยืมกันได้ ทั้งๆ ที่อุ้มผางอยู่ต้นน้ำแม่กลอง แต่ปีนี้แห้งแล้งจัด ไม่มีป่าอุ้มน้ำแล้ว ผู้อำนวยการแม่สอดโทรศัพท์มาบอกว่าจะโอนเงินมาช่วยเรื่องการสร้างประปา ทางโรงพยาบาลต้องดูแลเรื่องประปาให้ชุมชนด้วยโดยเฉพาะชุมชนของทหาร ตชด.ที่อยู่บนดอย เพราะพวกนี้ช่วยโรงพยาบาลได้มากในเรื่องของการค้นหาและส่งต่อผู้ป่วยจากหมู่บ้านลงมาให้

ข้าวของที่อุ้มผาง การกินอยู่ก็แพงกว่าที่แม่สอด เพราะต้องขนข้ามดอยมาเข้ามา ทำให้ออกซิเจนถังละ 200 กว่าบาท ไฟดับบ่อยต้องปั่นไฟใช้เองจนเครื่องไหม้ หากกระทรวฯ และ สปสช.จัดสรรทรัพยากรให้อุ้มผางเท่ากับโรงพยาบาลในภาคกลาง นั่นคือความเสมือนยุติธรรมที่ไม่ยุติธรรม เป็นยุติธรรมที่ใช้ไขสันหลังตัดสินมากกว่าการใช้สมอง โรงพยาบาลอุ้มผางคงอยู่ได้ยาก ทำงานหนักแล้วควรที่ผู้บริหารในกรุงเทพฯ จะใส่ใจเยียวยาภาระในด้านบริหารจัดการทรัพยากรทั้งคน เงิน ของ ให้กับพื้นที่กันดารเช่นนั้น

ระบบคุณภาพแบบอุ้มผาง

ทางโรงพยาบาลอุ้มผางขณะนี้มีการใช้ระบบคุณภาพ (Quality management system) โดยใช้ TQM ของญี่ปุ่น ซึ่งมีทีมดำเนินการอยู่หลายทีม ผู้อำนวยการไม่เชื่อว่า ในบริบทของอุ้มผางนั้น ISO หรือ HA ว่าจะสร้างคุณภาพองค์กรภายใน 6 เดือนหรือ 1 ปีได้

การทำงานต้องมาก่อน Document มาทีหลัง หลังจากทำงานไปแล้ว แก้ไขปัญหาไปแล้ว เห็นว่ามันใช้ได้แน่นอนแล้ว จึงค่อยเขียนไว้ให้คนรุ่นหลังเพื่อทำต่อไป ไม่ใช่แบบ ISO,HA ที่ทำเอกสารก่อน ค่อยมาทำตามทีหลัง

ระบบคุณภาพที่อุ้มผางก็เป็นแบบที่เหมาะสมกับบริบทของที่นี่ ที่อุ้มผางถ้าไฟฟ้าดับ generator ที่นี่จะจ่ายๆ ไฟภายใน 4 วินาทีทุกครั้ง ระบบคุณภาพที่นี่อาศัยจิตวิญญาณของความเป็นวิชาชีพซึ่งมีอยู่สูงมาก ในการดูแลผู้รับบริการ ความสำคัญของระบบและเอกสารจึงน้อยลงไป ต่างจากโรงพยาบาลใกล้เมือง

สุขภาพคนอุ้มผาง โจทย์ที่สังคมต้องร่วมกันหาทางออก

งานทุติยภูมิที่หนักเกินไป ในท่ามกลางการขาดบุคลากร ทำให้ทุกคนเหนื่อยล้า แม้จะตั้งใจทำงานเต็มที่ก็ตาม ทรัพยากรที่มีอยู่จำกัดก็ต้องหมดไปกับด้านการรักษาพยาบาล การทำงานลักษณะนี้ของอุ้มผางไม่เปลี่ยนไปตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนจนถึงปัจจุบัน งานหนักมากขึ้นเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่จำนวนประชากรไม่เปลี่ยนแปลงมากนัก งานรักษาพยาบาลยังคงวนอยู่กับเรื่องการติดเชื้อในชุมชน โรคระบาดต่างๆ ยิ่งเปิดเตียงมากขึ้น งานก็ยิ่งหนักขึ้น ขณะนี้กำลังก่อสร้างตึกเพิ่มเพื่อขยายขนาดเตียงของโรงพยาบาล ทั้งๆ ที่หมอและพยาบาลไม่เพิ่มขึ้น พยาบาลต้องขึ้นเวร 16 ชั่วโมง เพราะคนไม่พอขึ้นเวร 8 ชั่วโมง

ยังโชคดีที่ลักษณะสภาพภูมิประเทศที่แวดล้อมด้วยภูเขาและต้นไม้ เป็นปราการธรรมชาติที่กั้นการแพร่ระบาดของโรคไม่ว่าจากประเทศพม่าเข้าสู่ประเทศไทย หรือจากประเทศไทยเข้าสู่ชุมชนอุ้มผางก็ตาม ดังนั้นโรงพยาบาลอุ้มผางจึงเสมือนเป็นด่านแรกที่ต้องทำหน้าที่ป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดต่อร้ายแรงต่างๆ ดังนั้นการสร้างเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวังโรคที่มีประสิทธิภาพ โดยการประสานงานร่วมกับหน่วยงานเอกชนของต่างชาติที่ดูแลค่ายอพยพนุโพ หรือด่านตรวจคนเข้าเมืองจึงมีความสำคัญมาก

ความสำคัญของ prevention and promotion และการทำงานแบบ primary care ยังเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อหวังการแก้ปัญหาในระยะยาว แทนที่จะรอให้เกิดการเจ็บป่วยแล้วรักษาแบบปูพรมเช่นในปัจจุบัน มาเน้นการป้องกันก่อนการเกิดโรคให้ทั่วถึง ซึ่งแน่นอนว่าการทำงานแบบเวชปฏิบัติปฐมภูมิและเวชศาสตร์ครอบครัวไม่มีทางเป็นจริงได้ในสถานการณ์การทำงานของโรงพยาบาลอุ้มผางในปัจจุบัน เพราะคนไข้มันหนักขึ้นเรื่อยๆ

ดังนั้นกระทรวงสาธารณสุขและองค์กรต่างๆ ต้องร่วมมือกันจัดองค์กรกองหนุนขึ้นมา เพื่อทำงานการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค เป็นทีมเฉพาะกิจที่มีภารกิจชัดเจน ออกทำงานในชุมชนอย่างต่อเนื่อง สร้างเครือข่ายสาธารณสุขชุมชนให้เข้มแข็ง ทั้งชาวบ้าน พ่อหลวง ฤาษี สถานีอนามัย โรงเรียน NGO และหน่วยงานองค์กรอื่นที่จะถูกชักชวนให้เข้ามามีบทบาทในการร่วมกันดูแลสุขภาพชาวกะเหรี่ยง เช่นนี้จึงจะพอมีความหวังในระยะยาวที่จะลดภาระอันหนักอึ้งด้านการรักษาพยาบาลแบบตั้งรับของโรงพยาบาลอุ้มผางลงได้บ้าง

“การแพทย์การสาธารณสุขเป็นอุดมการณ์สากล ที่ไม่มีเส้นแบ่งของความเป็นเชื้อชาติเผ่าพันธุ์“ นพ.วรวิทย์ ตันติวัฒน์ทรัพย์ และทีมงานทุกคนในโรงพยาบาลอุ้มผาง ได้แสดงให้เห็นถึงจิตใจอันงดงามกว้างขวาง อุทิศตนเพื่อสุขภาพของคนยากไร้คนชายขอบที่ห่างไกลโดยไม่เลือกปฏิบัติ อุ้มผางจึงเป็นเสมือนที่บรรจบของอุดมการณ์แห่งจิตวิญญาณที่สูงส่งงดงาม ที่คนทั้งประเทศควรต้องคารวะจากส่วนลึกของหัวใจ

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

โรงพยาบาลบ้านตาก จังหวัดตาก มาตรฐานสากล บนพื้นฐานของความเป็นไทย

โดย Admin on January,11 2011 22.27

โรงพยาบาลบ้านตาก จังหวัดตาก

มาตรฐานสากล บนพื้นฐานของความเป็นไทย

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤศจิกายน-ธันวาคม 2549

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

โรงพยาบาลบ้านตาก อยู่ห่างจากอำเภอเมือง จังหวัดตาก ไปทางทิศเหนือพียง 20 กิโลเมตร นับว่าเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่ใกล้เมืองมาก แต่ในระยะเวลา 33 ปี นับตั้งแต่การเปิดบริการเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 10 เตียง มีการเปลี่ยนแปลงผู้อำนวยการโรงพยาบาลมาแล้ว 22 ครั้ง ทำให้โรงพยาบาลที่ใกล้เมืองใกล้ความเจริญกลับมีสภาพที่แย่กว่าโรงพยาบาลชุมชนห่างไกลในจังหวัดตาก แต่นับตั้งแต่ปี 2540 ที่ นพ.พิเชฐ บัญญัติ เข้ามารับหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาล 9 ปีของความต่อเนื่อง โรงพยาบาลบ้านตากได้ก้าวสู่ช่วงเวลาของการพัฒนาอย่างมุ่งมั่นและรวดเร็ว ภายใต้คำขวัญของโรงพยาบาลที่ว่า “สิ่งแวดล้อมดี รักษามีมาตรฐาน บริการด้วยคุณธรรม ” จนในปัจจุบันถือได้ว่า “โรงพยาบาลบ้านตาก เป็นอีกหนึ่งโรงพยาบาลชุมชนชั้นแนวหน้าของประเทศไทย”

BH : BANTAK HOSPITAL

มาตรฐานสากล บนพื้นฐานของความเป็นไทย

International standard based on Thai Being

จากอดีตสู่ปัจจุบัน

โรงพยาบาลบ้านตากปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง โดยเริ่มจากการเป็นสถานีอนามัยชั้นหนึ่งในปี พ.ศ. 2510 และเปลี่ยนเป็นศูนย์การแพทย์และอนามัย ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงพยาบาลอำเภอขนาด 10 เตียง ในปี พ.ศ. 2519 ต่อมา ในปี พ.ศ. 2538 โรงพยาบาลได้ย้ายจากที่ทำการเดิมมายังหมู่ 7 ต.ตากออก ในปี พ.ศ. 2539 ก็ได้รับการยกฐานะเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง เปิดบริการโรงพยาบาล 30 เตียง ได้ไม่นาน ด้วยศรัทธาของประชาชนต่อโรงพยาบาลที่เพิ่มขึ้น เตียงที่มีอยู่ก็เริ่มล้น ที่ทางคับแคบต่อการให้บริการ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2542 ได้ดำเนินการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยในขนาด 30 เตียง (อาคารพระครูพิทักษ์บรมธาตุ) โดยเงินบริจาคจากพระครูพิทักษ์บรมธาตุและพ่อค้าประชาชน และในปีเดียวกัน ก็ได้ก่อสร้างอาคารผู้ป่วยนอกและอุบัติเหตุ (อาคารไชยกุล ไผทฉันท์) โดยการบริจาคของคุณทัศนีย์ เทียนทอง อาจารย์ใหญ่โรงเรียนอนุบาลไผทวิทยา จ.นครปฐม ประชาชนต่างร่วมระดมเงินบริจาคได้กว่า 17 ล้านบาท จากทั้งคนในพื้นที่และนอกพื้นที่มาสร้างอาคารและซื้อเครื่องมือต่างๆ

1 ปีหลังจากการก่อสร้าง โรงพยาบาลบ้านตากก็ได้เปิดให้บริการเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง โดยการพึ่งพาตนเอง ตั้งแต่วันที่ 1 พฤษภาคม 2543 เป็นต้นมา

สภาพของโรงพยาบาลบ้านตากมีความสวยงาม สะอาด ร่มรื่น มีการตกแต่งโรงพยาบาลอย่างเรียบร้อย เจ้าหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใส โรงพยาบาลมีการจัดบริการทั้งการแพทย์แผนปัจจุบันและบริการแพทย์แผนไทย ความศรัทธาของชาวบ้านและการสนับสนุนของชุมชนต่อการดำเนินงานของโรงพยาบาล เป็นพลังอันยิ่งใหญ่ของการพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตาก ทั้งจากเงินบริจาคที่มากมายและที่สำคัญกว่านั้น คือ ศรัทธาที่ชาวบ้านมอบให้ ทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนต้องทุ่มตัวสุดกำลังในการบริการที่ดีมีคุณภาพด้วยรอยยิ้มและความจริงใจ

ตลอด 33 ปี ของโรงพยาบาลบ้านตากมีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันต้องดูแลประชากรกว่า 47,000 คน มีการบริหารงานโดยคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล 16 คนและมีคณะกรรมการพัฒนาโรงพยาบาลจากภาคประชาชน 15 คน มีผู้ป่วยนอกมารับบริการกว่า 100,000 รายต่อปีและผู้ป่วยใน ประมาณ 4,750 รายต่อปี อัตราครองเตียงประมาณร้อยละ 66 ในปี 2549

ในปัจจุบัน โรงพยาบาลบ้านตากมีบุคลากรทั้งสิ้นกว่า 160 คน โดยเจ้าหน้าที่ร้อยละ 58 มีภูมิลำเนาอยู่ในอำเภอบ้านตาก มีแพทย์ 5 คน ทันตแพทย์ 2 คน เภสัชกร 4 คน พยาบาลวิชาชีพ 54 คนและพยาบาลเทคนิค 6 คน นับเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่มีบุคลากรพร้อมพอสมควร

ในปีงบประมาณ 2547 โรงพยาบาลบ้านตากได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล (HA) และได้ผ่านการรับรอง “โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ” จากทางกระทรวงสาธารณสุขอีกด้วย นับว่าเป็นสิ่งที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่งสำหรับ นพ. พิเชฐ บัญญัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลและคณะเจ้าหน้าที่ / ลูกจ้างของโรงพยาบาลที่ได้ร่วมแรงร่วมใจในการพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตากจนผ่านการประเมินการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลและการเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ

ก้าวสู่โรงพยาบาลที่ชาวบ้านศรัทธา

การทำงานที่โรงพยาบาลบ้านตาก มีประชาชนที่เข้ารับบริการด้านการรักษาค่อนข้างหลากหลาย โดยเฉพาะชาวไทยภูเขา เช่น ม้ง กะเหรี่ยง มูเซอ รวมถึงชาวไทยพื้นราบ ซึ่งต้องเผชิญกับปัญหาโรคระบาดอย่างไข้เลือดออก และมาลาเรียด้วยแล้ว ยิ่งทำให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลต้องทำงานหนักขึ้น

คุณหมอพิเชฐ เล่าให้ฟังว่า “ปัญหาของชาวบ้านก็คงไม่ต่างกันมากนัก เขาไม่ค่อยศรัทธาการรักษาพยาบาลจากโรงพยาบาลในพื้นที่ เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย เขาจะเหมารถเข้าไปรักษาในเมือง เพราะเห็นว่าจะมีแพทย์เฉพาะทางอยู่แล้ว ผมก็เลยต้องปรับวิธีทำงานด้วยการเปลี่ยนทัศนคติทั้งของคนไข้และบุคลากรในโรงพยาบาล เช่น ลงชุมชนไปพูดคุย ปรับระบบบริการให้เขาเชื่อมั่น จนมีคนไข้นอกเข้ามารับการรักษาเฉลี่ย 250 คน/วัน”

โรงพยาบาลบ้านตาก ได้ตั้งพันธกิจที่ชัดเจนว่า “เราให้บริการสุขภาพแบบผสมผสานและองค์รวมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของชุมชน” พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายที่จะทำให้ “มีระบบบริการที่สะดวก รวดเร็ว เข้าถึงง่าย เป็นที่ประทับใจและเหมาะสมตามศักยภาพ มีการบริการทางคลินิกที่ปลอดภัย มีประสิทธิผล ถูกต้องตามหลักวิชาจรรยาวิชาชีพและสิทธิผู้ป่วย จัดบริการเพื่อนำไปสู่การมีสุขภาพดีถ้วนหน้าของประชาชน โดยมีสิ่งแวดล้อมในโรงพยาบาลและชุมชนที่เอื้อต่อการมีสุขภาพดี” ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเสมือนคำที่สวยหรู แต่ทำได้ไม่ง่ายนัก ด้วยธงนำที่ชัดเจน โรงพยาบาลบ้านตากมุ่งมั่นก้าวสู่การพัฒนางานบริการได้อย่างต่อเนื่อง

ไม่เพียงเปลี่ยนแปลงระบบบริการให้รวดเร็วและทันสมัยขึ้นด้วยการใช้ Program Hospital OS เต็มระบบแล้ว โรงพยาบาลบ้านตากยังเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ป่วยมากขึ้น ด้วยการเปิดโอกาสให้การแพทย์แผนไทยเข้าไปมีบทบาทในการบำบัดรักษาโรคผู้ป่วยด้วย รวมทั้งการผลิตผลิตภัณฑ์ที่ทำจากสมุนไพรขึ้นใช้เองในโรงพยาบาล

มีการการจ้างนักกายภาพบำบัดมาเสริมทีมของโรงพยาบาล เพื่อดูแลผู้ป่วยด้วยโรคอัมพฤกษ์ อัมพาตทั้งผู้ป่วยที่มารักษาในโรงพยาบาลและในชุมชนร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพจากทั้งโรงพยาบาลและสถานีอนามัย 15 แห่ง ในเขตอำเภอบ้านตาก ทำให้เตียงที่มีอยู่ไม่พอรอรับคนไข้ นอกจากนี้ยังมีงานบริการสุขภาพจิตที่มีทั้งพยาบาลสุขภาพจิตและนักจิตวิทยาคลินิกให้การดูแลทางด้านจิตสังคมบำบัด และการเยียวยารักษาเยาวชนที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่อปัญหายาเสพติดตามโรงเรียนต่าง ๆ ภายในพื้นที่ด้วยเช่นกัน

โรงพยาบาลบ้านตากได้มุ่งเน้นกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพ การป้องกันควบคุมโรคติดต่อในชุมชน และ Home Health Care (HHC) เพื่อลดปริมาณผู้ป่วยที่จะต้องเดินทางมารับบริการที่สถานพยาบาลลง ทำให้สามารถลดอัตราการครองเตียงของโรงพยาบาลลงจากร้อยละ 80 เป็น 72 และ 66 ตามลำดับ

วันนี้ โรงพยาบาลบ้านตากได้ก้าวเดินไปสู่การเป็นโรงพยาบาลที่ดี ตามปรัชญาของโรงพยาบาลที่ตั้งไว้ว่า “โรงพยาบาลชุมชน เพื่อชุมชน เพื่อสุขภาพดี”

หมอพิเชฐ ผู้พลิกฟื้นโรงพยาบาลบ้านตาก

น.พ.พิเชฐ บัญญัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตาก กล่าวว่า “ตลอดระยะเวลา 13 ปี ในชีวิตของการเป็นหมอ ความสุขของผมคือ การได้ช่วยเหลือชาวบ้านให้พ้นจากความทุกข์ สบายกาย ผมคงไม่สบาย เพราะว่าอยู่ในพื้นที่แล้วก็ทำงานหนักมาตลอด แต่ผมสนุกกับงาน แล้วก็รู้สึกดีทุกครั้ง เมื่อเห็นชาวบ้านหายป่วยแล้วมีความสุข แค่นี้ก็พอแล้ว”

น.พ.พิเชฐ บัญญัติ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตาก จ.ตาก กล่าวถึงแรงจูงใจที่ทำให้เขาอยู่ในชนบทมาอย่างยาวนานว่า “ในท้องถิ่นชนบทห่างไกลและทุรกันดาร อาจมีคนเพียงไม่กี่คนนักที่อยากจะเข้าไปสัมผัส โดยเฉพาะการเข้าไปให้ความช่วยเหลือชาวบ้านในฐานะ ”แพทย์” ซึ่งจะต้องพบกับปัญหาอุปสรรคและภาระมากมาย ยิ่งเฉพาะหากแพทย์ผู้นั้นเป็นหมอมือใหม่ที่พึ่งสำเร็จการศึกษาจากมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ”

แต่สำหรับคุณหมอพิเชฐ บัญญัติ แล้วด้วยประสบการณ์ตลอดระยะเวลา 6 ปี ในฐานะนักศึกษาแพทย์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เขาได้ใช้ประสบการณ์จากการทำกิจกรรมอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะการออกค่ายอาสาพัฒนาชนบทร่วมกับเพื่อนๆและน้องๆในสาขาวิชาวิทยาศาสตร์สุขภาพอื่นๆ ทำให้เขานำมาประยุกต์ใช้กับการทำงานร่วมกับชาวบ้านและชุมชนได้เป็นอย่างดีเมื่อต้องออกไปเป็น “หมอ” ที่เป็นที่พึงของชาวบ้าน

“จากวันนั้นเพื่อนขวัญเคยร่วมกัน ขับขานร่วมจิตใจ
สู่วันนี้พี่น้องจำจากไกล ฝากใจถึงทุกคน
ด้วยความรักเปี่ยมล้นบนเส้นทาง สว่างไสวในศรัทธา
ร่วมกันสร้างพรุ่งนี้ของประชา ที่สดใสให้เป็นจริง
ชีวิตเธอมีคุณค่า มวลประชาเฝ้ารออยู่ รอเธอเป็นผู้ก้าวไป
ดังมวลไม้ที่งอกงาม ยามถึงคราชูช่อใบ ไปเถิดจงไปทั่วแดน
อยากให้เธอเป็นเทียน เล่มน้อยที่ส่องแสง สู่หนทางมืดมน
เทียนสว่างไสว อยู่ในใจผู้คน ตราบจนนิรันดร”

บทเพลงนี้มีเนื้อหาที่ทำให้นักศึกษาแพทย์มีความมุ่งมั่นที่จะออกไปเป็นแพทย์ที่ดีของประชาชน จากความมุ่งมั่นอันบริสุทธิ์ในวัยนักศึกษาสู่วันที่เป็นแพทย์เต็มตัวก้าวออกไปใช้วิชาความรู้เพื่อประชาชนเป็นคนที่ช่วยดูแลเขา เป็นบทเพลงหนึ่งที่คุณหมอพิเชฐชอบ ซึ่งสะท้อนตัวตนและอุดมการณ์ในตัวคุณหมอได้เป็นอย่างดี

น.พ.พิเชฐ เล่าว่า ได้เริ่มต้นชีวิตราชการครั้งแรก เมื่อถูกส่งมาอยู่ที่โรงพยาบาลงาว อ.งาว จ.ลำปาง ซึ่งเป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง เมื่อปี 2536 “ผมเป็นคน จ.สุโขทัย ตอนที่ตัดสินใจเรียนแพทย์ ก็เพราะมีแรงจูงใจจากคุณลุงที่เสียชีวิตจากอาการเจ็บป่วยแล้วช่วยไม่ได้ อีกทั้งเห็นญาติพี่น้องในหมู่บ้านไม่กล้าไปโรงพยาบาลเพราะกลัวไม่มีเงินจ่ายค่ารักษาพยาบาล ช่วงที่เรียนอยู่ ม.4 ที่ ร.ร.สวรรค์อนันต์วิทยา ก็เลยคิดว่าถ้าเป็นหมอ ก็คงช่วยรักษาคนไข้ให้หายจากทุกข์ที่เขาเป็นอยู่ได้และทำให้ชาวบ้านเข้าถึงโรงพยาบาลง่ายขึ้น”

หลังจากทำงานอยู่ ร.พ.งาว ได้เพียง 1 ปี น.พ.พิเชฐ ได้ย้ายเข้ามารับหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลแม่พริกระหว่างปี 2537-2540 ที่แม่พริก แม้จะเป็นแพทย์เพียงคนเดียวของอำเภอที่อยู่ห่างไกลตัวจังหวัดถึง 120 กิโลเมตร คุณหมอพิเชฐก็มีผลงานโดดเด่น โดยเฉพาะการแสวงหาความร่วมมือจากภาครัฐและประชาชนในพื้นที่ในการพัฒนาโรงพยาบาลและพัฒนาเครือข่ายบริการในอำเภอจนได้รับรางวัลโรงพยาบาลชุมชนดีเด่นและคปสอ.ดีเด่นจังหวัดลำปาง 3 ปีซ้อน

ต่อมาปี 2540 น.พ.พิเชฐ ได้ย้ายมารับหน้าที่ผู้อำนวยการโรงพยาบาลบ้านตาก จ.ตากจนถึงปัจจุบัน

“ผมเป็นคนที่ชอบเรียนรู้ชีวิตของชาวบ้าน ไม่เฉพาะในพื้นที่เท่านั้น แต่จะศึกษาแนวคิดของเพื่อนมนุษย์ ซึ่งการเรียนรู้นี้สามารถนำมาปรับใช้ในการบริหารจัดการในองค์กรได้” เขายังย้ำทัศนคติในการทำงานว่า การเป็นหมอจะต้องไม่คิดเรื่องกำไร หรือขาดทุนกับชาวบ้าน แต่จะต้องถือว่าหมอมีหน้าที่ในการช่วยเหลือบำบัดทุกข์ให้เขา ไม่ใช่แค่รักษาโรคเท่านั้น แต่ต้องพยายามทำให้เขาไม่เจ็บป่วยด้วยและที่สำคัญก็คือ “ต้องยึดถือประชาชนเป็นหลัก”

แม้ว่าจะทำงานหนักเช่นนี้ แต่ นพ.พิเชฐ ยังมีความสนใจที่จะเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านรัฐประศาสนศาสตร์ นิเทศศาสตร์ ฯลฯ เรียกว่ามีใบปริญญาหลายใบเป็นเครื่องรับรองความเป็นผู้ใฝ่เรียนใฝ่รู้อย่างน่าทึ่ง

โรงพยาบาลบ้านตากกับหมอตัวเล็กๆคนหนึ่งที่เข้ามาทำหน้าที่เป็นผู้อำนวยการ อำนวยการให้เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลทุกคนช่วยกันทำงาน ในเวลาเพียง 10 ปี โรงพยาบาลก็เปลี่ยนไปขึ้นมาอยู่แถวหน้าของโรงพยาบาลชุมชนได้อย่างเต็มภาคภูมิ

สร้างบ้านให้น่าอยู่

ภายใต้ปรัชญาของโรงพยาบาลบ้านตากที่ว่า ”โรงพยาบาลชุมชน เพื่อชุมชน เพื่อสุขภาพดี” นพ.พิเชฐ บัญญัติ ได้ประกาศนโยบายหลักของโรงพยาบาลที่ยึดถือมาตั้งแต่ปี 2540 จนถึงปัจจุบันคือ 4 C = Clean , Care ,Cooperation ,Community หรือ ความสะอาดปลอดภัย คุณภาพบริการ ความสามัคคี และความเป็นส่วนหนึ่งของชุมชน

รูปธรรมสำคัญที่ทำให้ที่ทำงานของเราเป็นเสมือนบ้าน ทำให้บ้านเราน่าอยู่ ทุกคนทำงานแบบมีความสุข ได้แก่

  1. การพัฒนาด้านอาคารสถานที่และภูมิสถาปัตย์ให้ดูสะอาดสวยงาม ปลอดภัย เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน โรงพยาบาลบ้านตากจึงดูสะอาด สวยงาม เจ้าหน้าที่ยิ้มแย้ม ประทับใจน่าใช้บริการตั้งแต่แรกเห็น

  2. การพัฒนาระบบบริหารจัดการโดยเน้นทีมงานบริหารอย่างโปร่งใส เน้นความสำคัญของคณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล เพิ่มบทบาทและอำนาจหน้าที่ของรองผู้อำนวยการ หัวหน้ากลุ่มงานและหัวหน้างานมากขึ้น เพื่อเคลื่อนงานได้เร็ว ไม่ต้องมาติดอยู่กับผู้อำนวยการ

  3. การปรับปรุงระเบียบกฎเกณฑ์ให้ชัดเจน ชี้แจงตกลงให้ทั่วถึง ถือปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน เช่น การลาพักผ่อนฉุกเฉิน การไปราชการเพื่อรับปริญญา การพิจารณาความดีความชอบ สร้างกติกาที่ชัดเจนเป็นธรรม และถือปฏิบัติอย่างจริงจัง

  4. การปรับโครงสร้างการบริหารให้สอดรับกับภารกิจเพื่อตอบสนองต่อการบริการประชาชนปัจจุบันแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มภารกิจ แยกเป็น 6 กลุ่มงาน เพิ่มงานมากกว่ากรอบตามปกติเช่นกายภาพบำบัด การแพทย์แผนไทย บริการสุขภาพจิต การพยาบาลเด็ก การพยาบาลผู้สูงอายุ การพยาบาลพิเศษ เป็นต้น

  5. การจัดสวัสดิการเจ้าหน้าที่ เช่น ตรวจสุขภาพประจำปี เงินยืมค่ารักษาพยาบาล ชุดกีฬา ห้องออกกำลังกาย บ้านพักที่มีเคเบิลทีวีและโทรศัพท์พร้อม เป็นต้น

  6. การสร้างบรรยากาศในที่ทำงานโดยการสลายกลุ่มย่อย สร้างกลุ่มใหญ่ เช่น กิจกรรม OD การจัดเลี้ยงสังสรรค์ การปลูกหญ้าปลูกต้นไม้ร่วมกัน การร่วมกิจกรรมกับชุมชน ฯลฯ

พร้อมทั้งการประกาศวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลบ้านตากว่า

“โรงพยาบาลบ้านตาก สะอาดและสวย ดีพร้อมด้วยการบริการ พนักงานสามัคคี เป็นโรงพยาบาลที่ดีของชุมชน”

management สู่การดูแลแบบองค์รวม

โรงพยาบาลบ้านตากมีการบริหารจัดการที่ดีอย่างมืออาชีพอย่างที่หลายๆ โรงพยาบาลอิจฉา สิ่งที่น่าสนใจมาก คือ การบริหารโรงพยาบาลอย่างมียุทธศาสตร์ที่ชัดเจน เสมือนมีเข็มทิศที่ทุกคนในองค์กรจะรู้ว่า เราจะไปทางไหน

ด้วยการจัดทำ SWOT Analysis วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของโรงพยาบาลแล้ว หลังจากนั้นก็ได้นำมากำหนดเป็น 8 ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตากคือ

ยุทธศาสตร์ที่ 1: คลินิกบริการดี = การพัฒนาคลินิกบริการสู่ความเป็นเลิศ

ยุทธศาสตร์ที่ 2: ระบบบริการดี = การพัฒนาระบบบริการสู่ความเป็นเลิศ

ยุทธศาสตร์ที่ 3: สุขภาพดี = การสร้างสุขภาพนำซ่อมสุขภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ 4: มีประชาสัมพันธ์ = การประชาสัมพันธ์และสุขศึกษาเชิงรุก

ยุทธศาสตร์ที่ 5: สร้างสรรค์การตลาด = การตลาดเพื่อสนับสนุนบริการสุขภาพ

ยุทธศาสตร์ที่ 6: สะอาดปลอดภัย = การจัดอาคารสถานที่และความปลอดภัย

ยุทธศาสตร์ที่ 7: บริหารโปร่งใส = การพัฒนาระบบบริหารจัดการและสารสนเทศ

ยุทธศาสตร์ที่ 8: รวมใจเป็นหนึ่ง = การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ทีมงานและองค์การอย่างต่อเนื่อง

ในเรื่องการพัฒนาคลินิกบริการเน้นความปลอดภัยของผู้ป่วยโดยการพัฒนาเจ้าหน้าที่ในด้านการดูแลรักษาผู้ป่วย เครื่องมือทางการแพทย์ที่จัดหาจากเงินบริจาค พร้อมทั้งมีการพัฒนาบริการโดยเน้นการทำงานแบบเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพให้แพทย์ พยาบาล เภสัชกร กายภาพบำบัด ทันตแพทย์ร่วมกันในการดูแลผู้ป่วย มีการดูแลผู้ป่วยอย่างต่อเนื่อง องค์รวมและผสมผสาน

เช่นมีคนไข้เด็กเป็นโรคสมองพิการมารักษาด้วยโรคปอดบวม ในขณะที่ทำการรักษาโรคปอดบวมอยู่ในโรงพยาบาลนั้นทั้งแพทย์ พยาบาล นักกายภาพบำบัดจะเข้ามาดูคนไข้ ทางหอผู้ป่วยและงานบริการสุขภาพจิตก็ได้เข้ามาประเมินสภาพทางจิตใจผู้ป่วยและสภาพทางครอบครัวทำให้ทราบว่าเด็กสื่อสารกับคนอื่นไม่รู้เรื่อง นอกจากพี่สาวซึ่งอยู่ชั้น ป. 4 คนเดียว และแม่ตายแล้ว พ่อไม่รู้อยู่ไหน แม่มีสามีใหม่ ที่มักจะหาโอกาสพยายามจะชำเราพี่สาวอยู่ ขณะนี้อยู่กับตายายที่อายุกว่า 70 ปีแล้ว เมื่อทีมเราได้ทราบข้อมูลก็ได้ให้การช่วยเหลือในด้านอื่นๆ ทางด้านสังคมสงเคราะห์ การประสานกับอบต. เพื่อขอทุนและรถจักรยานให้พี่สาวขี่ไปโรงเรียนและจะได้กลับมาดูน้องชายได้เป็นระยะๆ ส่วนตายายก็ได้เงินช่วยเหลือจาก อบต.และได้ไปคุยกับเพื่อนบ้านเพื่อขอความช่วยเหลือช่วยกันดูแลเด็กทั้ง 2 คนและตายายด้วย หรือ มีผู้ป่วยเป็นโรคจิตและเป็นเบาหวาน มักจะมาโรงพยาบาลบ่อยๆ อาการก็ดีบ้าง ไม่ดีบ้าง ทางทีมงานก็เลยตามไปดูที่บ้านก็พบว่าผู้ป่วยไม่มีใครดูแลต่างคนต่างอยู่ เมื่อได้ยากลับบ้านก็กินบ้างไม่กินบ้างเพราะไม่มีคนดูแล ต้องไปขอข้าวกินกับพระที่วัดใกล้ๆ บ้าน ทีมงานจึงได้ไปคุยกับพระให้ช่วยดูแลเรื่องการกินยาของผู้ป่วยและถ้าผู้ป่วยไม่สบายใจก็ให้มานอนพักที่โรงพยาบาลได้ ขณะนอนโรงพยาบาลพยาบาลก็พบว่าผู้ป่วยชอบวาดรูป จึงได้จัดกระดาษ ดินสอและสีให้ทำให้คนไข้ใช้เวลาว่างขณะอยู่โรงพยาบาลได้วาดรูปทำให้จิตใจสบายขึ้นและกลับบ้านได้เร็วขึ้น เป็นต้น

เรื่องระบบบริการได้มีการจัดให้ครอบคลุมทั้งส่งเสริม ป้องกัน รักษาและฟื้นฟูอย่างครบวงจร อีกทั้งมีระบบติดตามไปดูแลที่บ้านและชุมชนทั้งอำเภอ และติดตามผู้ป่วยที่ส่งต่อไปรักษาต่อที่โรงพยาบาลทั่วไปด้วย โรงพยาบาลจะเน้นจัดแพทย์ตรวจตรงตามเวลาราชการทุกวันเพื่อลดความแออัดของผู้ป่วยนอก โดยแพทย์จะสลับกันราวน์วอร์ดเพื่อให้มีแพทย์ตรวจผู้ป่วยนอกเต็ม 3 ห้องตรวจ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์ออนไลน์เพื่อไม่ต้องให้คนไข้มาออกันอยู่หน้าห้องบัตรแต่ให้แยกย้ายไปตามจุดบริการในลักษณะของ One stop service ได้เลย ไม่ต้องใช้บัตรผู้ป่วยหรือใบสั่งยาทุกอย่างออนไลน์ในคอมพิวเตอร์ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดในการสั่งจ่ายยา การสูญหายของประวัติผู้ป่วยและลดเวลารอคอยได้มาก จัดให้มีแพทย์เวรตรวจคนไข้ตลอด 24 ชั่วโมง จัดให้มีศูนย์สุขภาพชุมชนที่แพทย์ออกตรวจ 3 แห่งหลักๆ และให้มีการจัดบริการให้ผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพื่อให้ผู้ป่วยซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุสามารถไปรับยาได้ใกล้บ้าน หากมีข้อร้องเรียนหรือข่อบกพร่องทีมงานจะมาพูดคุยกันเพื่อปรับปรุงระบบและแก้ไขปัญหา

มีการประชาสัมพันธ์เชิงรุกในเรื่องบริการต่างๆ เช่น การจัดให้มีประชาสัมพันธ์โรงพยาบาลประจำตำบล 7 ตำบลเพื่อเข้าร่วมประชุมประจำเดือนกับชาวบ้านในทุกตำบลเพื่อตอบข้อซักถาม รับฟังปัญหา ข้อผิดพลาดและข้อเสนอแนะจากชาวบ้าน มีการนำเสนอปัญหาสุขภาพในพื้นที่สู่ที่ประชุมอำเภอและที่ประชุมกำนันผู้ใหญ่บ้านเพื่อผลักดันให้เป็นวาระของอำเภอ ที่เห็นได้ชัดคือการแก้ปัญหาไข้เลือดออก อุบัติเหตุ ฉี่หนูที่นายอำเภอช่วยลงมาเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาด้วย นอกจากนี้ยังมีการจัดช่องทางรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนถึง 12 ช่องทาง มีการจัดรายการวิทยุเพื่อตอบปัญหาสุขภาพและสื่อสารเรื่องทางสุขภาพทางสถานีวิทยุแห่งประเทศไทยจังหวัดตาก

ทีมสหวิชาชีพ คือคำตอบของการพัฒนา

“Nobody’s perfect, But Team can be.”

หลักการสำคัญในการพัฒนาโรงพยาบาลบ้านตาก คือ การสร้างทีม บุคคลในทีมหรือกลุ่มจะผูกพันกันมากน้อยขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่ใช้ร่วมกัน ความยากง่ายของการรวมกลุ่ม ขนาดกลุ่มอุปสรรคภายนอกและความสำเร็จในอดีต

โรงพยาบาลบ้านตากเริ่มสร้างทีมและเอกภาพในโรงพยาบาลด้วยกิจกรรมโอดี โดยมีการจัดกิจกรรมนอกพื้นที่ 2 ครั้งในปี 2542 โดยทีมจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่เพื่อวิเคราะห์องค์กรที่อุทยานแจ้ซ้อน ลำปาง และในปี 2544 เพื่อกระตุ้น สร้างขวัญกำลังใจและสร้างเป้าหมายร่วมกันทำโดยทีมของโรงพยาบาลเองที่หาดนางรำ ชลบุรี ซึ่งพบว่ามีค่าใช้จ่ายมากและผลที่ได้จะอยู่ประมาณ 3-6 เดือน คือใช้เงินเยอะ จัดเวลายาก จางหายเร็ว ดังนั้นการสร้างทีมจึงต้องสอดแทรกด้วยกิจกรรมที่เน้นไปกับการทำงานประจำเสมอ เป็นมินิโอดี ซึ่งจัดง่ายกว่า กลมกลืนกับวิถีการทำงาน และมีความสม่ำเสมอ เช่นกีฬาภายในภายนอกหน่วยงาน,การทำสวนหย่อมแทรกในกิจกรรม 5 ส งานประเพณีสำคัญๆ ต่างๆ ซึ่งโรงพยาบาลก็จะได้ทั้งทีม ทั้งงานและเข้าถึงชุมชน

โดยหัวใจของการบริหารแบบมืออาชีพก็คือ การสร้าง Commitment ในกลุ่มผู้บริหารโรงพยาบาลทุกระดับ ต้องรับรู้ เข้าใจ เห็นด้วย ยอมรับ การกระตุ้นและส่งเสริมให้เกิดภาวะความเป็นผู้นำ (Leadership) เน้นให้เห็นความสำคัญของการทำงานเป็นทีม (Teamwork)} และรู้จักวางแผนกลยุทธ์ (Strategic planning)

การจะทำอะไรก็ตามผู้บริหารต้องรับรู้ เห็นด้วย ยอมรับ ผู้บริหารในที่นี้จะไม่ใช่แค่ผู้อำนวยการเท่านั้น หมายถึงผู้บริหารทุกระดับทั้งหัวหน้ากลุ่มงาน/ฝ่าย/งาน ต้องรู้เรื่อง รู้หลักการสำคัญ เพราะผู้อำนวยการคงมาเล่นด้วยทุกเรื่องไม่ไหว

ในปัจจุบัน ระบบการทำงานเป็นทีมของโรงพยาบาลบ้านตาก มีลักษณะเด่นที่สำคัญคือ การทำงานเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ ตัวอย่างที่ชัดเจนในเรื่องนี้ ได้แก่ การให้ทุกวิชาชีพมีความโดดเด่นขึ้นมาโดยไม่ใช่ทุกอย่างแพทย์รับผิดชอบคนเดียวเท่านั้น ในใบ Progress Note นั้นถ้าใครเข้าไปดูผู้ป่วยก็สามารถจดบันทึกไว้ได้ ไม่ใช่เฉพาะแพทย์เท่านั้น เภสัชกรจะตามไปดูคนไข้ในหอผู้ป่วยที่อาจมีปัญหาเรื่องยาเช่นใช้ยาหลายชนิด หรือถ้าหากแพทย์สั่งยาที่มีผลต่อกันเภสัชกรก็จะปรึกษากับแพทย์เพื่อปรับเปลี่ยนยา นักกายภาพบำบัดหรือนักจิตวิทยาเข้าไปราวน์วอร์ดเพื่อดูแลผู้ป่วยที่วิชาชีพตนเองสามารถดูแลได้ ทันตแพทย์จะดูคนไข้ก่อนกลับบ้านเพื่อตรวจสุขภาพฟันให้ ทีมงานเวชปฏิบัติครอบครัวก็จะไปเยี่ยมผู้ป่วยในเขตพื้นที่หมู่บ้านรับผิดชอบของตนเองเพื่อติดตามไปดูแลต่อที่บ้านได้

ในเรื่องทีมไม่ใช่เฉพาะในโรงพยาบาลเท่านั้น จะเน้นทั้ง คปสอ. โดยมีการประชุมร่วมกันเป็นประจำทุกเดือนเพื่อวิเคราะห์ ปัญหา ประสานงานและแก้ไขปัญหาร่วมกัน ในหลักการที่ สอ.ต้องอยู่ได้แม้โรงพยาบาลจะเป็นหนี้ก็ตามและ สอ.จะอ้างกับชาวบ้านว่าไม่มียาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเขามาเบิกยาไปใช้ใน สอ.โรงพยาบาลต้องมีให้ สอ.ไหนมีความจำเป็นเร่งด่วนต้องใช้เงินแต่ไม่มีเงินใช้ก็ให้ สสอ. ทำหนังสือมาขอสนับสนุนจากโรงพยาบาลได้เลยโดยทุกแห่งต้องมีเงินหมุนในแต่ละเดือนไม่น้อยกว่า 2 หมื่น ถ้าไม่ถึงโรงพยาบาลจะเติมให้เพื่อไม่ให้ สอ.เป็นกังวลเรื่องเงิน จะได้ทำงานให้พื้นที่ได้เต็มที่ มีการวางแผนร่วมกัน โรงพยาบาลช่วยพัฒนา สอ.ด้วย เราสามารถผลักดันให้สอ. ทุกแห่งผ่านประเมิน 5 ส ในระดับร้อยละ 80 และ สอ. 13 แห่งใน 15 แห่งได้รับการประเมินผ่าน Healthy Workplace ระดับทอง อีก 2 แห่งอยู่ในระหว่างการสร้าง สอ.จึงยังไม่ได้ขอประเมิน มีการตั้งเงินไว้ให้สาธารณสุขอำเภอไปใช้ในการแก้ปัญหาสาธารสุขในอำเภอได้

คุณภาพเริ่มที่ 5 ส ก่อนสานต่อด้วย HA

หลักการสำคัญคือการทำกิจกรรม 5 ส ถือเป็นกิจกรรมคุณภาพที่สำคัญเพื่อพัฒนาระดับรากหญ้า พัฒนาวินัยของคนในองค์กร ที่ทุกคนต้องทำให้เป็นประจำเป็นกิจวัตร ไม่มีวันเสร็จ ทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แทรกซึมไปกับงานประจำ ทำให้ทุกคนเห็นความสำคัญ หัวหน้าทำเป็นแบบอย่าง ทำเป็นทีม ผู้ทำมีส่วนร่วมคิดร่วมทำร่วมกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสมสอดคล้องกับงานของตนเอง ทำ 5 ส เพราะเห็นว่ามีประโยชน์ไม่ใช่ทำตามแฟชั่น

ในปี 2541 เป็นช่วงที่กิจกรรม 5 ส-ISO กำลังเฟื่องฟู แต่โรงพยาบาลบ้านตากยังไม่ได้ทำจริงจัง จนในปี 2543 จึงเริ่มลุยกิจกรรม 5 ส อย่างจริงจังตามสไตล์ของบ้านตากเอง

งาน 5 ส เปรียบเสมือนรถไฟที่ไม่มีสถานีปลายทาง 5 ส ไม่ใช่เรื่องยาก สะสาง สะดวก สะอาด สุขลักษณะ สร้างนิสัย ใครๆ ก็ท่องได้ แต่ทำได้จริงหรือ ทำได้ครบ 5 ส ไหม ถ้าไม่ครบก็ไม่ถือว่าทำ 5 ส เป็นเพียงการทำแค่ Big Cleaning Day อย่างเดียว เป็นแค่การทำความสะอาดครั้งใหญ่เท่านั้น การทำ 5 ส ต้องทำเป็นกิจวัตรทุกวัน ทุกคนเรียกว่าเป็นนิสัย ไม่ใช่ทำเฉพาะเวลาคนไปตรวจอย่างนั้นเรียกว่าทำ 5 ส แบบผักชีโรยหน้า ซึ่งไม่ยั่งยืนและไม่ใช่การพัฒนา

เพื่อสร้างนิสัยและการปลูกฝังแนวคิด 5 ส โรงพยาบาลบ้านตากจึงใช้หลายกระบวนท่าในการบรรลุวัตถุประสงค์ เช่นมีการจัดทำคำขวัญ 5 สนโยบาย 5 ส ตราสัญลักษณ์ 5 ส วัน 5 ส วันรัก ร.พ. 14 กุมภาพันธ์ของทุกปี,มีทีมประเมิน 2 ทีม คือ ทีมกลางกับทีมเวียนและมีทีมทำ 5 ทีมแบ่งตามตึก ประเมินเป็นตึก ประกวดเป็นตึก ครบปีมีการนำเสนอผลการดำเนินงาน 5 ส ของแต่ละตึก 1 ครั้ง เป้าหมายสำคัญคือเพื่อให้ 5 ส เป็นฐานของการพัฒนาคุณภาพอื่นๆต่อไป ไม่ใช่ต้องการความเป็นเลิศของ 5 ส ทำให้แก้ปัญหาของการทำ 5 ส แบบล้มลุกคลุกคลานตั้งแต่ปี 2539-2542 ไปได้

ต่อมาปลายปี 2544 คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาลบ้านตากได้ตัดสินใจเริ่มลุยงานพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลหรือ HA กันอย่างจริงจัง โดยอาศัยตัวแบบที่สร้างขึ้นมาเองเป็นแนวทางสำคัญคือตัวแบบบ้านคุณภาพสร้างสุข ดังรูป

ก้าวสู่การพัฒนาคุณภาพอย่างเป็นระบบ

หลักการสำคัญคือ การทำ HA ทุกคนในองค์กรสำคัญทุกคน เหมือนภาพต่อจิ๊กซอว์จะขาดใครหรือส่วนใดไปภาพก็จะไม่สมบูรณ์ ที่สำคัญให้ทำเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับงานประจำหรืออย่าแยกออกจากการงานประจำ ไม่ใช่งานใหม่อีกงานหนึ่งนั่นคือทำงานประจำให้ดีด้วยหัวใจของHA โดยทำตามลำดับขั้นของ HA 3 ขั้น ใช้วงจรคุณภาพของเดมิ่ง PDCA มาช่วย รับฟังเสียงสะท้อนจากลูกค้า วิเคราะห์ปัญหาโดยใช้หลักอริยสัจ 4 ทำไปเรียนรู้ไป เพราะให้รู้หมดทุกเรื่องก่อนแล้วค่อยมาทำก็คงไม่ได้ทำสักที อีกประการที่สำคัญคือการคำนึงถึงสิทธิผู้ป่วย และพฤติกรรมบริการเพื่อสร้างความพึงพอใจ

นพ.พิเชฐ เล่าว่า “ระวังเรื่องหลงทางไว้ด้วยเพราะอย่ามัวไปติดอยู่กับเครื่องมือทำคุณภาพมากเกินไปกับระวังพวก NATO(No Action, Talk Only) พวกดีแต่พูด ดูเหมือนเก่งแต่ไม่ทำ บางทีพูดให้คนทำเขวไปอีก แต่ทีมนำก็ต้องแสวงจุดร่วม สงวนจุดต่าง และที่เขายังไม่ทำอาจเป็นเพราะเขายังไม่ค่อยรู้ก็ได้ เพราะคนเรารับรู้ได้ไม่เท่ากัน ทีมหนุนก็ต้องเข้าไปช่วยเขา ถ้าทีมหนุนท้อ ทีมนำก็ต้องช่วยให้กำลังใจและบางคนเป็นพวก AFTA (Action First ,Talk after) คนกลุ่มนี้ต้องสนับสนุน ”

หลักการสำคัญข้อหนึ่งของการทำงานคุณภาพคือ การสื่อสารในองค์กร คือ ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนในโรงพยาบาลได้รับทราบเหตุผลความจำเป็นที่ต้องทำโดยหัวหน้าหน่วยงานทุกคนนำไปสื่อลงสู่ฝ่ายตนเอง ทางผู้อำนวยการโรงพยาบาลก็นัดประชุมทุกฝ่ายพบทุกคนเพื่อให้ข้อมูล พูดคุย ปรึกษาหารือพร้อมกับความมุ่งมั่นที่จะทำ ก็ได้เป็น Commitment และมีการอบรมโดยปูพื้นฐานที่สำคัญเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพ คุณภาพคืออะไร คุณภาพเทคนิคบริการ/พฤติกรรมบริการ มิติสำคัญของคุณภาพ โดยเน้นการอบรมเฉพาะที่จำเป็น ให้เข้าใจหลักการของ HA คือTQM/CQI คือการร่วมกันคิด ร่วมวางแผน ร่วมทำ ร่วมรับผิดชอบ ร่วมประเมิน โดยเน้นการมีส่วนร่วมให้มีส่วนร่วมในงานที่รับผิดชอบ

หลังจากนั้นก็จัดทำเป้าหมายร่วมโดยสื่อพันธกิจให้ถึงทุกคน แล้วมาร่วมกันสร้างวิสัยทัศน์ คำขวัญและค่านิยมที่ใช้ร่วมกัน กระตุ้นให้เกิดวัฒนธรรมองค์กรที่สำคัญคือวัฒนธรรมคุณภาพวัฒนธรรมการเรียนรู้และวัฒนธรรมการสร้างสุขภาพ จัดให้เจ้าหน้าที่ทุกคนไปศึกษาดูงานโรงพยาบาลอื่นๆ เพื่อสร้างความตื่นตัวโดยเลือกโรงพยาบาลที่ใกล้จะผ่าน HA ให้ไปดูทุกคนโดยเฉพาะกลุ่มผู้ปฏิบัติงาน โดยไปแบบเรียบง่ายไม่ไกลมาก ไปเช้าเย็นกลับได้ ใช้เงินไม่มากแต่เน้นจำนวนผู้ไปให้มากและครอบคลุม เน้นการอบรมกันเอง เรียนรู้จากตำราและงานประจำของเราเป็น Learning by Doing & Reading และช่วงแรกจะเน้น Copy & Development แต่สุดท้ายพอทำๆ ไปก็พบว่าที่ Copy มาเพื่อ Develop นั้นใช้กับโรงพยาบาลตนเองไม่ได้ต้องเริ่มคิดจากฐานของโรงพยาบาลตนเอง

นอกจากนี้ยังมีการกำหนดตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ของพันธกิจ ซึ่งมี 19 ตัวชี้วัด ให้ติดตามตัวชี้วัดทุกเดือน มีการจัดทำแผนปฏิบัติงานประจำปีและสรุปผลการปฏิบัติงานประจำปีทุกปี โดยเฉพาะเน้นการจัดทำแผนประมาณการงบประมาณที่ใกล้เคียงกับการใช้จริงทุกปี มีการจัดทำคู่มือคุณภาพโรงพยาบาลที่ใช้เป็นแม่แบบของการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล

ในที่สุด หลังความพยายามมาช่วงยาว โรงพยาบาลบ้านตากได้ขอ Accredit เมื่อ22-23 มกราคม 2547 ทั้ง HA และ HPH พร้อมกันเลย ได้ผ่านการประเมินโรงพยาบาลคุณภาพ HA เมื่อ 17 มีนาคม 2547 และได้รับแจ้งผลการผ่าน HPH เมื่อกรกฎาคม 2547 ในมุมมองของชาวโรงพยาบาลบ้านตากการบรรลุเป้าหมายจะทำให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี โรงพยาบาลอยู่ได้และเจ้าหน้าที่มีความสุข นั่นคือ Healthy Thailand นั่นเอง

สร้างสุขภาพที่บ้านตาก

นพ. พิเชฐให้ทัศนะว่า ในมุมมองผมการสร้างสุขภาพจึงต้องเริ่มที่องค์กรสาธารณสุขก่อน ก

โรงพยาบาลป่าซาง ก้าวสู่คุณภาพ ครบทุกมาตรฐาน

โดย Admin on January,11 2011 22.26

โรงพยาบาลป่าซาง ก้าวสู่คุณภาพ ครบทุกมาตรฐาน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับพฤษภาคม-มิถุนายน 2551

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

อำเภอป่าซางตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัดลำพูน ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 11 กิโลเมตร ลักษณะพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นที่ราบ มีแม่น้ำสายหลักไหลผ่าน 3 สาย คือ แม่น้ำปิง แม่น้ำกวง แม่น้ำทา ทำให้เป็นพื้นที่เหมาะแก่การทำเกษตรกรรม

โรงพยาบาลป่าซาง จังหวัดลำพูนในปัจจุบันเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 90 เตียง มีเนื้อที่ทั้งหมด 38 ไร่ อยู่ห่างจากตัวอำเภอป่าซางประมาณ 12 กิโลเมตร เริ่มต้นได้รับงบประมาณก่อสร้างเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง ในปีงบประมาณ 2519 เป็นอาคารโรงพยาบาล 30 เตียง รุ่นแรกของประเทศไทย โดยที่ไม่เคยเป็นสถานีอนามัยชั้นหนึ่งหรือโรงพยาบาลสิบเตียงมาก่อน หลังจากก่อสร้างเสร็จก็ยังไม่สามารถเปิดดำเนินการได้ จนกระทั่งนายแพทย์ธีรศักดิ์ คทวณิช ได้ย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนแรกในเดือนมีนาคม 2522 ได้ดำเนินการจนสามารถเปิดดำเนินการให้บริการแก่ประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 4 มิถุนายน 2522 เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน

จุดเด่นที่สุดประการหนึ่งของโรงพยาบาลป่าซาง คือ การที่มีผู้อำนวยการโรงพยาบาลคนเดียวต่อเนื่องยาวนานถึง 29 ปีเศษ คือ นายแพทย์ธีรศักดิ์ คทวณิช แพทย์นักพัฒนา จนปัจจุบันโรงพยาบาลป่าซางนับได้ว่าเป็นโรงพยาบาลชุมชนระดับแนวหน้าแห่งหนึ่งของประเทศไทยที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตน

สองสายงานรวมเป็นหนึ่งสายใจ

โรงพยาบาลป่าซางดูแลประชากร 2 อำเภอ คือ อำเภอป่าซาง และอำเภอเวียงหนองล่อง สำหรับอำเภอป่าซางมี 9 ตำบล 91 หมู่บ้าน ประชากร 62,509 คน อำเภอเวียงหนองล่องซึ่งอยู่ห่างออกไปจากโรงพยาบาลป่าซางถึง 30 กิโลเมตรนั้นมีประชากร 3 ตำบล 24 หมู่บ้าน 19,912 คน รวมทั้ง 2 อำเภอ มีประชากร 82,000 คน โดยประมาณ มี PCU ทั้งสิ้น 18 แห่ง โดยเป็นศูนย์แพทย์ชุมชน 1 แห่ง เป็น PCU ในโรงพยาบาล 1 แห่ง และเป็น PCU สถานีอนามัยอีก 16 แห่ง

สำหรับศูนย์แพทย์ชุมชนที่ PCU ตำบลวังผาง อำเภอเวียงหนองล่อง นั้นโรงพยาบาลป่าซางจัดทีมสุขภาพทุกวิชาชีพลงไปปฏิบัติงานเหมือนยกโรงพยาบาลไปอยู่

หลักการที่สำคัญของการบริหารงานของโรงพยาบาลและสาธารณสุขอำเภอ ซึ่งมีอยู่ 2 ท่าน คือ สาธารณสุขอำเภอป่าซางและสาธารณสุขอำเภอเวียงหนองล่องนั้นใช้หลักการ สองสายงานรวมเป็นหนึ่งสายใจและประชาชนต้องได้ประโยชน์ จากผลพวงของความเป็นหนึ่งเดียวกันนั้น โรงพยาบาลป่าซางจึงวางระบบบริหารจัดการให้สำนักงานสาธารณสุขอำเภอทั้งสองและ PCU ทุกแห่งสามารถมาขอใช้ทรัพยากรของโรงพยาบาลได้ ถือเป็นองค์กรเดียวกัน เช่น เจ้าหน้าที่สถานีอนามัยสามารถขอใช้รถของโรงพยาบาลได้ จัดการฝึกอบรมทุกเรื่องร่วมกันทั้งหมด ขยะติดเชื้อหรือขยะแดงนั้นโรงพยาบาลจะไปรับจาก PCU ทุกแห่งมาเผาที่เตาเผาขยะของโรงพยาบาลสัปดาห์ละ 2 วัน ทุกPCUใช้โปรแกรม HCIS ทั้งอำเภอรวมทั้งPCUในโรงพยาบาลด้วย เป็นต้น

ระบบคุณภาพที่ป่าซาง

คุณหมอธีรศักดิ์มีแนวคิดสำคัญในการบริหารโรงพยาบาล คือ “การบริหารงานที่โรงพยาบาลป่าซางไม่ได้อิงระบบของกระทรวงอย่างเดียวแต่อิงแนวคิดของทีมโรงพยาบาลเองด้วย โดยยึดเอาสิ่งที่จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชนเป็นที่ตั้ง โรงพยาบาลป่าซางเป็นโรงพยาบาลรัฐแห่งเดียวของประเทศไทยที่ผ่านมาตรฐานได้ครบถ้วนมากที่สุด คือผ่านหมดทุกมาตรฐาน มีมาตรฐานใดเข้ามาโรงพยาบาลทำหมดทุกมาตรฐาน ด้วยความคิดที่ว่าแต่ละมาตรฐานมีจุดเด่นจุดด้อยแตกต่างกัน การทำมาตรฐานเดียวหรือยึดมั่นกับมาตรฐานใดมาตรฐานหนึ่งจะไม่ถึงคุณภาพที่แท้จริง”

นพ.ธีรศักดิ์ กล่าวว่า “ ต้องเข้าใจก่อนว่าคุณภาพคืออะไร มาตรฐานคืออะไร HA มีข้อดีในแง่ของการรักษาพยาบาล ทำให้ดูแลคนไข้ดีขึ้น เน้นการรักษาในโรงพยาบาลเอาใจใส่ผู้ป่วย ส่วนระบบอื่น ๆ นั้น HA อาจไม่เข้มแข็งสมบูรณ์มากนัก แต่ก็ยังมีมาตรฐานอื่นที่สามารถเติมเต็มตรงนี้ได้” คุณหมอธีรศักดิ์ยังกล่าวต่อว่า การได้ใบรับรองจาก HA หรือมาตรฐานอื่นๆ ไม่ได้บอกถึงคุณภาพ เพียงแต่ได้บอกว่าคุณได้ดำเนินการตามมาตรฐานที่ HA หรือมาตรฐานนั้นๆ กำหนดไว้เท่านั้น ผ่าน HA แต่คนไข้ก็ยังด่าเช้าด่าเย็นได้ ดังนั้นจึงต้องเน้นให้ทำคุณภาพของโรงพยาบาลให้เกิดขึ้นให้ได้ ไม่ใช่ทำให้มีมาตรฐานแต่เพียงอย่างเดียว เพราะมาตรฐานไม่ใช่คุณภาพ การที่เราทำหลายมาตรฐานเราสามารถนำเอาข้อดีต่างๆของแต่ละมาตรฐานมาปรับใช้จึงจะสามารถนำไปสู่โรงพยาบาลคุณภาพที่แท้จริงได้ทั้ง HA,HPH, ISO,มาตรฐานบริการสาธารณสุข มาตรฐาน PCU เป็นต้น

โรงพยาบาลป่าซางมีพื้นฐานการทำคุณภาพที่ดีจากการเข้าระบบ ISO มีการพัฒนาคุณภาพบริการอย่างต่อเนื่อง โดย ติดตั้งระบบ ISO 9002 : 1998 ได้รับการรับรองคุณภาพ มาตรฐาน ISO 9002 เมื่อปี พ.ศ. 2543 และได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานเป็น ISO 9001:2000 เมื่อ ปี 2547 เพราะ ISO จะบอกว่าใครจะทำอะไร ทำอย่างไร ทำเมื่อไหร่ มีเอกสารชัดเจน และทุก 6 เดือน บริษัทหน่วยรับรองก็จะเข้ามาตรวจเยี่ยมสำรวจอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของงานคุณภาพในโรงพยาบาล

สำหรับ HA นั้นทางโรงพยาบาลป่าซางไม่ได้พัฒนาตามบันไดแต่ละขั้นตามที่สถาบันพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาล (พรพ.) กำหนด แต่ได้พัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลตามแนวทางของ พรพ.และตามความเข้าใจของทีมคุณภาพโรงพยาบาล เมื่อทำไปได้ระยะหนึ่งทางโรงพยาบาลได้เชิญ พรพ. มาเยี่ยมสำรวจเบื้องต้น (ICV) 1 รอบ หลังจากปรับปรุงแก้ไขไม่นานก็ขอรับการรับรองทั้ง ๆ ที่รู้ว่าการขอรับการเยี่ยมสำรวจครั้งนั้นไม่ผ่านแน่ แต่ก็เพื่อให้รู้ว่าไม่ผ่านตรงไหน เพราะอะไร แล้วก็รู้ว่ายังติดอยู่ 3 เรื่อง ก็กลับมาดำเนินการในเรื่องที่ติดอยู่นั้น ใช้เวลา 3 เดือนแล้วขอรับการรับรองใหม่ ก็สามารถผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาล HA , HPH ในปี 2548

โจทย์ใหญ่ของระบบงานคุณภาพอยู่ที่การคงสภาพให้มีคุณภาพตลอดไป เพราะเมื่อผ่านการรับรองคุณภาพแล้วก็ประดุจเด็กทารกที่ต้องหย่านมแล้วถูกปล่อยให้หากินเอง ดังนั้นหากโรงพยาบาลสามารถยืนได้ด้วยตนเองก็ถือว่ามีคุณภาพอย่างแท้จริง

บางบทเรียนจาก HA

สำหรับเรื่องการพัฒนาคุณภาพในโรงพยาบาลนั้นบทบาทของผู้อำนวยการ คือ ผู้กำหนดทิศทางและติดตามงานโดยใช้ทั้งไม้อ่อนและไม้แข็ง มีทีมนำ 12 ทีม ทำแผนปฏิบัติการ 12 แผน รวมทั้งติดตามตัวชี้วัดของโรงพยาบาล มีการเชื่อมโยงจากภาพรวมของโรงพยาบาล สู่หน่วยงานและระดับบุคคล

สำหรับเรื่องที่สำคัญที่สุดของคุณภาพนั้น โรงพยาบาลป่าซางให้ความสำคัญเรื่องของการจัดการความเสี่ยงเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากเป็นเสมือนแกนของทุกทีม โดยทุกทีมทั้ง 12 ทีม ต้องตอบได้ว่าในทีมนำของตนเองนั้นมีความเสี่ยงในเรื่องอะไร มีจุดอ่อนในเรื่องอะไร และเมื่อทราบว่าทีมของตนมีจุดอ่อนหรือมีความเสี่ยงในเรื่องใดก็ให้มีการแก้ไขเชิงระบบและทำ Route Cause Analysis โดยเลือกมา 3 เรื่อง ในการทำเบื้องต้น

สำหรับในเรื่องของการกระตุ้นให้เกิดการรายงานอุบัติการณ์นั้น โรงพยาบาลป่าซางได้ให้ทีมความเสี่ยงรวบรวมว่าหน่วยงานใดเป็นผู้เขียนใบรายงานอุบัติการณ์มากที่สุดไล่มาตามลำดับจนถึงหน่วยงานที่เขียนน้อยที่สุดเพื่อมอบรางวัลให้ เป็นการกระตุ้นวิธีหนึ่ง ทำให้ในปี 2549 มีใบรายงานอุบัติการณ์มากกว่า 100 ใบ นอกจากทีมนำจะตอบได้แล้วว่าตนมีความเสี่ยงเรื่องอะไร ในระดับหน่วยงานก็ต้องตอบได้ว่าในหน่วยงานมีความเสี่ยงอะไร และในระดับบุคคลนั้นก็ต้องตอบได้ว่ามีความเสี่ยงอะไรด้วย

บทบาทสำคัญอันหนึ่งของทีมบริหารคุณภาพคือ การฝึกเจ้าหน้าที่ให้มีความสามารถในการทำงานเป็นทีม และทำงานคุณภาพได้อย่างบูรณาการ วิธีการหนึ่งก็คือฝึกให้เจ้าหน้าที่นำเสนอ และผู้ฟังหรือระดับหัวหน้าจะช่วยกันถาม เพื่อให้เจ้าหน้าที่ฝึกตอบคำถาม ใช้ทีมคุณภาพเป็นทีมบูรณาการ มีการกำหนดเป้าหมายว่าทีมนำแต่ละทีมจะต้องทำอะไรให้ผ่าน แล้วประกาศให้ทุกคนรู้เป็นแผนปฏิบัติการ จะได้รู้ว่าจะต้องทำอะไร ใครทำ และสามารถทำได้สำเร็จหรือไม่

หลายกลยุทธลดความแออัด

คำขวัญของโรงพยาบาลป่าซาง คือ บริการประทับใจ ห่วงใยดุจญาติมิตร แต่ด้วยมีปริมาณผู้ป่วยนอกปีละกว่า 125,000 ครั้ง ผู้ป่วยในประมาณ 12,320 วันนอน มีเตียงทั้งสิ้น 90 เตียง ในขณะที่มีแพทย์เพียง 4 คน ซึ่งรวมผู้อำนวยการด้วย ทำให้ผู้ป่วยที่ OPD ประมาณวันละเกือบ 500 ราย นั้นรอนาน การตรวจรักษาอาจไม่มีคุณภาพเพียงพอ เพราะเกินกำลังที่แพทย์จะดูแลได้

โรงพยาบาลป่าซางจึงแก้ปัญหาการขาดแคลนแพทย์ ผู้ป่วยรอนาน และความไม่เพียงพอของบริการทางการแพทย์ด้วยการพัฒนาทีมเวชปฏิบัติทั่วไปขึ้นมา ซึ่งปัจจุบันมีพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป (Nurse Practitioner) แล้ว 6 คน กำลังเรียน 1 คน และจะส่งไปเรียนอีก 2 คน แต่กว่าจะปรับระบบนี้ให้ได้รับการยอมรับก็ยากพอสมควร เพราะผู้ป่วยยังคุ้นกับระบบที่ต้องพบแพทย์ แต่หลังจากระบบการตรวจคู่ขนานของพยาบาลเวชปฏิบัติและแพทย์ได้เดินมาอย่างต่อเนื่องหลายปี ปัจจุบันก็เป็นที่ยอมรับของผู้ป่วยได้

สำหรับการบริหารจัดการนั้นมีการตั้งงานพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไปให้เป็นองค์กรอีกองค์กรหนึ่งต่างหากที่แยกจากกลุ่มการพยาบาลเพื่อให้เกิดความคล่องตัว เป็นเอกภาพและพัฒนาศักยภาพได้อย่างเต็มที่

นอกจากการจัดระบบให้พยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไปช่วยตรวจผู้ป่วยนอกแล้ว กลยุทธ์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ PCU จะต้องตรวจรักษาผู้ป่วยของตำบลนั้นไว้ในเบื้องต้นทุกราย รวมทั้ง PCU ในโรงพยาบาลก็จะรับผู้ป่วยในตำบลที่โรงพยาบาลตั้งอยู่ทั้งหมดก่อน ซึ่งจะได้รับการตรวจดูแลโดยพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไป หากเกินกำลังความสามารถจึงจะส่งต่อมาที่โรงพยาบาล และแม้เป็น PCU ในโรงพยาบาลก็ต้องเขียนใบส่งต่อเช่นเดียวกับสถานีอนามัย ทางโรงพยาบาลป่าซางได้จัดระบบการบริหารของ PCU ในโรงพยาบาลแยกเป็นเอกเทศเสมือนเป็นสถานีอนามัยแห่งหนึ่ง เพียงแต่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาลเท่านั้น

ในอำเภอป่าซาง ทุก PCU รวมทั้ง PCU ในโรงพยาบาลจะมีคลินิกเบาหวานและความดันโลหิตสูงซึ่งดูแลโดยทีมสุขภาพด้วยเช่นกัน สำหรับคลินิกเบาหวานและความดันโลหิตสูงของโรงพยาบาลป่าซางเองนั้น ได้แยกคลินิกออกไปจาก OPD ทั่วไปซึ่งสามารถแก้ไขปัญหาสถานที่คับแคบได้เป็นอย่างดี

ปัญหาขาดแคลนแพทย์สำหรับจังหวัดลำพูนนั้นเป็นปัญหาที่แก้ได้ยาก เพราะกลไกการจัดสรรแพทย์ที่พิจารณา GIS เป็นสำคัญ ทำให้จังหวัดลำพูนที่มีประชากรน้อย แต่มีแพทย์เกินกรอบที่ควรมี เพราะกรอบนี้คิดเป็นภาพรวมจังหวัดซึ่งมีแพทย์กระจุกตัวที่โรงพยาบาลลำพูน โรงพยาบาลชุมชนจึงจะต้องพบกับปัญหาการขาดแคลนแพทย์ตลอดไป การแก้ปัญหาด้วยการพัฒนาสถานีอนามัยให้เป็นด่านหน้าที่ดูแลผู้ป่วยโรคพื้นฐานได้ทั้งหมด และการเพิ่มบทบาทของพยาบาลเวชปฏิบัติทั่วไปในการตรวจรักษา ย่อมเป็นหนทางแก้ปัญหาที่ยั่งยืนที่สุดในท่ามกลางข้อจำกัดอันมากมายนี้

HRD คนคนคน

สำหรับอัตรากำลังของเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลป่าซาง มีแพทย์ 4 คน ทันตแพทย์ 4 คน เภสัชกร 7 คน พยาบาล 101 คน เจ้าหน้าที่อื่นๆ อีก 129 คน รวมเป็น 245 คน หากรวมกับเจ้าหน้าที่อนามัยทั้งหมดใน CUP จะมีเจ้าหน้าที่รวม 318 คน ซึ่งถือว่ามีบุคลากรไม่น้อยแต่ทุกคนมีงานทำอย่างเต็มมือ

สำหรับการมาปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่นั้น ทางโรงพยาบาลป่าซางใช้เครื่อง Finger Scan หรือเครื่อง Scan ลายนิ้วมือ 2 เครื่อง ในการส่งเสริมการมาทำงานตรงเวลาของเจ้าหน้าที่ โดยใช้กับเวรเช้า 1 เครื่อง และ OT 1เครื่อง ซึ่งสามารถคำนวณเงินในการจ่าย OT ในเดือนนั้นได้เลย โดยมีกติกาว่า ถ้าใครมาทำงานสายเกินเกณฑ์ที่กำหนดจะไม่ได้รับการพิจารณา 2 ขั้น แต่เกณฑ์ที่กำหนดนั้นผู้อำนวยการไม่ได้บอกใคร เพราะถ้าบอกแล้วอาจเกิดเหตุการณ์ที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นได้ เช่น กำหนดให้มาสายได้ไม่เกิน 15 ครั้ง ก็จะมีคนมาสาย 14 ครั้ง เป็นต้น จากการดำเนินการนี้พบว่าเจ้าหน้าที่ทุกคนมาทำงานเช้าและกลับตรงเวลากันเกือบทั้งหมด

นโยบายที่สำคัญอีกประการหนึ่งของคุณหมอธีรศักดิ์ คือ ทุกฝ่าย/งานต้องเตรียมคนที่จะขึ้นมาเป็นหัวหน้า โดยต้องมีรองหัวหน้าฝ่าย/งานที่ชัดเจนเตรียมการไว้ล่วงหน้า เรียกว่า ทายาทอสูร เพราะหลายโรงพยาบาลมีประสบการณ์ว่าเมื่อระดับหัวหน้าประสบอุบัติเหตุหรือไม่สามารถทำงานได้ งานทั้งหมดซึ่งอยู่ที่หัวหน้าไม่สามารถถ่ายทอดต่อให้กับคนในฝ่ายได้ ซึ่งทำให้เกิดความสะดุดของงาน

สำหรับการดูแลบุคลากรนั้น โรงพยาบาลป่าซางจะมีการปฐมนิเทศเจ้าหน้าที่ใหม่ทุกปี และในแต่ละปีจะมีการให้รางวัลเจ้าหน้าที่ที่มีผลปฏิบัติงานดีเด่น โดยจะมีกรรมการ 10 คณะ คัดเลือกเจ้าหน้าที่ขึ้นมารับรางวัล โดยแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้บริหารผู้ปฏิบัติและกลุ่มลูกจ้าง ซึ่งแต่ละกลุ่มจะได้ทั้งโล่และเงินรางวัล มีกติกาของโรงพยาบาลที่ให้เจ้าหน้าที่ทุกคนต้องสังกัดชมรมสุขภาพอย่างน้อย 1 ชมรม มีการพาเจ้าหน้าที่ไปศึกษาดูงานทุกปี มีการตรวจสุขภาพเจ้าหน้าที่ 100 % ตรวจสมรรถภาพทางกายและมีการอบรม 100% Training ในเรื่องสำคัญๆ เช่น 5 ส การบริการที่เป็นเลิศหรือ ESB, IC, การป้องกันอัคคีภัย ระบบ ISO, ระบบ HA/HPH และอบรม Self Management หรือการอบรมให้รู้จักตัวเอง

สำหรับโรงพยาบาลป่าซางนั้นมีนโยบายชัดเจนว่าในโรงพยาบาลห้ามมีการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ห้ามสูบบุหรี่ และห้ามเล่นการพนัน โดยเด็ดขาด แม้ว่าจะเป็นเขตบ้านพักก็ตาม

แอร์เย็นแต่ค่าไฟลด

โรงพยาบาลป่าซางเป็นโรงพยาบาลที่มีการติดแอร์ทุกห้อง รวมทั้งโรงพยาบาลมีแอร์ทั้งสิ้นเกือบ 200 ตัว จะยกเว้นที่ไม่มีแอร์ก็เพียงห้องเก็บศพ และคลินิกวัณโรคเท่านั้น เพื่อการให้บริการที่ดีเลิศ เพราะที่นี่หน้าร้อนจะร้อนจัดมาก อุณหภูมิในเดือนเมษายน - พฤษภาคมสูงถึง 41-42 องศาเซลเซียส ผู้รับบริการก็ร้อน ผู้ให้บริการก็ร้อน ย่อมเกิดปัญหาความไม่พอใจกันง่าย เมื่อเข้ามาเย็นฉ่ำ มีเจ้าหน้าที่ดูแลดี ปัญหาความไม่พึงพอใจก็น่าจะลดลง

แต่เมื่อแอร์เย็นก็แน่นอนว่าโรงพยาบาลป่าซางต้องจ่ายค่าไฟสูงประมาณเดือนละ 250,000 บาท ซึ่งเป็นภาระหนักของโรงพยาบาล ในปี 2544 ทางโรงพยาบาลได้เข้าร่วมโครงการกับกรมพัฒนาและส่งเสริมพลังงาน เปลี่ยนแอร์เก่าที่ไมใช่เบอร์ 5 เป็นแอร์ใหม่เบอร์ 5 เปลี่ยนหลอดไฟเป็นหลอดประหยัดไฟ ค่าไฟฟ้าสามารถลดลงเหลือ 180,000 บาท แต่อย่างไรก็ตามก็ยังเป็นโรงพยาบาลชุมชนที่อัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดในจังหวัดลำพูนอยู่ดี

ในที่สุดทางโรงพยาบาลก็ตัดสินใจให้วิศวกรมาสำรวจสภาพการใช้ไฟฟ้าทั้งระบบ พบว่าค่าไฟนั้นสูงสุดอยู่ที่เครื่องปรับอากาศจึงลงทุนติดตั้งเครื่องควบคุมเครื่องปรับอากาศด้วยคอมพิวเตอร์ โดยควบคุมการเปิดปิดตามเวลาที่กำหนดในแต่ละห้องและ ควบคุมอุณหภูมิให้ไม่ต่ำกว่า 25 องศา สามารถลดค่าไฟจาก 180,000 บาท เหลือเพียง 70,000 บาท ต่อเดือนเท่านั้น

โดดเด่นด้านอาคารสถานที่

Concept ของโรงพยาบาลป่าซางที่พัฒนามาตลอด 29 ปี คือ การเป็นโรงพยาบาลกึ่งโรงแรมและรีสอร์ทด้านสุขภาพ (Hospitel และHealth Resort) ดังนั้นโรงพยาบาลจะมีสภาพแวดล้อมที่สะอาด สวยงามทุกมุมมอง มีสวนหย่อมที่มีสีสัน มีการตกแต่งอาคารสถานที่ให้ชวนประทับใจ มีวัฒนธรรมการไหว้ที่ดำรงมาถึง 25 ปี ทุกวันศุกร์จะแต่งชุดพื้นเมือง เพื่ออนุรักษ์วัฒนธรรม

ที่โรงพยาบาลป่าซางมีห้องประชุมให้บริการแก่ทั้งกิจกรรมของโรงพยาบาลและองค์กรอื่นๆถึง 4 ห้อง ห้องประชุมพิมานแก้วใหญ่ที่สุดจุคนได้ถึง 700 คน ส่วนห้องประชุมแพรวพรรณรายประกายมรกตและหยดหยาดฝน ก็มีขนาดที่ลดหลั่นลงมา

ระบบประปาในโรงพยาบาลป่าซางนั้นสามารถดื่มได้ โดยได้รับใบรับรองจากกรมอนามัย แต่เพื่อความมั่นใจยิ่งขึ้น ทางโรงพยาบาลมีโรงผลิตน้ำดื่มระบบ Reverse Osmosis โดยมีขวดและแกลลอนเป็นยี่ห้อของโรงพยาบาลป่าซางเอง ส่วนน้ำที่ใช้รดต้นไม้และสวนหย่อมนั้นทางโรงพยาบาลใช้น้ำบาดาลโดยตรงโดยไม่ผ่านระบบประปา

มีกิจกรรมและการจัดโครงสร้างในโรงพยาบาลที่ใส่ใจผู้พิการ มีการทำที่จอดรถสำหรับผู้พิการ ทำทางลาดเพื่อให้สามารถเข็นผู้พิการให้ไปได้ทุกอาคาร มีห้องน้ำสำหรับผู้พิการที่ได้มาตรฐาน

ในโรงพยาบาลเองมีการใช้พื้นที่เป็นสนามกีฬา เป็นสวนสุขภาพ เป็นสวนสาธารณะน่ารื่นรมย์ระดับดีมาก ได้รับใบประกาศรับรองจากกรมอนามัย เป็นสถานที่ออกกำลังกายทั้งของเจ้าหน้าที่และประชาชนทั่วไป

ในโรงพยาบาลมี TV กล้องวงจรปิดในจุดที่มีความเสี่ยงต่อความไม่ปลอดภัย

และในด้านโครงสร้างอาคารสถานที่ที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของโรงพยาบาลป่าซางก็คือ อาคารสุขาวดีหรืออาคารสุดยอดส้วมดีเด่นระดับประเทศ ซึ่งได้รับรางวัลในปี พ.ศ. 2550 เพื่อตอบสนองนโยบายของกระทรวงสาธารณสุขในการรณรงค์ส้วมสะอาดน่าใช้ โดยภายในอาคารสุขาวดีนั้น มีพื้นที่กว้างขวาง รูปทรงสวยงาม ประดับตกแต่งด้วยต้นไม้อย่างมีศิลปะ มีเพลงบรรเลงขับกล่อม มีหนังสืออ่าน มีกลิ่นหอม มีชักโครกเด็ก ห้องน้ำพระภิกษุสามเณรแยกเฉพาะ รวมทั้งมีกริ่งขอความช่วยเหลือ มีการจัดเจ้าหน้าที่ทำความสะอาดไว้ 1 คน เพื่อดูแลอาคารสุขาวดีให้แห้ง สะอาด และเป็นระเบียบเรียบร้อยอยู่ตลอดเวลา

กู้สถานการณ์การเงิน เพิ่มรายรับลดรายจ่าย

สำหรับโรงพยาบาลป่าซางนั้นมีหัวหน้าเภสัชกรเป็นรองผู้อำนวยการหนึ่งในสามคนของโรงพยาบาล โดยรับภารกิจในการเป็น CEO ของโรงพยาบาลอีกด้วย โรงพยาบาลป่าซางในช่วงแรก ๆ ของการเข้าสู่ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปี 2545 นั้น รายรับเทียบต่อรายจ่ายแล้วถือว่าขาดทุน เพราะรับเพียง 3 ส่วน จ่าย 5 ส่วน รายรับต่อหัวหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าของโรงพยาบาลป่าซางต่ำที่สุดในจังหวัดลำพูน เมื่อเป็นเช่นนั้นโรงพยาบาลจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปฏิรูปรายรับและลดรายจ่าย

การปฏิรูปรายรับที่สำคัญที่สุดคือ การตรวจสุขภาพประจำปีของข้าราชการให้มากที่สุด โดยใช้หลักการว่า “ปีนี้มาแล้ว ปีหน้าเขาต้องมาอีก” หรือมาแล้วต้องติดใจและบอกต่อ จนในปัจจุบันข้าราชการในหลายๆอำเภอได้มาตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลป่าซาง โดยในเขตอำเภอป่าซางจะมีฝ่ายการตลาดของโรงพยาบาลลงเชิญชวนและนัดหมายให้มาตรวจสุขภาพ ซึ่งมีสถานที่เป็นเอกเทศ มีที่นั่งรับแขก มีการดูแลที่เป็นสัดส่วน และมีเจ้าหน้าที่อำนวยความสะดวกให้ไม่ต้องรอนาน สำหรับพื้นที่นอกอำเภอป่าซางนั้น ฝ่ายการตลาดก็จะเพียงส่งจดหมายเชิญชวนไปทั้งรายเก่ารายใหม่ สำหรับรายที่มาแล้วก็จะส่งจดหมายไปเตือนทุกปีเมื่อถึงกำหนดเวลา

ส่วนในเรื่องของการลดรายจ่ายนั้นคือค่าเวชภัณฑ์ทั้งยา วัสดุชันสูตร ค่าไฟ ค่าน้ำ ซึ่งก็มีการลงรายละเอียดในการลดรายจ่ายทุกทาง อีกทั้งยังมีการปรับระบบใช้กลวิธีจ้างเอกชนมาดูแลในหลายระบบแทนการจ้างลูกจ้างชั่วคราวแบบในอดีตเพื่อลดค่าใช้จ่าย เช่น ร้านค้าสวัสดิการ งานซักรีด งานทำความสะอาด การดูแลสวนหย่อม โรงครัว เป็นต้น

หลังจากการดำเนินงานพบว่าสัดส่วนรายรับต่อรายจ่ายเปลี่ยนจากที่ขาดทุนมาเป็นกำไรโดยรับ 4 ส่วน จ่าย 3 ส่วน

สู่ความพึงพอใจที่เป็นเลิศ

ผู้อำนวยการโรงพยาบาลป่าซาง คุณหมอธีรศักดิ์ เล่าว่าโรงพยาบาลป่าซางมีกฎที่สำคัญ 2 ข้อ เกี่ยวกับการให้บริการที่เจ้าหน้าที่ต้องถือปฏิบัติ คือ

กฎข้อที่ 1 ผู้รับบริการถูกต้องเสมอ

กฎข้อที่ 2 หากพิสูจน์ได้ว่าผู้รับบริการเป็นฝ่ายผิด ให้ไปใช้กฎข้อที่ 1

ดังนั้นระบบบริการของโรงพยาบาลจึงได้รับคำชมเชยจากผู้รับบริการเป็นจำนวนมาก ระบบบริการในโรงพยาบาลมีการพัฒนาปรับปรุงเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ เช่น ผู้ป่วยทั้งเก่าและใหม่ให้ไปติดต่อที่โต๊ะประชาสัมพันธ์เพื่อเข้าระบบและรับบัตรคิวไปรับบริการตามคลินิกต่างๆได้ทันที ไม่ต้องไปติดต่อที่ห้องบัตร ซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์คอยดูแลความสะดวกให้ตั้งแต่ย่างเท้าเข้ามาจนเสร็จสิ้นกระบวนการ

พนักงานผู้ช่วยเหลือคนไข้ (Nurse Aids) ในโรงพยาบาลก็ไม่ได้ใส่เครื่องแบบตามที่กระทรวงกำหนด แต่ใส่ชุดสีขาวที่โรงพยาบาลออกแบบเอง ทำให้สร้างภาพลักษณ์ในการดูแลผู้ป่วยได้เป็นอย่างดี เมื่อมีผู้ป่วยต้อง Admit ศูนย์เปลจะมารับผู้ป่วยทุกรายและแจ้งทางตึกผู้ป่วยในล่วงหน้า เพื่อให้พยาบาลตึกผู้ป่วยในนั้นออกมาต้อนรับผู้ป่วยที่ปากประตูด้วย

สำหรับ OPD นั้น เนื่องจากมีแพทย์ที่ให้บริการน้อย ฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็จะชี้แจงเสมอว่าวันนี้เหลือแพทย์ออกตรวจกี่คน หรือแพทย์ต้องไปดูผู้ป่วยที่ห้องฉุกเฉิน เพื่อลดความกดดันของผู้ป่วยที่รอรับบริการ

มีบริการงานแพทย์แผนไทยที่ครบวงจร ทั้งอบ ประคบ สมุนไพร นวดแผนไทย นวดฝ่าเท้าฝึกอบรม มีโรงผลิตยาสมุนไพรของตนเอง ซึ่งผ่านมาตรฐานกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ซึ่งนอกจากจะผลิตไว้ใช้งานในโรงพยาบาล แล้วยังจัดจำหน่ายให้กับบุคคลภายนอกด้วย

สำหรับงานโสตฯ มีการผลิตสื่อสุขศึกษาเองเพื่อให้สอดคล้องกับสิ่งที่ทางโรงพยาบาลต้องการสื่อสาร

มีงานเวชกรรมฟื้นฟูซึ่งมีนักกายภาพบำบัด 2 คน นักกิจกรรมบำบัดอีก 2 คน มี Fitness center สำหรับเจ้าหน้าที่และบุคคลทั่วไป

มีมุมส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ในตึกผู้ป่วยในมีห้องอุ้มรัก เพื่อให้พ่อแม่และญาติได้ความรู้ในการดูแลเด็กก่อนการ Discharge แม่และเด็กหลังคลอดให้กลับบ้าน

มีระบบการแพทย์ฉุกเฉินหรือ EMS ที่ชัดเจน พนักงานขับรถจะอยู่ที่ ER พร้อมที่จะส่งต่อ Refer ตลอด 24 ชั่วโมง รถ Refer เองก็จอดข้างห้องฉุกเฉิน โดยการส่งต่อนั้นจะต้องมีพยาบาลติดตามทุกราย

โรงพยาบาลมีห้องยากระจายอยู่ถึง 3 ห้อง เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการรับยา

ด้วยกระบวนการจัดบริการที่ใส่ใจในทุกรายละเอียดสำหรับระบบบริการของโรงพยาบาลป่าซางนั้น จากการสำรวจความพึงพอใจของผู้รับบริการโดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดลำพูนพบว่า โรงพยาบาลป่าซางได้อันดับ 1 ของจังหวัดลำพูนมาตลอด โดยในปี 2550 มีระดับความพึงพอใจที่ OPD อยู่ที่ 95.6% และที่ IPD อยู่ที่ 99.6%

โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง จากคลินิกสู่ชุมชน

กรณีของคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD clinic) ของโรงพยาบาลป่าซางนั้น ถือว่าเป็นคลินิกที่สามารถดูแลผู้ป่วยให้เดินไปสู่การมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ตามหลักการจาก Quality of care สู่ Quality of life โดยใช้กระบวนการเสริมสร้างศักยภาพระดับบุคคล (Empowerment) ในการสอน ชี้แนะ ฝึกทักษะ ให้ผู้ป่วยสามารถดูแลตนเองให้ได้มากที่สุด

สิ่งที่คลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ของโรงพยาบาลป่าซางได้ทำไป ได้แก่

  1. ตามไปเยี่ยมผู้ป่วย ที่บ้าน ซึ่งทำให้เห็นปัญหาของผู้ป่วยโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ได้อย่างเข้าใจ เห็นคนทั้งคนมากว่าโรคของผู้ป่วย

  2. ทำ CPG หรือเกณฑ์ในการดูแลผู้ป่วยเชิงระบบขึ้นมา เชื่อมโยงการดูแลระหว่างผู้ป่วยนอก (OPD) ผู้ป่วยใน (IPD) และการดูแลผู้ป่วยที่บ้าน (Home Health Care) โดยมีการกำหนดว่า ใคร ทำอะไร ในช่วงไหน อย่างไร

  3. มีการทำโครงการให้สุขศึกษาแบบบูรณาการ โดยมีการสอนผู้ป่วย 2 ครั้ง ในแต่ละครั้งจะมีการประเมินด้วยว่าผู้ป่วยเข้าใจหรือไม่

  4. ในปี 2550 ได้เพิ่มเติมแนวคิดในการดูแลผู้ป่วยแบบครบวงจร คือดูแลมากกว่าแค่กลุ่มผู้ป่วยในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่ให้มีการดูแลคนปกติ คนที่เสี่ยงด้วย โดยตั้งเป้าว่าจะทำอย่างไรให้คนที่สูบบุหรี่อยู่นั้นไม่ป่วย และคนที่ป่วยแล้วไม่ป่วยบ่อย หรือไม่พิการ ในปี 2550 จึงมีการให้สุขศึกษา และสร้างเสริมสุขภาพแก่ผู้ป่วย COPD แบบบูรณาการ มีการจัดทีมสุขภาพจิตลงให้ความรู้แก่ผู้ที่สูบบุหรี่ จัดทำแนวปฏิบัติในการคัดกรองผู้ป่วย (Guideline) โดยใช้เกณฑ์ผู้มีอายุมากกว่า 40 ปี ที่มีการสูบบุหรี่มากว่า 10 ปี และไอ เหนื่อย หอบ มากว่า 3 เดือน จะนำมาสู่การคัดกรอง ให้ความรู้ในห้องประชุมเดือนละครั้ง ทุกวันจันทร์ที่ 1 ของเดือน ครั้งละประมาณ 20 คน

นอกจากทางโรงพยาบาลป่าซางจะแยกคลินิกโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ออกเป็นคลินิกเฉพาะโรคแล้ว ยังมีโครงการอากาศสดใสปลอดควันบุหรี่ในโรงพยาบาล จัดกิจกรรม ลด ละ เลิก บุหรี่แก่เจ้าหน้าที่ อบรมหลักสูตรเฝ้าระวัง 4 เดือน จากเจ้าหน้าที่ที่สูบบุหรี่ในโรงพยาบาล 14 คนนั้นสามารถเลิกได้ทั้งหมด ซึ่งเป็นความสำเร็จที่สะท้อนบทเรียนว่า บุหรี่เลิกได้ไม่ยากหากมีกระบวนการช่วยเหลือการเลิกบุหรี่แก่ผู้สูบบุหรี่อย่างจริงจัง

ลดปัญหาสุขภาพจิต

จังหวัดลำพูนเป็นจังหวัดที่มีอัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จเป็นอันดับ 1 ของประเทศ ปี 2548 เท่ากับ 21.27 ต่อแสนประชากรซึ่งสูงกว่าเป้าหมายของกระทรวงสาธารณสุขที่กำหนดไว้ว่า

“ภายในปี 2549 อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จของประเทศไทยต้องไม่เกิน 7 ต่อแสนประชากร”

อำเภอเวียงหนองล่องพบว่าในปี2548 มีอัตราเท่ากับ 36.14 ต่อแสนประชากร สูงสุดของจังหวัดลำพูน ส่วนอำเภอป่าซางเป็นอันดับที่ 4 อัตรา 19.70 ต่อแสนประชากร ซึ่งจะเห็นว่าปัญหาการฆ่าตัวตายเป็นปัญหาที่สำคัญของพื้นที่

สาเหตุนั้นครึ่งหนึ่งเกิดจากการดื่มสุรา นอกนั้นเป็นปัญหาเรื่องโรคจิต ภาวะเครียดปัญหาเศรษฐกิจ เป็นต้น ลำพูนมีประชากรทั้งสิ้น 400,000 คน แต่มีร้านขายเหล้าก๊งอยู่ทุกหัวระแหงไม่ต่ำกว่า 2,000 แห่ง มีอัตราการบริโภคสุราสูงเป็นอันดับต้นๆ ของประเทศ หากคิดเป็นอัตราส่วนแล้วจะพบว่าร้านขายเหล้าก๊ง 1 ร้าน จะดูแลประชากรจังหวัดลำพูน 200 คน ช่วงเทศกาลก็จะเพิ่มเป็นเท่าตัว ด้วยปัญหาสุขภาพจิตที่มีมาก โรงพยาบาลป่าซางจึงได้ปรับระบบบริการ โดยจัดตั้งคลินิกสุขภาพจิตขึ้นเพื่อให้บริการบำบัดรักษาและฟื้นฟูในโรงพยาบาลป่าซาง มีการอบรมการดูแลช่วยเหลือผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย สำหรับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลป่าซางและ PCU ได้ให้มีการประเมินด้านสังคมจิตใจผู้ป่วยนอกทุกจุดบริการ เพื่อคัดกรองภาวะซึมเศร้าในผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงทุกรายเพื่อให้ได้รับการบำบัดรักษาอย่างถูกต้อง ครอบคลุมต่อเนื่อง มีการจัดทำแนวทางในการดูแลผู้ที่มีภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย มีการจัดเตรียมแนวทางในการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีปัญหาซับซ้อน

สำหรับในชุมชนนั้น ได้มีการจัดกิจกรรม AIC (กิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชน) ในหมู่บ้านเป้าหมาย 26 หมู่บ้าน มีการอบรมแกนนำชุมชน พระสงฆ์ แกนนำหมู่บ้านในชุมชน นักเรียน ครู ในการประเมินคัดกรองกลุ่มเสี่ยง การปรึกษาเบื้องต้น การส่งต่อและการฟื้นฟูสภาพในชุมชน มีการอบรมแกนนำ/อสม.ทุกหมู่บ้าน ให้สามารถประเมินและคัดกรองภาวะซึมเศร้าและเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย การช่วยเหลือและส่งต่อสู่โรงพยาบาล

จากความพยายามอย่างเป็นระบบทั้งในโรงพยาบาล PCU และการวางระบบเฝ้าระวังในชุมชน ทำให้ในปี 2550 อัตราการฆ่าตัวตายสำเร็จลดลงไปเหลือ 7.64 ต่อแสนประชากร

หมอใหญ่แห่งป่าซาง

ตลอดระยะเวลาที่โรงพยาบาลป่าซางเปิดดำเนินการมาแล้วกว่า 29 ปี มีผู้อำนวยการเพียงคนเดียวคือ นพ.ธีรศักดิ์ คทวณิช ซึ่งเป็นจุดที่ได้เปรียบสูงสุด ทำให้โรงพยาบาลพัฒนาจากที่ไม่มีอะไรเลยจนมาเป็นโรงพยาบาลที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศไทย

นพ.ธีรศักดิ์ จบแพทย์มาแล้ว 34 ปี ขณะนี้อายุ 59 ปี แม้กระทรวงฯ มีคำสั่งให้ไปดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้นแต่ก็ปฏิเสธไม่ไปขออยู่ที่นี่จนเกษียณอายุ และคาดว่าหากเกษียณอายุแล้วยังทำประโยชน์ให้กับคนป่าซางได้ก็ยินดีที่จะต่ออายุราชการต่อไป

คุณหมอธีรศักดิ์ให้ข้อคิดส่งท้ายว่า “ตัวผมเองอายุ 59 ไฟไม่เคยมอด ยังลุกโชน และยังคิดว่าจะทำอะไรต่อมิอะไรมาตลอด ผมโชคดีที่มีลูกน้องในโรงพยาบาลที่ดีมาก โรงพยาบาลป่าซางจึงพัฒนาไปได้ไกลมาก และแน่นอนว่าคนไหนที่ทำงานเก่ง ทำงานดี คนนั้นก็ต้องเหนื่อยหน่อย แต่จะทำอะไรก็ตามผู้อำนวยการก็ต้องรู้ก่อน ต้องรู้จริง และสอนลูกน้องด้วยตัวเอง จะทำให้ลูกน้องเชื่อมั่น เมื่อมีการประชุมเจ้าหน้าที่ ก็จะบอกและชี้นำให้เกิดการทำไปด้วยกันเดินไปด้วยกัน”

“ผมหวังจะสร้างโรงพยาบาลให้เป็นโรงพยาบาลที่ดีกว่า เพราะคงไม่มีโรงพยาบาลที่ดีที่สุด ปรับปรุงพัฒนาไปเรื่อยๆ ให้ประชาชนที่เราดูแลอยู่นั้น เขาไว้วางใจเราในการทำงาน ได้รับสิ่งที่ดีกว่า ดีกว่าใคร ๆ รัฐบาลจ้างเรามาดูแลผู้ป่วย ให้บริการผู้ป่วย ดังนั้นต้องบริการผู้ป่วยให้ดีที่สุด คนไข้ทุกคนคือผู้มีพระคุณ จึงไม่แปลกที่พยาบาลและเจ้าหน้าที่จะยกมือไหว้คนไข้ก่อน เพราะหากเขาไม่มาเราก็ไม่มีงานทำ เราจึงต้องให้บริการที่ดีที่สุด”

คุณหมอธีรศักดิ์เองมีคติธรรมนำชีวิตที่ชัดเจนว่า “ไม่ว่าเราจะเกิดหรือโตที่ไหน เราทุกคนเป็นหนี้บุญคุณแผ่นดินทั้งสิ้น เมื่อได้ไปทำงานรับใช้ที่ใด เราต้องถามตัวเองอยู่เสมอว่า เราได้ทำตนเองให้สมคุณค่ากับบุญคุณแผ่นดินไทยที่มีแก่เราแล้วหรือยัง ทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุดเท่าที่เราจะทำได้แล้วหรือยัง ทำสิ่งที่เกิดประโยชน์ให้กับสังคมให้มากที่สุดแล้วหรือยัง หากยังจงรีบทำเสียเพื่อตอบแทนบุญคุณแผ่นดิน จะได้นอนตายตาหลับ”

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

198 items|« First « Prev 4 5 (6/20) 7 8 Next » Last »|

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!