Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

เรื่องเด่น รพช.

สหวิชาชีพหนองบัวลำภู : พลังขับเคลื่อนสังคมด้วยการลงมือทำ

by Admin @January,11 2011 22.41 ( IP : 61...130 ) | Tags : เรื่องเด่น รพช.

สหวิชาชีพหนองบัวลำภู : พลังขับเคลื่อนสังคมด้วยการลงมือทำ

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับมกราคม-กุมภาพันธ์ 2550

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

ทีมสุขภาพชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู ถือกำเนิดขึ้นมาหลังจากที่ผู้เขียนได้รับคำชวนจากคุณหมอวัฒนา (ทพ.วัฒนา ทองปัสโนว์ ทันตแพทย์โรงพยาบาลด่านซ้าย จังหวัดเลย) บรรณาธิการจดหมายข่าวทันตภูธร ในขณะนั้น ทางโทรศัพท์ให้ไปประชุมอะไรซักอย่างที่ สสส. วันนั้นผู้เขียนได้พบกับพี่ๆ น้องๆ หลายคน พี่แพร (ทญ.แพร จิตตินันท์) เล่าให้พวกเราฟังว่า มีการพูดคุยกันของวิชาชีพแพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล และหมออนามัย ที่จะร่วมตั้งทีมทำงานส่งเสริมสุขภาพแบบสหสาขาวิชาชีพ โดยเริ่มจาก 5 สหสาขาวิชาชีพ

ทันตแพทย์หญิงวรางคณา อินทโลหิต จากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภู ได้เล่าถึงที่มาที่ไปและความงดงามของการทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพหนองบัวลำภู เนื้อหาดังกล่าวได้นำเสนอในหนังสือ “ก่อร่างสร้างสุข ด้วยระบบสุขภาพชุมชน” ซึ่งเป็นหนังสือสรุปบทเรียนของการร่วมทำงานเป็นสหสาขาวิชาชีพภายใต้การสนับสนุนของ สถาบันวิชาการเพื่อการพัฒนาเครือข่ายสุขภาพชุมชน (สวสช.) ซึ่งตั้งขึ้นมาในปี 2546 โดยความร่วมมือของชมรมแพทย์ชนบท ชมรมทันตภูธร ชมรมเภสัชชนบท ชมรมพยาบาลชุมชน และสมาคมหมออนามัย ภายใต้การดูแลของมูลนิธิแพทย์ชนบท ควรค่าแก่การนำมาเผยแพร่ในวงกว้าง จึงนำมาเสนอเป็นเรื่องเด่นประจำฉบับในฉบับนี้

ทีมสหวิชาชีพสามารถทำเรื่องใหญ่ไกลตัวกว่าเรื่องสุขภาพในมิติสาธารณสุขได้มาก ก้าวข้ามสู่การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการทำงาน จากเฉพาะวิชาชีพไปสู่ความร่วมมือของสหสาขาวิชาชีพ จากมิติงานบนโรงพยาบาลสู่การทำงานในชุมชน จากมิติด้านสาธารณสุขที่เน้นไปด้านมดหมอหยูกยาไปสู่ด้านสุขภาวะที่ต้องยุ่งเกี่ยวทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรม ไว้อย่างน่าสนใจ

สหวิชาชีพ จุดเริ่มต้นกับช่องปากที่แยกส่วน

ความคิดในการทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพนี้เป็นแนวทางการทำงานแบบบูรณาการที่ตรงกับใจของคนหลายคน เพราะที่หนองบัวลำภู ได้เริ่มลงมือทำงานส่งเสริมทันตสุขภาพ โดยตั้งทีม “ลูกรักฟันดี” ตั้งแต่ปี 2545 ประกอบด้วยทันตาภิบาลที่อยากเรียนรู้การทำงานกับชุมชน โดยเราเริ่มจากการออกจากห้องฟันสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ พร้อมกับคำถามที่ว่า “ทำไมเด็กเล็กๆ จึงฟันผุมากจัง” คำตอบที่ได้ทำให้พวกเรามองเห็นว่า การที่เด็กๆ มีฟันผุนั้นเกี่ยวข้องกับปัจจัยหลายอย่างที่มากกว่าเด็กกินท๊อฟฟี่แล้วไม่แปรงฟัน เราพบว่า การที่เด็กๆ ไม่ได้เลี้ยงดูโดยพ่อแม่เนื่องจากต้องไปทำงานทั้งในและนอกจังหวัด โดยปล่อยภาระการเลี้ยงดูเด็กไว้กับปู่ยาตายายนั้น ทำให้“ขนม” ถูกนำมาเป็นเครื่องมือในการเติมเต็มในส่วนของความรักที่เด็ก ๆ ขาดไป และพบว่า เรื่องที่ชาวบ้านสนใจไม่ได้เรื่องเด็กฟันผุ แต่เป็นเรื่อง เด็กไม่กินข้าว

ในขณะนั้นทีมลูกรักฟันดีพยายามเข้าไปเรียนรู้การแก้ไขปัญหาแบบชุมชนมีส่วนร่วมโดยการจัดกระบวนการกลุ่มเพื่อให้ชาวบ้านร่วมกันวางแผนจัดการกับปัญหา ตลอด 2 ปี ที่ได้ร่วมกันทำงาน ทีมงานได้เรียนรู้ที่จะเข้าใจชาวบ้านมากขึ้นแต่ เรากลับพบว่า ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงในชุมชน เราได้ข้อสรุปร่วมกันหลังจากไปศึกษาดูการทำงานเชิงรุกของทีมสุขภาพโรงพยาบาลเชียงกลาง จังหวัดน่าน ว่าทีมงานที่มีเฉพาะทันตบุคลากรไม่เพียงพอต่อการทำงานที่จะไปส่งเสริมการส่วนร่วมได้ ต้องเป็นทีมสหสาขาวิชาชีพ และอีกส่วนที่สำคัญคือ เรายังไม่ได้มองหาศักยภาพหรือจุดแข็งในชุมชนที่จะเป็นแกนสำคัญที่จะทำให้เกิดส่วนร่วมได้

เริ่มต้นที่สร้างทีม

เมื่อตอนเริ่มจะทำทีม ทีมแกนนำไม่ได้คาดหวังว่าจะมีคนมาร่วมทีมมากมาย เอาเฉพาะคนที่อยากเรียนรู้ร่วมกันซัก 2-3 ทีมก็พอ ก็เลยโยนคำถามเข้าไปในทีมลูกรักฟันดีว่า อยากทำงานต่ออีกหรือไม่ ถ้าอยากทำให้ไปช่วยพี่ ๆ เพื่อนๆ ที่อยู่ที่สถานีอนามัย ถ้าใครชวนมาได้จึงจะให้สมัครเป็นทีมสุขภาพชุมชน ปรากฏว่า สมัครเข้ามาถึง 12 ทีม (เรียกว่า ทีมลูกรักฟันดีที่ร่วมกันทำงานมา 2 ปี สมัครทุกคน) และได้ร่วมกันตั้งวัตถุประสงค์ว่า ทีมสุขภาพชุมชนจะเป็นทีมทำงานส่งเสริมสุขภาพที่ชุมชนมีส่วนร่วม แต่เนื่องจากทีมยังเป็นมือใหม่หัดขับ จึงต้องมีการพัฒนาทีมเพื่อติดอาวุธทางปัญญาด้านการทำงานชุมชนให้กับทีม

ทีมหนองบัวลำภูมีความโชคดีประการหนึ่งคือได้ที่ปรึกษาที่ดีมาตลอด ตั้งแต่คิดจะเดินออกจากห้องฟัน ก็ได้ไปเล่าให้อาจารย์ทรงวุฒิ (อาจารย์ทันตแพทย์ ภาควิชาทันตกรรมชุมชน มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) ฟังว่า อยากทำงานชุมชนแต่ไม่ทราบจะเริ่มอย่างไร อาจารย์ก็พาทีมมาจัดอบรมให้ พอจะลงมือทำงานจริง ๆ คนที่มาร่วมคิดร่วมทำก็เป็นพี่จากกองทันตสาธารณสุข คือพี่สุรัตน์ (ทพญ.สุรัตน์ มงคลชัยอรัญญา) ที่มาคลุกคลีกับทีมงานลูกรักฟันดีมาตั้งแต่ปี 45-46 ในครั้งนี้ที่จะทำทีมสุขภาพชุมชนหนองบัวลำภู ก็เป็นจังหวะที่โครงการวิจัยการส่งเสริมสุขภาพช่องปากด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน ที่ข้าพเจ้า เพื่อน ๆ พี่ ๆ จาก 6 จังหวัด (สงขลา,พัทลุง, หนองบัวลำภู, หนองคาย, เลยและขอนแก่น) ได้ร่วมกันเขียนโครงร่างวิจัยกับพี่สุรัตน์ ได้รับอนุมัติจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) ซึ่งโครงการวิจัยนี้มีส่วนหนึ่งที่เน้นการพัฒนาศักยภาพทีมสุขภาพก่อนที่จะไปดำเนินการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ได้แก่การทำความเข้าใจระบบชุมชนและการศึกษาชุมชน โดยได้เชิญวิทยากรจากหน่วยงานอิสระที่มีความชำนาญในการพัฒนาทีมงานร่วมกับชุมชนมาเป็นเวลานาน คือ อาจารย์แมน ปุโรทกานนท์ และอาจารย์โกวิท พรหมวิหารสัจจา

เมื่อติดเครื่องได้แล้ว ทันตแพทย์หญิงวรางคณา อินทโลหิต ซึ่งเป็นกลไกหลักในการประสานทีมสหวิชาชีพของหนองบัวลำภู พร้อมด้วย พี่สุรัตน์ และอาจารย์โกวิท ก็เดินหน้าพัฒนาทีม โดยทำทีมวิจัย 2 พื้นที่ (หมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา ของทีม สอ.ทุ่งโปร่ง และหมู่บ้านดอนหัน ทีม สอ.หัวนา) พร้อมกับทีมสุขภาพชุมชนที่เหลืออีก 10 ทีม โดยใช้วิจัยเชิงปฏิบัติการเป็นตัวนำ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดหนองบัวลำภูโดยงานทันตสาธารณสุข ได้จัดหลักสูตรฝึกทักษะในเรื่องการศึกษาชุมชนและเครื่องมืออื่น ๆ ที่จำเป็นในการทำงานชุมชน จากนั้นให้ทีมสุขภาพชุมชนนำไปปฏิบัติจริง แล้วมาเล่าสู่กันฟังในเวทีการแลกเปลี่ยนระดับจังหวัดและระหว่างจังหวัดทุก 2-3 เดือน พร้อมกับค่อย ๆ ติดอาวุธทางปัญญาให้ทีมโดยมีวิทยากรที่เชี่ยวชาญ ซึ่งนอกจากอาจารย์โกวิท พี่สุรัตน์ แล้ว ยังมี ดร.จิตติ มงคลชัยอรัญญา คอยเติมแนวคิดการทำงานเชิงรุก และการทำงานชุมชน อาทิเช่น แนวคิดการมีส่วนร่วม (Participation) กับความร่วมมือ (Co-operation) ต่างกันอย่างไร กระบวนการพัฒนาชุมชน (Development Process) เพื่อให้ทีมสุขภาพชุมชนได้ทำความเข้าใจถึงพัฒนาการของทีมตนเอง ส่วนเครื่องมือในการทำงานชุมชนที่เสริมให้กับทีมก็เป็นเรื่อง การวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุ (Problem Analysis) ที่จุดสำคัญเน้นให้ชาวบ้านเป็นผู้วิเคราะห์เองโดยใช้เครื่องมือชิ้นนี้สร้างความตระหนักในปัญหาไปในตัว และการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (Stakeholder Analysis) โดยทุกกระบวนการทำงานร่วมกับชุมชน ทีมสุขภาพยึดปรัชญาการมีส่วนร่วมของชุมชน ในทุกกิจกรรมที่ไปทำกับชุมชน

เสียงจากสมาชิกสหวิชาชีพ

2 ปี กับ การพัฒนาทีมสุขภาพชุมชนหนองบัวลำภู พบว่า ทีมได้เรียนรู้และพัฒนาขึ้นมาก จากคำบอกเล่าของสมาชิกทีม ดังนี้

ทพญ.กัลยา รัศมีมาสเมือง ทันตแพทย์ จากโรงพยาบาลหนองบัวลำภู เล่าว่า “ยังไม่มีความชำนาญในการทำงานในชุมชน แต่เริ่มต้นด้วยการเรียนรู้ด้วยกัน มีปัญหาในการศึกษาชุมชนคือ ชาวบ้านเป็นเพียงผู้ให้ข้อมูล ยังไม่มีส่วนร่วมในการศึกษามากนัก เป็นเพียงผู้ตรวจสอบข้อมูล เสนอแนะว่า น่าจะมีการปรับการทำงานให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมมากกว่านี้ แต่ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากทีมมีทักษะไม่มากพอที่จะกระตุ้นให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมก็เป็นได้”

ส่วนนักโภชนาการ หนึ่งในทีมงานของทีมสุขภาพชุมชน โรงพยาบาลหนองบัวลำภู เล่าว่า “การศึกษาชุมชนทำให้ปรับรูปแบบการทำงาน จากที่แต่ละสาขามองกันคนละจุด คนละประเด็น ต้องเอามาเชื่อมโยงกัน เช่น นักโภชนาการมองด้านอาหารการกิน แต่จากการศึกษาชุมชน พบว่า การเกษตรมีการใช้สารเคมีมาก ดังนั้น งานโภชนาการน่าจะเชื่อมเข้ากับการเกษตรได้ ในแง่อาหารปลอดภัย เพราะฉะนั้น ในกลุ่มเด็ก 0-5 ปี จะดูการเลี้ยงดูเด็ก น่าจะดูในเรื่องของภาวะโภชนาการ โดยนำข้อมูลดิบมาศึกษา มุมมองที่แตกต่างกันของแต่ละสาขาวิชา ทำให้มองสุขภาพครบด้าน มีความชัดเจนขึ้น และการมีเวทีแลกเปลี่ยนประสบการณ์จะได้มุมมองใหม่ ๆ จากเพื่อน”

พยาบาลวิชาชีพ จาก PCU 2 แห่ง กล่าวว่า “ได้ทำงานเป็นทีม แต่ก่อนเรื่องฟันก็ยกให้ทันตาภิบาล เมื่อได้ทำงานวิจัยเรื่องทันตสุขภาพร่วมกับเจ้าหน้าที่ใน PCU ทำให้ตัวเองได้ความรู้ด้านสุขภาพช่องปากเพิ่มเพราะถูกชาวบ้านถามเรื่องฟันซึ่งได้กลับไปถามทันตาภิบาลเพิ่มเติม ในส่วนทำงานสหสาขาวิชาชีพ ได้เรียนรู้การทำงานร่วมกัน ไม่แบ่งงาน และชาวบ้านเริ่มรู้ว่าเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำงานเฉพาะการรักษา ทำงานหลายด้านเป็นสิ่งใหม่ในสายตาชาวบ้าน”

ส่วนทันตาภิบาล ใน PCU ที่เป็นสมาชิกทีมสุขภาพชุมชน เล่าว่า “การจะไปกระตุ้นให้ชาวบ้านคิด เรื่องนั้น ๆ จะต้องเป็นปัญหาของเขา ๆ จึงจะมีส่วนร่วม และเมื่อได้รับการตอบรับจากชาวบ้านดี รู้สึกดี แสดงว่าเขาให้ความสนใจ พบว่าการศึกษาชุมชนเป็นการสร้างสัมพันธภาพของเจ้าหน้าที่กับชุมชนแต่ก่อนไม่มีการศึกษาชุมชน ใช้โครงการนี้เป็นสื่อกลางเป็นการแนะนำตนเอง ชาวบ้านให้การต้อนรับดี มีคนมาถาม แต่ก่อนมองเป็นคนแปลกหน้า เดี๋ยวนี้เรียกดื่มน้ำ กินข้าว”

ส่วนผลงานอันเป็นรูปธรรม หลังจากที่ทีมสุขภาพชุมชนจังหวัดหนองบัวลำภู ได้รับการพัฒนามีกรณีตัวอย่างจะเล่าให้ฟัง 2 ทีม คือ ทีมสุขภาพชุมชนทุ่งโปร่ง และทีมสุขภาพชุมชนนามะเฟือง

ทีมสุขภาพชุมชนทุ่งโปร่ง

ศูนย์สุขภาพชุมชนทุ่งโปร่งประกอบด้วยเจ้าหน้าที่สาธารณสุข 5 คน คือ หัวหน้าสถานีอนามัย พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน 2 คน และทันตาภิบาล 1 คน ดูแลประชากร 9 หมู่บ้าน จำนวน 7,160 คน

ปี 2547 ทีมงานได้รับการชักชวนให้เป็นทีมวิจัยในโครงการส่งเสริมสุขภาพช่องปาก กลุ่มเด็กเล็ก ด้วยการมีส่วนร่วมของชุมชน ซึ่งทีมงานได้เลือกหมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา เป็นพื้นที่วิจัย โดยคุณจิรประไพ บุตรกัณหา หัวหน้าสถานีอนามัยให้ความเห็นว่า หมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนาเป็นหมู่บ้านแยกใหม่ เมื่อปี 2546 เหมือนเด็ก จะแต้มสีอะไรก็ได้ นอกจากนี้ยังเป็นหมู่บ้านขนาดไม่ใหญ่ ที่สำคัญ องค์กรชุมชนในพื้นที่ อาทิเช่น ผู้ใหญ่บ้านเป็นคนขยัน รับผิดชอบสูง สามารถรวมลูกบ้านได้ อสม. เข้มแข็ง ร่วมมือสูง กลุ่มแม่บ้านและผู้สูงอายุก็มีความพร้อมในการพัฒนา และมีเหตุการณ์สำคัญคือ ในหมู่บ้านมีผู้ป่วยไข้เลือดออก 2 ปี ติดต่อกัน ศูนย์สุขภาพชุมชนจึงถือวิกฤติเป็นโอกาส และน้องทันตาภิบาลก็จะทำโครงการวิจัย เจ้าหน้าที่ทุกคนจึงปรึกษาหารือกัน ตกลงเลือกบ้านนี้ที่น่าจะเป็นไปได้ในการลงเรื่องสุขภาพ

นายสมบูรณ์ อินทรเพชร ประธานสภา อบต.ซึ่งเป็น อบต.ที่อยู่หมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา ได้เล่าถึงความเป็นมาของโครงการ ดังนี้

โครงการนี้ริเริ่มจากการประชาคมโดยคุณหมอจากสถานีอนามัย ได้เข้ามาประชุมหาหนทางแก้ไขปัญหาในชุมชน ประชุมครั้งแรกที่วัดป่า ครั้งที่สองที่ อบต.กุดจิก มีการแบ่งกลุ่มปัญหา คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพเด็ก และปัญหาสารเคมี เมื่อมาพิจารณาดูปัญหาเศรษฐกิจ เป็นปัญหาที่แก้ยาก แม้แต่ระดับประเทศก็กำลังแก้ไขอยู่ ต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย ส่วนปัญหาสารเคมีก็เป็นในหมู่บ้านเพียง 3 คน จึงมาเลือกปัญหาสุขภาพเด็ก มาดูความเป็นอยู่ของเด็กในหมู่บ้าน "ลูกหลานเป็นกำลังสำคัญของบ้านเมือง" (แรกเกิดถึง 5 ปี) อบต.จึงจัดสรรงบเข้าไปดูแลในศูนย์เด็ก จัดให้มีที่นอน สถานที่เรียน ที่พักผ่อนหย่อนใจ การพัฒนาจิตใจ และสมอง ส่วนปัญหาที่พูดกันในที่ประชุมประชาคมคือ เด็กไม่กินข้าว (กินอาหารมื้อหลักในปริมาณที่ไม่เพียงพอ) กับเด็กเล็กฟันผุเป็นจำนวนมาก จะทำอย่างไร ได้ระดม อสม.ทั้งหมดมาคิดว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร (ประธานสภาอบต. มีอีกบทบาทคือ เป็น อสม.ด้วย) ให้ชุมชน พ่อแม่ช่วยกัน ไม่ใช่ให้แต่พ่อแม่ทำ ขอความร่วมมือให้ดูแลครอบครัวก่อน ก่อนจะให้คนอื่นพัฒนาต้องช่วยตัวเองก่อน (หมายถึงจะให้หมอมาช่วย ชุมชนต้องช่วยกันก่อน) ได้ระดมมันสมองช่วยกันคิด และหมอมาให้ด้านวิชาการ (เช่น ความสำคัญของการกินข้าวก่อน)

ปัญหาฟันผุ พบว่า เด็กเล็กมีฟันผุเยอะ ก็เรียกมาประชุม ก็เรียกร้านค้ามาประชาคม อธิบาย ขอความร่วมมือจากร้านค้า (มีจำนวน 3 ร้าน) ไม่ตั้งโชว์สินค้าล่อใจเด็ก (พวกลูกอม) คุณรุ่งรัตน์ โฉมมัจฉา เป็นหัวหน้าทีมดูแล คุณหมอมาประเมินผล ไม่ใช่ฟังแต่รายงานจาก อสม., ก็ลงไปดูร้านค้าด้วย

คุณอารมย์จิตร ดารีย์ ทันตาภิบาลของสถานีอนามัยทุ่งโปร่ง เล่าว่า ทำงานที่สถานีอนามัยแห่งนี้ตั้งแต่รับราชการจนถึงวันนี้เป็นเวลา 10 ปี เหตุผลที่เลือกหมู่บ้านนี้คือ เป็นหมู่บ้านตั้งใหม่ และเป็นหมู่บ้านที่มีโรคไข้เลือดออกระบาด จึงอยากจะทำงานร่วมกับชุมชนเพื่อหาการมีส่วนร่วมในการจัดการกับปัญหา เริ่มการทำงานจากการศึกษาชุมชน 4 ด้าน ตามที่ได้รับการอบรมมา คือ ด้านกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจ และสังคม จากนั้นก็หาแกนนำ (Key person) จึงได้กลุ่มคนที่จะมาทำงานด้วย (ประมาณ 45 คน) และในเวทีการนำเสนอข้อมูลการศึกษาชุมชน ชุมชนได้ระบุปัญหา 3 ปัญหา คือ ปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาสุขภาพเด็ก และปัญหาสารเคมี ประชุมกัน 5-6 ครั้ง ทั้งเป็นทางการและไม่เป็นทางการ การประชุมใช้ประชุมบ่อย ๆ แต่ไม่นาน ชาวบ้านชอบประชุมตอนเช้าตรู่ จะได้ไปทำมาหากิน จากการประชุมได้แนวทางแก้ไขปัญหาคือ จัดระเบียบร้านค้า หมอฟันประจำครอบครัว (คือ เจ้าหน้าที่จะสอนการตรวจฟันแบบง่าย ๆ คือ ฟันผุ หินปูน และแนะนำการแปรงฟัน ถ้าพบว่ามีปัญหาก็ให้ไปรักษาที่สถานีอนามัย)

กระบวนการประชุม ใช้ทีมงานจากพี่พยาบาล (เป็นผู้นำการประชุม) การที่พี่พยาบาลมาช่วยงานด้านทันตฯ คุณอารมย์จิตรให้ข้อคิดว่า "ก่อนที่คนอื่น จะมาช่วยเรา เราต้องช่วยงานคนอื่นก่อน" ดังนั้นพี่พยาบาลจึงมาช่วยดำเนินการประชุม

สุขภาวะเริ่มก่อเกิดที่ทุ่งโปร่ง

ส่วนเรื่องผลการทำงานโครงการนี้ คุณอารมย์จิตร ได้ให้คุณกองสิน สีหัวแฮ อสม. มาช่วยเล่า ดังนี้

คุณกองสิน อสม. ของหมู่บ้านทุ่งโปร่งพัฒนา เล่าว่า "ขอชื่นชมบ้านเจ้าของ (บ้านของดิฉันเอง) ว่าคนแก่มีประสิทธิภาพ" โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก ทำให้พ่อแม่เอาใจใส่ลูกดีขึ้น ภูมิใจมากที่หมอลงมาทำที่จุดนี้ แต่ก่อนลูกไม่กินข้าวก็ได้แต่ด่ากัน (ด่าลูก) แล้วลูกก็ไม่กินข้าว ได้รู้วิธีว่าลูกไม่กินข้าวจะแก้ยังไง ได้มาระดมความคิดร่วมกัน ลูกใครไม่กินผัก ก็ฟักหมุ่น ๆ (สับให้ละเอียดให้ไม่เห็นผัก) เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ใกล้ตัวเรา เรามองไม่เห็น (ปัญหาเด็กไม่ค่อยกินข้าว เป็นปัญหาใกล้ตัวจนไม่ได้ใส่ใจ) เมื่อมาระดมความคิดกัน ได้เห็นความแตกต่างระหว่างลูกเขา ลูกเรา ได้นำมาปรับใช้ แก้ไขปัญหา แต่ก่อนหลานของฉัน(กองสิน) แต่ก่อนไม่กินผัก ตอนนี้กินแครอทก็เป็น ผลไม้ก็กิน (หลอกล่อสารพัด เช่น กินแครอทแล้วแก้มแดง) ตอนนี้ ส่วนรวม "ยามเมื่อแลงก็ล่อป้อนข้าวกัน แต่ก่อนไม่มี" (ตอนเย็น ผู้ปกครองพาลูกหลานออกมาเดินป้อนข้าวมากขึ้น) ส่วนการแปรงฟันที่ศูนย์เด็กเล็ก เด็กเอาแปรงมาจากบ้าน "ไม่ยากแม่ครู" (ไม่ทำให้ครูพี่เลี้ยงลำบากหาแปรงสีฟันให้)

"ร้านค้าจะเสี่ยงขนม (เก็บขนมไม่ล่อตา) ยาสูบ ไม่ให้เด็กเล็กเห็นเป็นสิ่งล่อตา จะมีแต่นมตั้งข้างหน้าร้าน"

เรื่องฟันผุ หมอฟันประจำครอบครัวตรวจ และส่งรายงานไปอนามัย สอ.จะทราบข้อมูลไม่ต้องเสียเวลามาตรวจเอง

ตอนนี้ลูกหลานสุขภาพดี พ่อแม่สุขภาพดี (สบาย) เห็นลูกหลานร่าเริง พ่อแม่ก็ดีใจ โครงการนี้เป็นโครงการที่ดี และหมออนามัยไม่ทอดทิ้ง จะมาแนะนำตลอด แม้แต่ ยาพารา ฯ ก็ได้ทราบโทษของการกิน (มีคำแนะนำดี ๆ) แต่ก่อนหมอกับไทบ้าน (ชาวบ้าน) ไม่เข้ากัน เพราะไทบ้านกลัวหมอ (หมอไปตรวจลูกน้ำเอง ย่านเฮาตั๋ว : หมอลงไปตรวจลูกน้ำเอง กลัว อสม.พูดไม่จริง) แต่เดี๋ยวนี้สนิทกัน หมอไปเยี่ยมบ้านบ่อย ผู้ใหญ่บ้านเสริมว่า แม่บ้านแต่ก่อนตลาดคลองถมเด็กไม่สนใจผลไม้ ตอนนี้แอ่ว (ขอ) ไปซื้อส้ม เอาน้ำส้มให้หลานกิน หลานก็ไม่กิน บอกว่า เด็กไทยไม่กินหวาน

คุณจิรประไพ เสริมว่า รู้สึกประทับใจหมู่บ้านนี้ ตอนผู้ใหญ่บ้านบอกว่า เวลาไปตลาดนัดส้มเขียวหวานหมดก่อน ก็ไม่เชื่อ ไปแอบดูเวลามีตลาดนัด พบว่า ส้มขายดีจริง ๆ แต่ก่อนเพิ่งทราบว่า ชาวบ้านแพงเงิน (เก็บเงิน) ไว้ ไม่ซื้อผลไม้ เพราะกินแล้วไม่อิ่มเหมือนกินข้าว ขนม ต่อมา ชาวบ้านจึงมีความรู้ว่า การกินขนมให้อิ่ม ไม่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สมอง ต่อมาจึงปรับเปลี่ยนพฤติกรรมกินผลไม้ทุกชนิด แทนขนม (ไปเยี่ยมบ้านก็ไปเก็บ ตะขบกิน)

ทีมงานช่วยกันสรุปบทเรียนแห่งความสำเร็จ คือ การใช้เครื่องมือการวิเคราะห์ปัญหา Problem Analysis ทำให้ผู้เกี่ยวข้องได้มีส่วนร่วมในการระบุสาเหตุและผลกระทบของปัญหาเด็กไม่กินข้าว และเด็กฟันผุ ซึ่งสาเหตุที่ได้ของ 2 ปัญหามีตัวร่วมคือการกินของเด็ก หลังจากได้สาเหตุของปัญหา ทีมสุขภาพยังไม่รีบให้ชาวบ้านคิดแนวทางการแก้ไขปัญหาเนื่องจากเป็นการระดมความคิดเห็น ยังไม่มีข้อมูลยืนยันสาเหตุที่แท้จริงในหมู่บ้าน ดังนั้นที่ประชุมจึงมีมติให้ผู้ปกครองเก็บข้อมูลการกินของเด็ก โดยทีมสุขภาพทุ่งโปร่งได้ทำเป็นแบบบันทึกข้อมูลการกินเป็นเวลา 7 วัน ซึ่งผู้ปกครองให้ความร่วมมือในการเก็บข้อมูล และทีมสุขภาพได้จัดเวทีประชาคมอีกครั้งเพื่อนำเสนอผลการเก็บข้อมูลการกิน 7 วันของเด็ก ในเวทีนี้ ชาวบ้านบางคนคาดไม่ถึงกับค่าขนมของเด็กที่มากถึงวันละ 30-40 บาท และมีบางคนที่แข็งขันที่จะกลับไปแก้ไขปัญหาของบุตรหลานตนเอง

ในเวทีประชาคมของบ้านทุ่งโปร่งพัฒนา องค์ประกอบของผู้เข้าประชุมยังมีความหลากหลายและเป็นกลุ่มเดียวกับที่ประชุมในครั้งแรก เมื่อคิดแนวทางแก้ไขปัญหา ส่วนที่เกี่ยวข้องได้แก่ ชุมชน ร้านค้า และผู้ปกครอง จึงมีบทบาทร่วมกันในการช่วยกันแก้ไขปัญหา

ทีมสุขภาพชุมชนนามะเฟือง

การเข้ามาของทีมนี้เกิดจากหัวหน้าสถานีอนามัยนามะเฟือง คุณสมปอง คงผดุง ซึ่งเล่าให้ฟังอย่างภาคภูมิใจว่า สถานีอนามัยปรับรูปแบบการพัฒนา อสม.ให้มีการคิดเป็นทำเป็น โดยผ่านกระบวนการเรียนรู้ร่วมกัน (ผ่านกระบวนการค่าย) ซึ่งทำให้ทีม อสม.ของตำบลนามะเฟืองรู้สึกถึงความเป็นเจ้าของชุมชนและเป็นตัวแทนในส่วนของสุขภาพภาคประชาชน ดังนั้นทีมสหวิชาชีพจึงได้ชักชวนให้เข้าร่วมเป็นเครือข่ายของทีมสุขภาพชุมชนด้วย ซึ่งทีมงานที่สมัครเป็นทีมสุขภาพชุมชน ประกอบด้วย พยาบาลวิชาชีพ เจ้าพนักงานสาธารณสุขชุมชน ทันตาภิบาล

หลังจากได้เข้าร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์หลายเวทีที่มีการพัฒนาทีมสุขภาพชุมชน ทำให้เห็นความเข้มแข็งของทีมเจ้าหน้าที่และทีม อสม. และได้ชักชวนกันให้เสนอขอทุน สกว.ท้องถิ่น ที่เน้นให้ชาวบ้านเป็นนักวิจัย ซึ่งทีมสุขภาพชุมชนได้สอบถามทีมอสม. ก็ได้รับคำตอบว่าอยากลองทำวิจัยดู ดังนั้น ในวันที่ 18 พฤศจิกายน 2547 จึงได้เปิดเวทีชาวบ้านเพื่อประชาสัมพันธ์โครงการที่ตำบลนามะเฟือง ผู้เข้าร่วมคือ ทีม อสม.หรือทีมสุขภาพภาคประชาชนตำบลนามะเฟืองทั้ง 10 หมู่บ้าน รวมเขตเทศบาลเป็น 12 ชุมชน และเจ้าหน้าที่สถานีอนามัยตำบลนามะเฟือง อาจารย์บุญเสริฐ เสียงสนั่น เจ้าหน้าที่ประสานงาน สกว.ท้องถิ่น ภาคอีสาน ได้กล่าวถึงความเป็นมาของงานวิจัยท้องถิ่น ที่ใช้งานวิจัยเป็นเครื่องมือให้ชาวบ้านแก้ไขปัญหาของตนเองได้

ในเวทีนี้ได้ระดมความคิดเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพที่ทีมสนใจที่จะแก้ไขร่วมกัน ในการจัดประชาคมครั้งนั้นผู้เข้าร่วมประชุมนำเสนอปัญหาสุขภาพเป็นจำนวนมาก ได้แก่ เบาหวาน , ความดันโลหิตสูง ไข้เลือดออก ปัญหาสุขภาพจิตของชุมชน ปัญหาการก่อการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่น และให้แต่ละหมู่บ้านเลือกปัญหาที่สนใจอยากแก้ไขร่วมกัน ซึ่งมีหมู่บ้านละ 3-4 เรื่อง แต่ในที่สุดทีมก็เลือก 1 เรื่อง เนื่องจากทุกคนเห็นพร้อมกัน ว่า ทุกข์ร่วมของทุกหมู่บ้านคือ ปัญหาเด็กวัยรุ่นที่เป็นลูกหลานก่อการทะเลาะวิวาทยกพวกตีกัน ทีมงานใช้เวลาพัฒนาโครงการเป็นเวลา 10 เดือน จึงได้รับการสนับสนุนทุนวิจัยจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานภาค

จากการเก็บข้อมูลของทีมนักวิจัย แล้วนำมาวิเคราะห์หาสาเหตุการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นตำบลนามะเฟืองของนักวิจัยท้องถิ่นพบว่า เมื่อมีการทะเลาะวิวาทเกือบทุกครั้งจะมีการดื่มสุราด้วยและทีมนักวิจัยพบว่าเป็นสาเหตุหลักของการทะเลาะวิวาทโดยมีงานมหรสพเป็นปัจจัยเสริมโดยเฉพาะหมอลำเรื่อง หมอลำซิ่ง

เมื่อศึกษาปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหาการก่อการทะเลาะวิวาทของวัยรุ่นตำบลนามะเฟืองในมุมมองนักวิจัยที่เป็นผู้ใหญ่พบว่าพฤติกรรมการดื่มสุรา เป็นสาเหตุของการก่อการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นจากนั้น ได้ทำการค้นหาความจริงว่าสาเหตุที่ทำให้ต้องดื่มเหล้า ในมุมมองของวัยรุ่น คือ ความกลุ้มใจ จากปัญหาครอบครัว ผู้ใหญ่ไม่เข้าใจ ถูกแย่งคนรัก หรือ จากบรรยากาศชวนดื่ม ตั้งแต่มีงานบุญ เพื่อนชวนกิน แก้ลำกัน เป็นต้น

ทีมวิจัยและทีมสุขภาพชุมชนนามะเฟือง มีกระบวนการสร้างการเรียนรู้ของวัยรุ่น โดยใช้กระบวนค่ายเพื่อให้เข้าถึงวัยรุ่น ตรงนี้เองทำให้ผู้ใหญ่มีโอกาสได้เรียนรู้ร่วมกับวัยรุ่น เป็นการลดช่องว่างระหว่างวัย ในการทำงานค่ายซึ่งทีมวิจัยและทีมสุขภาพชุมชนได้ร่วมกันคิด คือ ค่ายเยาวชนสมานฉันท์ ฮักแพง แผ่นดิน ทำให้เกิดองค์กรของเด็กและเยาวชน คือ สภาเด็กและเยาวชนตำบลนามะเฟือง ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรหลายอย่างในตำบลนามะเฟือง

กำเนิดสภาเด็กและเยาวชน

จากกระบวนการวิจัยทำให้เกิดสภาเด็กและเยาวชนตำบลนามะเฟืองขึ้น ใช้สถานีอนามัยนามะเฟืองเป็นสำนักงานสภาเด็กฯ มีสมาชิก 350 คนและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ มีการทำงานอย่างต่อเนื่อง (ร่วมเป็นนักวิจัยชาวบ้านเก็บข้อมูลพฤติกรรมของเด็กในชุมชน ใคร อะไร ที่ไหน อย่างไร เพื่ออะไร ใครได้ผลประโยชน์) มีการรวมกลุ่มของเด็กและเยาวชนในการเก็บข้อมูลทั้งในระดับ หมู่บ้านและตำบล

โดยมีภารกิจ (ที่เด็กกำหนดเอง) คือ

  1. รวบรวมสมาชิกเพิ่มในระดับหมู่บ้าน

  2. ร่วมเป็นนักวิจัยชุมชนในการค้นหาความจริงในงานวิจัยชุมชนเรื่องการจัดการปัญหาการทะเลาะวิวาทในเด็กวัยรุ่น(กำลังเก็บข้อมูลทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ)โดยให้เก็บข้อมูลการทะเลาะวิวาทของเด็กวัยรุ่นที่บ้านตัวเอง ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2548 จนถึงปัจจุบัน

3.มีเวทีประชุมสภาเด็กและเยาวชนสัญจรเดือนละ 2 ครั้ง โดยมีพี่เลี้ยงทั้งระดับจังหวัด ตำบล ทีมวิจัยชุมชน ทีมสุขภาพภาคประชาชน องค์กรปกครองท้องถิ่น (เทศบาล อบต.)ร่วมสังเกตการณ์ด้วยทีมนักวิจัยและสภาเด็กได้หาทางออกร่วมกันว่าในการใช้หลักสมานฉันท์ของเด็กเยาวชนทั้งตำบลมีวิธีการคือ

การประชุมสัญจรมีเหตุผลคือเด็กแต่ละบ้านจะได้รู้จักกันเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งระหว่างหมู่บ้านขณะเดียวกันก็คืนข้อมูลให้กับผู้ปกครองและชุมชนด้วย

สภาเด็กและเยาวชนตำบลนามะเฟืองจัดทำโครงการร่วมกันทั้งตำบลเพราะจะได้มีกิจกรรมร่วมกัน

  1. จัดทำโครงการพี่สอนน้องเพื่อลดความขัดแย้งในหมู่บ้าน-ของเด็กที่จะเติบโตเป็นวัยรุ่นต่อไป
  2. โครงการเศรษฐกิจพอเพียงตามพระราชดำริ
    • โครงการเลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา
  3. โครงการรณรงค์ไข้เลือดออกร่วมกับทีมสุขภาพภาคประชาชน
  4. โครงการป้องกันโรคเอดส์
  5. โครงการสถานีวิทยุชุมชน ”สำนักข่าวเด็กและเยาวชน”
  6. โครงการคืนสิ่งแวดล้อมให้ธรรมชาติ

สมานฉันท์ วัยรุ่นนามะเฟือง

จากการทำกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง พบว่าปัญหาการทะเลาะวิวาทลดลง 70% ในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลลดลงมากกว่าเขตเทศบาลตำบลนามะเฟือง เหตุผลเพราะยังมีเด็กที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบนยังไม่กล้าเข้ามาร่วมกระบวนการด้วยนักวิจัยและทีมสภาเด็กจึงใช้กลยุทธ์ให้เด็กที่เป็นแกนนำสภาเด็กชักชวนให้เด็กวัยรุ่นอื่นเข้ามาร่วมกิจกรรม ปัจจุบันมีเด็กที่เคยประพฤติผิดที่ต้องคุมประพฤติและต้องขัง (จำคุก) เข้ามามีกิจกรรมร่วมกับแกนนำสภาเด็ก 2 คน

ในขณะเดียวกันเด็กรักและเคารพในตัวหมออนามัย เด็กบอกว่าหากได้เข้ามาที่สถานีอนามัยเหมือนมาที่บ้าน มีที่ให้เขาได้พูดคุยโสกัน ได้ระบายความคับข้องใจให้หมอฟัง อยากทำอะไรเด็กก็จะบอก เด็กจะเรียกหมออนามัยว่า “แม่ “

ด้านผู้ปกครองก็มีความสบายใจมากขึ้น มีความศรัทธาในตัวนักวิจัยและทีมที่ปรึกษาเมื่อมีกิจกรรมที่ต้องขอความร่วมมือ ต่างก็ให้ความร่วมมือ ไว้วางใจ และมีความสุขที่เด็กมาที่สถานีอนามัย

ด้านผู้นำชุมชนก็ได้เข้าใจและเห็นความสำคัญได้แต่งตั้งเด็กและเยาวชนเป็นกรรมการในการพัฒนาหมู่บ้าน ให้โอกาสในการเป็น อพปร. กรรมการรักษาความสงบในหมู่บ้าน ได้ให้โอกาส มีพื้นที่ทางสังคม มีที่ยืนให้เด็กอยากทำความดีตามความถนัดของเด็ก เช่นกิจกรรมค่ายลูกเสือที่บ้านนาอ่างก็ให้เยาวชนไปช่วย กิจกรรมล้างตลาด กิจกรรมพัฒนาสถานีอนามัย พัฒนาเทศบาล ปลูกป่าเฉลิมพระเกียรติ บูรณะวัด ทาสีโรงเรียน กิจกรรมวันแม่แห่งชาติ กิจกรรมวันลอยกระทง เป็นต้น

นอกจากสภาเด็กฯ ยังมีเวทีให้ พ่อ แม่ ลูก ได้มีโอกาสเปิดใจคุยกันโดยบ้านนาอ่างหมู่ที่ 3 ได้จัดการอบรมผู้ปกครองเด็ก 0-5 ปี เนื่องจากการถอดบทเรียนการทำประชาคมและการทำค่ายกิจกรรมพบว่ามีการใช้ความรุนแรงในการเลี้ยงดูบุตรหลาน และชุมชนเหนือทานตะวันหมู่ที่ 1 จะจัดกิจกรรมค่ายครอบครัวอบอุ่นที่มี พ่อ แม่ ลูก ทำกิจกรรมร่วมกัน

ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูได้ให้ความสำคัญกับปัญหานี้ พร้อมที่จะอภัยและให้โอกาสกับลูกศิษย์เสมอ เมื่อเด็กๆ อยากทำโครงการพี่สอนน้องโดยการสอนการบ้านน้องๆในวันเสาร์และอาทิตย์ ก็อำนวยความสะดวกโดยจัดเตรียมเด็กในโรงเรียน จัดอุปกรณ์และสถานที่ให้เป็นที่ปรึกษาของทีมวิจัย และเป็นที่ปรึกษาของทีมที่ปรึกษาด้วย

วัดศรีสระแก้วบ้านนามะเฟืองซึ่งเป็นโรงเรียนปริยัติธรรม มีสามเณรมาเรียนหนังสืออยู่ในระดับชั้นมัธยมศึกษา ประมาณ 120 รูป ท่านพระครูกล่าวว่า “การที่ภาคประชาชน รวมทั้งหมออนามัยกำลังทำนี่ กับการที่อาตมาทำการสอนปริยัติธรรมเอาเด็กด้อยโอกาสที่พ่อแม่ ยากจน มาเรียนหนังสือเป็นช่องทางหนึ่งที่ทำให้ปัญหาลดลงได้ขอให้ทำต่อไป”

ในส่วนขององค์กรปกครองท้องถิ่น ไม่ว่าเทศบาลตำบลนามะเฟือง องค์การบริหารส่วนตำบลนามะเฟือง รวมทั้งองค์การบริหารส่วนจังหวัดหนองบัวลำภู ต่างกระตือรือร้นที่จะทำความดี ให้การสนับสนุนงบประมาณการจัดกิจกรรม

การสร้างกระบวนการแก้ปัญหาเยาวชนของบ้านนามะเฟืองนั้นใช้กลยุทธ์การเป็นจิ๊กซอร์แห่งความดีเป็นหัวใจในการขับเคลื่อน นั่นคือการเริ่มต้นจากเด็กที่มีความประพฤติดี หรือคนที่มีใจอยากร่วมกระบวนการด้วยซึ่งมีมากมายในสังคมแต่ต้องค้นหาให้พบ หลังจากนั้นให้เด็กดีชวนเพื่อนๆคนอื่นเข้ามาร่วมกิจกรรม ร่วมกับการสนับสนุนและมีส่วนร่วมของผู้ใหญ่ใจดีในทุกๆส่วนทำให้ปัญหาการทะเลาะวิวาทของเยาวชนนามะเฟืองลดลงได้อย่างไม่น่าเชื่อ และเป็นพื้นฐานสำคัญสู่การฟื้นฟูสุขภาวะชุมชนต่อไป

สหสาขาวิชาชีพคือพลังขับเคลื่อนระบบสุขภาพชุมชน

การทำงานโดยทีมสหสาขาวิชาชีพหนองบัวลำภูได้ค้นพบเครื่องมือแห่งการทำงานในชุมชนเพื่อให้เกิดความร่วมมือกับชาวบ้านอย่างจริงใจ คือ ใช้ความรักเป็นเครื่องต่อรอง ใช้ความอดทนเป็นทับหน้า ต้องไม่มีวันพ่ายแพ้

ตัวอย่างของการทำงานของทีมสุขภาพชุมชนที่เน้นการทำงานแบบชุมชนมีส่วนร่วม ที่ตั้งต้นจากความต้องการของชุมชน (สอดคล้องกับสุขภาวะของชุมชน) และการเพิ่มศักยภาพของทีมสหสาขาวิชาชีพที่สนใจด้านสุขภาพชุมชนควบคู่ไปพร้อมกับการทำงานร่วมกับชุมชนนั้น ทำให้สามารถให้การสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นอย่างดี

ถ้ามีคนถามว่า ทีมสุขภาพชุมชนหนองบัวลำภู ทำงานสำเร็จขนาดไหน คงต้องยืมคำพูดของคนๆหนึ่ง คือ คุณปรีชา ก้อนทอง เจ้าของร้านเบิกม่าน พุทธมณฑล

แสดงความคิดเห็น

กรุณาป้อน Username / Password ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซท์แห่งนี้ หรือ สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซท์
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!