Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

การจัดการศึกษาและปรึกษาทางไกล
เพื่อสนับสนุนบริการเวชศาสตร์ครอบครัวและบริการสุขภาพปฐมภูมิ
Distance Learning for Family Medicine and Primary Care

Select language ไทย | English

เรื่องเด่น รพช.

โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา อิสรภาพแห่งการสร้างสรรค์ที่โรงพยาบาลชุมชน

by Admin @January,11 2011 22.13 ( IP : 61...130 ) | Tags : เรื่องเด่น รพช.

โรงพยาบาลจะนะ จังหวัดสงขลา อิสรภาพแห่งการสร้างสรรค์ที่โรงพยาบาลชุมชน

นายแพทย์สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ

ลงเผยแพร่ในวารสารโรงพยาบาลชุมชน ฉบับกรกฎาคม-สิงหาคม 2551

ในคอลัมน์เรื่องเด่นประจำฉบับ

และหนังสือโรงเรียนแพทย์ชนบท ในสถานการณ์ไม่สงบจังหวัดชายแดนใต้ (กันยายน 2550)

อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นอำเภอขนาดใหญ่ลำดับ 4 ของจังหวัดสงขลา อยู่ห่างจากอำเภอหาดใหญ่และ ตัวอำเภอเมืองสงขลาประมาณ 40 กิโลเมตร ประกอบด้วย 14 ตำบล 139 หมู่บ้าน ประชากรประมาณ 90,000 คน ร้อยละ 65 นับถือศาสนาอิสลาม ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพด้านเกษตรกรรม เช่น ทำสวนยาง ประมงชายฝั่ง ทำนา และสวนผลไม้ บางส่วนเป็นแรงงานรับจ้างในโรงงานอุตสาหกรรม มีสถานบริการสาธารณสุข ประกอบด้วย โรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง 1 แห่ง สถานีอนามัย 19 แห่ง คลินิกแพทย์ 3 แห่ง

โรงพยาบาลจะนะเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง เริ่มเปิดให้บริการครั้งแรกในปี 2516 ในนามของ ศูนย์การแพทย์อำเภอจะนะ ต่อมาในปี 2525 ได้ยกฐานะเป็นโรงพยาบาลขนาด 10 เตียง เป็นโรงพยาบาลขนาด 30 เตียง ในปี 2535 และปี พ.ศ. 2545 ได้ยกฐานะเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียง ปัจจุบันตกเป็นหนึ่งในอำเภอเป้าหมายของการแบ่งแยกดินแดนในสถานการณ์ไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นปากประตูสู่รัฐปัตตานีหากการแบ่งแยกดินแดนเกิดขึ้นได้สำเร็จ

โรงพยาบาลจะนะ ปัจจุบันมี นพ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 9 การพัฒนาระบบงานในโรงพยาบาลนั้นมีความเป็นทีมงานสูง การทำงานร่วมกันเป็นสหสาขาวิชาชีพ การมุ่งพัฒนาระบบ การทำงานในชุมชน ภายใต้วิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลที่ว่า “อบอุ่นเหมือนบ้าน บริการมาตรฐาน สร้างสรรค์สุขภาวะ” การเปิดโอกาสให้การพัฒนามาจากผู้รับผิดชอบงาน ทำให้การพัฒนาไม่ติดคอขวดที่คณะกรรมการบริหารโรงพยาบาล

สถานการณ์ไม่สงบที่จะนะ

ในปี 2547 เริ่มมีสถานการณ์ไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ และ 4 อำเภอชายแดน ของจังหวัดสงขลา 28 ตุลาคม 2547 มีเหตุการณ์ยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจหน้าโรงพยาบาลได้รับบาดเจ็บสาหัสและผู้ก่อเหตุได้ยิงเข้ามาในโรงพยาบาลอีก 2 นัด ถูกรถ refer และผนังอาคารห้องแพทย์แผนไทยเป็นรูกลม นับเป็นเหตุการณ์แรกที่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลรู้สึกได้ถึงภัยใกล้ตัว

อย่างไรก็ตาม การก่อเหตุที่จะนะยังมุ่งเป้าหมายไปที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทหารเป็นสำคัญ มีเหตุการณ์ใหญ่ๆ หลายครั้งได้แก่ การยิง ตชด.เสียชีวิต 3 นายบาดเจ็บ 1 นาย ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ 1 กิโลเมตร ในช่วงเดือนธันวาคม 2547 การวางระเบิดที่ป้อมตำรวจหน้าที่ว่าการอำเภอซึ่งตั้งอยู่ห่างประตูโรงพยาบาลพียง 20 เมตร ในเดือนมีนาคม 2549 ส่งผลให้มีตำรวจและประชาชนบาดเจ็บรวม 12 คน การวางระเบิดสะพานรถไฟในเดือนสิงหาคม 2549 ส่งผลให้ ตชด.เสียชีวิต 4 นาย และการยิงครูบาดเจ็บสาหัสเมื่อธันวาคม 2549 ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กันยายน 2550 นี้ มีการวางระเบิดที่ปั้มน้ำมันหลักของอำเภอ เกิดระเบิดแต่ดีที่ไม่มีผู้บาดเจ็บเสียชีวิต เป็นต้น

ทางโรงพยาบาลมีการประชุมเรื่องการจัดการความเสี่ยงจากสถานการณ์ แม้จะไม่เข้มข้นเหมือนพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ การเพิ่มจำนวนยามเป็น 2 คน กล้องวงจรปิด การเปิดธนาคารเลือด ความยืดหยุ่นในการอออกปฏิบัติงาน นอกโรงพยาบาล การประสานข่าวสารจากชุมชน การซ้อมแผนอัคคีภัยหรือแผนอุบัติเหตุหมู่ เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ความไม่สงบที่ไม่ร้อนแรง ทำให้โรงพยาบาลมีโอกาสพัฒนาได้มากขึ้น ซึ่งจะเป็นภูมิคุ้มกันที่สำคัญในระยะยาว

ลดความแออัดในโรงพยาบาล

ความแออัดของโรงพยาบาลจะนะเป็นเสมือนภาพอันอมตะนิรันดร์กาลมาตั้งแต่แรกตั้งโรงพยาบาล และแทบจะนึกภาพไม่ออกว่าโรงพยาบาลชุมชนขนาด 60 เตียงที่ต้องดูแลประชากร 90,000 คนในเนื้อที่โรงพยาบาลประมาณ 5 ไร่ จะสามารถลดความแออัดลงไปได้

ความพยายามตลอด 4 ปี ของการพัฒนาระบบบริการในโรงพยาบาลและเชื่อมต่อกับสถานีอนามัยและที่บ้าน เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการของประชาชน และลดความแออัดของ OPD โรงพยาบาลนั้น ส่งผลให้ความแออัดในโรงพยาบาลลดลงไปได้ ไม่ใช่ลดจากจำนวนผู้ป่วยที่ลดลง แต่ด้วยการจัดการ การแยกจุดบริการ การเพิ่มเวลาให้บริการ การส่งเสริมการพัฒนาของสถานีอนามัย ทำให้ความแออัดลดลงไปได้

เพิ่มเวลาบริการ

การจัดบริการในเวลาราษฎรหรือนอกเวลาราชการนั้น เป็นกลวิธีสำคัญในการลดความแออัดในเวลาราชการ ที่โรงพยาบาลจะนะจึงมีการเปิดคลินิกนอกเวลาราชการของแพทย์ ทันตกรรม ซึ่งเปิดทุกวันตลอดทั้งปี คลินิกยาเสพติด และแพทย์แผนไทย เปิดเพิ่มในวันหยุดราชการ

ในส่วนของคลินิกนอกเวลาของแพทย์ ซึ่งเปิดให้บริการทุกวันราชการเปิดถึง 2 ทุ่ม วันเสาร์วันอาทิตย์เปิดถึงเที่ยง ผู้ป่วยนอกเวลาคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 25 % ของผู้ป่วยทั้งวัน สำหรับคลินิกนอกเวลาทันตกรรมนั้นเปิดบริการทุกวันเช่นกัน ในวันหยุดให้บริการตั้งแต่ 8-16 นาฬิกา สิ่งที่ดีที่สุดของคลินิกนอกเวลาทันตกรรมก็คือ ทำให้ระยะเวลาในการรอคิวเพื่ออุดฟัน รักษารากฟัน ทำฟันปลอม ลดลงจาก 6 เดือนเป็น 2 เดือน

สำหรับคลินิกแพทย์แผนไทยเปิดให้บริการเพิ่มในวันเสาร์ คลินิกฟ้าใสเปิดบริการในทุกวันหยุด เพื่อให้ผู้ป่วยติดยาสามารถมารับยา Methadone หรือมาพูดคุยเพื่อเพิ่มความเข้มแข็งในการหยุดยาได้ทุกวัน

แยกจุดบริการคลินิกพิเศษออกจาก OPD

การแยกคลินิกพิเศษออกมาให้ชัดเจน และแยกผู้ป่วยเหล่านั้นออกจาก OPD มาตรวจในพื้นที่อื่นของโรงพยาบาล ทำให้ผู้ป่วยเกือบครึ่งที่ต้องตรวจโดยแพทย์ถูกแบ่งออกไปจากพื้นที่ OPD อันคับแคบ เช่นได้แยก คลินิก DM/HT คลินิกหอบหืด (Asthma Clinic) ไปไว้หน้าห้องรอคลอด แยกเอาคลินิกดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ (ARV Clinic) คลินิกวัณโรค (TB clinic) คลินิกฟ้าใสที่ดูแลผู้ติดยาเสพติด คลินิกวัยทอง ไปที่ชั้น 2 ของตึกใหม่ เป็นต้น

การแยกจุดบริการทำให้ความรู้สึกแออัดลดลง แม้ว่าในความเป็นจริงนั้น ยอดรวมของจำนวนผู้ป่วยไม่ได้ลดลงเลย ส่วนคลินิกด้านการสร้างเสริมสุขภาพของทีมเวชปฏิบัติครอบครัวซึ่งแยกไปอยู่อีกจุดแล้ว ก็พัฒนาระบบบริการให้เป็นการจัดบริการแบบ One Stop Service ในคลินิกฝากครรภ์ (ANC) คลินิกสุขภาพเด็กดี (Well Baby Clinic) และคลินิกวางแผนครอบครัว (Family Planning Clinic) เพื่อเพิ่มความสะดวกของผู้รับบริการ โดยจัดแพทย์ เจ้าหน้าที่ห้อง lab ทันตาภิบาล ไปให้บริการที่คลินิก ANC แทนที่ต้องให้ผู้รับบริการเป็นฝ่ายเดินวนเวียนไปตามจุดต่างๆ

การตั้งรับนอกโรงพยาบาล

ทางโรงพยาบาลจะนะ มีการจัดแพทย์และทีมสหสาขาวิชาชีพคือพยาบาลและเภสัชกร ลงไปให้บริการใน PCU หลัก 2 แห่ง คือ PCU ตลิ่งชัน และ PCU จะโหนง แห่งละ 1 วันต่อสัปดาห์ เพื่อสร้างศรัทธาของชาวบ้านต่อสถานีอนามัยนั้นๆ แม้จะเน้นไปที่การดูแลโรคเรื้อรัง แต่ก็ดูแลตรวจโรคทั่วไปเช่นกัน นอกจากนี้ทางโรงพยาบาลจะนะยังมี PCU แห่งใหม่โดยชุมชนเป็นผู้สร้างเอง คือ PCU บ้านนาร่วมใจ เพื่อเพิ่มจุดบริการของตำบลบ้านนาที่โรงพยาบาลตั้งอยู่ ซึ่งไม่มีหน่วยบริการปฐมภูมิ

และได้จัดระบบงานการดูผู้ป่วยที่บ้าน (Home Health Care) ที่ทีมของโรงพยาบาลดูแลครอบคลุมทั้งอำเภอ แบ่งทีมออกเป็น 4 ทีม ออกเยี่ยมดูแลผู้ป่วยที่บ้านทีมละวันต่อสัปดาห์

PCU ประชาอาสา

และในตำบลบ้านนา พื้นที่รับผิดชอบของทางโรงพยาบาลนั้น เนื่องจากมีประชากรมากถึง 14,000 คนเศษ ซึ่งไม่มีสถานีอนามัยในพื้นที่รองรับ มีเพียงคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวที่ตั้งอยู่ในโรงพยาบาล ทำให้ไม่มีแรงดึงดูดมากพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้บริการของผู้ป่วยที่ไม่จำเป็นต้องพบแพทย์ในกรณีที่เจ็บป่วยทั่วไป

ในปี 2549 ทางโรงพยาบาลและกลุ่ม อสม.ตำบลบ้านนาจึงมีความเห็นร่วมกันที่จะเปิดศูนย์สุขภาพชุมชน (PCU) นอกตัวโรงพยาบาลขึ้น โดยในครั้งแรกที่คิดกันนั้นจะของบประมาณสนับสนุนจากทางอบต.แต่ด้วยข้อจำกัดด้านงบประมาณจึงไม่สามารถสนับสนุนได้

เมษายน 2550 อสม. ชาวบ้านและผู้นำชุมชน จึงพร้อมใจกันสร้างศูนย์สุขภาพชุมชนด้วยตนเอง โดยขอรับบริจาคเงินเพื่อเป็นค่าวัสดุก่อสร้าง ส่วนค่าแรงนั้นไม่ต้องจ่าย เพราะ อสม.และช่างประจำหมู่บ้านจะช่วยกันสร้างด้วยจิตอาสา โรงพยาบาลก็เพียงสนับสนุนน้ำและขนมเป็นสินน้ำใจ และเตรียมความพร้อมเรื่องเครื่องมืออุปกรณ์ในอาคารเป็นสำคัญ

ตัว PCU เป็นอาคารชั้นเดียวขนาดไม่ใหญ่ สร้างในที่ดินสาธารณะของชุมชน เมื่อสร้างเองก็สามารถปลดล็อคจากระเบียบราชการในการจัดซื้อจัดจ้างทั้งหมด ชาวบ้านช่วยกันออกแบบ เลือกวัสดุ สร้างกันแบบประชาอาสาคือสร้างๆ หยุดๆ ช่วงไหนฝนไม่ตกตัดยางได้ดีหรือตรงกับช่วงงานบุญ การก่อสร้างก็ชงักไป แต่ก็จะกลับมาคึกคักตามจังหวะของชุมชน และสามารถเปิดดำเนินการได้ในเดือนมิถุนายน 2551

เมื่อสร้างเสร็จ PCU แห่งนี้จะแบ่งหมู่บ้านมารับผิดชอบ 5 หมู่บ้านจากทั้งหมด 10 หมู่บ้าน ดูแลประชากร 7,000 คน ชื่อที่แท้จริงของ PCU แห่งนี้ยังไม่ได้ตั้ง แต่แนวทางการตั้ง PCU แบบประชาอาสานี้ จะทำให้ชุมชนรู้สึกเป็นเจ้าของ PCU อย่างแท้จริง การสร้างการยอมรับ การมีส่วนร่วมของชุมชนต่อระบบงานใน PCU ก็น่าจะลงตัวกว่าการสร้างโดยราชการ ที่บางครั้งอาจกลายเป็นสิ่งแปลกปลอมในชุมชน

กองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาว

กองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาว เป็นกองทุนร่วมระหว่าง องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำขาว งบประมาณด้าน ส่งเสริมป้องกันจากสถานีอนามัยในตำบลน้ำขาว องค์กรการเงินของชุมชนในตำบลน้ำขาว และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับการดูแลเรื่องการสร้างเสริมสุขภาวะของประชาชนในตำบลน้ำขาวทุกคน

ทุกภาคส่วนยินดีที่จะช่วยสมทบเงินงบประมาณเพื่อตั้งกองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาว และต่างมีความเห็นตรงกันว่าจำนวนเงินมากน้อยไม่สำคัญ สำคัญอยู่ที่การมีส่วนร่วมและการจัดการเงินก้อนนี้ได้อย่างเป็นระบบและเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง ในส่วนของภาคประชาสังคมนั้นมีความเห็นที่น่าสนใจว่าเงินกองทุนที่ตั้งมานั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ ให้หมดเป็นปีๆ ไป ควรมีการเก็บไว้บางส่วนสะสมไว้เป็นเงินก้อนโตในอนาคต ซึ่งอาจจะเป็นประโยชน์ในการทำโครงการใหญ่ในระยะยาวต่อไป

โดยในปีแรกคือปี 2550 นี้ จะมีการสมทบเงินเข้ากองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาวดังนี้

ภาคสาธารณสุขจะจัดสรรงบประมาณหลักประกันสุขภาพในหมวดการสร้างเสริมสุขภาพ (งบ PP ) ของตำบลน้ำขาวเป็นสัดส่วน 50% ของงบประมาณที่ได้รับจัดสรร ซึ่งคิดเป็นงบประมาณประมาณปีละ 100,000 บาท

องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำขาว ได้บรรจุในแผน 3 ปีของ อบต. (ปี 2550-2552) เพื่อสนับสนุนเป็นงบอุดหนุนแก่กองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาวปีละ 100,000 บาท

ภาคประชาชน อันได้แก่กลุ่มออมทรัพย์ กลุ่มสัจจะวันละบาท กลุ่มกองทุนหมู่บ้านยินดีร่วมสมทบตามแต่กำลังของแต่ละกลุ่ม โดยแต่ละองค์กรร่วมสมทบไม่น้อยกว่าองค์กรละ 1,000 บาท

ในส่วนของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้แสดงสมทบงบประมาณสมทบตามหลักเกณฑ์ของกองทุนตำบล สปสช. ที่ 37.5 บาทต่อบัตร

เจตนารมณ์ของกองทุนสุขภาพชุมชนตำบลน้ำขาว มุ่งเน้นการสนับสนุนการสร้างสุขภาพหรือคุณภาพชีวิตในระดับที่กว้างคือ เสริมสุขภาพทั้งทางมิติด้านสังคม จิตวิญญาณและสิ่งแวดล้อม โดยทุกภาคส่วนไม่ว่าสถานีอนามัยหรือกลุ่มชาวบ้าน ก็สามารถนำเสนอโครงการต่อคณะกรรมการสุขภาพตำบลน้ำขาวได้ แล้วคณะกรรมการสุขภาพตำบลน้ำขาวก็จะพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้ตามความเหมาะสม เป็นเสมือน สสส.ของตำบลน้ำขาวที่มีพันธกิจในการส่งเสริมให้ทุกกลุ่ม ทุกองค์กรสามารถมีส่วนร่วมในการทำโครงการเพื่อแก้ปัญหาด้านสุขภาพ หรือสร้างนวัตกรรมด้านการสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างกว้างขวาง

สำหรับคณะกรรมการสุขภาพตำบลน้ำขาวให้มีตัวแทนจาก 4 ภาคส่วนคือ องค์การบริหารส่วนตำบลน้ำขาว ภาคประชาชนจากกลุ่มออมทรัพย์ ภาคส่วนราชการสาธารณสุข และผู้ทรงคุณวุฒิในพื้นที่ รวมทั้งสิ้น 13 คน

แนวคิดและรูปแบบการดำเนินงานของกองทุนสุขภาพตำบลน้ำขาวได้เป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่การดำเนินการของกองทุนยังไม่ลงตัวนัก ซึ่งต้องใช้เวลาในการขับเคลื่อนสู่แนวคิดในอุดมคติแห่งการมีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของภาคประชาชนในชุมชนเองด้วยตนเองต่อไป

หากทุกชุมชนพร้อมใจกันจัดการสุขภาพชุมชนด้วยการพึ่งตนเอง เสมือนเมล็ดพันธ์ที่งอกงามชูกิ่งก้านหลังสายฝนแล้ว ความงดงามที่เบ่งบานอย่างหลากหลายก็ย่อมจะเกิดขึ้นเป็นความหวังของสังคมไทย

โรงพยาบาลกับคนค้านท่อ

ตำบลตลิ่งชัน ตำบลสะกอม และตำบลใกล้เคียง อำเภอจะนะ จังหวัดสงขลา เป็นตำบลสำคัญที่จะได้รับผลกระทบจากโครงการโรงแยกก๊าซธรรมชาติท่อส่งก๊าซไทย-มาเลเซียโดยตรง เพราะเป็นแหล่งที่ตั้งของโรงแยกก๊าซ และท่อก๊าซก็ผ่ากลางตำบล มีโรงไฟฟ้าพลังความร้อนร่วมขนาดใหญ่ รวมทั้งจะเป็นพื้นที่เป้าหมายสำหรับเขตอุตสาหกรรมต่อเนื่องในอนาคต

ชาวบ้านสองตำบลกว่า 14,000 คน ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องมุสลิม ที่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ประกอบอาชีพประมงพื้นบ้าน ปลูกแตงโม ทำนา เลี้ยงวัว ทำสวนยาง เลี้ยงนกเขา และรับจ้างใช้แรงงานในโรงงาน ได้รับผลกระทบเต็มๆ

คำถามที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สร้างความกดดันกับชาวบ้านในพื้นที่มากที่สุดก็คือ เมื่อโรงแยกก๊าซเข้ามา และโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ตามเข้ามาตั้งในพื้นที่ แต่ละโรงงานใหญ่กว่าที่นาในหมู่บ้านของเขาทุกคนรวมกันเสียอีก แล้วพวกเขาจะอยู่กันอย่างไร จะอยู่ตรงไหน หากินกันอย่างไร

เขารู้ว่าโรงงานมา ความเจริญก็จะเข้ามาด้วย ไม่ว่าถนน ประปา โทรศัพท์ หรือ ร้านค้าสารพัด แต่นั่นคงไม่คุ้มกับสภาพของความเป็นชุมชนที่เป็นพี่เป็นน้อง สงบเย็นภายใต้วิถีแห่งมุสลิมที่ต้องสูญเสียไป สลัมที่เกิดขึ้นข้างโรงงาน เพื่อรองรับแรงงานอพยพจากต่างถิ่น คาเฟ่เปิดไฟสลัวๆ ร้านเหล้าที่เปิดตู้เพลงเสียงดัง อาชญากรรม ยาเสพติด ลักเล็กขโมยน้อย น้ำเสีย กลิ่นเหม็น อากาศเป็นพิษ น้ำฝนที่ไม่มีใครกล้ากิน สุขภาพที่เสื่อมโทรม เป็นความสูญเสียที่ไม่อาจคิดเป็นมูลค่าได้ สิ่งเหล่านี้จะทำลายความเป็นชุมชนมุสลิมที่แม้จะไม่ร่ำรวยแต่ก็เป็นชุมชนที่งดงามของเขา

ทีมสุขภาพของโรงพยาบาลได้เรียนรู้และเข้าใจสภาพปัญหาที่เป็นจริงและเข้าใจทัศนะความคิดของชาวบ้านกลุ่มคัดค้านโครงการท่อส่งก๊าซไทย – มาเลเซียอย่างต่อเนื่อง นอกจากการช่วยให้คำแนะนำทางวิชาการ การอ่านแปลเอกสารภาษาอังกฤษหรือภาษาวิชาการให้ชาวบ้านเข้าใจ การอธิบายกราฟหรือแผนภูมิต่างๆ ซึ่งเป็นเอกสารจากทางโรงงานหรือเอกสารจากผลการศึกษาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมให้ชาวบ้านทราบ การดูแลเขายามเจ็บป่วยแล้วสงสัยว่าจะเกิดจากผลกระทบจากโรงงานหรือไม่ แม้จะเสมือนช่วยอะไรได้ไม่มากนักก็ตาม แต่ก็นับเป็นกำลังใจที่สำคัญยิ่ง การที่ชาวบ้านรู้ว่า โรงพยาบาลยังอยู่ข้างเขา รู้ปัญหาและเข้าใจความรู้สึกของเขานั้นคือ อีกหนึ่ง Hospital-Community Relationship หรือ ความสัมพันธ์ระหว่างโรงพยาบาลและชุมชนที่แนบแน่น ในขณะที่ส่วนราชการอื่นๆนั้นแทบจะไม่มีปฏิกิริยาใดๆ ในเชิงบวกกับกลุ่มชาวบ้าน ด้วยอำนาจรัฐที่เข้ามาครอบนั้นรุนแรงมาก

ทำโรงพยาบาลให้เป็นบ้านที่อบอุ่น

ไม่มีใครในโลกนี้ที่อยากมานอนในโรงพยาบาล ต่างต้องนอนพักรักษาด้วยความจำใจทั้งสิ้น บางคนนอนเพียงหนึ่งคืน แต่บางคนด้วยโรคภัยที่รุมเร้าอาจใช้เวลาอยู่กับโรงพยาบาลนานหลายเดือน ในระยะเวลาเสี้ยวหนึ่งของชีวิตที่ต้องนอนรักษาในโรงพยาบาลนั้น นอกจากว่าเขาควรได้รับการรักษาโรคภัยไข้เจ็บให้หายป่วยโดยเร็วแล้ว โรงพยาบาลจะนะพยายามให้ผู้ป่วยได้มากกว่ายาและน้ำเกลือก็จะเป็นการให้บริการที่น่าประทับใจ ที่มองการรักษาคนมากกว่าเพียงแต่การรักษาโรค

เนื่องจากคนไข้ในโรงพยาบาลชุมชนนั้น ส่วนใหญ่มีความเจ็บป่วยไม่หนักมาก ทำให้โรงพยาบาลจะนะสามารถจัดกิจกรรมเสริมในระหว่างการให้ผู้ป่วยนอนพักรักษาตัวในโรงพยาบาลชุมชนได้ง่าย เช่น เด็กป่วยคนไหนที่มีเพียงหัวจุกสำหรับการฉีดยาเข้าเส้นเลือด (Heparin Lock) หรือนอนรับการรักษาโดยไม่มีความทุกข์จากความเจ็บป่วยมากนัก หรือความอ่อนเพลียของโรคภัยได้ดีขึ้นแล้ว ก็น่าจะมีการนำกระดาษรูปการ์ตูนมาให้เด็กๆ ได้ลองระบายสีให้มีความสุข ได้พัฒนาปัญญาในระหว่างช่วงชีวิตที่เศร้าหมองในโรงพยาบาล ผลงานที่สวยงามอาจประกวดให้รางวัลชิ้นเล็กเล็กแก่เด็กคนนั้น นี่คือการเปลี่ยนจากโรงพยาบาลที่น่าเบื่อเป็นโรงเรียนศิลปะที่มีพยาบาลใจดีเป็นคุณครู มีของเด็กเล่นสำหรับให้เด็กป่วยได้ยืมเล่นระหว่างนอนโรงพยาบาล ซึ่งทำให้เด็กมีความสุขมากขึ้น โรงพยาบาลจะนะซื้อหาตัวหล่อพลาสติกแข็งเพื่อการปีนป่ายสำหรับเด็กมาไว้ที่ตึกผู้ป่วยใน เพื่อให้เป็นสนามเด็กเล่นขนาดเล็กสำหรับทั้งเพื่อเด็กดี เด็กป่วย หรือลูกหลานเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลด้วย ทำให้โรงพยาบาลมีสีสันมากขึ้น

สำหรับผู้ใหญ่ที่ต้องนอนโรงพยาบาลนั้น หนังสือพิมพ์หรือหนังสือสาระก็มีไว้เพื่อให้บริการแก่หลายคนทั้งญาติ และผู้ป่วยได้อ่านในยามว่าง จัดสถานที่ให้บริเวณในตึกผู้ป่วยใน หรือ พื้นที่ใกล้เคียงมีเก้าอี้ม้านั่งที่ตั้งเป็นวง ให้ครอบครัวสามารถนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน หรือนั่งพูดคุยกันนั้นก็มีความหมายอย่างยิ่งสำหรับการสร้างสายใยในครอบครัว เพราะโดยปกตินั้น ชีวิตของทุกครอบครัวมักยุ่งเหยิง ต่างคนต่างทำงาน กลับบ้านแทบไม่ได้เจอหน้าพร้อมหน้าพร้อมตา แต่เมื่อมีใครเจ็บป่วยจนต้องนอนโรงพยาบาลนั้น ความห่วงใยในครอบครัวจะทำให้ญาติพี่น้องได้มีโอกาสมาพบปะพูดคุย เยี่ยมเยือนกันด้วยความห่วงใย

การจัดบรรยากาศให้เหมาะสมด้วยต้นทุนเพียงเล็กน้อยทำให้ โรงพยาบาลเสมือนบ้านที่อบอุ่น เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายในระดับโรงพยาบาลชุมชน เป็นจุดเน้นของโรงพยาบาลเอกชนซึ่งเราก็ทำได้ไม่ต่างกัน

คลินิกฟ้าใส จากแยกส่วนสู่องค์รวม

คลินิกฟ้าใสเพื่อการดูแลผู้ติดยาเสพติดของโรงพยาบาลจะนะได้ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี 2546 ตามนโยบายของรัฐบาลทักษิณ ชินวัตร ในช่วงที่ประกาศสงครามกับยาเสพติด และดำเนินการมาถึงปัจจุบัน โดยมีพัฒนาการของการดำเนินงานแบบองค์รวมผสมผสานการรักษาและการส่งเสริมป้องกันเข้าด้วยกัน

โดยปี 2546 ในช่วงการประกาศสงครามกับยาเสพติด มีผู้ติดยาเข้ารับการบำบัดถึง 950 ราย โดยเป็นผู้ติดเฮโรอีน 225 ราย ยาบ้า 580 ราย และกัญชา 375 ราย โดยในขณะนั้นคลินิกฟ้าใสมีผู้ปฏิบัติงานประจำเพียง 2 คน แต่ก็ได้รับการสนับสนุนจากสหสาขาวิชาชีพของโรงพยาบาลทั้งแพทย์ เจ้าหน้าที่วิทยาศาสตร์การแพทย์ พยาบาลจากคลินิกเวชปฏิบัติครอบครัวและเจ้าหน้าที่จากสถานีอนามัยในการร่วมดำเนินงานของคลินิกฟ้าใส

ในปี 2547 หลังการประกาศสงครามกับยาเสพติด โรงพยาบาลจะนะยังมีนโยบายที่ชัดเจนในการดูแลผู้ป่วยยาเสพติดต่อไป ได้เปิดคลินิกฟ้าใสนอกเวลาราชการในทุกวันหยุดเสาร์ อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ในเวลา 8.00-12.00 น. เพื่อให้บริการอย่างเป็นองค์รวมทั้งการจ่ายยาเมธาโดน การให้คำปรึกษา การเป็นที่พึ่งด้านกำลังใจแก่ผู้ป่วยได้ทุกวัน ซึ่งแต่เดิมจะมีบริการการรับยาเมทาโดนที่ห้องยาในวันหยุดเท่านั้น โดยไม่มีกระบวนการให้คำปรึกษาหรือเสริมพลังใจแต่อย่างใด ทำให้การรักษามีความต่อเนื่องและอัตราการกลับไปใช้ยาซ้ำนั้นลดลงอย่างชัดเจน

นอกจากนี้ยังเน้นการทำงานในโรงพยาบาลมากขึ้น จัดระบบงานที่การเยี่ยมผู้ป่วยยาเสพติดทุกรายที่ได้ admit เข้ามารักษาตัวในโรงพยาบาล การเยี่ยมผู้ป่วยที่บ้านในรายที่จะเป็นประโยชน์ต่อการดูแลรักษา การสร้างความเป็นเครือข่ายในการติดตามผู้ป่วยขณะบำบัด หลังการบำบัดครบตามแผนการรักษา กับสถานีอนามัย อสม. และเครือข่ายพลังแผ่นดินของสายมหาดไทย

ในปี 2547 นี้เอง โรงพยาบาลจะนะได้ปรับระบบงานภายใน โดยรวมงานเอดส์ และวัณโรค เข้ากับงานยาเสพติด ซึ่งเป็นกุญแจแห่งการก้าวกระโดดที่สำคัญที่สุดของการบูรณาการการดูแลผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่ม เนื่องจากผู้ป่วยเหล่านี้ส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มเดียวกัน และต้องอาศัยทักษะด้านการให้คำปรึกษา จิตวิทยาที่ใกล้เคียงกัน ทำให้มีการดูแลผู้ป่วยทั้ง 3 กลุ่มอย่าง เป็นระบบผู้ป่วยยาเสพติดส่วนหนึ่งมีปัญหาการติดเชื้อ HIV ได้รับการดูแลอย่างเป็นองค์รวมมากขึ้น และได้เพิ่มอัตรากำลังจาก 2 คนเป็น 4 คน ต่อมาปี 2550 เป็นต้นมาโรงพยาบาลจะนะมอบหมายภารกิจด้านสุขภาพจิตและการเยียวยาด้านจิตใจแก่ผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ไฟใต้ให้กับทีมคลินิกฟ้าใสด้วย โดยทางโรงพยาบาลได้รับการสนับสนุนนักจิตวิทยาจากกรมสุขภาพจิตมาร่วมงานอีก 1 คน ทำให้อัตรากำลังรวมเป็น 5 คน

ปัจจุบันคลินิกฟ้าใสโรงพยาบาลจะนะได้ปรับกระบวนการในคลินิกเมทาโดน จากการดูแลแบบทั่วไปที่ 21 วัน หรือ 45 วัน มาเป็นแบบต่อเนื่อง Maintenance ระยะยาว และปรับกระบวนการกินยาเมทาโดนโดยผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการกำหนดและลดจำนวนความเข้มข้นของยาเมทาโดนได้ด้วยตนเอง โดยผู้บำบัดคอยให้การดูแลช่วยเหลือในการตัดสินใจการกำหนดจำนวนมิลลิกรัม (mg) ของขนาดยาที่เหมาะสมและปลอดภัย โดยใช้ข้อมูลที่เป็นอุปสรรคต่อการหยุดเฮโรอีนของผู้ป่วยแต่ละรายมาใช้ในการพิจารณากำหนด/ลดจำนวนปริมาณยาลง การเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้กำหนดขนาดยาเองภายใต้ความเห็นชอบของพยาบาลนั้น เป็นอีกกลวิธีสำคัญในการ Empower สร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ป่วย และเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างความไว้วางใจระหว่างผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ ซึ่งเป็นกุญแจที่สำคัญยิ่งต่อการเลิกยาอย่างถาวร

งานเอดส์ หัวใจคือความร่วมมือของหลายภาคส่วน

การแก้ปัญหาการแพร่ระบาดของโรคเอดส์นั้น เป็นสถานการณ์เดียวกับการระบาดของยาเสพติด ต้องมีการผลักดันกิจกรรมอย่างกว้างขวางในหลายมิติด้วยพันธมิตรหลายองค์กรในหลายบทบาท จึงพอที่จะชะลอปัญหาได้

คลินิกดูแลผู้ติดเชื้อเอดส์ (ARV) และคลินิกฟ้าใสได้ร่วมกับกลุ่มองค์กรพัฒนาเอกชน ( NGO) กลุ่มยุวมุสลิมแห่งประเทศไทย ดำเนินการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคเอดส์ในชุมชนตำบลสะกอม ซึ่งเป็นชุมชนมุสลิมที่มีการแพร่ระบาดของยาเสพติดสูง จัดกระบวนการให้ความรู้แก่เยาวชนกลุ่มเสี่ยง นำเอามิติด้านศาสนธรรมมาปรับใช้เพื่อให้ห่างไกลเอดส์และยาเสพติด ค้นหาผู้เสพและผู้สงสัยว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอดส์ (HIV) มารับการคัดกรองและรักษาที่โรงพยาบาล

ปี 2550 ภายใต้กระบวนการสนับสนุนทางวิชาการจาก รตท.หญิงนวลตา อาภาคัพภะกุล จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คลินิก ARV สนใจเข้าร่วมการพัฒนารูปแบบระบบการดูแลผู้ใช้สารเสพติดแบบครอบครัว มีส่วนร่วม โดยมีการคัดกรองผู้ป่วยในคลินิกฟ้าใสให้ได้รับการคัดกรองตรวจหาเชื้อเอดส์ (HIV) เชื้อวัณโรค (TB) และ เชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดซี (Hepatitis C) ทุกราย เพื่อให้เกิดการรักษาตั้งแต่ระยะแรกๆ (Early Treatment) และการดูแลอย่างเป็นองค์รวม และยังมุ่งเน้นการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด ปัญหาการติดเชื้อHIV ปัญหาการแพร่เชื้อ HIV โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ฉีดสารเสพติดเข้าเส้นเลือด (Harm Reduction) โดยกิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ กิจกรรมกลุ่มระดมสมองของผู้ติดเชื้อเอดส์เพื่อค้นหาแนวทางการป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อเอดส์ กิจกรรมกลุ่มระดมสมองในการป้องการติดเชื้อเอดส์ในกลุ่มที่ผลเลือดเป็นลบเป็นต้น

ในปัจจุบันคลินิก ARV นอกจากมีระบบการจ่ายยาและติดตามผู้ป่วยตามระบบมาตรฐานของกระทรวงสาธารณสุขแล้ว ยังมีการจัดบริการคล้าย day-care คลินิก คือ กลุ่มผู้ติดเชื้อสามารถมาทำกิจกรรมโดยพาลูกพาครอบครัวมาด้วยได้ มีความพยายามที่จะ Empower ผู้ติดเชื้อบางคนที่มีศักยภาพให้เป็นวิทยากรกระบวนการ และให้เกิดกลุ่มในลักษณะกลุ่มเพื่อนช่วยเพื่อน (Self Help Group) ในปีหน้า

คืนภาษีสู่ชุมชน

โรงพยาบาลชุมชนส่วนใหญ่มักจะเป็นสิ่งก่อสร้างที่มีมูลค่าการลงทุนสะสมสูงสุดในอำเภอนั้นๆ ซึ่งแท้จริงก็คือภาษีของประชาชนนั่นเอง ทรัพยากรของโรงพยาบาลที่มีอยู่จึงควรตอบแทนกลับสู่ชุมชนให้มากที่สุด ห้องประชุมของโรงพยาบาลจะนะก็เช่นกันถือว่าเป็นระดับดีที่สุดในอำเภอ จึงเปิดกว้างให้ใช้ในการจัดกิจกรรมที่หลากหลายมากกว่าการประชุมเจ้าหน้าที่หรือจัดการประชุมเพื่อรับการตรวจราชการเท่านั้น

การจัดให้มีกิจกรรมที่หลากหลายที่ห้องประชุมของโรงพยาบาลนั้นก็จะเป็นเสน่ห์ที่อบอุ่นยิ่งของโรงพยาบาลชุมชน ไม่ว่ากิจกรรมของชมรมผู้สูงอายุ กิจกรรมของ อสม. ที่จัดเป็นประจำ นอกจากนี้ยังเป็นที่จัดการประชุมอบรมของหน่วยราชการต่างๆ ไม่ว่าทางอำเภอ ครู พัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์หรือแม้แต่การประชุมของกลุ่มเกษตรกร กิจกรรมไหนมีงบก็ให้ช่วยจ่ายค่าไฟค่าดูแลความสะอาด หากไม่มีก็ไม่ว่ากัน กิจกรรมที่หลากหลายเหล่านี้จะทำให้โรงพยาบาลมีชีวิตชีวา เป็นที่ซึ่งคนที่ไม่ป่วยก็มีความรู้สึกที่ดีๆ กับโรงพยาบาลเพราะได้มาใช้สถานที่ทำกิจกรรมต่างๆ ด้วย

โรงพยาบาลจะนะพยายามสร้างศรัทธาต่อชุมชน ให้โรงพยาบาลเป็นเสมือนบ้านหลังใหญ่ที่อบอุ่นไม่เฉพาะของคนทำงานในโรงพยาบาลเท่านั้น แต่รวมถึงเป็นบ้านที่อบอุ่นของผู้คนในชุมชนด้วย เมื่อโรงพยาบาลได้กลายมาเป็นบ้าน ที่อบอุ่นที่คนทุกคนในชุมชนเห็นคุณค่าแล้ว การปกป้องบ้านหลังใหญ่หลังนี้ให้พ้นจากเหตุเภทภัย ไม่ว่าการฟ้องร้อง การนินทาให้โรงพยาบาลชื่อเสียงเสียหาย ก็น่าจะลดลงไปเองโดยปริยาย

การจัดบริการที่สอดคล้องกับวิถีมุสลิม

อำเภอจะนะมีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามกว่า 65% หากนับผู้ที่มาใช้บริการที่โรงพยาบาลแล้วอาจมากกว่า 80% เพราะชุมชนของคนพุทธบางส่วนนั้นจะอยู่ใกล้กับโรงพยาบาลข้างเคียง การจัดบริการที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมชุมชนในพื้นที่โดยเฉพาะวัฒนธรรมมุสลิมจึงเป็นนโยบายที่สำคัญของทางโรงพยาบาล ซึ่งคล้ายคลึงกันกับโรงพยาบาลอื่นๆ ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้

การอาซานในเด็กแรกเกิด และปรับระบบบริการในการคลอดให้เหมาะสม เช่น ญาติผู้ใหญ่เข้าไปช่วยเชียร์เบ่งในห้องคลอดได้ ที่ตึกผู้ป่วยในมีการจัดเพิ่มมุมสำหรับการละหมาดและมีการจัดหาไมโครเวฟอุ่นอาหารในช่วงถือศีลอดในเดือนรอมฏอน มีการรณรงค์การทำสุนัตหมู่ทุกปี

สำหรับกรณีการดูแลผู้ป่วยในระยะสุดท้าย (Palliative Care) สำหรับผู้ป่วยในช่วงลมหายใจท้ายๆ ของชีวิต หากไม่จำเป็นต้องช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ก็จะให้ญาติเข้าเยี่ยมสวดมนต์ได้ แต่หากในรายที่ควรมีการช่วยฟื้นคืนชีพและญาติอนุญาตให้ทำแล้ว โรงพยาบาลจะนะก็ยินยอมให้ญาติประกอบพิธีการสวดอาซานเพื่อให้ผู้ป่วยได้ยินเสียงสวดในระหว่างการ CPR ด้วยโดยญาติผู้ใหญ่จะยืนอยู่คนละฟากเตียงกับทีมแพทย์ และเช่นเดียวกับที่โรงพยาบาลรามัน หากเสียชีวิตที่โรงพยาบาล ทางโรงพยาบาลก็จะจัดรถไปส่งศพให้ถึงบ้านโดยไม่ได้คิดค่าใช้จ่ายใดๆ

การปรับระบบโรงครัวให้เข้าสู่การรับรองเป็นโรงครัวฮาลาลเป็นอีกความเคลื่อนไหวที่ต่อเนื่องยาวนาน แต่เดิมผู้ป่วยหลายคนไม่ยอมกินอาหารจากโรงครัวในโรงพยาบาลเพราะไม่มั่นใจในหลักฮาลาล เนื่องจากในโรงพยาบาลจะนะมีผ้ป่วยที่นับถือศาสนาพุทธปะปนกับผู้ป่วยมุสลิมอยู่พอสมควร ทำให้การที่โรงครัวไม่มีหมูและจัดซื้อวัตถุดิบจากแม่ค้ามุสลิมเท่านั้น ไม่เพียงพอต่อการเข้าสู่ระบบฮาลาล การแยกจานแยกช้อนและแยกระบบล้างภาชนะของคนพุทธและมุสลิมจึงเกิดขึ้น แม้จะยังใช้ครัวเดียวกัน และเพื่อสร้างความมั่นใจแต่ชุมชน ทางโรงพยาบาลได้เชิญชวน อสม.มุสลิมมาร่วมล้างจานเพื่อแยกระบบภาชนะในการเสริฟอาหาร และร่วมล้างครัวเพื่อสร้างความมั่นใจและแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของโรงพยาบาล

ในเทศกาลถือศีลอดของมุสลิม ทางคลินิกฟ้าใสได้รณรงค์สนับสนุนให้ผู้ป่วยนำศาสนธรรมมาเป็นตัวนำในการปรับพฤติกรรมของชีวิต ส่งเสริมให้มีความเข้มแข็งในการถือศีลอดให้ครบถ้วนโดยให้ครอบครัวเข้ามามีส่วนร่วม ผู้ป่วย 6 คน ที่เข้าร่วมโครงการ ทุกคนสามารถเพิ่มวันที่ถือศีลอดได้มากขึ้น เป็นการสร้างคุณค่าให้กับตัวผู้ป่วยเองอย่างได้ผล

ทั้งหมดนี้ หัวใจที่สำคัญประการหนึ่งในการดำเนินงานอยู่ที่ “การรวมกลุ่มของเจ้าหน้าที่เป็นชมรมมุสลิม โรงพยาบาลจะนะ” ซึ่งจะคอยพัฒนาระบบเพื่อการจัดบริการให้สอดคล้องกับวิถีมุสลิมให้ลงตัวที่สุดกับการแพทย์สมัยใหม่

งานอาชีวอนามัยในโรงงาน

ในปัจจุบันแทบไม่มีอำเภอใดในประเทศไทยที่ไม่มีโรงงาน สำหรับอำเภอจะนะได้เป็นที่ตั้งของโรงงงานอุตสาหกรรมขนาดกลางมาก่อนหน้านี้กว่า 20 ปีมาแล้ว โดยมีชนิดของโรงงานที่สำคัญในพื้นที่ ได้แก่ โรงงานผลิตอาหารทะเลแช่แข็ง โรงงานผลิตปลาป่น โรงงานผลิตน้ำยางข้นและยางแท่ง โรงงานแปรรูปไม้ยางพาราเพื่อเป็นชิ้นส่วนเฟอร์นิเจอร์ โรงโม่หิน โรงงานผลิตเซรามิค ปัจจุบันยังเป

Comment #1ไม่พอใจเป็นอย่างมากกับการทำงานของโรงพยาบาลจะนะ
นาดีเร๊าะ อะหมะ
Posted @October,20 2011 14.04 ip : 110...143

คนไข้เป็นไข้ ตัวร้อนมาก ให้กลับบ้านมาได้งายค่ะ อยากทราบว่า ถ้าเกิดคนไข้เกิดภาวะช็อกขึ้นมาทางโรงพยาบาลจะรับผิดชอบยังไง ค่ะ และอีกอย่างน่ะค่ะ เบอร์โทรให้ไว้ทำไม่ค่ะ โทรไปไม่เคยรับสายเลย ให้มาเพื่อ อะไรค่ะ ในเมื่อไม่ได้ใช้ประโยชน์จากมันเลย หรือโรงพยาบาลตัดงบเลิกจ้างประชาสัมพันธ์ที่คอยรับโทรศัพท์และให้คำเเนะนำผู้ป่วยหรือญาติผู้ป่วยค่ะ  หรือว่า ประชาสัมพันธ์ไปเข้าห้องน้ำค่ะ โทรไป เกือบ 10 ครั้งไปรับสายเลย  ที่เคาน์เตอร์ ค่ะ ขอบอกว่า ห่วยแตกมากค่ะ การทำงานของโรงพยาบาลนี้  นี้ถ้าไม่ใช้โรงพยาบาลของรัฐบาลคงไม่ค่อยมีใครอยากจะเข้าไปใช้บริการหรอกค่ะ ปรับปรุงด่วนน่ะค่ะให้สมกับเป็นข้าราชการที่กินภาษีของเราทุกคน

Comment #2ไม่เข้าใจ
วิชุลักษณ์
Posted @May,29 2012 20.51 ip : 113...25

อยากรู้จังโรงพยาบาลจะนะมีหมอทั้งหมดกี่คนทำไมเวลามาตรวจถึงไม่สนใจคนไข้เลยธุรกิจนอกมากกันเหลือเกินส่วนใหญ่โรงพยาบาลนี้พยาบาลเก่งนะวินิฉัยโรคได้เก่งกว่าหมออีกแฟนเข้ารพ.มา2คืนยังไม่รู้เลยว่าเป็นอะไรและอีกเรื่องรพ.นี้ยุ่งเยอะมากตอนกลางคืนนอนกันไปได้ไง คนเป็นไข้อยู่แล้วก็คงจะตายกันงานนี้พยาบาลรอบดึกดูหนักจบก็นอนไม่รู้ว่าผู้บริหารทำมาหารับประทานอะไรอยู่ดูแลกันบ้างไหมหรือว่าพอมีคนจากส่วนกลางมาตรวจก็ดีอย่างนี้ผักชีโรยหน้าหรือเปล่า

Comment #3
22
Posted @August,07 2016 21.09 ip : 183...231

ขอเบอติดต่ดเจ้าหน้าที่ห้องยาด่วนค่ะ

แสดงความคิดเห็น

กรุณาป้อน Username / Password ที่ท่านได้ลงทะเบียนไว้กับเว็บไซท์แห่งนี้ หรือ สมัครเป็นสมาชิกของเว็บไซท์
Bold Italic Underline Left Center Right Ordered List Bulleted List Horizontal Rule Page break Hyperlink Text Color :) Quote
คำแนะนำ เว็บไซท์นี้สามารถเขียนข้อความในรูปแบบ มาร์คดาวน์ - Markdown Syntax:
  • วิธีการขึ้นบรรทัดใหม่โดยไม่เว้นช่องว่างระหว่างบรรทัด ให้เคาะเว้นวรรค (Space bar) ที่ท้ายบรรทัดจำนวนหนึ่งครั้ง
  • วิธีการขึ้นย่อหน้าใหม่ซึ่งจะมีการเว้นช่องว่างห่างจากบรรทัดด้านบนเล็กน้อย ให้เคาะ Enter จำนวน 2 ครั้ง

เมนูหลัก

มุมสมาชิก

สมัครสมาชิก · ลืมรหัสผ่าน

แนะนำหนังสือ

The Doctor Communication HandbookThe Doctor Communication Handbook
เว็บไซท์นี้ออกแบบและทดสอบด้วยไฟร์ฟอกซ์!